- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 196 วีรบุรุษคืนถิ่น
ตอนที่ 196 วีรบุรุษคืนถิ่น
ตอนที่ 196 วีรบุรุษคืนถิ่น
ตอนที่เดินทางจากเมืองถิงโจวกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่า สองพ่อลูกเสิ่นหมิงจวินและเสิ่นซีต่างหัวเราะพูดคุยกันอย่างเบิกบานใจ เสียงฝีเท้าม้าควบกุบกับฟังดูเบาสบาย ทว่ายามเดินทางกลับ จากสองคนกลับกลายเป็นสี่คน พร้อมด้วยสัมภาระพะรุงพะรัง เสิ่นซีต้องมานั่งประจันหน้ากับหวังซื่อที่ดูราวกับยายเฒ่าอัปลักษณ์ เขานั่งหดตัวคุดคู้สั่นคลอนไปตามแรงกระเทือนของรถม้าอยู่ตรงมุมหนึ่ง รู้สึกอึดอัดทรมานจนคร้านจะเอ่ยปากพูดแม้แต่ครึ่งคำ
ดูเหมือนแม้แต่ม้าลากรถก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์ ตลอดการเดินทางมันจึงพ่นลมออกจมูกฟืดฟาดอยู่ตลอดเวลา
นั่งรอนแรมบนรถม้ายังพอทน ขอเพียงไม่ปริปากพูดจา นั่งพิงผนังรถงีบหลับไปสักตื่นก็สิ้นเรื่อง ทว่าเมื่อถึงยามต้องแวะพักตามโรงเตี๊ยมรายทาง ความเรื่องมากของหวังซื่อก็เริ่มแผลงฤทธิ์
ประเดี๋ยวก็บ่นว่าอาหารของร้านเค็มไป ประเดี๋ยวก็ตำหนิว่ายกน้ำชามาชักช้า ตกกลางคืนยังดึงดันจะเอาน้ำร้อนมาอาบให้ได้ ทั้งยังมิวายติเตียนว่าทางร้านต้มน้ำร้อนชักช้าอืดอาด
แต่ที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดก็คือ ตอนที่นางอาบน้ำไปได้ครึ่งทาง กลับตะโกนสั่งให้คนของโรงเตี๊ยมเข้ามาเปลี่ยนน้ำเสียอย่างนั้น
ทั้งโรงเตี๊ยม ตั้งแต่หลงจู๊ไปจนถึงเสี่ยวเอ้อร์ล้วนเป็นบุรุษเพศ ผู้ใดจะกล้าเข้าไปในห้องยามที่นางกำลังอาบน้ำกันเล่า?
ทว่ามีเงินเสียอย่างย่อมเป็นใหญ่ หวังซื่อผลาญเงินของเสิ่นหมิงจวินโดยไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย พองัดก้อนเงินขาวสว่างตาออกมา หลงจู๊โรงเตี๊ยมถึงกับต้องวิ่งไปตามฮูหยินของตนที่หลังเรือน แต่ฮูหยินไม่ยอมมา สุดท้ายก็เป็นมารดาชราของหลงจู๊ที่รู้ความ เข้ามาช่วยเปลี่ยนน้ำร้อนให้ ส่วนเสิ่นซีต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงคอยเป็นม้าใช้ส่งสารอยู่หน้าประตูห้อง เล่นเอาเขาเหนื่อยสายตัวแทบขาด
คณะเดินทางสี่คน มีสตรีร่วมด้วยหนึ่งนาง หวังซื่อเรียกร้องจะเอาห้องพักส่วนตัวหนึ่งห้อง ส่วนอีกสามคนที่เหลือจะให้เบียดเสียดกันในห้องเดียวก็แออัดเกินไป สุดท้ายจึงต้องเปิดห้องเพิ่มอีกสองห้อง โดยเสิ่นซีต้องนอนเตียงเดียวกับเสิ่นหย่งจั๋ว
ตกกลางคืน เสียงกรนของเสิ่นหย่งจั๋วดังสนั่นจนเสิ่นซีหลับไม่ลงตลอดทั้งคืน แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่อยากทนมองหน้ายายเฒ่าปีศาจนั่นอยู่แล้ว กลางวันจึงอาศัยนอนหลับเอาแรงบนรถม้าแทนเสียเลย
ในที่สุด หลังจากออกเดินทางมาได้สองวัน รถม้าก็เดินทางมาถึงเมืองถิงโจวอย่างปลอดภัยในยามบ่ายของวันที่แปด
เนื่องจากไม่ได้ส่งคนมาแจ้งข่าวล่วงหน้า การเข้าเมืองครานี้จึงมุ่งตรงกลับบ้านทันที
เมื่อถึงหน้าประตูบ้าน โจวซื่อยังทำงานอยู่ที่ร้านขายยา เสิ่นซีจึงขันอาสาวิ่งไปตามมารดา พอโจวซื่อเห็นบุตรชายก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์ไปตามฮุ่ยเหนียงที่โรงเงินให้กลับมา
“เสี่ยวหลางกลับมาทั้งทีก็ไม่ยอมส่งคนมาแจ้งล่วงหน้าสักคำ เมื่อสองวันก่อนข้าเพิ่งจะได้รับจดหมายแจ้งข่าวว่าเจ้าสอบผ่านการสอบระดับอำเภอ”
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้มแย้ม นางเองก็ดีใจแทบแย่ที่เสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับอำเภอ ทว่าเสิ่นซีกลับไม่มีเวลาสนทนากับนางมากนัก เพราะที่บ้านยังมีสองแม่ลูกหวังซื่อและเสิ่นหย่งจั๋วรอให้ต้อนรับอยู่
เพิ่งจะก้าวพ้นห้องโถงด้านหลัง หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์ก็พากันวิ่งกระหืดกระหอบลงมาจากชั้นบน หลินไต้ยั้งรักษากิริยามารยาทเอาไว้ได้ ทว่าลู่ซีเอ๋อร์กลับไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ พุ่งพรวดเข้าสู่อ้อมอกของเสิ่นซีทันที พร้อมร้องตะโกนด้วยความดีใจ
“พี่เสิ่นซีกลับมาแล้ว!”
หลังจากนั้น ไม่ว่าเสิ่นซีกับโจวซื่อจะเดินกลับมาถึงบ้าน ลู่ซีเอ๋อร์ก็ยังคงเกาะหนึบอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นซีไม่ยอมปล่อยมือ ภาพนี้ทำให้หลินไต้ที่เดินตามหลังคนทั้งสองมามีสีหน้าบึ้งตึง คิ้วขมวดมุ่นด้วยความแง่งอน สายตาดุดันนั้นราวกับจะถลึงตาใส่ “คู่ชายโฉดหญิงชั่ว” ตรงหน้าให้ตายตกไปตามกัน
“แหม นี่ใช่น้องสะใภ้หรือเปล่านะ ไม่เจอกันปีกว่า ดูเหมือนจะอวบอิ่มขึ้นไม่น้อยเลย” หวังซื่อพอเห็นหน้าโจวซื่อ น้ำเสียงที่เอ่ยทักทายก็แฝงแววกระแนะกระแหนชัดเจน
เมื่อครึ่งปีก่อน เสิ่นหมิงเหวินหลบหนีมาพึ่งพิงที่เมืองถิงโจว เดิมทีเขาหวังจะให้เสิ่นหมิงจวินคิดหาวิธีรับภรรยาและบุตรของตนมาอยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้ใช้ชีวิตดั่งนกยวนยางเคียงคู่อย่างอิสระเสรีปราศจากการควบคุม ทว่าผลสุดท้าย โจวซื่อกลับเขียนจดหมายไปบอกหลี่ซื่อที่บ้านเกิด จนกระดาษกรุหน้าต่างความลับแตกโพละ
หวังซื่อเองก็เพิ่งมารู้เรื่องนี้ในภายหลัง นับแต่นั้นมานางจึงผูกใจเจ็บและบาดหมางกับโจวซื่อมาตลอด เฝ้ารอเพียงโอกาสได้พบหน้าโจวซื่อเพื่อจะชำระความให้รู้เรื่อง
ทว่าครานี้ หวังซื่อมาเป็นเพื่อนบุตรชายเพื่อเข้าสอบที่เมืองถิงโจว ต่อให้ในใจจะมีหนามทิ่มแทงอยู่ นางก็ไม่อาจแสดงออกให้โจ่งแจ้งเกินไปนัก จึงยังคงรักษารูปแบบการด่าทอแบบผู้ดีไม่มีคำหยาบคายตามความถนัด แม้แต่ตอนที่กล่าวเหน็บแนมโจวซื่อ ก็ยังทำให้โจวซื่อฟังไม่ออกว่ากำลังถูกด่า
โจวซื่อกำลังตั้งครรภ์ ผนวกกับฐานะทางบ้านดีขึ้น กินอิ่มนอนหลับสบาย รูปร่างจึงอวบอั๋นขึ้นเป็นธรรมดา เมื่อก่อนคนที่เคยด่าโจวซื่อว่ามีลักษณะ ‘ปากแหลมแก้มตอบเยี่ยงลิงทะโมน ย่อมต้องเป็นหญิงร้ายกาจ’ ก็คือหวังซื่อนี่แหละ มาตอนนี้นางจงใจชมโจวซื่อว่า ‘อวบอิ่ม’ แท้จริงแล้วก็คือการหยิบยกรู้ปลักษณ์ในอดีตของโจวซื่อมาเป็นข้ออ้าง เพื่อลอบด่ากระทบเทียบว่านางเป็นหญิงร้ายกาจนั่นเอง
โจวซื่อไม่รู้ว่าฟังออกถึงความหมายแฝงนั้นหรือไม่ นางเพียงแต่แอ่นท้องที่อุ้มครรภ์เจ็ดเดือนเศษ เดินยิ้มแย้มต้อนรับสองแม่ลูกหวังซื่อเข้าไปนั่งพักด้านใน
เพราะไม่ค่อยอยากทนฟังพวกผู้ใหญ่คุยเรื่องสัพเพเหระ เสิ่นซีจึงไม่ได้ตามเข้าไปข้างใน แต่รั้งอยู่ลานเรือนเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสอง
“ซีเอ๋อร์ ไต้เอ๋อร์ เดือนกว่าที่ผ่านมานี้ พวกเจ้าคิดถึงข้าบ้างหรือไม่?” เสิ่นซีบีบพวงแก้มกลมยุ้ยของลู่ซีเอ๋อร์เบาๆ พลางเอ่ยถามกลั้วรอยยิ้ม
“คิดถึงสิเจ้าคะ คิดถึงทุกวันเลย... พี่เสิ่นซี หากท่านยังไม่กลับมา ข้าจะต้องให้ท่านแม่พาข้าไปหาท่านแน่ๆ” ลู่ซีเอ๋อร์ออดอ้อนอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นซี
หลินไต้แค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ “เพิ่งจะจากไปแค่เดือนเดียว ใครเขาจะไปนึกถึงกัน ทางที่ดีสักปีหนึ่งค่อยกลับมาก็ยังได้”
เสิ่นซีรู้ดีว่าหลินไต้ก็ถอดแบบมารดาของตนมาไม่มีผิด ล้วนเป็นพวกปากร้ายใจดี แท้จริงแล้วแม่หนูน้อยคนนี้ภายในใจรุ่มร้อนจะตายไป เขาจึงหัวเราะฮ่าๆ ออกมา
“ข้าก็กลัวว่าไต้เอ๋อร์น้อยของข้าจะต้องนอนเปล่าเปลี่ยวเดียวดายน่ะสิ... พอนึกถึงใบหน้างดงามของไต้เอ๋อร์ ข้าก็กลัวว่าจะมีเจ้าโจรเด็ดบุปผาหน้าไหนข้างนอกมาหมายปองเอาได้ ดังนั้นพอสอบเสร็จ ข้าถึงได้รีบเหาะกลับมาหาเจ้าทันทีเลยอย่างไรเล่า”
(เชิงอรรถผู้แปล: นอนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย (独守空闺) สตรีที่ต้องเฝ้าห้องหอเพียงลำพังเพราะสามีไม่อยู่)
เมื่อได้ยินถ้อยคำเยินยอและบอกคิดถึงของเสิ่นซี หลินไต้ก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ แสร้งทำสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์ ทว่าบนใบหน้าเล็กๆ นั้นในที่สุดก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา
ระหว่างที่กำลังคุยเล่นกันอยู่ ด้านในก็มีเสียงเอะอะไม่พอใจของหวังซื่อดังแว่วมา
“...น้องสะใภ้ สองแม่ลูกอย่างพวกเรายากนักจะได้เข้าเมืองถิงโจวมาสักหน ก็เพื่อหวังให้ต้าหลางสอบผ่านการสอบระดับเมืองอย่างราบรื่น การจะขอพักอาศัยอยู่ในบ้านของเจ้ามันจะเป็นอะไรไป? นี่หรือคือวิธีที่เจ้าใช้ต้อนรับขับสู้พวกเรา ถึงกับต้องไล่ตะเพิดแม่ม่ายลูกกำพร้าอย่างพวกเราไปพักตามโรงเตี๊ยมเชียวหรือ?”
โจวซื่อรีบเอ่ยอธิบาย “พี่สะใภ้ใหญ่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเจ้าค่ะ ข้าหมายความว่า ตอนที่พี่ใหญ่มาอยู่เมืองถิงโจวก่อนหน้านี้ พวกเราได้ช่วยเช่าเรือนพักเอาไว้หลังหนึ่ง ตอนนี้เรือนหลังนั้นยังคงปล่อยว่างอยู่ ให้พี่สะใภ้ใหญ่กับต้าหลางย้ายไปพักที่นั่นย่อมเหมาะสมที่สุด บ้านของพวกเราคนเยอะ สถานที่ก็คับแคบ ยัดเยียดคนตั้งมากมายขนาดนี้ไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ”
ยิ่งโจวซื่อพูดจาอ่อนข้อให้ หวังซื่อก็ยิ่งแผดเสียงดังขึ้น
“อย่ามาพูดเรื่องนี้ให้ข้าได้ยินนะ! หากไม่ใช่เพราะเจ้า มีหรือสามีข้าจะถูกท่านแม่จับตัวกลับไป ขังเอาไว้ในห้องข้างเรือนเก็บฟืนหลังบ้านร่วมครึ่งค่อนปีโดยไม่ได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน? ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งโมโห เจ้าน่ะมีทั้งสามีมีทั้งบุตรชาย ตอนนี้ในท้องก็ยังมีอีกคน ส่วนข้าเล่า! ครึ่งปีมานี้แม้นข้ากับสามีจะอาศัยอยู่ในจวนเดียวกัน แต่ท่านแม่กลับใจจืดใจดำ ไม่ยอมแม้แต่จะให้ข้าเข้าไปเยี่ยมเยียนสามีตนเอง ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเจ้า!”
เมื่อเพลิงโทสะของหวังซื่อพุ่งปะทุ นางก็ไม่สนแล้วว่าตนเองกำลังพึ่งใบบุญและยังมีเรื่องต้องขอร้องผู้อื่น อาละวาดด่าทออย่างดุดันเกรี้ยวกราดโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
เดิมทีโจวซื่อกำลังตั้งครรภ์ บุตรชายก็สอบผ่านระดับอำเภอ ตอนนี้แม้แต่สามีก็ยังเดินทางกลับมาแล้ว ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างปรองดอง นางจึงไม่อยากจะบันดาลโทสะให้ขุ่นข้องหมองใจ ทว่าหวังซื่อกลับได้ทีขี่แพะไล่ ราวกับตั้งใจเดินทางรอนแรมมาไกลแสนไกลเพื่อมาหาเรื่องทะเลาะกับนางโดยเฉพาะ
“ท่านพี่ ท่านช่วยคุยกับพี่สะใภ้ใหญ่ทีเถิดเจ้าค่ะ”
โจวซื่อจนปัญญาจะรับมือ จึงทำได้เพียงเลือกที่จะโอนอ่อนผ่อนตาม “ทางร้านขายยายังต้องการคนคอยดูแล ข้าต้องกลับไปทำงานแล้ว! หากต้องการจะย้ายไปพักที่เรือนฝั่งนั้น กุญแจก็อยู่ในลิ้นชักที่บ้านนี่แหละ”
กล่าวจบ โจวซื่อก็เดินก้าวพ้นห้องโถงหลักออกมาด้วยใบหน้าถมึงทึงดำทะมึน ทว่าเมื่อทอดสายตาไปเห็นเสิ่นซีแล้ว บนใบหน้าของนางก็ยังมิอาจปิดบังความตื่นเต้นและปีติยินดีเอาไว้ได้มิด
"ไป ไปที่ร้านกันเถอะ... แม่คิดถึงเจ้าแทบแย่ ตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ไว้ให้เจ้า แถมยังมีของอร่อยๆ อีกตั้งเยอะ" โจวซื่อจูงมือเสิ่นซี โดยมีเด็กหญิงน้อยทั้งสองเดินตามหลัง คนทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังร้านขายยาที่ถนนสายหน้า
เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ลานเรือนด้านหลัง ก็เห็นฮุ่ยเหนียงในชุดเรียบง่ายยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องโถงหลัก นางมองมาทางประตูด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี เสิ่นซียังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปหา ลู่ซีเอ๋อร์ก็ชิงวิ่งนำหน้าไปก่อน สองแขนสวมกอดเอวของฮุ่ยเหนียงเอาไว้แน่น "ท่านแม่ พี่เสิ่นซีกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"
"แม่รู้แล้ว นี่แม่ก็อุตส่าห์รีบกลับมาดูเขาไม่ใช่หรือ"
อย่างไรเสียฮุ่ยเหนียงกับเสิ่นซีก็ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน ต่อให้นางจะคิดถึงเสิ่นซีเพียงใด ก็ไม่อาจแสดงกิริยาใกล้ชิดสนิทสนมกับเขาต่อหน้าผู้คนได้เหมือนอย่างบุตรีของตน
เมื่อเข้าไปในห้องโถงหลัก โจวซื่อก็เอาแต่ซักไซ้ไล่เลียงไม่หยุดหย่อน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับการที่เสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับอำเภอ
แน่นอนว่าเสิ่นซีย่อมต้องปิดบังเรื่องที่เขาแอบงีบหลับในเพิงสอบเอาไว้เสียมิดชิด เขาสวมรอยเติมสีตีไข่ไปยกใหญ่ พร่ำพรรณนาว่าการสอบนั้นยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด ตอนเข้าสนามสอบต้องพบเจอความยุ่งยากอันใดบ้าง การสอบแต่ละรอบล้วนซับซ้อนยิ่งกว่ารอบก่อนหน้า ความยากในการสอบผ่านก็ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ฟังดูราวกับว่าเขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามนับพันนับหมื่นประการกว่าจะผ่านการสอบระดับอำเภอมาได้
ท้ายที่สุดกลับเป็นฮุ่ยเหนียงที่เฉลียวฉลาด เอ่ยถามขึ้นมาตรงๆ ประโยคหนึ่ง "เสี่ยวหลาง เจ้าสอบผ่านในรอบที่เท่าไรหรือ"
เสิ่นซียกมือขึ้นเกาหัว ตอบไปตามความจริง "รอบแรกขอรับ"
โจวซื่อฟาดฝ่ามือลงบนหน้าผากของเสิ่นซีฉาดใหญ่ "ไอ้เด็กทึ่ม! ที่แท้ก็ปั้นน้ำเป็นตัวตั้งมากมายเพียงเพราะอยากให้แม่คนนี้เป็นห่วงใช่หรือไม่! ในเมื่อเจ้าสอบผ่านตั้งแต่รอบแรก แล้วการสอบรอบหลังๆ มันจะไปเกี่ยวอันใดกับเจ้าอีกเล่า!"
ปากก็ด่าทอไปอย่างนั้น ทว่าภายในใจกลับยิ่งเบิกบานใจกว่าเดิม บุตรชายไม่เพียงสอบผ่านการสอบระดับอำเภอ ซ้ำยังสอบผ่านตั้งแต่รอบแรก นี่ถือว่าดีงามกว่าที่นางคาดหวังเอาไว้มากนัก
เสิ่นซีมองฮุ่ยเหนียงด้วยสีหน้าราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม คล้ายกำลังตัดพ้อว่านางไม่น่าพูดมากเลย
ฮุ่ยเหนียงเม้มปากหัวเราะเบาๆ "เจ้าเด็กคนนี้นี่ แก้ไขนิสัยเสียที่ชอบพูดจาเรื่อยเปื่อยไม่ได้เสียที ดึงดันจะเล่าเรื่องการสอบให้ยากเย็นแสนเข็ญราวกับเรื่องเล่าอัญเชิญพระไตรปิฎกจากชมพูทวีปไปได้ แม้แต่ท่านน้าก็ยังเกือบจะหลงเชื่อเจ้าไปแล้วเชียว"
ท่ามกลางบรรยากาศที่ครอบครัวกำลังหัวร่อต่อกระซิกกันอย่างกลมเกลียวปรองดอง บริเวณประตูหลังบ้านกลับปรากฏร่างของสตรีเพื่อนบ้านนางหนึ่งเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ เมื่อสตรีนางนั้นเห็นประตูเปิดอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะหยอกเย้าขึ้นมา "แหม นี่มิใช่ซิ่วไฉน้อยตระกูลเสิ่นของพวกเราหรอกหรือ เพิ่งจะกลับมาหรือไรกัน เหตุใดพ่อของเจ้าถึงพาสตรีอีกนางกลับมาด้วยเล่า ดูสิ บุตรชายของสตรีนางนั้นยังโตกว่าเจ้าเสียอีก"
คำกล่าวนี้จงใจพูดขึ้นเพื่อยั่วโทสะโจวซื่อโดยแท้
ยามปกติโจวซื่อมักจะขึ้นชื่อลือชาในหมู่เพื่อนบ้านเรื่องความร้ายกาจจัดจ้าน ทว่าหลังจากตั้งครรภ์ อารมณ์ของนางก็สงบเสงี่ยมลงไปไม่น้อย ในเวลานี้นางจึงเดินไปปิดประตูด้วยตนเอง พร้อมกับเอ่ยอธิบายไปด้วย
"ท่านป้าเหอ ท่านกล่าวผิดแล้วล่ะ นั่นมิใช่สตรีที่สามีข้าเลี้ยงดูไว้ข้างนอกหรอก แต่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่พาหลานชายเข้าเมืองมาเพื่อร่วมการสอบระดับเมืองต่างหาก ปีนี้ตระกูลเสิ่นของพวกเรามีเด็กสอบผ่านระดับอำเภอถึงสองคนเชียวนะ"
เดิมทีท่านป้าเหอผู้นั้นยังคิดจะเอ่ยถ้อยคำหยอกล้ออีกสักสองสามประโยค ทว่ามือยื่นออกไปย่อมไม่ตบตีผู้ที่ส่งยิ้มให้ เมื่อเห็นโจวซื่อพูดจาสุภาพอ่อนน้อมปานนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะลดท่าทีแข็งกร้าวลง พลางถอนหายใจด้วยความชื่นชมจากใจจริง "ไอหยา นึกไม่ถึงเลยว่าคนตระกูลเสิ่นของพวกเจ้าจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ ดูท่าวันหน้าตระกูลเสิ่นคงได้ย้ายออกจากซอกหลืบในอำเภอหนิงฮว่าเข้ามาอยู่ในเมืองเป็นแน่"
โจวซื่อขานรับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะปิดประตูลง แล้วจึงเดินกลับมา เสิ่นซีรู้สึกประหลาดใจเหลือแสน "ท่านแม่ ท่านดูเปลี่ยนไปนะขอรับ หากเป็นเมื่อก่อน ท่านคงจะอ้าปากด่าทอไปแล้วเป็นแน่"
โจวซื่อใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเสิ่นซีไปหนึ่งที "ไอ้เด็กทึ่ม! เจ้าอย่าได้พูดจาส่งเดชไป แม่เป็นถึงสตรีผู้เพียบพร้อม จะไปต่อล้อต่อเถียงกับผู้อื่นได้อย่างไร จริงหรือไม่ น้องสาว?"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
เสิ่นซีลอบมองมารดาบังเกิดเกล้าและฮุ่ยเหนียงแวบหนึ่ง พลางคิดในใจว่าการที่ท่านแม่มีนิสัยแปรเปลี่ยนไป นอกเหนือจากสาเหตุที่กำลังตั้งครรภ์แล้ว แท้จริงความดีความชอบหลักคงต้องยกให้ฮุ่ยเหนียง
ใกล้ชาดย่อมเปื้อนสีแดง ใกล้หมึกย่อมแปดเปื้อนสีดำ การที่มีสตรีผู้อ่อนโยน วางตัวดี ทั้งยังรู้หนังสือเข้าใจจารีตอย่างฮุ่ยเหนียงเป็นแบบอย่าง นานวันเข้าจึงหล่อหลอมและซึมซับส่งอิทธิพลต่อนิสัยของท่านแม่ไปโดยปริยาย สาเหตุที่เมื่อก่อนท่านแม่มีนิสัยร้ายกาจจัดจ้านปานนั้น หลักๆ แล้วก็เกี่ยวข้องกันกับการที่ในบ้านมี 'หญิงร้ายกาจ' ตัวจริงเสียงจริงอย่างหวังซื่อและเฉียนซื่ออยู่ด้วยนั่นเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: ใกล้ชาดย่อมเปื้อนสีแดง ใกล้หมึกย่อมแปดเปื้อนสีดำ (近朱者赤近墨者黑) สำนวนหมายถึง คบคนเช่นไรย่อมกลายเป็นคนเช่นนั้น)
แม้ว่าโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงจะอยู่ที่ร้านขายยาด้วยกันทั้งคู่ ทว่าเรื่องราวหน้าร้านในยามนี้ล้วนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และเสี่ยวอวี้จัดการ โจวซื่อนำเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ตัดเย็บเสร็จแล้วมาให้เสิ่นซีลองสวม ทว่าเมื่อเสิ่นซีสวมเข้าไปกลับดูคับแคบไปถนัดตา โจวซื่อเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ก็เห็นๆ อยู่ว่าตัดเย็บตามขนาดตัวเป๊ะๆ เหตุใดถึงสวมไม่ได้กันเล่า"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะร่วน "พี่สาวลืมไปแล้วหรือ เสี่ยวหลางกำลังอยู่ในวัยกำลังโต รูปร่างสูงใหญ่ขึ้นทุกวัน หากไม่ตัดเสื้อผ้าให้ตัวใหญ่ขึ้นอีกสักหน่อย จะไปสวมใส่ได้อย่างไร"
"ไอหยา ล้วนโทษที่ข้าเลอะเลือนไปเอง เดิมทีคิดว่าเขาเพิ่งจะจากไปแค่เดือนกว่าๆ จะโตขึ้นสักเท่าไรกันเชียว ไม่เป็นไรๆ อย่างไรเสียเอาเสื้อไปแก้สักหน่อยก็สวมได้แล้ว"
โจวซื่อเก็บเสื้อผ้าชุดนั้นกลับมาด้วยความขวยเขินเล็กน้อย
ในยามนี้เอง ฮุ่ยเหนียงก็เดินขึ้นไปบนชั้นสองครู่หนึ่ง ก่อนจะนำเสื้อผ้าชุดใหม่เอี่ยมอีกชุดลงมา พลางกล่าวว่า "พี่สาว ตอนที่ข้าว่างเว้นจากงาน ข้าเองก็ตัดเย็บเสื้อผ้าให้เสี่ยวหลางชุดหนึ่งเหมือนกัน ลองให้เขาสวมดูเถิดว่าพอดีตัวหรือไม่"
โจวซื่อกล่าวด้วยความประหลาดใจ "น้องสาวเจ้าเย็บเสื้อผ้าด้วยหรือ เหตุใดข้าถึงไม่เห็นรู้เรื่องเลย"
นางนอนเตียงเดียวกับฮุ่ยเหนียงอยู่ทุกวัน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะไม่รู้เรื่องที่ฮุ่ยเหนียงแอบตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้แก่เสิ่นซีโดยเฉพาะ