เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 197 ท่านน้า? ท่านแม่บุญธรรม? หรือว่า…

ตอนที่ 197 ท่านน้า? ท่านแม่บุญธรรม? หรือว่า…

ตอนที่ 197 ท่านน้า? ท่านแม่บุญธรรม? หรือว่า…


เสื้อผ้าชุดใหม่ที่ฮุ่ยเหนียงตัดเย็บ แม้เนื้อผ้าจะไม่ได้มีสีสันฉูดฉาดนัก ทว่าทุกฝีเข็มล้วนเย็บร้อยอย่างประณีตถี่ถ้วน งานฝีมือสตรีของนางนั้นยอดเยี่ยมเป็นเลิศ นับตั้งแต่การเลือกผ้า การตัดเย็บ ไปจนถึงการสอยตะเข็บ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกกระเบียดนิ้ว

เมื่อสวมลงบนร่างของเสิ่นซีแล้ว ชุดนั้นกลับดูพอดีตัวอย่างยิ่งยวด ราวกับวัดตัวตัดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ ช่างพอดีตัวกว่าเสื้อผ้าที่โจวซื่อตัดให้ไม่รู้ตั้งกี่เท่าตัว

พอเสิ่นซีสวมเข้าไป ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในทันที

โจวซื่อพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดถอนใจเบาๆ "ดูดีจริงๆ ฝีมือของน้องสาวนี่ไร้ที่ติเลยเชียวล่ะ หากน้องสาวไม่ได้เปิดร้านขายยา ลองเปลี่ยนไปเปิดร้านตัดเสื้อผ้าให้ผู้คน กิจการก็คงจะเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้กันเป็นแน่"

ฮุ่ยเหนียงเองก็พิจารณาเสิ่นซีอยู่ครู่หนึ่งเช่นกัน นางแย้มยิ้มบางๆ "พี่สาวล้อข้าเล่นแล้ว"

ลู่ซีเอ๋อร์มองแล้วก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาตงิดๆ นางดึงชายเสื้อของฮุ่ยเหนียงพลางเอ่ยถาม "ท่านแม่ เหตุใดข้าถึงไม่มีบ้างเล่าเจ้าคะ"

ขณะที่ฮุ่ยเหนียงกำลังนึกไม่ออกว่าจะตอบอย่างไรดี โจวซื่อก็ช่วยกู้หน้าให้นางเสียก่อน "ซีเอ๋อร์น้อย เจ้าไม่ต้องอิจฉาไปหรอก หากแม่เจ้าไม่ตัดให้ ก็ยังมีท่านน้าอยู่นี่ ฝีมือของท่านน้าไม่ได้ด้อยไปกว่าแม่ของเจ้าเลยนะ มานี่มา เดี๋ยวข้าจะหาสายวัดมาวัดตัวให้เจ้า เอาชุดเมื่อครู่นี้มาแก้สักหน่อย เจ้าก็สวมได้แล้ว"

ตอนที่กำลังวัดตัวให้ลู่ซีเอ๋อร์ โจวซื่อก็กล่าวด้วยความภาคภูมิใจอยู่บ้าง "ดีนะที่ข้ามองการณ์ไกล เลือกสีที่สวมได้ทั้งเด็กชายและเด็กหญิง"

คราวนี้เล่นเอาหลินไต้อิจฉาตาร้อนไปหมดแล้ว

แม้ว่าที่บ้านนางจะมีเสื้อผ้าชุดใหม่ไม่น้อย ทั้งยามปกติโจวซื่อก็ยังใส่ใจนางยิ่งกว่าเสิ่นซีเสียอีก ทว่าตอนนี้โจวซื่อกลับปฏิบัติต่อลู่ซีเอ๋อร์ราวกับเป็นของล้ำค่า แล้วปล่อยปละละเลยนางที่เป็นว่าที่ลูกสะใภ้เอาไว้ข้างๆ ทำให้นางรู้สึกเกินจะรับไหวขึ้นมาในทันที

เสิ่นซีสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ฮุ่ยเหนียงตั้งใจตัดเย็บให้ ย่อมต้องตัดใจถอดไม่ลงเป็นธรรมดา เขายืนมองอยู่ตรงนั้น เห็นหลินไต้ทำปากยื่นปากยาว จึงชะโงกหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูนางว่า "ภรรยาตัวน้อย ตอนนี้รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าใครดีต่อเจ้าที่สุด"

หลินไต้แค่นเสียงฮึดฮัด ทว่าศีรษะเล็กๆ กลับก้มต่ำลงอย่างลืมตัว พลางหวนรำลึกถึงโชคชะตาอาภัพของตนขึ้นมาอีกครา

คนอื่นเขามีมารดากันทั้งนั้น แต่ข้ากลับไม่มี...

...

อาศัยช่วงที่ฟ้ายังไม่มืด เสิ่นซีที่เดินตามการนำของเสิ่นหมิงจวิน ก็เดินทางไปยังสถานศึกษาเสวียเอ๋อร์เพื่อ "คารวะอาจารย์" ต่อเฝิงฮว่าฉี ในสายตาของคนทั้งสองครอบครัว หากมิใช่เพราะเฝิงฮว่าฉีมีสายตาแหลมคมดุจมองเห็นไข่มุก เสิ่นซีก็คงไม่ได้เข้าร่วมการสอบระดับอำเภอด้วยวัยเพียงสิบขวบปีเป็นแน่ เมื่อไม่ได้ลองพยายาม ย่อมไม่มีโอกาสสอบผ่าน

(เชิงอรรถผู้แปล: สายตาแหลมคมดุจมองเห็นไข่มุก (慧眼识珠) สำนวนเปรียบเปรยถึงผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลม สามารถมองเห็นพรสวรรค์หรือคุณค่าที่แท้จริงของบุคคลอื่นได้ราวกับค้นพบเพชรในตม)

เฝิงฮว่าฉีสมกับที่เป็นอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงในเมืองถิงโจว การส่งลูกศิษย์เข้าสอบสามคนในครานี้ ล้วนสอบผ่านการสอบระดับอำเภอทั้งหมด ทว่าสำหรับอีกสองคนนั้น เฝิงฮว่าฉีกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอันใดนัก ท้ายที่สุดแล้วสติปัญญาของพวกเขาก็มีขีดจำกัด การจะสอบผ่านการสอบระดับเมือง และการสอบระดับท้องถิ่นในด่านต่อไปได้หรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่พูดยากจริงๆ ในทางกลับกัน เสิ่นซีที่เขาฝากความหวังเอาไว้สูงมาโดยตลอด เมื่อได้ล่วงรู้ว่าเสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับอำเภออย่างราบรื่น บนใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความปีติยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้

"ท่านอาจารย์ นี่คือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ขอท่านโปรดรับเอาไว้ด้วยเถิดขอรับ" เสิ่นหมิงจวินมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ต่อหน้า

เฝิงฮว่าฉีปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะทอดถอนใจเบาๆ "ไม่เหมาะสมๆ เช่นนี้มัน..."

เสิ่นซีกลับยิ้มพลางเอ่ยเกลี้ยกล่อม "ท่านอาจารย์ ดังคำกล่าวที่ว่าหมูไปไก่มา ท่านสั่งสอนวิชาความรู้ให้แก่ข้า ทั้งยังพร่ำสอนหลักการวางตัวในสังคมให้แก่ข้า ตอนนี้การเรียนของศิษย์มีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้างแล้ว ท่านก็สมควรจะรับของขวัญชิ้นนี้เอาไว้สิขอรับ"

(เชิงอรรถผู้แปล: หมูไปไก่มา ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน 礼尚往来 (lǐshàngwǎnglái) แปลตรงตัวว่ามีมารยาทไปย่อมมีมารยาทตอบกลับ หมายถึงการปฏิบัติตอบแทนน้ำใจซึ่งกันและกัน)

เฝิงฮว่าฉีได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่วนออกมา "ข้าเถียงสู้พวกเจ้าไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นของสิ่งนี้ข้าจะขอรับไว้ก่อนก็แล้วกัน วันนี้ไม่สู้พวกเจ้าอยู่รั้งรอเสียหน่อย ให้ผู้เป็นอาจารย์อย่างข้าเลี้ยงข้าวลูกศิษย์อย่างเจ้าสักมื้อ ดีหรือไม่"

เสิ่นซีส่ายหน้าไปมา "ไม่เหมาะสมๆ ขอรับ ยามท่านอาจารย์ทานข้าว ย่อมขาดการร่ำสุราไปเสียมิได้ นักเรียนดื่มไม่เป็น เกรงว่าจะทำให้ท่านอาจารย์ต้องหมดสนุกเสียเปล่าๆ ดังนั้นท่านอาจารย์เชิญทานข้าวเองจะดีกว่าขอรับ"

การที่เสิ่นซีกล่าววาจาเช่นนี้ เป็นเพราะเขาพิจารณาถึงฐานะเด็กน้อยของตนเองอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงพยายามพูดจาด้วยความไร้เดียงสาให้มากที่สุด เช่นนี้ต่อให้จะฟังดูล่วงเกินไปบ้าง เฝิงฮว่าฉีได้ฟังก็คงทำเพียงหัวเราะแล้วปล่อยผ่านไปเท่านั้น

เป็นดังคาด เมื่อเฝิงฮว่าฉีได้ฟัง บนใบหน้าก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง ก่อนจะหันไปสนทนากับเสิ่นหมิงจวินอีกสองสามประโยค เสิ่นหมิงจวินบอกปัดไปว่าช่วงเย็นยังมีธุระ ไม่อาจอยู่รั้งรอได้

ระหว่างทางเดินกลับบ้าน เสิ่นหมิงจวินมีท่าทีเหม่อลอยอยู่บ้าง

ก่อนหน้านี้เขาเคยไต่ถามโจวซื่อเรื่องโรงพิมพ์มาแล้ว ตั้งใจว่าคืนนี้จะไปอยู่เฝ้ายามที่นั่น ตอนที่โจวซื่อนำข้าวสารและผักสดไปส่งให้ที่เรือนพักของสองแม่ลูกหวังซื่อ นางได้กำชับสามีตอนที่ให้พาเสิ่นซีไปขอบคุณอาจารย์ด้วยว่า การที่เสิ่นซีกลับมาทำให้ฮุ่ยเหนียงดีใจมาก จึงเตรียมจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ

ความหมายแฝงก็คือ ทางฝั่งร้านขายยานั้นล้วนมีแต่สตรีและเด็ก การที่เขาจะตามไปด้วยคงไม่เหมาะสมนัก

"ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องคิดมากหรอกขอรับ ความจริงก็แค่ไปกินข้าวสักมื้อ ไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญอันใดเลย!" เสิ่นซีสังเกตเห็นว่าเสิ่นหมิงจวินมีท่าทีกลัดกลุ้มกังวลใจ จึงเอ่ยปากปลอบโยน

ในเรื่องนี้ไม่เพียงมีสาเหตุมาจากการที่เขากลับมาถึงเมืองถิงโจวแล้วต้องผิดใจกับภรรยาเพราะเรื่องของหวังซื่อ แต่ยังรวมไปถึงเรื่องที่หวังซื่อมักจะชี้นิ้วสั่งให้เขาทำนั่นทำนี่จนน่ารำคาญใจ เสิ่นหมิงจวินยึดถือหลักจารีตขงจื๊อที่ว่า พี่ชายใหญ่เปรียบดั่งบิดา พี่สะใภ้ใหญ่เปรียบดั่งมารดา มาโดยตลอด เขาให้ความเคารพยำเกรงต่อหวังซื่อเสมอมา ใครจะไปรู้ว่าความเป็นจริงกลับตบหน้าเขาอย่างฉาดใหญ่ไร้ความปรานี เขาไม่รู้เลยว่าจะต้องจัดการกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างไรดี

(เชิงอรรถผู้แปล: พี่ชายใหญ่เปรียบดั่งบิดา พี่สะใภ้ใหญ่เปรียบดั่งมารดา (长兄为父、长嫂为母) หลักคำสอนขงจื๊อที่ให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโสในครอบครัว หากบิดามารดาไม่อยู่ พี่ชายและพี่สะใภ้คนโตจะเป็นผู้นำครอบครัวแทน)

เมื่อกลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ตกดินพอดี โจวซื่อกลับมารออยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้รั้งอยู่ที่ร้านขายยาฝั่งโน้น

เสิ่นหมิงจวินเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "น้องหญิง ตกเย็นเจ้าไม่ได้..."

โจวซื่อค้อนให้เสิ่นหมิงจวินคราหนึ่ง "ต่อหน้าพี่สะใภ้ใหญ่ หากข้าบอกว่าครอบครัวเราจะกินข้าวด้วยกัน พี่สะใภ้ใหญ่จะต้องพาต้าหลางมาด้วยอย่างแน่นอน ที่บ้านเองก็ไม่ได้ขาดแคลนตะเกียบแค่สองคู่นั้นหรอก ทว่าหากเป็นเช่นนั้น บรรยากาศครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาก็หมดกันพอดีน่ะสิ ข้าจึงกลับมากินข้าวกับท่านพี่ก่อน ประเดี๋ยวค่อยให้เสี่ยวหลางไปอยู่เป็นเพื่อนท่านน้าซุนและท่านน้าเซี่ยของเขาก็พอเจ้าค่ะ"

บนใบหน้าของเสิ่นหมิงจวินประดับไปด้วยรอยยิ้มซื่อๆ แสนเปี่ยมสุข เมื่อครู่นี้ยังรู้สึกอยู่เลยว่าภรรยาให้ความสำคัญกับเขาไม่มากพอ พอกลับมาถึงบ้านก็ไม่มีถ้อยคำหวานหูให้ฟังสักประโยค ทว่าตอนนี้เมื่อได้เห็นท่าทางอ่อนโยนออดอ้อนของภรรยา เขาก็กลับมารู้สึกเหมือนได้เป็นผู้นำครอบครัวอีกครั้ง

...

หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ เสิ่นซีและหลินไต้ก็ถูกต้อนให้ไปที่ร้านขายยาฝั่งโน้นตั้งแต่หัวค่ำ วันแรกที่เพิ่งจะกลับมาจากอำเภอหนิงฮว่าแท้ๆ นึกไม่ถึงเลยว่าแม้มื้อค่ำยังต้องแบ่งเป็นครึ่งแรกครึ่งหลังเสียได้

การจากลากันเพียงชั่วครู่ย่อมหวานชื่นยิ่งกว่าแต่งงานใหม่ เรื่องที่ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องการจะออดอ้อนคลอเคลียกันบ้าง เสิ่นซีย่อมเข้าใจได้เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้พบหน้ากันมาตั้งเดือนกว่า ต่อให้ตอนนี้โจวซื่อจะกำลังตั้งครรภ์อยู่ แต่นางก็ยังคงมีความอาวรณ์รักใคร่ต่อสามีอย่างหาที่สุดไม่ได้

(เชิงอรรถผู้แปล: การจากลากันเพียงชั่วครู่ย่อมหวานชื่นยิ่งกว่าแต่งงานใหม่ (小别胜新婚) สำนวนหมายถึงคู่สามีภรรยาที่ต้องห่างเหินกันไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อกลับมาพบกันใหม่ย่อมมีความถวิลหาและรักใคร่กลมเกลียวยิ่งกว่าตอนแต่งงานกันใหม่ๆ)

ทว่าหลินไต้กลับรู้สึกงุนงงสับสนอยู่บ้าง นางกำลังอยู่ในวัยที่ยังไม่ประสีประสา พอเดินพ้นประตูออกมาก็เอาแต่เหลียวหลังกลับไปมอง นางอยากจะรู้ให้กระจ่างว่ายามปกติที่ท่านพ่อกับท่านแม่ปิดประตูขังตัวอยู่แต่ในห้องนั้น แท้จริงแล้วกำลังทำสิ่งใดกันแน่

"เสี่ยวหลาง กินให้มากหน่อยเถิด นี่เป็นวัวฝั่งตะวันตกของเมืองที่เพิ่งจะชำแหละเมื่อวันก่อน... ได้ยินมาว่ามันหกล้มจนขาหัก รักษากันอย่างไรก็ไม่หาย เลยชำแหละแบ่งเนื้อกันกินเสียเลย ราคาแพงหูฉี่เชียวนะ"

ทางฝั่งของฮุ่ยเหนียงจัดเป็นมื้ออาหารหม้อไฟ ทั้งฮุ่ยเหนียงและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ล้วนอยู่กันพร้อมหน้า ผนวกกับสาวใช้และเด็กหญิงน้อยอีกหลายคน ผู้คนพลุกพล่านครึกครื้น บรรยากาศดีกว่าที่บ้านเป็นไหนๆ

ตอนที่อยู่บ้านก่อนหน้านี้ พอได้เห็นท่านพ่อกับท่านแม่ส่งสายตาหวานเชื่อมให้กันไปมา เจ้ามองข้าคราหนึ่ง ข้ามองเจ้าคราหนึ่ง วิธีการพลอดรักแสดงความรักอันดูดดื่มลึกซึ้งเช่นนั้น ทำเอาเสิ่นซีรู้สึกทนดูแทบไม่ไหวจริงๆ

เสิ่นซีเอ่ยถามขึ้น "ท่านน้า เรื่องโรงเงินไปถึงไหนแล้วหรือขอรับ กลับมาครานี้ยังไม่ได้ยินท่านเอ่ยถึงเลย"

ฮุ่ยเหนียงยังคงคีบเนื้อใส่ชามให้เสิ่นซีอย่างต่อเนื่อง "ข้าปรึกษากับแม่ของเจ้าแล้ว กลับมาครานี้จะให้เจ้าตั้งใจเตรียมตัวสำหรับการสอบระดับเมือง เรื่องราวของการค้าขาย ไม่ต้องให้เจ้ามาเปลืองแรงหรอก อย่างไรเสียน้าก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเจ้าไปเสียทุกเรื่อง ตัวน้าเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเองให้ได้..."

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอ่ยแทรกขึ้นมาประโยคหนึ่ง "พี่สาว ยามปกติเสี่ยวหลางช่วยเหลือท่านได้มากเลยหรือ"

"ย่อมเป็นเช่นนั้นสิ" ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มอย่างเบิกบานใจ "เสี่ยวหลางเก่งกาจมากเลยนะ ในสมองน้อยๆ ของเขามักจะมีความคิดแปลกใหม่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโรงพิมพ์ โรงผลิตยา หรือโรงเงิน รวมไปถึงกิจการเรือและกิจการรถม้าที่กำลังเตรียมการกันอยู่ ล้วนเป็นความคิดของเขาทั้งสิ้น น้องสาว เจ้าอยู่ร่วมกับเขามาตั้งนานปานนี้ ไม่รู้สึกตัวเลยหรือ"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ บนพวงแก้มทั้งสองข้างประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ "ข้ารู้เพียงว่า ยามปกติเสี่ยวหลางดื้อรั้นซุกซน เขา... มักจะเรียกข้าว่าพี่สาวมาโดยตลอด ไม่เคยเรียกข้าว่าท่านน้าเลยสักครั้ง"

เสิ่นซีกล่าวกลั้วรอยยิ้ม "ก็เพราะท่านยังอายุน้อยมากอย่างไรเล่า... หากเรียกท่านน้า นั่นมิยิ่งดูแก่ไปหรอกหรือขอรับ"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เม้มปากยิ้ม ไม่ว่าจะเป็นสตรีในยุคสมัยใด การที่ผู้อื่นเอ่ยปากชมว่าตนอ่อนเยาว์และงดงาม ย่อมไม่มีทางผิดพลาด ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง "เสี่ยวหลาง ฟังจากความหมายของเจ้า ที่เจ้าเอาแต่เรียกข้าว่าท่านน้า เป็นเพราะรังเกียจว่าข้าแก่เกินไปอย่างนั้นหรือ"

"ใช่แล้วขอรับ" เสิ่นซียังคงตอบกลั้วรอยยิ้ม

ฮุ่ยเหนียงตวัดสายตาค้อนใส่เสิ่นซีพลางเอ่ยค่อนขอด "เสียแรงที่รักเจ้าจริงๆ" ทว่ามือกลับคีบชิ้นเนื้อวัวส่งใส่ชามของเสิ่นซีอย่างลืมตัว

หลังจากทานข้าวเสร็จ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เดินทางกลับบ้าน ฮุ่ยเหนียงกลัวว่านางจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นระหว่างทาง จึงให้ซิ่วเอ๋อร์เดินไปส่งนางสักหน่อย ความจริงแล้วในช่วงเวลานี้ความปลอดภัยในเมืองถิงโจวถือว่าดีเยี่ยม การที่นางทำเช่นนี้ก็เพียงเพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น

คืนนี้โจวซื่อไม่ได้มาที่นี่ เสิ่นซีและหลินไต้จึงสามารถเลือกได้ว่าจะกลับไปนอนที่บ้านหรือไม่ แน่นอนว่าเสิ่นซีย่อมอยากจะอยู่รั้งรอที่นี่ เช่นนั้นตกกลางคืนก็จะได้ไต่ถามเรื่องการค้าของฮุ่ยเหนียงได้

แม้ฮุ่ยเหนียงจะปรึกษาหารือกับโจวซื่อเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วว่าจะไม่ให้เสิ่นซีต้องเสียสมาธิ ทว่าระหว่างฮุ่ยเหนียงและเสิ่นซีนั้นอย่างไรเสียก็มีความลับเล็กๆ ต่อกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือการลอบพบปะกันในห้องนอนยามค่ำคืนที่ไร้ผู้คน

เสิ่นซีล้างหน้าล้างตาจนสะอาดสะอ้านและกลับเข้าห้องตั้งแต่หัวค่ำ ทั้งยังเล่านิทานให้เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองฟัง และบอกเล่าประสบการณ์ตลอดเส้นทางที่เดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่าในครานี้ให้พวกนางฟัง จนกระทั่งกล่อมเด็กหญิงทั้งสองจนหลับปุ๋ยไปได้ เขาถึงได้ย่องลูบคลำมาจนถึงหน้าประตูห้องของฮุ่ยเหนียงอย่างลับๆ ล่อๆ

เพิ่งจะเคาะไปได้เพียงครั้งเดียว ฮุ่ยเหนียงก็เปิดประตูออกมาจากด้านใน

"เสี่ยวหลาง รู้อยู่แล้วเชียวว่าเจ้าจะต้องมา" บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นละมุนละไม

เสิ่นซีก้าวเข้าไปในห้อง สำหรับเขาแล้ว ห้องนอน ของฮุ่ยเหนียงนับเป็นสถานที่ที่คุ้นเคยยิ่งนัก เขาจากไปเดือนกว่า ทว่าการจัดวางข้าวของเครื่องใช้ภายในห้อง กลับไม่ได้ขยับเขยื้อนจากที่เดิมเลยแม้แต่น้อย นี่แสดงให้เห็นว่าฮุ่ยเหนียงเป็นคนผูกพันยึดติดกับสิ่งเดิมๆ และไม่ชอบเปลี่ยนแปลงสิ่งใดง่ายๆ

เสิ่นซีกล่าวขึ้นมาลอยๆ "โชคดีที่ท่านแม่ของข้าไม่ได้มาที่นี่ มิเช่นนั้นคงต้องพาข้ากับไต้เอ๋อร์กลับบ้านเป็นแน่ ตกกลางคืนก็ใช่ว่าจะหาโอกาสออกมาข้างนอกได้ง่ายๆ"

ฮุ่ยเหนียงหยิบสมุดบัญชีในลิ้นชักออกมาส่งให้ถึงมือของเสิ่นซีก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนนางกลับเดินออกไปนอกห้อง ผ่านไปไม่นานก็ประคองอ่างน้ำร้อนเดินเข้ามา เตรียมจะล้างเท้าให้กับเสิ่นซี

"ท่านน้า... ไม่ต้องหรอกขอรับ ก่อนเข้าห้องข้าล้างมาแล้ว" เสิ่นซีเพิ่งจะเอ่ยไปประโยคเดียว พอเหลือบมองดูง่ามเท้าของตนเอง ก็ตระหนักได้ว่าเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเสียงดังตอนที่เดินออกจากห้อง เขาจึงวิ่งเท้าเปล่าเข้ามา

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงฉายแววความผิดหวังเล็กน้อย "น้าไม่มีบุตรชาย มักจะเห็นเจ้าเป็นดั่งบุตรชายในไส้มาโดยตลอด... ตอนนี้เจ้าได้ดีแล้ว ยังต้องมาคอยคิดหาอุบายวางแผนให้กับน้าอีก น้าก็ขอทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นการตอบแทนเจ้าสักหน่อยเถิด"

กล่าวจบนางก็จัดแจงให้เสิ่นซีนั่งลงให้เรียบร้อย ส่วนตัวนางย่อตัวลงล้างเท้าให้กับเสิ่นซี

ในใจของเสิ่นซีรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง

เมื่อเขาค่อย ๆ เติบโตขึ้นทุกวัน อันที่จริงเขากับฮุ่ยเหนียงย่อมไม่อาจลอบพบปะกันเช่นนี้ได้ตลอดไป ฮุ่ยเหนียงเองก็คงจะตระหนักดีว่าอีกสักหนึ่งหรือสองปี พอเสิ่นซีเริ่มประสีประสาเรื่องระหว่างบุรุษสตรี ทั้งสองก็คงไม่อาจใกล้ชิดกันเฉกเช่นทุกวันนี้ได้อีก นางจึงอาศัยช่วงเวลาที่เสิ่นซียังเป็นเด็ก คอยดูแลทำสิ่งต่าง ๆ ให้เท่าที่นางจะทำได้

"ท่านน้า นี่ก็เดือนกว่าแล้ว เหตุใดโรงเงินยังไม่ออกตั๋วเงินอีกหรือขอรับ"

เสิ่นซีพยายามดึงสมาธิกลับมาจดจ่ออยู่กับธุระสำคัญอย่างสุดความสามารถ เพราะท่าทางของฮุ่ยเหนียงในยามนี้นั้นเย้ายวนใจเกินไปจริงๆ หลังจากที่เขามองดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความหวั่นไหวขึ้นในใจ

ฮุ่ยเหนียงเงยหน้าขึ้นมา ส่ายศีรษะเบาๆ "เจ้าไม่อยู่ ตั๋วเงินน้าจึงยังไม่กล้าพิมพ์... สิ่งที่เจ้าสอนน้าเอาไว้ น้ากลัวว่าจะทำผิดพลาด น้าจำได้ว่าเจ้าเคยบอกไว้ พวกเราไม่อาจพิมพ์ตั๋วเงินออกมาเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่ต้องรับเงินตำลึงมาหนึ่งตำลึง จึงจะพิมพ์ตั๋วเงินออกไปหนึ่งตำลึง หากเกิดข้อผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจจะทำให้กิจการโรงเงินของพวกเราพังพินาศได้..."

"น้าต้องรอให้เจ้ากลับมาก่อนถึงจะวางใจได้!"

จบบทที่ ตอนที่ 197 ท่านน้า? ท่านแม่บุญธรรม? หรือว่า…

คัดลอกลิงก์แล้ว