เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 198 เตรียมตัวสอบระดับเมือง

ตอนที่ 198 เตรียมตัวสอบระดับเมือง

ตอนที่ 198 เตรียมตัวสอบระดับเมือง


เรื่องที่เสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับอำเภอด้วยวัยเพียงสิบขวบปี ได้รับการบอกเล่าปากต่อปากจากเพื่อนบ้านและผู้คนในสมาคมการค้า ไม่นานก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองถิงโจว กลายเป็นเรื่องราวที่เล่าขานกันอย่างชื่นชมยินดีไปชั่วขณะหนึ่ง

เริ่มแรกก็มีเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงแวะเวียนมาแสดงความยินดี กล่าวคำอวยพรประโยคสองประโยค แล้วก็ฉวยโอกาสกินดื่มและหยิบข้าวของในร้านขายยาติดมือกลับไปเปล่าๆ

ช่วงแรกฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อยังพออดทนได้ ในยุคบ้านเมืองสงบสุข ผนวกกับล้วนเป็นเพื่อนบ้านที่ต้องพบปะเจอะเจอกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การหยิบยื่นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กันบ้างย่อมเป็นเรื่องจำเป็น

จากตอนแรกที่มีเพียงบรรดาท่านป้าท่านน้าในตรอกและปากซอย แต่พอนานวันเข้า ไม่ว่าจะรู้จักมักจี่กันหรือไม่ แม้กระทั่งยายเฒ่าที่อยู่ห่างออกไปหลายช่วงถนน ก็ยังอุตส่าห์สืบเสาะหาตำแหน่งจนมาถึงร้านขายยา พอเอ่ยคำหวานส่งเดชไปสองสามประโยคก็ยื่นมือมาหยิบฉวยข้าวของไปหน้าตาเฉย

หากคนเหล่านี้รอให้ร้านขายยาปิดทำการแล้วค่อยมาก็ยังพอทำใจ ทว่ากลับจงใจมาในช่วงที่ร้านเปิดค้าขายตามปกติ ราวกับกะเกณฑ์เวลามาเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้ทางร้านมีโอกาสอ้างว่าไม่ได้เตรียมของขวัญต้อนรับไว้ให้ เนื่องจากภายในร้านล้วนเต็มไปด้วยสมุนไพร คนพวกนี้ก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์อันใด ขอเพียงเป็นของมีราคาก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

ขนมและน้ำชาที่เตรียมไว้ให้ คนพวกนี้กลับไม่แตะต้องเลยสักนิด ต่อให้ไม่ได้รับอั่งเปาใส่เหรียญทองแดง ก็ยังจะดึงดันขอเทียบยาสักสองเทียบกลับไป ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ พวกเขาก็จะอ้างว่าเอาไป "เตรียมพร้อมไว้เผื่อฉุกเฉิน" แถมยังกล่าววาจาเสียหวานหูว่า... วันหลังจะเอาเงินมาจ่ายให้!

โจวซื่อมีหรือจะหลงเชื่อคำพูดจอมปลอมเช่นนี้ เดิมทีนางก็เป็นคนอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว การโต้เถียงกันบ้างจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนพานส่งผลกระทบต่อกิจการของร้านขายยาไปด้วย

"พี่สาว ปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ กลางวันแสกๆ มักจะมีคนมาขอส่วนบุญอยู่เรื่อย หลงจู๊ก็ไม่อยู่ แล้วกิจการของพวกเราจะทำต่อไปได้อย่างไร" ท้ายที่สุดแม้แต่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังร้อนรนขึ้นมา

การที่เพื่อนบ้านมาแสดงความยินดี เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด รับมือให้ผ่านพ้นไปก็ถือว่าจบสิ้น

ทว่าคนที่มากลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็รู้สึกว่ามีของให้ได้มาเปล่าๆ ไม่เอาก็โง่ หากคนพวกนี้ยังไม่ได้ข้าวของก็จะดื้อด้านไม่ยอมไปท่าเดียว ดึงดันจะขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อดูหน้าตาของ "ว่าที่จอหงวนน้อย" ในอนาคตให้จงได้ ต่อให้โจวซื่อไม่อยากจะใส่ใจ แต่ก็เกรงว่าคนเหล่านี้จะรบกวนการร่ำเรียนของเสิ่นซี

เดิมทีตั้งใจจะให้เสิ่นซีเตรียมตัวสอบอยู่ที่บ้าน ทว่าสุดท้ายโจวซื่อก็จำต้องส่งบุตรชายไปที่สถานศึกษาเพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนจากโลกภายนอก

ท้ายที่สุดก็เป็นฮุ่ยเหนียงที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นางตกลงใจที่จะแจกจ่ายเงินรางวัลแสดงความยินดีทั้งหมดออกไปให้จบสิ้นในคราวเดียว

ในวันที่สิบสี่เดือนสาม ฮุ่ยเหนียงได้จ้างพ่อครัวและลูกมือมาจากข้างนอก ให้มาก่อเตาไฟตั้งกระทะที่ตรอกหลังร้านขายยา จัดงานเลี้ยงไหลซุยเพื่อเชิญชวนเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงมากินดื่ม ผู้ที่มาร่วมงานทุกคนยังจะได้รับอั่งเปาที่มีเหรียญทองแดงสองเหวินบรรจุอยู่ด้านในอีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: งานเลี้ยงไหลซุย (流水席) งานเลี้ยงแบบตั้งโต๊ะ ยกอาหารขึ้นโต๊ะต่อเนื่องเป็นรอบๆ )

ฮุ่ยเหนียงประกาศอย่างชัดเจนว่า หลังจากงานเลี้ยงไหลซุยตลอดสามวันสิ้นสุดลง หากในวันข้างหน้ายังมีผู้ใดมาก่อกวนกิจการของร้านขายยาอีก ทางร้านก็จะไม่ไว้หน้า และจะไล่ตะเพิดออกจากประตูไปในทันที

หลังจากงัดไม้ตายนี้ออกมาใช้ ในช่วงสองสามวันแรกก็ยังคงมีพวกหน้าด้านหน้าทนแวะเวียนมากล่าวคำแสดงความยินดี โจวซื่อจึงทำเป็นไม่สนใจไปเสียเลย ในเมื่อได้จัดงานเลี้ยงรับรองไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็ถือว่าได้ทำตามธรรมเนียมที่มีต่อเพื่อนบ้านจนครบถ้วนแล้ว หากยังมีผู้ใดไม่รู้จักกาลเทศะอีก ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจกันอีกต่อไป

คนพวกนี้พอมาถึงก็ชอบทิ้งตัวลงนั่ง จากนั้นก็ยึดพื้นที่ไม่ยอมลุกไปไหน โจวซื่อจึงสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์ไล่ตะเพิดคนเหล่านั้นออกไป

คนเหล่านี้เดินก่นด่าออกจากประตูไป ต่อให้ในใจจะไม่ยินยอมพร้อมใจ ทว่าพวกเขาก็เป็นเพียงกลุ่มคนที่ได้ยินข่าวลือแล้วกะจะมาฉวยโอกาสเอาเปรียบเท่านั้น กระทั่งว่าเจ้าของร้านขายยาเป็นใครก็ยังไม่รู้จัก พอมาสักครั้งสองครั้งแล้วต้องหน้าแตกกลับไป พวกเขาก็ไม่โผล่หัวมาอีกเลย

กระแสคลื่นลูกเล็กๆ ของเหล่าเพื่อนบ้านที่มาแสดงความยินดีเพิ่งจะผ่านพ้นไป คลื่นลูกที่สองก็มารออยู่หน้าประตูบ้านอีกแล้ว

คนกลุ่มนี้ไม่ได้มาก่อกวนกิจการร้านขายยา พวกเขาล้วนเป็นสตรีเสียส่วนใหญ่ ทั้งยังเป็นเหล่าท่านป้าท่านน้าเช่นเคย ทว่าพวกนางกลับจงใจเลือกมาหลังจากที่ร้านปิดทำการแล้ว เมื่อก้าวเข้ามาก็พูดจาสุภาพอ่อนน้อม ทั้งยังไม่เรียกร้องขอรางวัลอันใด... ที่พวกนางมาก็เพื่อจุดประสงค์เพียงประการเดียว นั่นคือมาทาบทาม "เป็นแม่สื่อ" ให้กับเสิ่นซี

ตอนแรกที่ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้รับรู้ถึงจุดประสงค์ของคนเหล่านี้ พวกนางยังตั้งรับไม่ค่อยทันอยู่บ้าง

ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ก็เคยมีกลุ่มสามชียายหกแม่สื่อแวะเวียนมาหาเพื่อเป็นแม่สื่อเช่นกัน ทว่าเป้าหมายในตอนนั้นกลับเป็นฮุ่ยเหนียง

(เชิงอรรถผู้แปล: สามชียายหกแม่สื่อ (三姑六婆) คำเรียกรวมกลุ่มสตรีอาชีพเร่ร่อนหรือนายหน้าต่างๆ ในสังคมจีนโบราณ ในที่นี้หมายถึงพวกแม่สื่อแม่ชัก)

ในเมืองมีบุรุษที่เอาแต่เดินเตะฝุ่นไปวันๆ อยู่ไม่น้อย เมื่อได้ยินว่าฮุ่ยเหนียงเป็นแม่ม่ายที่ทั้งงดงามและวางตัวดี ซ้ำยังมีทรัพย์สินและกิจการในครอบครัวไม่น้อย พวกเขาก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าสตรีม่ายที่เปล่าเปลี่ยวมาเนิ่นนานจะต้องโหยหาบุรุษเป็นแน่ เพียงแค่พวกตนส่งแม่สื่อมาเจรจา การแต่งงานก็คงจะสำเร็จลุล่วง ถึงเวลานั้นพวกตนก็จะได้เกาะหนึบเป็นหนูตกถังข้าวสาร กิจการใหญ่โตทั้งหมดก็จะตกเป็นชื่อของพวกเขา

ทว่าในเวลานั้นท่าทีของฮุ่ยเหนียงแข็งกร้าวเป็นอย่างมาก มาคนหนึ่งก็ไล่ตะเพิดไปคนหนึ่ง ต่อมาเมื่อพวกแม่สื่อเห็นว่าไข่ไม่มีรอยร้าว พวกนางจึงเลิกมาบินตอมให้รำคาญหูอีก

(เชิงอรรถผู้แปล: ไข่ไม่มีรอยร้าว ปรับจากสำนวน แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไม่มีรอยร้าว (苍蝇不叮无缝的蛋) หมายถึงเมื่อฮุ่ยเหนียงไม่มีใจเอนเอียงหรือช่องโหว่ให้แทรกแซง พวกแม่สื่อก็หมดปัญญาจะชักจูง)

ทว่านี่ผ่านไปไม่ถึงปี คนพวกนี้ก็แห่กันมาอีกแล้ว ทั้งยังมาพร้อมกับมารยาทและของกำนัล

คำพูดคำจาของพวกสามชียายหกแม่สื่อเหล่านี้ โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นแบบแผนเดียวกันหมด "...คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น อายุสิบขวบปีก็สอบผ่านระดับอำเภอ คาดว่าพออายุยี่สิบก็คงจะสอบได้จวี่เหริน พออายุสามสิบก็คงจะคว้าตำแหน่งจิ้นซื่อและได้เป็นจอหงวน มีบุตรสาวบ้านไหนบ้างเล่าที่ไม่อยากแต่งเข้าประตูมาเสวยสุข? ท่านเศรษฐีตระกูลนั้นน่ะ มีที่นาดีๆ ตั้งร้อยชิ่ง บุตรสาวก็เติบโตมางดงามราวดอกไม้ราวหยก ช่างเหมาะสมกับคุณชายน้อยตระกูลเสิ่นราวกับกิ่งทองใบหยก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีสะโพกใหญ่โต ให้กำเนิดทายาทได้ง่ายดาย..."

เสิ่นซีได้ยินทีไร เป็นต้องรู้สึกกลัดกลุ้มจนอึดอัดคับข้องใจทุกที

เป้าหมายที่พวกแม่สื่อพากันมาเจรจาทาบทามให้นั้น อายุน้อยสุดก็แค่เจ็ดแปดขวบ อายุมากสุดก็แค่สิบสองสิบสามปี ล้วนแต่ยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ทั้งสิ้น จะไปมองออกได้อย่างไรว่า "บั้นท้ายใหญ่โต ให้กำเนิดทายาทได้ง่าย" ? หรือว่าจะเป็นเพราะฐานะทางบ้านร่ำรวย กินดีอยู่ดี จึงจะกลายเป็นเด็กหญิงร่างจ้ำม่ำกันหมดทุกนาง?

ในยามเช่นนี้ โดยทั่วไปมักจะเป็นฮุ่ยเหนียงที่ออกหน้าคอยเจรจาอธิบายกับเหล่าแม่สื่อพวกนี้ โดยบอกปัดว่าเสิ่นซียังอายุน้อย ต้องคร่ำเคร่งกับการร่ำเรียน ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะนำเรื่องแต่งงานมาขบคิด ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่สามารถลดทอนความกระตือรือร้นของพวกแม่สื่อที่ตบเท้ามาเยือนได้เลย วันนี้มาเยี่ยมเยียนรอบหนึ่ง พรุ่งนี้ก็ยังจะมาอีก วันนี้แนะนำบุตรสาวตระกูลหนิงแห่งฝั่งตะวันออกของเมือง พรุ่งนี้ก็เปลี่ยนเป็นแนะนำบุตรสาวตระกูลหูแห่งฝั่งทิศเหนือของเมืองแทน พออ้างว่าอายุน้อยก็ไม่เป็นผล พวกนางล้วนบอกว่าสามารถหมั้นหมายกำหนดตัวกันไว้ก่อนล่วงหน้า ถือเป็นการคลุมถุงชนตั้งแต่ยังเด็ก

ท้ายที่สุดก็ต้องเป็นโจวซื่อที่เด็ดขาดทรงพลัง นางงัดเอาอารมณ์ฉุนเฉียวดุดันของตนออกมา คว้าไม้กวาดพุ่งพรวดเข้าไปในห้องโถงด้านหลัง พลางตวาดลั่น "ผู้ใดบอกว่าไอ้เด็กทึ่มของพวกเรายังไม่มีภรรยา? เด็กบ้านพวกเรามีสะใภ้เลี้ยงมาตั้งนานแล้ว! หากพวกเจ้ายังไม่ไสหัวไปอีก แม่จะประเคนฝุ่นไม้กวาดให้กินซะเดี๋ยวนี้..."

โจวซื่อที่แอ่นท้องใหญ่โตเดินอาดๆ ผนวกกับการแสดงนิสัยเกรี้ยวกราดดุดันออกมา ก็ทำให้พวกแม่สื่อหวาดผวาจนไม่กล้าก้าวเหยียบประตูบ้านอีกเลย พอไปพบเจอกับบรรดาคหบดีใหญ่โตที่อยากจะว่าจ้างให้ไปเป็นแม่สื่อ พวกนางก็นำเรื่องที่เสิ่นซีมีมารดาจอมร้ายกาจไปเล่าสู่กันฟัง พอเศรษฐีเหล่านั้นได้ยินก็พากันลังเลกระซิบกระซาบ พวกเขาไม่อยากให้บุตรสาวของตนแต่งงานเข้ามาแล้วต้องทนรองรับอารมณ์และคำด่าทอในวันข้างหน้า

กระแสลมลูกนี้ พัดมาเร็ว ก็พัดจากไปเร็วเช่นกัน

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก คราวนี้ในที่สุดก็ไม่มีผู้ใดมากวนใจแล้ว ทว่าหลังจากนี้ยามที่เสิ่นซีออกไปข้างนอก ทุกครั้งก็มักจะมีเพื่อนบ้านชี้ไม้ชี้มือซุบซิบนินทา หาว่าเขาชะตาอาภัพเทพเหวินชวี่ซิงอุตส่าห์มาจุติ ดันมาเกิดในครอบครัวของดาวหายนะเสียได้

(เชิงอรรถผู้แปล: เทพเหวินชวี่ซิง (文曲星) เทพแห่งสติปัญญาและความรู้ ชาวจีนเชื่อว่าคนเรียนเก่งคือเทพองค์นี้จุติมาเกิด / ดาวหายนะ (扫把星) แปลตรงตัวว่า ดาวไม้กวาด หมายถึง ตัวซวย หรือคนที่นำพาความโชคร้ายมาให้ ในที่นี้ใช้ด่าทอโจวซื่อ)

พวกแม่สื่อเหล่านั้นเมื่อถูกตัดหนทางทำกิน ก็ยิ่งลอบนินทาว่าร้ายโจวซื่อลับหลังอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้อยคำที่ใช้ล้วนหยาบคายร้ายกาจสุดจะทนฟัง

ไม่นานก็เข้าสู่ช่วงปลายเดือนสาม กำหนดการสอบระดับเมืองใกล้เข้ามาทุกขณะ ผู้เข้าสอบจากอำเภอต่างๆ ที่เดินทางมาก็เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ในสามด่านสำคัญของการสอบถงเซิงแห่งราชวงศ์หมิง การสอบระดับอำเภอจะจัดขึ้นในแต่ละอำเภอ โดยจะกำหนดจำนวนผู้สอบผ่านเอาไว้ล่วงหน้า ปกติแล้วอำเภอเล็กจะรับห้าสิบคน อำเภอใหญ่รับหนึ่งร้อยคน ส่วนการสอบระดับท้องถิ่นนั้นเกี่ยวพันกับจำนวนอัตราการรับเซิงหยวนของประเทศ จึงมีกฎเกณฑ์ตายตัวมาเนิ่นนานแล้ว

แตกต่างจากการสอบหัวท้ายอย่างการสอบระดับอำเภอและการสอบระดับท้องถิ่น จำนวนการรับผู้สอบผ่านของการสอบระดับเมืองกลับไม่แน่นอนตายตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เข้าสอบในแต่ละปี ส่วนอัตราการสอบผ่านจะอยู่ที่ราวๆ หนึ่งในสิบ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของปีที่ผ่านๆ มา ปีนี้การสอบระดับเมืองของเมืองถิงโจวมีผู้เข้าร่วมราวหนึ่งพันคน หากปัดเป็นเลขกลมๆ การจะรับแปดสิบคนหรือร้อยคนก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

ในไม่ช้า ที่ว่าการเมืองก็ประกาศกำหนดการสอบ โดยกำหนดไว้ในวันที่สิบเก้าเดือนสี่

เฉกเช่นเดียวกับการสอบระดับอำเภอ การสอบระดับเมืองก็แบ่งออกเป็นหลายรอบเช่นกัน ทว่าขอเพียงสอบผ่านรอบแรกไปได้อย่างราบรื่น ก็สามารถแขวนป้ายชื่อ “ถงเซิง” เพื่อเข้าร่วมการสอบระดับท้องถิ่น สอบเป็นซิ่วไฉได้อย่างเต็มภาคภูมิ ตราบใดที่ถงเซิงยังสอบไม่ผ่านระดับท้องถิ่น ก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปสอบระดับอำเภอและระดับเมืองซ้ำอีก ทว่าเมื่อสอบได้เป็นซิ่วไฉแล้ว จำเป็นต้องเข้าร่วมการสอบประเมินผลทุกสามปีสองหน ซึ่งก็คือการสอบซุ่ยเข่าที่เสิ่นหมิงเหวินเคยเข้าร่วมในปีก่อนๆ นั่นเอง

(เชิงอรรถผู้แปล: ถงเซิง (童生) ในบริบทนี้คือวุฒิของผู้เข้าสอบระดับต้น ผู้ที่สอบผ่านด่านระดับอำเภอและระดับเมืองแล้ว แต่ยังไม่ผ่านระดับท้องถิ่น จึงยังไม่ได้เป็นซิ่วไฉ / การสอบซุ่ยเข่า หรือ การสอบประจำปี (岁考) การประเมินผลซุ่ยเข่า การสอบประเมินผลซิ่วไฉประจำปี หากคะแนนตกลงอาจถูกตัดเบี้ยหวัด)

เมื่อสอบได้เป็นซิ่วไฉ ต่อให้ทำคะแนนได้ดีเพียงใด แต่เมื่อแรกเข้าศึกษาในสำนักศึกษาประจำเมืองหรือสำนักศึกษาประจำอำเภอ ก็จะเป็นได้เพียงฟู่เซิง หากต้องการเลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงและเจิงเซิงซึ่งมีจำนวนจำกัด ก็จำเป็นต้องแสดงความสามารถออกมาให้โดดเด่นในการสอบซุ่ยเข่า

(เชิงอรรถผู้แปล: ฟู่เซิง (附生) นักเรียนหลวงหรือซิ่วไฉระดับเริ่มต้นที่เพิ่งสอบเข้าได้ / หลิ่นเซิง (廪生) นักเรียนหลวงระดับหัวกะทิ ได้รับข้าวสารและเบี้ยหวัดจากทางการ / เจิงเซิง (增生) นักเรียนหลวงระดับที่สอง มีจำนวนจำกัดแต่ไม่ได้เบี้ยหวัด)

ซิ่วไฉย่อมมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) ทว่ามิใช่เพียงซิ่วไฉเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อได้ นับตั้งแต่รัชศกจิ่งไท่เป็นต้นมา บรรดาผู้ที่สอบซิ่วไฉครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่ผ่าน สามารถใช้วิธีบริจาคเสบียงเข้าหลวงเพื่อแลกกับสถานะเจี้ยนเซิง ก็จะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลได้ ทว่าเงินทองที่ต้องใช้จ่ายนั้นมหาศาลยิ่งนัก มิใช่สิ่งที่ครอบครัวชาวบ้านทั่วไปจะแบกรับไหว

(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบระดับมณฑล หรือ เซียงซื่อ (乡试) ผู้สอบผ่านจะได้วุฒิ “จวี่เหริน” / เจี้ยนเซิง (监生) คือนักศึกษาในราชวิทยาลัย (กั๋วจื่อเจี้ยน) แต่เดิมต้องเป็นผู้มีความสามารถหรือเป็นทายาทขุนนาง ทว่าภายหลังทางการเปิดให้บริจาคเงินเพื่อซื้อสถานะเจี้ยนเซิงสำหรับใช้เป็นทางลัดในการรับสิทธิ์สอบระดับมณฑล ทว่าเจี้ยนเซิงที่ใช้เงินซื้อตำแหน่งมาเช่นนี้ มักถูกบัณฑิตทั่วไปดูแคลนและมีเกียรติยศศักดิ์ศรีต่ำกว่าผู้ที่สอบผ่านตามระบบปกติ) 

เมื่อกำหนดการสอบแน่ชัดแล้ว ขั้นตอนการรับสมัครของที่ว่าการเมืองก็เริ่มเปิดฉากขึ้นในทันที

ขั้นตอนโดยพื้นฐานแล้วเหมือนกับการรับสมัครสอบระดับอำเภอ คือยังคงต้องการเอกสารรับรองประวัติ, เอกสารรับรอง, และการทำหู้เจี๋ย สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือ หลิ่นเซิงที่ต้องหามาค้ำประกันนั้นเพิ่มจากหนึ่งคนเป็นสองคน ทว่าไม่จำเป็นต้องตามหาจากเขตทะเบียนราษฎรเดิม สามารถเสาะหาเอาในละแวกเมืองถิงโจวได้เลย สิ่งนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการสมัครสอบของเสิ่นซีได้ไม่น้อย

(เชิงอรรถผู้แปล: เอกสารรับรองประวัติ (亲供) เอกสารยืนยันตัวตน ระบุประวัติ ภูมิหลัง และตำหนิรูปพรรณสัณฐานของผู้เข้าสอบ / หู้เจี๋ย (互结) การผูกพันรับรองซึ่งกันและกันของผู้เข้าสอบ หากมีผู้ใดทุจริต ผู้ที่ร่วมรับรองจะต้องรับโทษเกี่ยวโยงไปด้วย)

ฮุ่ยเหนียงเป็นถึงประธานสมาคมการค้า มีเส้นสายกว้างขวาง การจะเสาะหาหลิ่นเซิงสักสองคนมาเป็นผู้รับรองนั้นง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ

ช่วงเวลานี้ เสิ่นซีเตรียมตัวสอบอย่างเคร่งเครียด ภารกิจที่เฝิงฮว่าฉีจัดเตรียมไว้ให้เขาก็คือการท่องจำโจทย์

เนื่องจากเนื้อหาการประเมินของการสอบระดับเมืองไม่ได้แตกต่างจากการสอบระดับอำเภอมากนัก เพียงแต่ภูมิความรู้ของผู้เข้าสอบโดยทั่วไปมักจะเหนือกว่าผู้เข้าสอบระดับอำเภออยู่ขั้นหนึ่ง จะไม่ค่อยปรากฏพวกไร้ความสามารถที่หวังจะฉวยโอกาสตอนชุลมุนเฉกเช่นในการสอบระดับอำเภอ การจะโดดเด่นเหนือผู้คนนับพันจึงมิใช่เรื่องง่ายดายแต่อย่างใด

(เชิงอรรถผู้แปล: ฉวยโอกาสตอนชุลมุน ปรับบริบทมาจากสำนวน 浑水摸鱼 แปลตรงตัวว่า จับปลาในน้ำขุ่น หมายถึงฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ในสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวาย ในที่นี้คือหวังฟลุกสอบผ่าน)

ฝนหอกฝนดาบยามประจันบาน แม้ไม่คมก็ยังวาววับ เฝิงฮว่าฉีมองว่าในระยะเวลาอันสั้นย่อมไม่อาจยกระดับฝีมือการเขียนเรียงความแปดขาของเสิ่นซีได้ หนทางเดียวที่จะเพิ่มโอกาสสอบผ่านได้ก็คือ ท่องจำ “เรียงความต้นแบบ” ที่มีอยู่แล้วให้มากเข้าไว้ เฉกเช่นเดียวกับวิธีที่ซูอวิ๋นจงเคยสอนให้ลูกศิษย์อย่างเสิ่นหย่งจั๋วใช้ในการสอบระดับอำเภอ นั่นคือการแบ่งเก็งข้อสอบในสี่ตำราห้าคัมภีร์ออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆ เช่น หมวดเมตตาธรรม หมวดคุณธรรม เป็นต้น แล้วให้ท่องจำบทความชั้นเลิศในแต่ละหมวดหมู่เอาไว้สักสองสามบท เมื่อถึงเวลาสอบ หากตรงกับหมวดหมู่ใดก็สามารถหยิบยกมาดัดแปลงใช้ได้ทันที

(เชิงอรรถผู้แปล: ฝนหอกฝนดาบยามประจันบาน แม้ไม่คมก็ยังวาววับ ปรับบริบทมาจาก 临阵擦枪,不亮也光 หมายถึงการเตรียมตัวจวนตัวหรืออ่านหนังสือนาทีสุดท้าย แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็ยังดีกว่าไม่เตรียมตัวเลย)

หากเก็งข้อสอบได้ตรงเผงย่อมดีที่สุด แต่ถึงจะไม่ตรง ก็ยังถือว่าได้เรียนรู้ อย่างไรเสียก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการสอบ

มิใช่ว่าเฝิงฮว่าฉีไม่อยากสั่งสอนให้ดี เพียงแต่เมื่อถึงขั้นของการสอบระดับเมืองและการสอบระดับท้องถิ่นแล้ว สิ่งที่เขาพอจะช่วยเหลือได้นั้นมีน้อยมาก ตัวเขาเองก็เป็นเพียงแค่ซิ่วไฉผู้หนึ่งเท่านั้น

ความจริงแล้วเสิ่นซีรู้ดีว่าการท่องจำอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นนี้ไม่ได้ผลมากนัก โชคดีที่ในชาติก่อนเขาแตกฉานเรื่องวิธีการเขียนเรียงความแปดขาเป็นอย่างดี ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยลู่เต่า เขาเคยติดต่อแลกเปลี่ยนจดหมายอย่างยาวนานกับปรมาจารย์กงผู้เคยรวบรวมเรียบเรียง "ชุมนุมเรียงความแปดขา" ผลงานของบรรดายอดปรมาจารย์เรียงความแปดขาแห่งยุคหมิงและชิง ตลอดจนข้อสอบที่สอบผ่านในอดีต และกระดาษคำตอบระดับปรมาจารย์ของแต่ละมณฑล เขาเคยผ่านหูผ่านตามาแล้วร่วมหกพันกว่าบท เรียงความแปดขาที่เขาแต่งขึ้นเองล้วนมีหลักการลึกซึ้ง กฎเกณฑ์แม่นยำ สำนวนสละสลวยงดงามแพรวพราว เคยได้รับคำชื่นชมจากปรมาจารย์กงอย่างล้นหลาม และสิ่งนี้เองคือความมั่นใจสูงสุดในการเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ของเขา

สำหรับการเตรียมตัวสอบของเสิ่นซีนั้น สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินและฮุ่ยเหนียงล้วนไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้เลย แม้พวกเขาจะไม่ได้คาดหวังว่าเสิ่นซีจะสอบผ่านการสอบระดับเมืองในครานี้ แต่ในเมื่อเข้าสอบแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องมีความหวังอยู่บ้าง

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดพลิกไปพลิกมา ในเมื่อทางฝั่งเฝิงฮว่าฉีไม่มีวิธีอื่นใดที่ดีกว่านี้แล้ว นางก็ตั้งใจจะงัดเอาข้อได้เปรียบของการเป็นประธานสมาคมการค้ามาใช้ เตรียมการไปเชิญ “ใต้เท้าจวี่เหริน” สักคนกลับมา เพื่อเป็นอาจารย์สอนพิเศษตัวต่อตัวให้แก่เสิ่นซี

ทว่าเมื่อเสิ่นซีรู้เข้า ก็รีบห้ามปรามพฤติกรรม “ผลาญเงิน” ของฮุ่ยเหนียงในทันที

ในยุคสมัยนี้ ขอเพียงสอบได้เป็นจวี่เหริน สถานะทางสังคมก็จะพุ่งพรวดขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะเมื่อจวี่เหรินพบหน้าขุนนางระดับเจ้าเมือง (จือฝู่) ก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าทำความเคารพ นั่นก็หมายความว่า ตามระดับขั้นที่ทางการกำหนดไว้ ขอเพียงสอบได้จวี่เหริน ก็มีฐานะเทียบเท่ากับขุนนางขั้นห้าชั้นเอกเลยทีเดียว

(เชิงอรรถผู้แปล: เจ้าเมือง / ผู้ว่าการเมือง / จือฝู่ (知府) ขุนนางตำแหน่งผู้ว่าการเมือง/เจ้าเมือง มีอำนาจปกครองสูงสุดในระดับเมือง (ฝู่))

แน่นอนว่าพูดก็เรื่องหนึ่ง ทว่าความเป็นจริงกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากจะให้จวี่เหรินตีตัวเสมอเจ้าเมืองล่ะก็ เมืองถิงโจวก็คงมีเจ้าเมืองไม่ต่ำกว่าหลายสิบคนแล้ว

บรรดาจวี่เหรินเหล่านี้ล้วนเป็นคนประเภทหยิ่งยโสโอหัง คนเหล่านี้หากไม่เก็บตัวปิดประตูลับดาบร่ำเรียนอย่างหนักเพื่อเตรียมสอบระดับเมืองหลวง ก็มักจะรอคอยให้มีตำแหน่งขุนนางท้องถิ่นที่ใดว่างลงเพื่อเข้ารับตำแหน่ง วันๆ เอาแต่เฝ้าฝันหวานถึงการเป็นขุนนาง

(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบระดับเมืองหลวง หรือ ฮุ่ยซื่อ (会试) คือการสอบคัดเลือกขุนนางระดับประเทศที่จัดขึ้นที่ราชธานี (เมืองหลวง) จัดขึ้นทุกๆ สามปี ผู้ที่มีสิทธิ์สอบต้องมีวุฒิจวี่เหริน (สอบผ่านเซียงซื่อ) มาก่อน หากสอบผ่านรอบนี้จะได้วุฒิ "ก้งซื่อ" (贡士) และมีสิทธิ์เข้าสอบรอบสุดท้ายคือ การสอบหน้าพระพักตร์ (เตี้ยนซื่อ) ต่อไป) 

อย่าว่าแต่การจะเชิญจวี่เหรินมาสักคนต้องใช้เงินมากน้อยเพียงใดเลย ต่อให้มีปัญญาจ่ายเงินก้อนนั้น คนเหล่านี้ก็ไม่มีทางสั่งสอนอย่างตั้งใจหรอก

พวกเขาไม่เคยมองว่าตนเองเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาอยู่แล้ว จะยอมลดตัวลงมาสอนหนังสือเด็กน้อยได้อย่างไรกัน ทำเช่นนั้นมิเท่ากับลดชั้นตัวเองไปอยู่ในระดับเดียวกับ “ซิ่วไฉยากไร้” ตามท้องตลาดหรอกหรือ?

จบบทที่ ตอนที่ 198 เตรียมตัวสอบระดับเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว