- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 195 ขาไปสองขากลับสี่
ตอนที่ 195 ขาไปสองขากลับสี่
ตอนที่ 195 ขาไปสองขากลับสี่
เสิ่นหย่งจั๋วเป็นคนประเภทซื่อสัตย์หัวอ่อนเมื่ออยู่ที่บ้าน คำพูดของผู้ใหญ่เขาไม่เคยกล้าขัดขืน บัดนี้จู่ ๆ กลับเอ่ยปากว่าจะไม่แต่งงานกับคุณหนูตระกูลหลวี่ ทำให้คนทั้งครอบครัวต้องประหลาดใจกันยกใหญ่
หวังซื่อเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "ต้าหลาง เจ้ากำลังพูดจาเหลวไหลอันใดกัน! ไม่แต่งกับคุณหนูตระกูลหลวี่ แล้วที่เจ้าเหนื่อยยากแทบตายมาทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อสิ่งใดกันเล่า? ตระกูลหลวี่เป็นถึงตระกูลใหญ่โต งานแต่งครานี้ท่านตาของเจ้าก็เป็นคนช่วยจัดการให้ เจ้าคิดว่าท่านตาของเจ้ากว่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ง่ายดายนักหรือ?"
เฉียนซื่อที่อยู่ด้านข้างรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว "พี่สะใภ้ใหญ่ คำพูดนี้ของท่านไม่ถูกต้องนัก ที่ทางตระกูลหลวี่ถูกใจ ก็เพราะเห็นว่าตระกูลเสิ่นของเราเป็นตระกูลปัญญาชนต่างหาก เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลหวังของท่านด้วยเล่า? หรือกลายเป็นว่าหากต้าหลางได้แต่งงานกับคุณหนูหลวี่ ยังจะต้องมาขอบคุณตระกูลหวังของท่านอีก?"
หวังซื่อกำลังจะเอ่ยปากโต้เถียง หลี่ซื่อก็ตวาดลั่นขึ้นมากะทันหัน "หุบปาก"
คนที่อยู่ตรงนั้นไม่มีผู้ใดกล้าปริปากพูดแม้แต่คนเดียว
หลี่ซื่อมองประเมินเสิ่นหย่งจั๋วด้วยสายตาเย็นชา คิ้วขมวดเป็นปม "งานแต่งงานครานี้ ตอนแรกข้าก็เป็นคนตอบตกลงไปแล้ว หากต้าหลางสอบผ่านระดับอำเภอแล้วทางตระกูลหลวี่คิดจะกลับคำ นั่นก็ถือว่าตระกูลหลวี่เป็นฝ่ายตระบัดสัตย์ เรื่องที่รับปากไปแล้วย่อมไม่อาจผิดคำพูด ต่อให้ตอนนี้จะยังไม่ได้ผ่านพิธีการใหญ่โต ทว่างานแต่งครานี้ก็ถือว่ากำหนดไว้แน่นอนแล้ว ตระกูลเสิ่นของพวกเราไม่อาจทนรับความอับอายขายหน้าเช่นนั้นได้หรอก"
หลี่ซื่อให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลมากที่สุด การที่นางกล่าววาจาเด็ดขาดถึงเพียงนี้ ย่อมหมายความว่าไม่ว่าเสิ่นหย่งจั๋วจะพูดเช่นไร งานมงคลสมรสครานี้ก็จะถูกกำหนดเป็นที่แน่ชัด และไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก
เสิ่นซีลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
หากหลี่ซื่อซักไซ้ไล่เลียงต่อว่าเหตุใดเสิ่นหย่งจั๋วถึงไม่ยอมแต่งงานกับคุณหนูหลวี่ แล้วล้วงเอาคำโกหกพกลมเหล่านั้นของเขาออกมา หวังซื่อที่มีอคติต่อเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่าจะบานปลายกลายเป็นคลื่นลมลูกใหญ่โตเพียงใด
ในที่สุดเรื่องราวก็เป็นอันยุติ เสิ่นซีอาศัยจังหวะที่ไม่มีผู้ใดสนใจ แอบย่องกลับเข้าห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ถึงอย่างไรวันรุ่งขึ้นก็จะประกาศผลสอบแล้ว ทางที่ดีที่สุดคือเมื่อประกาศผลสอบเสร็จสิ้นก็ออกเดินทางกลับเมืองถิงโจวไปเลย แม้แต่งานมงคลสมรสของเสิ่นหย่งจั๋วเขาก็ไม่อยากจะเข้าร่วม
ทว่าพอถึงวันรุ่งขึ้น ซึ่งก็คือช่วงเช้าของวันที่สี่เดือนสาม เสิ่นหมิงจวินก็เดินมาบอกเสิ่นซีว่า ความตั้งใจของหลี่ซื่อคือไม่อยากให้สองพ่อลูกรีบร้อนจากไปนัก เนื่องจากเสิ่นหย่งจั๋วต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบระดับเมืองในเดือนสี่ งานมงคลสมรสจึงยิ่งเร็วยิ่งดี สู้เลือกฤกษ์งามยามดีจัดงานในกลางเดือนสามเสียเลยจะดีกว่า อีกทั้งทางที่ดีก็ควรจะเรียกตัวโจวซื่อกลับมาจากเมืองถิงโจวด้วย หลายคนในบ้านไม่ได้พบหน้าค่าตากันมาถึงสองปีแล้ว อาศัยช่วงที่มีเรื่องมงคลนี้ให้คนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียหน่อย
"เสี่ยวหลาง พวกเรายังไม่ต้องรีบไปหรอก อีกไม่นานแม่ของเจ้าก็จะกลับมาแล้ว" เสิ่นหมิงจวินดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขาปรารถนาทั้งการได้แสดงความกตัญญูต่อมารดา และได้อยู่พร้อมหน้ากับภรรยาและบุตรชาย วิธีที่ดีที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการให้ภรรยาเดินทางกลับมา
เสิ่นซีส่ายหน้า พลางเอ่ยถามว่า "ท่านพ่อ อีกไม่นานท่านแม่ก็จะคลอดแล้ว นางจะทนรับความทรมานจากการเดินทางไกลไปกลับไหวจริง ๆ หรือขอรับ?"
เสิ่นหมิงจวินเพิ่งจะได้สติกลับมา เอ่ยด้วยความร้อนรนเล็กน้อย "อัยหยา ดูข้าสิมัวแต่ดีใจจนลืมเรื่องสำคัญปานนี้ไปเสียสนิทเลย เจ้ารอเดี๋ยวนะ ข้าจะรีบไปบอกท่านย่าของเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"
วันนั้นเสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วต้องออกไปดูการประกาศผลสอบฉบับยาว เสิ่นซีหาได้คาดหวังอันใดกับเรื่องนี้ไม่ เขารู้ดีว่าตนเองเป็นประเภทมีพรสวรรค์แต่ถูกผู้คุมสอบมองข้าม ส่วนทางฝั่งของเสิ่นหย่งจั๋วนั้น โอกาสที่จะสอบได้ตำแหน่งอั้นโส่วยิ่งมีเพียงหยิบมือ
เป็นไปตามคาด เมื่อไปถึงหน้าสถานศึกษาอำเภอและได้เห็นประกาศผลสอบฉบับยาว ท้ายที่สุดเสิ่นซีถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่สิบสี่ นับว่าเป็นผลคะแนนที่ดีทีเดียว ส่วนเสิ่นหย่งจั๋วถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่สี่สิบหก เกือบจะรั้งท้ายอยู่รอมร่อ
เมื่อสองพี่น้องกลับมาถึงบ้าน กลับกลายเป็นว่าทางตระกูลหลวี่ได้ส่งคนมาพร้อมกับแม่สื่อ เพื่อหารือเรื่องรายละเอียดของงานมงคลสมรส
ยามที่ผู้อาวุโสในบ้านหารือธุระกัน เสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีจำเป็นต้องหลบเลี่ยงออกไป รอจนกระทั่งคนตระกูลหลวี่จากไปแล้ว ทั้งสองถึงได้เดินเข้าไปในห้องโถงหลัก สีหน้าของหลี่ซื่อดูไม่สู้ดีนัก
เฉียนซื่อเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน "คนตระกูลหลวี่พวกนี้ ปากก็บอกว่าเพื่อให้ต้าหลางมุ่งมั่นไม่มีเรื่องกวนใจกับการสอบระดับเมือง แต่เห็นได้ชัดว่าคิดจะประวิงเวลางานแต่งออกไป หากต้าหลางสอบระดับเมืองไม่ผ่าน งานแต่งครานี้ก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันได้หรือไม่นะสิ"
ที่แท้ทางฝั่งตระกูลหลวี่ก็ส่งคนไปดูประกาศผลสอบฉบับยาวมาตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว ครั้นเห็นว่าต่อให้เสิ่นหย่งจั๋วจะสอบผ่านระดับอำเภอ ทว่าผลคะแนนกลับรั้งท้ายขนาดนั้น ทางนั้นย่อมต้องเกิดความขุ่นข้องใจขึ้นมาบ้าง
หวังซื่อเอ่ยด้วยความไม่พอใจ "ตระกูลหลวี่ก็แค่บอกให้ต้าหลางสอบระดับเมืองให้เสร็จเสียก่อนแล้วค่อยวางสินสอด ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าต้าหลางจะต้องสอบผ่านระดับเมืองให้ได้"
เฉียนซื่อแค่นเสียงหยันไม่หยุดหย่อน "เรื่องนี้มันเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ตอนนี้ยังไม่ยอมจัดงานแต่ง ยืนกรานจะต้องรอให้สอบระดับเมืองเสร็จสิ้นก่อนถึงจะยอมจัด ในเมื่อทางนั้นไม่ยอมปริปากพูดออกมาตามตรง พวกเราก็จะทำเป็นแกล้งโง่ทั้งที่รู้เต็มอกต่อไปอย่างนั้นหรือ?"
อันที่จริงเวลานี้ไม่จำเป็นต้องให้คนในบ้านเอ่ยสิ่งใด เสิ่นซีก็พอจะกระจ่างแก่ใจแล้วว่า ครานี้ไม่ใช่ตระกูลเสิ่นที่เป็นฝ่ายตระบัดสัตย์ ทว่าเป็นทางฝั่งตระกูลหลวี่ที่ดูเหมือนจะมีความคิดเป็นอื่นเสียแล้ว
การสอบผ่านระดับอำเภอ ท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น อันที่จริงต่อให้สอบผ่านระดับเมืองก็เป็นเพียงการเข้าใกล้ตำแหน่งซิ่วไฉไปอีกขั้นหนึ่งก็เท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นการสอบระดับท้องถิ่น ขอเพียงสอบติดซิ่วไฉ อย่างน้อย ๆ ก็ถือได้ว่าเป็น "คนของทางการ" คนหนึ่ง ต่อให้จะไม่ได้รับเบี้ยหวัดข้าวสารจากทางการ ทว่าอย่างน้อยก็ยังสามารถเปิดสถานศึกษาและเป็นครูใหญ่ได้
"ในเมื่อคนตระกูลหลวี่ยืนกรานเช่นนั้น ก็ปล่อยพวกเขาไปเถอะ"
หลี่ซื่อหน้าดำคร่ำเครียด น้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก "ที่ต้าหลางพูดมาก็ถูกต้องแล้ว จะแต่งกับคุณหนูหลวี่หรือไม่ ก็แค่เรื่องพรรค์นั้นแหละ หากครานี้ต้าหลางสามารถสอบผ่านระดับเมืองได้รวดเดียว ต่อให้ตระกูลหลวี่อยากจะยกบุตรีให้ ก็ยังต้องดูว่าพวกเรายินดีจะรับนางเข้าบ้านหรือไม่ด้วยซ้ำ!"
หลี่ซื่อให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นเป็นที่สุด การถูกทางฝั่งตระกูลหลวี่ประวิงเวลางานมงคลสมรสในครานี้ ทำให้นางรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าววาจาด้วยความโมโห
เสิ่นซีได้ยินแล้วกลับดีใจยิ่งนัก อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องรั้งอยู่เพื่อรอร่วมดื่มสุรามงคลของเสิ่นหย่งจั๋วอีกแล้ว
เป็นไปตามคาด หลี่ซื่อปรายตามองเสิ่นหมิงจวินคราหนึ่ง พลางกล่าวว่า "เจ้าห้า ภรรยาของเจ้ากำลังตั้งครรภ์ การเดินทางไปมาไม่สะดวกจริง ๆ นั่นแหละ แม่ก็จะไม่รั้งเจ้าไว้ให้มากความ เจ้าไปตระเตรียมเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเถิด วันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ ก็รีบเดินทางกลับเมืองถิงโจวไปเสีย ธุระต่างๆ ในบ้าน เจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงให้มากนักหรอก"
"ขอรับ ท่านแม่" เสิ่นหมิงจวินขานรับ
ทว่าหวังซื่อกลับรีบเอ่ยแทรกขึ้นมา "ท่านแม่ นี่ไงเจ้าคะ... ต้าหลางต้องไปสอบระดับเมือง แต่ต้าหลางไม่เคยออกนอกเขตอำเภอหนิงฮว่ามาก่อนเลย เอาเช่นนี้ดีหรือไม่... ให้ต้าหลางเดินทางกลับไปพร้อมกับน้องห้าและชีหลาง จะได้ไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมทางฝั่งนั้นเสียก่อน?"
ยามนี้หวังซื่อถือว่ากำลังร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น น้ำเสียงที่เอ่ยจึงดูสุภาพขึ้นมาก
เวลานี้ห่างจากกำหนดการสอบระดับเมืองเพียงเดือนกว่าเท่านั้น จึงดูฉุกละหุกอยู่บ้าง
เนื่องจากเสิ่นหย่งจั๋วไม่เคยไปที่เมืองถิงโจวมาก่อน อีกทั้งทางฝั่งเมืองถิงโจวก็มีครอบครัวของเสิ่นหมิงจวินอาศัยอยู่ การให้เสิ่นหย่งจั๋วเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการสอบระดับเมืองของเสิ่นหย่งจั๋ว
หลี่ซื่อปรายตามองเสิ่นหมิงจวินคราหนึ่ง พลางทอดถอนใจ “ต้าหลางเองก็อายุไม่น้อยแล้ว หากเจ้าให้เขาไปพักอยู่กับเจ้าห้า อีกทั้งยามปกติเจ้าห้าก็ยังต้องวุ่นอยู่กับธุระที่โรงพิมพ์ ไม่กลัวว่าจะมีเสียงนินทาว่าร้ายจากภายนอกหรืออย่างไร?”
หวังซื่อเบะปาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน “ต้าหลางเป็นคนพรรค์นั้นเสียที่ไหนกัน?”
“จะเป็นหรือไม่เป็น การที่อาสะใภ้กับหลานชายต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน หากมีเสียงครหาเล็ดลอดออกไปย่อมไม่น่าฟังอยู่ดี” ท่าทีของหลี่ซื่ออ่อนลงเล็กน้อย “ทว่าการให้ต้าหลางไปเมืองถิงโจวล่วงหน้า ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่ เจ้าห้า เจ้าพอจะช่วยจัดการให้สักสองสามเรื่องได้หรือไม่?”
เสิ่นหมิงจวินอึ้งงันไปเล็กน้อย เรื่องราวในบ้านล้วนเป็นโจวซื่อที่เป็นคนตัดสินใจมาโดยตลอด เขาไม่มีความคิดอ่านอันใดเลยจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าเสิ่นหมิงจวินเอาแต่ปิดปากเงียบ เสิ่นซีจึงรีบกระตุกชายเสื้อด้านหลังของเขา เสิ่นหมิงจวินถึงเพิ่งได้สติกลับมา เขาพยักหน้ารับ ทว่ากลับไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ให้ต้าหลางรีบตระเตรียมเก็บข้าวของ วันมะรืนนี้ก็ให้เขาเดินทางเข้าเมืองถิงโจวไปพร้อมกับเจ้าห้าและชีหลางเสียเลย ส่วนเรื่องที่พักพิงและการหาอาจารย์มาคอยชี้แนะ ก็ให้เจ้าห้าและภรรยาของเขาช่วยจัดการให้ด้วยก็แล้วกัน”
เมื่อครู่หวังซื่อยังพูดจาอ่อนน้อมพินอบพิเทาอยู่เลย ทว่ายามนี้สีหน้าของนางกลับดูไม่สู้ดีนักแล้ว
เดิมทีนางตั้งใจจะให้บุตรชายไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านของเสิ่นหมิงจวิน อย่างไรเสียก็ย่อมสะดวกสบายกว่า ซ้ำยังมีคนคอยดูแลปรนนิบัติ ทว่าเมื่อได้ฟังความหมายของแม่สามีแล้ว หากบุตรชายเข้าเมืองไปก็คงต้องไปพักที่โรงเตี๊ยม สถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านวุ่นวายเช่นนั้น ล้วนปะปนไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา นางจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบุตรชายจะมีสมาธิตั้งใจอ่านตำรา
“ท่านแม่ ท่านดูสิว่าหากข้าไปด้วย...จะได้หรือไม่เจ้าคะ?” ท้ายที่สุดหวังซื่อก็เอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
หลี่ซื่อขมวดคิ้วมุ่น “แล้วเจ้าจะไม่สนใจเชียนเอ๋อร์กับม่านเอ๋อร์แล้วหรืออย่างไร? ตอนนี้เชียนเอ๋อร์อายุสิบเจ็ดปีแล้ว อีกไม่นานก็จะออกเรือน เจ้าเป็นถึงมารดา จะไม่อยู่สั่งสอนบุตรีให้มากหน่อยหรือ?”
หวังซื่อฝืนยิ้มขื่น “ในบ้านก็ยังมีท่านแม่ แล้วก็ยังมีพวกน้องสะใภ้อยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ลูกสะใภ้เองก็มีต้าหลางเป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ตอนนี้บิดาของเขา... อืม ถึงอย่างไรข้าก็ไม่มีธุระอันใดในบ้านอยู่แล้ว การที่ข้าอยากจะไปเป็นเพื่อนบุตรชายที่เมืองถิงโจว คอยเคี่ยวเข็ญให้เขาสอบ นี่ถือเป็นเรื่องผิดด้วยหรือเจ้าคะ?”
กล่าวจบนางถึงขั้นยกมือขึ้นปาดน้ำตา
หลี่ซื่อนึกย้อนไปถึงเมื่อสองปีก่อน ตอนที่นางพาหวังซื่อเข้าเมืองเพื่อไปเกลี้ยกล่อมเสิ่นหมิงเหวินให้กลับใจ ผลปรากฏว่าหวังซื่อกลับพาบุตรีไปพักอยู่กับเสิ่นหมิงเหวินที่โรงเตี๊ยมเสียเฉย ๆ เท่ากับว่าเคยทรยศหักหลังนาง ทว่าพอลองไตร่ตรองดูอีกที หวังซื่อก็เป็นเพียงสตรี ซ้ำยังไม่มีสามีคอยอยู่เคียงข้าง การที่นางเดินทางไปยังเมืองถิงโจวพร้อมกับหลานชายของนาง (หลี่ซื่อ) โดยไร้ซึ่งรากฐานและเส้นสาย ไปถึงที่นั่นก็คงไม่มีที่ให้หยัดยืน ย่อมไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะหลุดรอดจากการควบคุมไปได้
“เจ้าห้า เจ้ามีความเห็นเช่นไร?” หลี่ซื่อมองประเมินเสิ่นหมิงจวิน
เสิ่นหมิงจวินเอ่ยตะกุกตะกัก “ท่านแม่ ข้า... ข้าจะดูแลพี่สะใภ้ใหญ่ และก็ต้าหลางให้ดีขอรับ”
พอได้ยินคำพูดนี้ หลี่ซื่อก็โบกมือ ราวกับหมดความอดทน “ไปเถอะ ๆ ไปกันให้หมดนั่นแหละ ทิ้งคนแก่หัวหงอกอย่างข้าไว้ที่บ้านคนเดียว พวกเจ้าจะได้สมดั่งใจปรารถนากันเสียที”
คนทั้งครอบครัวล้วนมองออกว่าหลี่ซื่อไม่ได้เห็นด้วยที่หวังซื่อจะเดินทางไปเมืองถิงโจวพร้อมกับหลานชาย ทว่ายามนี้กลับไม่มีผู้ใดออกหน้ามาเอ่ยเกลี้ยกล่อมเลยสักคน เดิมทีคนที่ช่างพูดเจรจาที่สุดในบ้านก็คือสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงซินแห่งบ้านสี่ ทว่าบัดนี้ทั้งสองยังคงรั้งอยู่ที่หมู่บ้านเถาฮวา ส่วนคนบ้านอื่น หากไม่ใช่พวกที่มีนิสัยขี้ขลาดตาขาว ก็ล้วนเป็นพวกที่มีเจตนาแอบแฝงทั้งสิ้น
เมื่อไร้ซึ่งผู้คัดค้าน เรื่องราวก็เป็นอันตกลงตามนี้
วันออกเดินทางถูกกำหนดให้เป็นอีกสองวันให้หลัง คือวันที่หกเดือนสาม
ข้าวของที่เสิ่นหมิงจวินต้องเก็บกวาดมีไม่มากนัก ถึงอย่างไรบ้านที่เมืองถิงโจวก็เป็นเรือนหอของเขา การกลับมาครานี้ก็เป็นเพียงการพาเสิ่นซีกลับมาสอบระดับอำเภอพ่วงด้วยการเยี่ยมญาติเท่านั้น ทว่าทางฝั่งของหวังซื่อกลับมีข้าวของห่อเล็กห่อใหญ่พะรุงพะรัง ซ้ำยังมีหีบใบใหญ่อีกหนึ่งใบ ราวกับกำลังจะหอบลูกจูงหลานหนีภัยอย่างไรอย่างนั้น
ท้ายที่สุดหีบใบนั้นก็หนักเกินไป หวังซื่อเพียงลำพังไม่อาจยกไหว ถึงขั้นต้องให้สองพี่น้องเสิ่นหมิงจวินและเสิ่นหมิงถังช่วยกันแบกออกมาถึงหน้าลานเรือน
เมื่อเฉียนซื่อเห็นเข้า ก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงกระแนะกระแหนว่า “นี่พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านคงเตรียมตัวเข้าเมืองไปแล้วไม่คิดจะกลับมาอีกแล้วสิท่า? ต่อให้ครอบครัวของน้องห้ายินยอมให้ท่านพักพิง ท่านก็ต้องดูเสียบ้างว่าที่นั่นคือที่ใด... เมืองถิงโจวไม่ใช่สถานที่เล็ก ๆ อย่างหนิงฮว่านะ ที่นั่นน่ะที่ดินทุกผืนล้วนเป็นเงินเป็นทองเชียวนะ!”
พอหวังซื่อได้ยินก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ จึงเอ่ยประชดกลับไปว่า “ไม่มีที่พักก็ดีน่ะสิ ไม่แน่ว่าข้าอาจจะบังเอิญไปเจอน้องรองอยู่ข้างถนน แล้วจะได้หิ้วตัวกลับมาคืนให้น้องสะใภ้อย่างเจ้าก็เป็นได้”
เดิมทีหวังซื่ออาศัยฐานะสะใภ้ใหญ่ของตระกูลเสิ่นคอยวางมาดทำตัวประหนึ่งเป็นนายหญิงของบ้าน ก่อนหน้านี้ยังเคยเอ่ยปากเตือนซุนซื่อผู้เป็นสะใภ้สามให้ระวังคำพูดคำจาอยู่แท้ๆ ทว่าบัดนี้นางกลับเป็นฝ่ายเอ่ยประชดประชันผู้อื่นได้เจ็บแสบโดยไม่หลุดคำหยาบคายออกมาสักคำ
เฉียนซื่อถึงกับ กระแทกตระกร้าไม้ไผ่สานในมือทิ้งลงพื้น จนเมล็ดถั่วหกกระจัดกระจายไปทั่ว นางสะบัดหน้าเดินปึงปังกลับเข้าห้องตนเองด้วยความโกรธแค้น พอพ้นประตูไปก็กระแทกประตูปิดตามหลังเสียงดัง "ปัง" เผยให้เห็นถึงโทสะที่ไม่อาจระงับไว้ได้
เมื่อหวังซื่อเห็นดังนั้น ก็เผยรอยยิ้มเย็นเยียบ บนใบหน้า ปากก็พึมพำเสียงเบา เสิ่นซีเดาว่านางคงจะกำลังพูดทำนองว่า "แม่หนูน้อย ริจะมาต่อกรกับข้า เจ้าน่ะยังอ่อนหัดเกินไป" อะไรเทือกนั้นเป็นแน่
พอแบกหีบออกมาพ้นประตู เสิ่นหย่งจั๋วก็ทำท่าจะเข้าไปช่วยยก หวังซื่อรีบดึงตัวบุตรชายเอาไว้ "ต้าหลาง เรื่องพวกนี้มีท่านอาสามกับท่านอาห้าของเจ้าจัดการแล้ว ไม่ต้องถึงมือเจ้าหรอก เจ้าเป็นปัญญาชน แค่เข้าไปอ่านตำราของเจ้าให้ดีก็พอแล้ว"
เดิมทีห้องโดยสารของรถม้าที่เสิ่นหมิงจวินนั่งกลับมาจากเมืองถิงโจวก็ไม่ได้ใหญ่โตอันใด พอหีบใบนั้นถูกยัดเข้าไป ก็กินพื้นที่ห้องโดยสารไปกว่าครึ่งแล้ว เสิ่นซีมองดูพื้นที่ว่างที่เหลือ แค่จะยัดคนสองคนเข้าไปยังยากลำบาก ทว่าขากลับครานี้ รถม้าคันนี้กลับต้องบรรทุกผู้โดยสารอัดแน่นถึงสี่คนด้วยกัน
เสิ่นซีส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา หากจับเขาที่ตัวเล็กกระจิ๋วหลิวยัดลงไปในหีบใบนั้น พื้นที่ก็คงจะพอดีเป๊ะ ทว่าก็เกรงว่าในหีบใบนั้นจะถูกยัดข้าวของมาจนแน่นเอี้ยด การจะให้เขาลงไปนั่งในนั้นก็คงจะลำบากอยู่ไม่น้อย
วันที่หกซึ่งเป็นวันออกเดินทาง ภายในห้องโดยสารนั้นคับแคบจนเกินไป ไม่อาจยัดผู้ใหญ่สองคนเข้าไปได้จริงๆ จึงทำได้เพียงให้เสิ่นซีและหวังซื่อเบียดกันอยู่ด้านใน ส่วนเสิ่นหมิงจวินและเสิ่นหย่งจั๋วก็ต้องไปนั่งอยู่บนเพลาหน้ารถม้า หวังซื่อยังกำชับเป็นพิเศษว่าห้ามบุตรชายแตะต้องแส้ม้าเป็นอันขาด