- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 199 พบปะสหายผ่านกระดานหมาก
ตอนที่ 199 พบปะสหายผ่านกระดานหมาก
ตอนที่ 199 พบปะสหายผ่านกระดานหมาก
ภายใต้การยืนกรานของเสิ่นซี ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็ล้มเลิกแผนการที่จะไปเชิญใต้เท้าจวี่เหรินมาเป็นอาจารย์สอนพิเศษให้กับเสิ่นซี ทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมา นางก็ยังคงขบคิดหาหนทางทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อเขาอยู่เสมอ
ช่วงปลายเดือนสาม ในยามที่ผืนแผ่นดินทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนกำลังอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งวสันตฤดู ฮุ่ยเหนียงได้ไหว้วานคนหนุ่มหลายคนที่เข้าร่วมการสอบระดับเมืองในคราวเดียวกัน ให้พาเสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วออกไปเดินเหยียบหญ้าชื่นชมธรรมชาติด้วยกัน นอกจากจะถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจสลับกับการร่ำเรียนแล้ว ยังจะได้ผูกมิตรกับผู้คนเหล่านี้ และถือโอกาสแลกเปลี่ยนสนทนาเรื่องวิชาความรู้ไปในตัว
(เชิงอรรถผู้แปล: เดินเหยียบหญ้า (踏青 - tàqīng) ประเพณีการออกไปชื่นชมธรรมชาติในช่วงวสันตฤดู)
เนื่องจากคนหนุ่มเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีความสามารถตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งยังเป็นตัวเต็งที่จะคว้าตำแหน่งอั้นโส่วในการสอบระดับเมืองครั้งนี้ทั้งสิ้น
(เชิงอรรถผู้แปล: อั้นโส่ว (案首 - ànshǒu) ผู้สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบระดับอำเภอ ระดับเมือง หรือระดับท้องถิ่น)
ในวันที่สามสิบเดือนสาม เสิ่นซีซุกเงินห้าตำลึงที่ฮุ่ยเหนียงแอบยัดเยียดให้ไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะก้าวออกจากประตูบ้านไปพร้อมกับเสิ่นหย่งจั๋ว มุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมายทางตอนใต้ของเมือง
ตามความประสงค์ของฮุ่ยเหนียง หากพวกเขาพูดคุยถูกคอกับบรรดาบัณฑิตที่เข้าสอบด้วยกัน ก็สามารถเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวคนเหล่านั้นได้ ทว่านางได้กำชับเสิ่นซีเป็นพิเศษว่าห้ามดื่มสุราเป็นอันขาด
เงินห้าตำลึง ในยุคสมัยนี้นับว่าเป็นเงินก้อนโตทีเดียว การจะใช้เลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ในโรงเตี๊ยมและหอสุราแห่งใดก็ได้ในเมืองถิงโจวนั้น ย่อมเหลือเฟือเหลือใช้เกินพอ
เวลานี้เป็นช่วงปลายเดือนสามอันเป็นฤดูใบไม้ผลิ เสิ่นซีเดินทอดน่องไปตามท้องถนนในตัวเมือง สายลมวสันต์พัดระรวยปะทะใบหน้า กลิ่นหอมของมวลบุปผาโชยเตะจมูกเป็นระลอก ต้นหลิวริมแม่น้ำถิงเจียงห้อยระย้าด้วยกิ่งก้านสีเขียวขจี ยามสายลมพัดพลิ้วก็แกว่งไกวไปมาอย่างอ้อยอิ่ง ปุยหลิวลอยละล่องระเรี่ยผิวน้ำ ประหนึ่งสาวงามกำลังสางผมยาวสลวยโดยอาศัยผืนน้ำของแม่น้ำถิงเจียงต่างคันฉ่อง ดอกท้อในยามนี้กำลังเบ่งบานสะพรั่งเต็มที่ แตกช่อเป็นพุ่มเป็นกอ ราวกับถูกแต้มด้วยชาดสีแดงสด สะท้อนเงาลงบนสองฝั่งแม่น้ำถิงเจียง สีแดงสว่างไสวเจิดจ้า งดงามจนชวนให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มหลงใหล
(เชิงอรรถผู้แปล: แม่น้ำถิงเจียง (汀江 - Tīngjiāng) แม่น้ำสายสำคัญที่ใช้ในการขนส่งสินค้าของเมืองถิงโจว)
วันๆ เอาแต่อุดอู้อยู่ในบ้านเพื่อร่ำเรียนหนังสือ เสิ่นซีรู้สึกว่าตนเองใกล้จะกลายเป็นหนอนหนังสือเข้าไปทุกที พอได้ออกมาเห็นความงดงามของดอกท้อสีแดงและใบหลิวสีเขียว ชั่วขณะนั้นเขาก็รู้สึกเบิกบานใจจนคลายความกังวลไปจนหมดสิ้น
ตลอดเส้นทางพวกเขาเดินๆ หยุดๆ ชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามรายทาง เสิ่นซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าเสิ่นหย่งจั๋วกลับมีท่าทีเหม่อลอยอยู่บ้าง อาจเป็นเพราะถูกมารดาบีบบังคับให้ร่ำเรียนจนประสาทตึงเครียดเกินไป ยามปกติก็แทบไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ พอได้ออกมาข้างนอกจึงดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขาดชีวิตชีวา
เสิ่นซีพยายามจะชวนเสิ่นหย่งจั๋วคุยอยู่หลายครั้ง ทว่าเสิ่นหย่งจั๋วกลับทำทีเป็นสนใจบ้างไม่สนใจบ้าง
"พี่ใหญ่ ท่านกำลังคิดเรื่องของคุณหนูตระกูลหลวี่อยู่หรือขอรับ ความจริงแล้ว... มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะบอกท่านมาตั้งนานแล้ว เรื่องของคุณหนูตระกูลหลวี่น่ะ ข้าโกหกท่านหรอก"
เสิ่นหย่งจั๋วถอนหายใจเบาๆ "ข้ารู้ตั้งนานแล้วล่ะ"
เสิ่นซีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ท่านรู้แล้วหรือ? เช่นนั้นท่านยังจะกลัดกลุ้มใจอันใดอยู่อีกเล่า"
ทว่าเพิ่งจะเอ่ยปากถามออกไป เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขื่น นี่ตนเองเลอะเลือนไปอีกแล้วหรือไรกัน?
เรื่องมันก็เห็นๆ กันอยู่ ในเมื่อตอนนี้เสิ่นหย่งจั๋วไม่ได้กังวลว่าคุณหนูตระกูลหลวี่จะเป็นหญิงหน้าปรุอีกต่อไปแล้ว เขาก็ย่อมต้องกังวลว่าหากคราวนี้ตนสอบไม่ผ่านการสอบระดับเมือง ทางฝั่งนั้นอาจจะขอยกเลิกการแต่งงานได้
"พี่ใหญ่ ท่านก็ปล่อยวางเสียบ้างเถิด... เกิดเป็นคน ไยต้องกลัวว่าจะไร้สหายรู้ใจ ว่ากันแค่ในเมืองนี้ สตรีดีๆ มีตั้งมากมายก่ายกอง ใครจะไปรู้ล่ะ ไม่แน่ว่าการออกมาเดินเหยียบหญ้าของพวกเราในครานี้อาจจะได้พบเจอสักนางก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเทศกาลซ่างหยวนและงานวัด ไม่ว่าในเมืองหรือนอกเมือง ล้วนสามารถพบเห็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่ท่าทางเหนียมอาย ข้างกายส่วนใหญ่มักจะมีสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มคอยติดตาม ท่านยังจะกลัวว่าจะหาคู่ครองที่เหมาะสมไม่ได้อีกหรือขอรับ"
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลซ่างหยวน (上元节 - Shàngyuán Jié) หรือเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือน 1 เทศกาลโคมไฟของจีน)
เสิ่นซีเพียงแค่พรรณนาถึงภาพจินตนาการของตนเองออกไปเท่านั้น ความจริงแล้วในยุคสมัยนี้ คุณหนูตระกูลใหญ่โตล้วนต้องรัดเท้าดอกบัวทองคำสามนิ้ว ทำให้เดินเหินไม่สะดวก แทบจะประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่ก้าว หากไม่มีธุระอันใด ผู้ใดเล่าจะออกมาเผยโฉมหน้าต่อผู้คนตามท้องถนนให้ชาวบ้านได้เห็นกัน
"จริงหรือ" เสิ่นหย่งจั๋วรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
เสิ่นซีหัวเราะร่วนพลางชี้มือไปแต่ไกล "นั่นไง ตรงนั้นไม่ใช่นางหนึ่งหรอกหรือ..."
เสิ่นหย่งจั๋วมองตามทิศทางที่เสิ่นซีชี้ไป ที่สุดปลายถนนปรากฏเรือนไม้สองชั้นหลังหนึ่ง บนหน้าต่างมีเด็กสาวสองนางกำลังทอดสายตามองออกมาเบื้องนอก พร้อมกับชี้ชวนกันดูโน่นดูนี่อยู่เช่นกัน เด็กสาวนางหนึ่งดูร่าเริงสดใส บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มอันงดงามเบิกบาน ริมฝีปากขยับมุบมิบราวกับกำลังจ้อไม่หยุด ส่วนเด็กสาวอีกนางหนึ่งดูจะขวยเขินอยู่บ้าง นางใช้พัดจิ๋วบดบังใบหน้าเอาไว้ ทว่าก็ยังคงเงยหน้าขึ้นมองไปไกลแสนไกล
"ช่างงดงามเป็นเลิศ มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภาเสียจริง!"
(เชิงอรรถผู้แปล: งดงามเป็นเลิศ มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา (国色天香,沉鱼落雁 ) คำบรรยายความงามขั้นสุดยอดของสตรี งดงามจนมวลหมู่บุปผาต้องละอาย ปลาจมน้ำ นกตกจากฟ้า)
เสิ่นหย่งจั๋วถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากตาค้าง พึมพำกับตนเองแผ่วเบา อย่างไรเสียก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มจากอำเภอเล็กๆ พอเข้าเมืองมาก็ไม่มีโอกาสได้ออกมาเที่ยวเล่นเลยสักครั้ง จึงไม่เคยพานพบทิวทัศน์ที่งดงามราวกับภาพวาด ทั้งสตรีและสายน้ำที่กลมกลืนกันปานนี้มาก่อน
เสิ่นซีลอบหัวเราะในใจ ความจริงแล้วเรือนไม้หลังนั้นมิใช่สถานที่อื่นใด แต่เป็นหอคณิกาที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่าหอฉินฉู่ ภายในนั้นมีบรรดาคณิกาหลวงที่อาศัยรูปโฉมและเสียงเพลงคอยปรนนิบัติให้ความบันเทิงแก่แขกเหรื่อพักอาศัยอยู่
ในยุคราชวงศ์หมิง คณิกาหลวงล้วนสังกัดเจี้ยวฟางซือ สตรีที่อยู่ภายในนั้นส่วนใหญ่ล้วนมาจากตระกูลขุนนางที่ตกต่ำ เนื่องจากบรรพบุรุษล่วงเกินองค์ฮ่องเต้หรือขุนนางผู้ใหญ่ จนถูกราชสำนักยึดทรัพย์ สตรีในครอบครัวจึงถูกกวาดต้อนมาขายเป็นคณิกากันจนหมดสิ้น เนื่องจากการถูกฟูมฟักเลี้ยงดูอยู่ในหอสังคีตมาอย่างยาวนาน คณิกาหลวงเหล่านี้จึงมักจะเชี่ยวชาญทั้งพิณ หมากรุก ลายมือ และภาพวาด
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวฟางซือ (教坊司) สำนักสังคีตหลวง เป็นหน่วยงานดูแลการแสดงดนตรีและร่ายรำของราชสำนัก แต่มักถูกใช้เป็นสถานที่ลงทัณฑ์ โดยกักขังและบังคับให้สตรีจากครอบครัวขุนนางต้องโทษตกเป็นคณิกาหลวง)
เจี้ยวฟางซือนั้นแตกต่างจากหอคณิกาทั่วไป บรรดาแม่เล้ามักจะไม่กล้าล่วงเกินคณิกาหลวงเหล่านี้มากนัก ด้วยเกรงว่าสักวันหนึ่งหากบรรพบุรุษของพวกนางได้รับการกอบกู้ชื่อเสียง พวกนางจึงมักจะไม่ถูกบีบบังคับให้ต้องหลับนอนกับแขก ดังนั้น พวกนางจึงมักจะทำหน้าที่เพียงนั่งเป็นเพื่อนคุย ร้องเพลงขับกล่อม หรือสนทนาเรื่องบทกวีกับแขกเท่านั้น บรรดาบัณฑิตและปัญญาชนจึงมักจะชื่นชอบสตรีประเภทนี้เป็นอย่างมาก
คณิกาหลวงเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนถูกจัดอยู่ในทะเบียนสังคีต เจี้ยวฟางซือในสมัยหมิงนั้นเป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อกรมพิธีการ ซึ่งกรมพิธีการมีอำนาจตุลาการอิสระเหนือผู้คนในทะเบียนกลุ่มนี้ สิ่งนี้จึงเป็นหลักประกันที่ช่วยปกป้องคุ้มครองสถานะและสิทธิของคนในทะเบียนสังคีตได้อย่างเต็มที่
(เชิงอรรถผู้แปล: กรมพิธีการ (礼部) หรือ หลี่ปู้ เป็นหนึ่งในหกกรมหลักของจีนโบราณ รับผิดชอบดูแลงานด้านพิธีการ จารีตประเพณี การบวงสรวง การศึกษา การจัดสอบคัดเลือกขุนนาง (เคอจวี่) รวมถึงการต้อนรับทูตต่างชาติ)
เมื่อเปรียบเทียบกับราชวงศ์ก่อนหน้า คณิกาหลวงในยุคนี้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างมั่นคง อุดมสมบูรณ์ และมีอิสระ พวกนางมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น มีความเป็นตัวของตัวเองสูง สิ่งเหล่านี้จึงทำให้พวกนางได้รับความโปรดปรานจากเหล่าบัณฑิตปัญญาชนอย่างกว้างขวาง ในช่วงกลางถึงปลายราชวงศ์หมิง ถึงขั้นเกิดกระแสความคลั่งไคล้หอคณิกาและการเชิดชูสตรีในหอโคมเขียวขึ้นมาเลยทีเดียว
"พี่ใหญ่ เลิกมองได้แล้วขอรับ สถานที่แห่งนั้นพวกเราเข้าไปไม่ได้หรอก" เสิ่นซีเอ่ยเตือน
บนใบหน้าของเสิ่นหย่งจั๋วเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ "ที่นั่นคือสถานที่อันใดหรือ หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอกก็คงจะเป็นร้านค้านี่นา พวกเราแวะเข้าไปเที่ยวชมสักหน่อยคงไม่เป็นไรกระมัง"
รอจนกระทั่งเสิ่นซีขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบบอกถึงสถานะที่แท้จริงของสตรีทั้งสองนางนั้น เสิ่นหย่งจั๋วก็หน้าถอดสีในทันที จากนั้นเขาก็เริ่มกลับมาหุบปากเงียบกริบอีกครั้ง
ช่างเป็นคนเก็บตัวเงียบขรึมเสียจริงๆ…
แต่ก่อนเสิ่นซีเคยรู้สึกว่าตนเองเป็นพวกเก็บงำความรู้สึกที่ร้ายลึกพอตัวแล้ว ทว่าหลังจากได้มาประจักษ์แก่สายตากับเสิ่นหย่งจั๋ว เขาก็เพิ่งจะได้เข้าใจคำว่า "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" ในเมื่ออุตส่าห์ออกมาชมทิวทัศน์พบปะสหายบัณฑิตทั้งที ก็ควรจะละทิ้งทุกสิ่งเอาไว้เบื้องหลังชั่วคราว ทว่าอีกฝ่ายกลับเอาแต่ทำตัวลึกลับซับซ้อน ครุ่นคิดเรื่องสัจธรรมชีวิตเสียนี่
เสิ่นซีลอบคิดในใจ รู้อย่างนี้ข้าออกมาเดินเล่นคนเดียวเสียยังจะดีกว่า ประเดี๋ยวกลับไปจะได้ไม่ต้องมานั่งทนฟังหวังซื่อด่าทอหาว่าข้าไปขัดขวางการร่ำเรียนของเสิ่นหย่งจั๋วอีก
ในที่สุดก็ออกพ้นประตูเมืองมาถึงสถานที่นัดหมาย ทว่ากลับเป็นหอน้ำชาสองชั้นที่ตั้งอยู่ริมฝั่งเหนือของแม่น้ำถิงเจียงทางชานเมืองฝั่งใต้
เมืองถิงโจวนั้น เนื่องจากถนนหลวงฝั่งประตูทิศเหนือเชื่อมต่อกับดินแดนอันมั่งคั่งอย่างเมืองก้านโจวและจี๋อันในมณฑลเจียงซี ทั้งยังสามารถเดินทางขึ้นเหนือผ่านเมืองเหยียนผิงและเมืองเจี้ยนหนิงไปจนถึงมณฑลเจ้อเจียงได้ ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ฝั่งทิศเหนือของเมืองจึงดูเจริญรุ่งเรืองและพลุกพล่านกว่ามาก ในขณะที่ฝั่งทิศใต้กลับดูเงียบเหงาซบเซา
ถัดจากฝั่งทิศใต้ของเมืองออกไปไม่ไกลนักก็เป็นเทือกเขาทอดยาวสลับซับซ้อน เมื่อหยัดยืนอยู่เบื้องหน้าประตูหอน้ำชา ทอดสายตาข้ามมวลน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล จะมองเห็นเพียงยอดเขาเรียงรายซ้อนทับกัน ทิวทัศน์งดงามตระการตาจนเหลือจะบรรยาย
สองพี่น้องเดินขึ้นมาบนชั้นสอง บัณฑิตหลายคนกำลังจับกลุ่มล้อมวงดื่มชาและเดินหมาก ทว่ากลับไม่มีผู้ใดพกพาจตุรสมบัติประจำห้องหนังสือติดตัวมาด้วยเลยสักคน คาดว่าคนเหล่านี้คงจะคร่ำเคร่งกับการเตรียมตัวสอบ ยากนักจะได้ออกมาผ่อนคลายหย่อนใจ ดังนั้นวันนี้จึงตั้งใจจะพูดคุยกันแต่เรื่องสัพเพเหระหาความสำราญโดยไม่ถกเถียงเรื่องวิชาความรู้
เสิ่นซีก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อแจ้งนามของตน คนเหล่านี้ก็มีมารยาทไม่น้อย หลังจากประสานมือคารวะกันอย่างนอบน้อมแล้วก็เอ่ยแนะนำตัวกันอย่างคร่าวๆ
"คุณชายตระกูลเสิ่นทั้งสอง พวกเรากำลังเดินหมากกันอยู่ ไม่ทราบว่าพวกท่านเชี่ยวชาญในด้านนี้หรือไม่" บัณฑิตผู้หนึ่งนามว่า 'ซูทง' เอ่ยถามด้วยท่าทีผ่าเผย คนผู้นี้อายุเพิ่งจะยี่สิบปี บรรพบุรุษเคยมีผู้ดำรงตำแหน่งขุนนางใหญ่ระดับผู้ว่าการมณฑล แม้ว่ายามนี้ในตระกูลจะไม่มีผู้ใดรับราชการเป็นขุนนางแล้ว แต่ก็ยังนับได้ว่าเป็นลูกหลานตระกูลผู้ดี บรรดาบัณฑิตที่มาร่วมงานต่างก็ให้ความเคารพยำเกรงเขาเป็นอย่างยิ่ง
(เชิงอรรถผู้แปล: ผู้ว่าการมณฑล(布政使) คือตำแหน่งขุนนางระดับสูงประจำมณฑลในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง รับผิดชอบดูแลการบริหารงานพลเรือน การคลัง ภาษีอากร และสำมะโนประชากรภายในมณฑลนั้น ๆ)
ในสถานการณ์เช่นนี้ ซูทงจึงวางตัวเป็นผู้ริเริ่มงานและคอยจัดการดูแลการชุมนุมครั้งนี้ไปโดยปริยาย
เสิ่นหย่งจั๋วปรายตามองกระดานหมากแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความขวยเขิน
หากจะกล่าวไปแล้ว การเล่นหมากล้อมก็นับว่าเป็นทักษะแขนงหนึ่งที่ปัญญาชนในยุคสมัยนี้ควรจะเชี่ยวชาญ ในคัมภีร์หลุนอวี่ บทหยางฮั่ว ขงจื๊อได้กล่าวไว้ว่า "ผู้ที่อิ่มหนำสำราญตลอดวันทว่ามิยอมใช้ความคิดนึกอ่านใดๆ เลย ย่อมยากที่จะก้าวหน้า มิใช่ยังมีผู้เดินหมากกระดานหรอกหรือ การกระทำสิ่งเหล่านั้นย่อมประเสริฐกว่าการอยู่เปล่าๆ เป็นไหนๆ" ทว่าเสิ่นหย่งจั๋วเพิ่งจะเคยเรียนรู้จากบิดาของเขาเมื่อตอนยังเด็ก ฝีมือการเดินหมากจึงจัดอยู่ในระดับมือใหม่เพิ่งเริ่มเรียนเท่านั้น
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หลงใหลในความบันเทิงจนสูญเสียปณิธาน หลังจากเสิ่นหย่งจั๋วเข้าเรียน หลี่ซื่อก็เก็บกวาดกระดานหมาก ขลุ่ยไม้ไผ่ กู่ฉิน และเครื่องดนตรีอื่นๆ ภายในบ้านไปจนหมดสิ้น ลำพังแค่สองพ่อลูกตระกูลเสิ่นจะดวลหมากกันเองยังเป็นไปไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงความเชี่ยวชาญเลย
เมื่อเห็นว่าเสิ่นหย่งจั๋วหลบสายตา ซูทงก็หันไปมองเสิ่นซีด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
"ข้าพอเป็นอยู่บ้างนิดหน่อย ทว่าเล่นไม่ค่อยเก่งนักขอรับ" เสิ่นซีกล่าวกลั้วรอยยิ้มกว้าง
"พอดีเลยๆ มาๆ เด็กอัจฉริยะน้อยของพวกเราเล่นหมากเป็น ผู้ใดอยากจะดวลหมากกับเขาสักกระดานบ้างเล่า"
เสิ่นซีเป็นผู้เข้าสอบที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้สมัครเข้าสอบระดับเมืองในครานี้ ในขณะที่ผู้ที่มาร่วมชุมนุมล้วนเป็นคนหนุ่มที่กำลังเลือดร้อนห้าวหาญ พวกเขาล้วนได้รับการยกย่องจากหมู่ญาติมิตรและเพื่อนบ้านว่าเป็นผู้มีความสามารถตั้งแต่อายุน้อย บัดนี้เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับอัจฉริยะวัยสิบขวบปี ย่อมต้องรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นธรรมดา ในตอนนั้นเองจึงมีบางคนอยากจะใช้การดวลหมากเพื่อ "สั่งสอน" เขาเสียหน่อย
"เจ้าถือหมากขาว ข้าต่อให้เจ้าสองเม็ด น้องเสิ่นอย่าหาว่าข้ารังแกเจ้าก็แล้วกัน" ชายหนุ่มร่างท้วมแซ่ซ่งผู้หนึ่งทิ้งตัวลงนั่งด้วยท่าทางยโสโอหังอยู่บ้าง คนผู้นี้เพิ่งจะสอบผ่านระดับอำเภอในคราวนี้ ทั้งยังได้คะแนนอยู่ในอันดับรั้งท้าย ทว่าแม้วิชาความรู้ของเขาจะไม่ได้เรื่องได้ราวอันใด แต่เรื่องหมากล้อมกลับมีฝีมือฉกาจฉกรรจ์นัก
หมากล้อมในยุคสมัยนี้โดยทั่วไปมักจะให้หมากขาวเดินก่อนหมากดำ ไม่มีกฎการต่อแต้ม หากหมากดำยึดพื้นที่ได้หนึ่งร้อยแปดสิบเอ็ดจุดก็ถือว่าชนะ ในขณะเดียวกันก็ใช้ระบบจว้อจื่อ โดยจะวางหมากดำและหมากขาวอย่างละสองเม็ดลงบนจุดดาวสลับมุมทแยงกันก่อน เพื่อจำกัดความได้เปรียบของผู้ที่เดินก่อนให้มากที่สุด
(เชิงอรรถผู้แปล: ระบบจว้อจื่อ (座子制) กฎหมากล้อมของจีนโบราณ ที่กำหนดให้วางหมากดำและขาวอย่างละสองเม็ดทแยงมุมกันบนจุดดาวก่อนเริ่มเดินหมาก เพื่อลดความได้เปรียบของฝ่ายที่ได้เดินก่อน)
เมื่อทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน บัณฑิตแซ่ซ่งผู้นั้นไม่เพียงแต่ให้เสิ่นซีถือหมากขาวเดินก่อน แต่ยังต่อให้อีกสองเม็ด ในสถานการณ์ที่ไม่มีการต่อแต้มเช่นนี้ เสิ่นซีรู้สึกว่านี่มันออกจะดูถูกกันเกินไปหน่อยแล้ว ทว่าเสิ่นซีก็ยังคงอดทนวางหมากลงไป ผลปรากฏว่ายังไม่ทันถึงช่วงกลางกระดาน เจ้าอ้วนซ่งก็สูญเสียดินแดนไปเป็นแถบๆ คนรอบข้างพากันโห่ฮาและไล่ตะเพิดเขาลงจากกระดานไป
เจ้าอ้วนซ่งยืนงงอยู่ข้างกระดานหมาก เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดตนเองที่ร่ำเรียนหมากล้อมมานานหลายปี กลับสู้เด็กน้อยผู้หนึ่งไม่ได้? ทว่าเขาก็ใช่คนใจแคบคิดเล็กคิดน้อย เพียงแต่รู้สึกว่าฝีมือหมากของตนเองยังไม่เอาถ่านก็เท่านั้น
หลังจากนั้นก็มีอีกหลายคนหมุนเวียนเข้ามาประลอง เสิ่นซีล้วนเดินหมากด้วยความตั้งใจ ไม่ได้มีเจตนาจะโอ้อวดฝีมือแต่อย่างใด ผลแพ้ชนะสูสีอยู่ที่ห้าต่อห้า เขาเดินหมากอย่างรวดเร็วและคร้านที่จะคิดให้มากความ เพราะการพบปะสหายผ่านกระดานหมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือมิตรภาพนอกกระดานต่างหาก
แม้ว่าเสิ่นซีจะงัดเอาฝีมือออกมาใช้เพียงแค่สี่ถึงห้าส่วน แต่ก็ทำให้ผู้คนในที่นั้นรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาได้แล้ว คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนมีฐานะทางบ้านดีเยี่ยม จึงมีเวลาว่างมาศึกษาวิชาหมากล้อม ทว่าเสิ่นซีในสายตาของพวกเขาก็เป็นเพียงบุตรหลานพ่อค้าวาณิช การที่เด็กอายุแค่สิบขวบปีมีฝีมือหมากอันยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ จึงทำให้พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อเป็นอย่างยิ่ง
ในระหว่างที่กำลังเดินหมาก ทางหอน้ำชาก็คอยเติมน้ำชาและยกผลไม้แห้งรวมถึงขนมหวานมาเสิร์ฟให้อย่างไม่ขาดสาย เมื่อการดวลหมากสิ้นสุดลง ชั้นล่างก็เริ่มเล่านิทานเรื่อง "ซัวงักฉวนจ้วน" จึงมีบางคนอยากจะลงไปฟังนิทานที่ชั้นล่าง
(เชิงอรรถผู้แปล: ซัวงักฉวนจ้วน หรือ ตำนานวีรบุรุษงักฮุย / ตำนานงักฮุย (说岳全传) วรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ เรื่องราวของขุนพลงักฮุยต่อต้านทัพจิน)
ซูทงหัวเราะร่วน "ก็แค่นิทานเรื่องเล่า มีอันใดให้น่าฟังกัน ที่บ้านข้ามีตำรา 'ซัวงัก' ฉบับสมบูรณ์ ประเดี๋ยวข้าค่อยเอามาให้พวกเจ้าไปอ่านก็แล้วกัน"
บัณฑิตแซ่เติ้งผู้หนึ่งถอนหายใจยาว "อีกเพียงครึ่งเดือนก็จะถึงการสอบระดับเมืองแล้ว พ้นจากวันนี้ไป จะยังมีเวลาว่างไปอ่านของพรรค์นั้นอีกหรือ"
ขณะที่คนทั้งกลุ่มกำลังทอดทอนใจเรื่องการร่ำเรียนอันแสนตึงเครียด จู่ๆ ซูทงก็เสนอความคิดขึ้นมา "ทุกท่าน ข้าได้ยินมาว่ามีพวกนายหน้าค้าทาส ลอบนำพาสตรีชนเผ่าหนานหมานมาเร่ขายที่เมืองถิงโจวของพวกเรา รูปร่างหน้าตางดงามยิ่งนัก พวกเราพากันไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยดีหรือไม่"
(เชิงอรรถผู้แปล: หนานหมาน (南蛮) หมายถึง "คนเถื่อนทางใต้" เป็นคำที่ชาวฮั่นในยุคโบราณใช้เรียกกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจีน เช่น บริเวณมณฑลอวิ๋นหนาน กว่างซี หรือทางตอนเหนือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
เมื่อทุกคนได้ฟัง ต่างก็รู้สึกว่าน่าสนใจยิ่งนัก จึงอยากจะพากันไปเปิดโลกทัศน์ดูสักครา
"น้องเสิ่น เจ้าจะไปหรือไม่"
ซูทงหันมาถามเสิ่นซีเป็นคนสุดท้าย แม้ว่าเสิ่นหย่งจั๋วจะเป็นพี่ชายคนโต ทว่านับตั้งแต่เขามาถึงก็เอาแต่หุบปากเงียบไม่ยอมพูดจา กลับกลายเป็นว่าเสิ่นซียังสนิทสนมกลมเกลียวกับคนเหล่านี้มากกว่าเสียอีก
เสิ่นซีพยักหน้ารับ "เอาสิขอรับ" ตัวเขาเองก็อยากจะไปเห็นกับตาเช่นกันว่า สตรีชนเผ่าหนานหมานที่ถูกลักลอบนำมาเร่ขายเหล่านั้น จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร