- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 194 การสอบระดับอำเภอรอบที่สี่เพื่อเกียรติยศ
ตอนที่ 194 การสอบระดับอำเภอรอบที่สี่เพื่อเกียรติยศ
ตอนที่ 194 การสอบระดับอำเภอรอบที่สี่เพื่อเกียรติยศ
การสอบระดับอำเภอสามรอบแรก ได้เป็นตัวตัดสินแล้วว่าผู้เข้าสอบจะผ่านเข้ารอบหรือไม่ แม้ว่าอันดับจะยังไม่เป็นที่แน่ชัด ทว่าเมื่อถึงเวลาปิดประกาศผลสอบฉบับยาว ย่อมมีชื่อของตนปรากฏอยู่บนนั้นอย่างแน่นอน ถือว่าได้รับสิทธิในการเข้าร่วมการสอบระดับเมืองแล้ว
วันรุ่งขึ้นก็ต้องเข้าสอบรอบที่สี่ เวลาจึงดูฉุกละหุกอยู่บ้าง
เพื่อให้สามารถคว้าอันดับต้น ๆ มาได้ในการจัดอันดับครั้งสุดท้ายหลังจบการสอบรอบที่สี่ คนตระกูลเสิ่นจึงให้สองพี่น้องกลับไปทบทวนตำรา ทว่าทางฝั่งลานเรือนด้านหน้า ผู้คนที่หลั่งไหลมาแสดงความยินดีกลับมากันไม่ขาดสาย... ล้วนเป็นเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้คนตระกูลเสิ่นออกไปต้อนรับถึงหน้าประตู ซ้ำยังจุดประทัดเสียดังลั่น เพื่อนบ้านจะไม่รู้เรื่องก็คงยาก
แม้ในอดีตตระกูลเสิ่นจะเคยรุ่งโรจน์ในอำเภอหนิงฮว่าอยู่ช่วงหนึ่ง ทว่าเมื่อกิจการครอบครัวตกต่ำลง แต่ละสายต่างก็กระจัดกระจาย โดยเฉพาะสายของปู่เสิ่นซีที่ย้ายไปอยู่หมู่บ้านเถาฮวาก็ล่วงเลยมาถึงยี่สิบสามสิบปีแล้ว บัดนี้สายของเสิ่นซีเพิ่งกลับมาอยู่ที่ตัวอำเภอได้ไม่นาน ในนามจึงถือเป็นคนต่างถิ่น เดิมทีก็มักถูกเพื่อนบ้านดูแคลนอยู่แล้ว การที่สองยอดคนตระกูลเสิ่นสอบผ่านระดับอำเภอพร้อมกันในครานี้ นับว่าสร้างความเชิดหน้าชูตาให้แก่ตระกูลเสิ่นอย่างยิ่ง เป็นลางบอกเหตุว่าความหวังในการฟื้นฟูตระกูลเสิ่นกำลังจะมาถึง
ต่อให้ยามปกติหลี่ซื่อจะเป็นคนมัธยัสถ์เพียงใด ทว่ายามนี้ก็ยังเปิดประตูต้อนรับจัดเลี้ยงแขกเหรื่ออย่างเต็มที่
วันนั้นตระกูลเสิ่นได้จัดงานเลี้ยงไหลซุยขึ้นที่ลานเรือนสองชั้นแรก ผู้ใดก้าวพ้นประตูเข้ามาล้วนถือเป็นแขก เพียงเอ่ยคำยินดี ก็สามารถนั่งลงกินดื่มได้ตามสบาย กินอิ่มก็ปัดก้นเดินจากไปได้เลย
(เชิงอรรถผู้แปล: งานเลี้ยงไหลซุย (流水席) งานเลี้ยงแบบตั้งโต๊ะ ยกอาหารขึ้นโต๊ะต่อเนื่องเป็นรอบ ๆ ใครมาก่อนกินก่อน อิ่มแล้วก็ลุกให้คนอื่นมานั่งต่อ)
เมื่อเสิ่นซีสอบผ่านระดับอำเภอ ฐานะในบ้านก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อก่อนเขากับเสิ่นหย่งจั๋วแยกกันอ่านตำรา ทว่าบัดนี้หลี่ซื่อเป็นคนออกคำสั่งให้สองพี่น้องมาอ่านตำราทบทวนด้วยกันในห้องหนังสือเรือนปีกตะวันออก เพื่อจะได้คอยชี้แนะซึ่งกันและกัน
เสิ่นซีถือตำราอรรถาธิบายสี่ตำราไว้ในมือ พลางกวาดสายตาอ่านอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง สดับรับฟังเสียงจอแจอึกทึกจากลานเรือนด้านหน้า จู่ ๆ ก็บังเกิดความรู้สึกอ้างว้างใจหายขึ้นมา
การสอบผ่านระดับอำเภอในครานี้ เขาไม่ได้รู้สึกปีติยินดีเท่าใดนัก การประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ย่อมหมายความว่าทุกท่วงท่าการกระทำในภายภาคหน้าล้วนตกอยู่ภายใต้สายตาจับจ้องของผู้คน หากเกิดข้อผิดพลาดอันใดขึ้นมา ผู้คนก็พร้อมจะเหยียบย่ำเขาให้จมดิน
ในยุคสมัยนี้ ใช่ว่าจะไม่มีการคัดเลือกผู้มีความสามารถเข้ารับราชการ ทว่าทุกสิ่งล้วนหนีไม่พ้นเรื่องเส้นสาย เขาที่เป็นเพียงลูกหลานตระกูลยากไร้ ครั้นก้าวเข้าสู่สนามสอบ หากไม่มีคนคอยหนุนหลัง ก็มีแต่จะถูกผู้อื่นรังแกเอาได้ง่าย ๆ
เพียงแค่การสอบระดับอำเภอเล็ก ๆ ตระกูลเสิ่นยังจัดงานเสียใหญ่โตปานนี้ ก็เป็นเพราะหลายปีมานี้ตระกูลเสิ่นแทบไม่มีเรื่องมงคลอันใดให้เชิดหน้าชูตาได้เลย... เมื่อเห็นว่าเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีสอบผ่านระดับอำเภอแล้ว หลังจากนี้ยังมีการสอบระดับเมืองและการสอบระดับท้องถิ่น หรือกระทั่งการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) การสอบระดับเมืองหลวง (ฮุ่ยซื่อ) และการสอบหน้าพระพักตร์ (เตี้ยนซื่อ) ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นหย่งจั๋วแห่งบ้านใหญ่ก็กำลังจะแต่งงาน เด็กรุ่นที่สามของตระกูลเสิ่นก็ล้วนค่อย ๆ เติบใหญ่ คาดว่าภายหน้าคงมีเรื่องมงคลเพิ่มขึ้นอีกมากมายเป็นแน่
(เชิงอรรถผู้แปล: ระบบการสอบเข้ารับราชการขั้นสูงของจีนโบราณแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1. การสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ - 乡试): จัดขึ้นทุก 3 ปีที่เมืองเอกของมณฑล ผู้สอบผ่านจะได้วุฒิ "จวี่เหริน" (举人) 2. การสอบระดับเมืองหลวง (ฮุ่ยซื่อ - 会试): จัดขึ้นที่เมืองหลวง ผู้สอบผ่านจะได้วุฒิ "ก้งซื่อ" (贡士) 3. การสอบหน้าพระพักตร์ (เตี้ยนซื่อ - 殿试): การสอบรอบสุดท้ายในเขตพระราชฐานโดยมีองค์ฮ่องเต้เป็นผู้ทดสอบด้วยพระองค์เอง ผู้ที่สอบผ่านจะได้วุฒิสูงสุดคือ "จิ้นซื่อ" (进士) และผู้ที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งจะถูกเรียกว่า "จอหงวน")
"น้องเจ็ด เจ้าว่าพรุ่งนี้การสอบรอบที่สี่จะสอบเรื่องอันใด?" เสิ่นหย่งจั๋วมีสีหน้าอมทุกข์ ดูท่าเขายังคงกังวลเรื่องงานแต่งของตนเองอยู่
เสิ่นซีส่ายหน้า ในมุมมองของเขา การสอบรอบที่สี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเองมากนักแล้ว เมื่อช่วงกลางวัน เสิ่นซีลอบสังเกตปฏิกิริยาของนายอำเภอเยี่ยอย่างละเอียด เยี่ยหมิงซู่จงใจหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงเรื่องที่มีเด็กสิบขวบปีสอบผ่านระดับอำเภอ นี่ย่อมหมายความว่า ต่อให้พรุ่งนี้เขาจะเขียนบทความได้ดีเพียงใด หรือแสดงความสามารถในรอบพิเศษได้โดดเด่นเหนือผู้คนสักเพียงไหน เยี่ยหมิงซู่ก็ไม่มีทางเลือกเขาให้เป็น "อั้นโส่วประจำอำเภอ" อย่างแน่นอน
ในเมื่อไม่อาจได้รับสิทธิ์เลื่อนเป็นซิ่วไฉโดยตรง เช่นนั้นการสอบรอบที่สี่ก็ไม่มีประโยชน์อันใดที่เป็นรูปธรรมสำหรับเสิ่นซีอีก ต่อให้สามารถคว้าสิบอันดับแรกมาได้ แม้ชื่อเสียงที่ป่าวประกาศออกไปจะฟังดูดีมีหน้ามีตาอยู่บ้าง แต่นั่นก็หมายความว่ายามที่สอบระดับจังหวัด เขาจะถูก 'เลื่อนที่นั่งขึ้นหน้าโถง' ซึ่งก็คือต้องไปนั่งสอบใกล้กับผู้คุมสอบหลักมากยิ่งขึ้น ซึ่งรังแต่จะสร้างความกดดันและส่งผลเสียต่อการทำข้อสอบในรอบถัดไปเสียมากกว่า
คืนนั้น ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อยกข้าวปลาอาหารมาส่งให้สองพี่น้องด้วยตนเอง นางนั่งลงพูดพร่ำรำพันอยู่ครู่หนึ่ง หลัก ๆ ล้วนเป็นคำพูดให้กำลังใจ หวังให้เสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีตั้งใจสอบในวันรุ่งขึ้นให้ดี ทางที่ดีก็สอบให้ผ่านระดับเมืองในเดือนสี่รวดเดียวไปเลย
แม้ปากจะบอกว่าไม่อยากสร้างความกดดันให้พี่น้องทั้งสอง ทว่าลำพังแค่การปรากฏตัวของนาง ก็ถือเป็นความกดดันอันมหาศาลแล้ว คนแก่พออายุมากเข้าก็มักจะพูดมาก พอได้รำลึกความหลัง ก็หนีไม่พ้นต้องหยิบยกเรื่องราวความรุ่งเรืองของตระกูลเสิ่นในวันวานมาเล่าขาน เอ่ยถึงเรื่องที่ท่านทวดของเสิ่นซีเคยดำรงตำแหน่ง 'รองเจ้าเมือง' ประจำเขตปกครองระดับฝู่ พร่ำพรรณนาว่าเป็นขุนนางใหญ่โตถึงขั้นที่แม้แต่นายอำเภอท้องถิ่นมาพบหน้าก็ยังต้องค้อมกายทำความเคารพ
(เชิงอรรถผู้แปล: รองเจ้าเมือง หรือ ตงจือ (同知) คือตำแหน่งขุนนางผู้ช่วยเจ้าเมือง/ผู้ว่าการเมือง ประจำเขตปกครองระดับฝู่ (เทียบเท่าจังหวัดหรือเมืองเอก) เป็นขุนนางขั้นห้า ซึ่งมีศักดิ์และฐานะสูงกว่าตำแหน่งนายอำเภอท้องถิ่นที่เป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ดอย่างมาก)
ทว่าเสิ่นซีกลับกระจ่างแก่ใจดี ใช่ว่าจวี่เหรินทุกคนจะได้เป็นขุนนาง เหตุที่ทวดของเขาสามารถเป็นถึงตงจือได้นั้น เป็นเพราะสถานการณ์พิเศษในยุคสมัยนั้นต่างหาก
ในรัชศกเจิ้งถ่งและจิ่งไท่ บ้านเมืองต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ถู่มู่ ศึกป้องกันเป่ยจิง กบฏตั๋วเหมิน และกบฏสือเฉา การสอบเคอจวี่จึงถูกระงับไปช่วงหนึ่ง ประกอบกับแม้แต่ขุนนางตงฉินผู้มีชื่อเสียงอย่างอวี๋เชียนยังต้องพบจุดจบอันน่าสลด ขุนนางผู้บริสุทธิ์ที่พลอยโดนหางเลขตกตายตามกันไปนั้นยิ่งมีมากจนเหลือคณานับ ดังนั้นตำแหน่งขุนนางที่ว่างลงจึงมีมากกว่าในยุคนี้หลายเท่านัก ผู้ที่ได้เป็นขุนนางในฐานะจวี่เหรินจึงมีมากมายนับไม่ถ้วน
(เชิงอรรถผู้แปล: วิกฤตการณ์ถู่มู่ เหตุการณ์ในปี ค.ศ. 1449 ที่ทัพมองโกลตีกองทัพหมิงแตกพ่ายและจับตัวจักรพรรดิหมิงอิงจงเป็นเชลย / ศึกป้องกันเป่ยจิง (ปักกิ่ง) การตั้งรับทัพมองโกลที่บุกประชิดเมืองหลวงหลังวิกฤตถู่มู่ นำโดยอวี๋เชียน / กบฏตั๋วเหมิน รัฐประหารในปี ค.ศ. 1457 นำจักรพรรดิหมิงอิงจงกลับคืนสู่ราชบัลลังก์ / กบฏสือเฉา การก่อกบฏของสือเหิงและเฉาจี๋เซียงในปี ค.ศ. 1461 / อวี๋เชียน รัฐบุรุษผู้กอบกู้ราชวงศ์หมิง ทว่าสุดท้ายถูกสั่งประหารชีวิตอย่างอยุติธรรมหลังกบฏตั๋วเหมิน)
ทว่าหลังจากผ่านช่วงเวลาพักฟื้นในรัชศกเฉิงฮว่า อีกทั้งจักรพรรดิหงจื้อยังทรงมุ่งมั่นบริหารปกครองบ้านเมือง ปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างจึงมีแนวโน้มที่จะมั่นคงแล้ว ช่วงหลายสิบปีมานี้มีผู้สอบติดจิ้นซื่อมากมายเท่าใดก็สุดจะรู้ได้ ฐานะจวี่เหรินจึงดูไม่สลักสำคัญอีกต่อไป
ด้วยสภาพความตกต่ำของตระกูลเสิ่นในยามนี้ ต่อให้เสิ่นหมิงเหวินหรือเสิ่นหย่งจั๋ว หรือแม้กระทั่งตัวเขาเองจะสอบติดจวี่เหริน ก็ยังจำเป็นต้องสอบให้ได้จิ้นซื่อ ถึงจะสามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้อย่างแท้จริง การจะก้าวเข้าสู่แวดวงขุนนางผ่านเส้นทางอี่เคอนั้น จำเป็นต้องมีเส้นสายคอยหนุนหลัง การสอบติดจวี่เหริน อย่างมากก็แค่เป็นผู้มีหน้ามีตาในท้องถิ่น หรือหากโชคดี มีตำแหน่งขุนนางบางตำแหน่งในเมืองหรืออำเภอว่างลงแล้วหาคนมาแทนไม่ได้จริง ๆ ถึงจะมีโอกาสได้บรรจุเข้ารับตำแหน่งแทน ทว่ามีจวี่เหรินตั้งมากมายคอยแย่งชิงกัน เรื่องดี ๆ เช่นนี้ก็ใช่ว่าจะตกมาถึงครอบครัวตนเองได้ง่าย ๆ
(เชิงอรรถผู้แปล:
เจี๋ยเคอ (甲科 - สาขาเอก): คือกลุ่มที่สอบผ่านการสอบหน้าพระพักตร์ได้วุฒิ "จิ้นซื่อ" คือระดับหัวกะทิ อนาคตไกล อนาคตมักเจริญเติบโตได้เป็นขุนนางใหญ่
อี่เคอ (乙科 - สาขารอง): คือกลุ่มที่สอบผ่านระดับมณฑล ได้วุฒิ "จวี่เหริน" แม้จะมีสิทธิ์รับราชการ แต่ก็เป็นได้แค่ขุนนางชั้นผู้น้อยหรือต้องรอบรรจุตำแหน่งที่ว่างในชนบทห่างไกลความเจริญ ถ้าไม่มีเส้นสายหนุนหลังก็แทบจะหมดสิทธิ์เจริญก้าวหน้า)
เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น สองพี่น้องก็ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมุ่งหน้าไปยังสถานศึกษาอำเภออีกครั้ง
ครานี้เสิ่นซีพักผ่อนมาอย่างเต็มอิ่ม อาจเป็นเพราะคิดว่าสอบเสร็จก็จะได้ออกเดินทางกลับเมืองถิงโจว ภายใต้อารมณ์อันเบิกบานจึงไม่มีเรื่องให้ต้องพะว้าพะวง นอนหลับได้อย่างสนิทใจ
เนื่องจากผู้เข้าสอบทั้งห้าสิบคนในครานี้ ล้วนเคยพบหน้าค่าตากันมาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ดังนั้นตอนเข้าสู่สนามสอบ จึงเดินเข้าไปพร้อมกับเอ่ยทักทายกันและกัน การตรวจค้นตรงประตูด้านนอกก็ไม่เข้มงวดเหมือนคราวก่อน ๆ
เดิมทีมีเพียงห้าสิบคน ไม่จำเป็นต้องจัดสอบในเพิงสอบอันกว้างใหญ่ก็ได้ ทว่าอำเภอหนิงฮว่า ไม่ว่าจะเป็นสำนักศึกษาประจำอำเภอหรือที่ว่าการอำเภอ ล้วนแต่คับแคบและซอมซ่อจนเกินไป ไม่อาจเจียดพื้นที่มาตั้งโต๊ะสอบให้คนทั้งห้าสิบนี้ได้จริง ๆ
จากสี่ห้าร้อยคนกลายมาเป็นห้าสิบคน ภายในเพิงสอบจึงดูเงียบเหงาอ้างว้างไปถนัดตา
เนื่องจากเสิ่นซีเป็นผู้ที่สอบผ่านตั้งแต่รอบแรก เขาจึงต้องนั่งอยู่แถวหน้า บังเอิญว่าโต๊ะแถวหน้านั้นสูงลิ่ว พอเสิ่นซีนั่งลง ก็ต้องฝืนยืดอกเต็มที่ ถึงจะเผยให้เห็นร่างกายเพียงครึ่งท่อนบนโผล่พ้นหน้าโต๊ะขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก ซึ่งเรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการจับพู่กันเขียนหนังสือของเขาอยู่บ้าง
ไม่นานนัก เยี่ยหมิงซู่และเจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาประจำอำเภอก็เดินเข้ามา ลำดับแรกยังคงเป็นการตรวจสอบเอกสารรับรองประวัติของผู้เข้าสอบทุกคน เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้สวมรอย เมื่อตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่าไม่มีข้อผิดพลาด การสอบจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
การสอบเริ่มต้นขึ้นในช่วงรุ่งสางเช่นเดียวกัน ทว่าจะสิ้นสุดลงในเวลาประมาณยามเว่ยของช่วงบ่าย และวันรุ่งขึ้นหลังจากการสอบก็จะมีการปิดประกาศผลสอบฉบับยาว เพื่อแจ้งอันดับคะแนนสอบระดับอำเภอในท้ายที่สุด
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเว่ย (未时) ช่วงเวลา 13.00 - 15.00 น.)
เยี่ยหมิงซู่ยังคงไม่ชายตามองเสิ่นซีแม้แต่แวบเดียวเช่นเคย
สภาพจิตใจของเสิ่นซีผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ยามที่ผู้อื่นกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งชิงสิทธิ์สอบผ่านซิ่วไฉในตำแหน่งอั้นโส่วประจำอำเภออยู่นั้น เขากลับกำลังตั้งตารอภาพเหตุการณ์ตอนที่กลับไปถึงเมืองถิงโจวแล้วได้พบหน้าฮุ่ยเหนียงและเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองคน
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็คือการสอบ ย่อมไม่อาจทำส่งเดชขอไปทีได้ หากส่งกระดาษเปล่าหรือมีถ้อยคำที่ละเมิดข้อห้ามปรากฏอยู่ในบทความ ต่อให้สอบผ่านรอบแรกมาได้ สุดท้ายก็จะถูกคัดออกอยู่ดี
เสิ่นซีถือเสียว่าการสอบรอบสุดท้ายนี้เป็นศึกเพื่อเกียรติยศ แสดงฝีมือพอประมาณก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเขียนบทความที่ยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดินอันใด สิ่งที่ต้องระมัดระวังให้มากกลับเป็นการเลือกใช้ถ้อยคำและสำนวน เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดข้อห้าม จนทำให้เป็ดที่อยู่ในมือบินหนีไปเสียเปล่า ๆ
การสอบบทความสี่ตำราและบทความห้าคัมภีร์ในรอบนี้ โจทย์ที่เยี่ยหมิงซู่ออกนั้นไม่ยากเลย ซ้ำยังไม่มีรูปแบบเจี๋ยตาถี (การตัดต่อโจทย์) อีกด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี๋ยตาถี หรือ การตัดต่อโจทย์ (截搭题) การนำประโยคที่ไม่เกี่ยวข้องกันในคัมภีร์มาปะติดปะต่อกันเป็นโจทย์ เพื่อเพิ่มความยากและป้องกันการเก็งข้อสอบ)
ทว่าการสอบก็เป็นเช่นนี้แล ใช่ว่าโจทย์ง่ายแล้วโอกาสสอบผ่านจะสูงขึ้น ปัจจัยหลักยังคงอยู่ที่การแสดงฝีมือของผู้เข้าสอบ หากเจ้าคิดว่าง่าย ผู้อื่นก็ย่อมคิดว่าง่ายเช่นกัน เมื่อทุกคนล้วนทำคะแนนได้สูง ย่อมต้องมีผู้ที่ทำคะแนนได้สูงยิ่งกว่า
ในการสอบรอบที่สี่ เสิ่นซีไม่ได้หยิบยกหลักการใหญ่โตอย่างการปกครองแว่นแคว้นด้วยเมตตาธรรมมาถกเถียงอีก ด้านการหยิบยกคัมภีร์มาอ้างอิงก็พยายามหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก นี่ก็คือหลักการที่เขายึดถือมาโดยตลอดในการสอบระดับอำเภอ
ยุคสมัยนี้นกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิงตก หากเจ้าต้องการเขียนเรียงความแปดขาสักบท แต่กลับดึงดันจะอ้างอิงผลงานของปราชญ์ชื่อดังในยุคโบราณที่สาบสูญไปแล้ว หากผู้ตรวจข้อสอบรู้ก็แล้วไปเถิด ทว่าหากไม่รู้ก็จะพาลคิดว่าเจ้าปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเอง หรือผู้ตรวจข้อสอบบางคนอาจจะมีความรู้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ สิ่งที่เขาไม่รู้แต่เจ้ากลับรู้ ย่อมต้องริษยาในความสามารถของเจ้าเป็นแน่ หากเขาเกิดบันดาลโทสะแล้วปรับให้เจ้าสอบไม่ผ่านขึ้นมา เจ้าก็ไม่มีหนทางใดไปแก้ไขได้เลย
(เชิงอรรถผู้แปล: นกที่โผล่หัวออกมาย่อมถูกยิงตก (枪打出头鸟) สำนวนเปรียบเปรยว่าผู้ที่ทำตัวโดดเด่นเกินหน้าเกินตาย่อมตกเป็นเป้าโจมตีได้ง่าย)
สิ่งสำคัญที่สุดในการเขียนบทความคือการตีโจทย์ให้แตก ขอเพียงไม่หลงประเด็น และการอ้างอิงตำราไม่เอนเอียงผิดเพี้ยนจนเกินไปก็เพียงพอแล้ว
ครั้นถึงยามเที่ยง ก็เริ่มแจกโจทย์กวีซื่อเทียซือ และการเขียนตอบนโยบายและบทวิจารณ์ (เช่อและลวิ่น) ซ้ำยังมีโจทย์คณิตศาสตร์ที่หยิบยกมาจาก "ตำราคณิตศาสตร์เก้าบท" อีกหนึ่งข้อว่า "มีผู้กู้ยืมเงินหนึ่งพันเหวิน อัตราดอกเบี้ยเดือนละสามสิบ หากมีผู้กู้ยืมเงินเจ็ดร้อยห้าสิบเหวิน กำหนดคืนภายในเก้าวัน ถามว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยเท่าใด?"
(เชิงอรรถผู้แปล: กวีซื่อเทียซือ (试帖诗) การแต่งบทกวีตามข้อบังคับฉันทลักษณ์ในการสอบ)
ปัญญาชนในยุคสมัยนี้แทบไม่มีผู้ใดใส่ใจศึกษาวิชาคำนวณ แม้แต่เยี่ยหมิงซู่เองก็เป็นเช่นนั้น การจะให้เขาแต่งโจทย์คณิตศาสตร์ขึ้นมาสักข้อจึงช่างยากเย็นแสนเข็ญ เขาทำได้เพียงไปยกโจทย์สำเร็จรูปใน 'ตำราคณิตศาสตร์เก้าบท' มาใช้ โดยไม่กล้าปรับเปลี่ยนแม้กระทั่งตัวเลข เกรงว่าหากพลิกแพลงไปแล้ว ท้ายที่สุดแม้แต่ตัวเขาเองก็จะหาคำตอบไม่ได้เสียเอง
โจทย์คณิตศาสตร์ข้อนี้คำนวณเป็นดอกเบี้ยรายเดือน ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ย่อมไม่มีปัญหาเรื่องดอกทบต้น หากเปลี่ยนจากเก้าวันเป็นเก้าเดือน เสิ่นซีเชื่อว่าต่อให้เป็นหลงจู๊บัญชีผู้ชำนาญการ การจะคำนวณหาคำตอบของข้อนี้ก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาลูกคิดอยู่ดี
เสิ่นซีเคยเรียนรู้การแต่งกวีซื่อเทียซือกับเฝิงฮว่าฉีมาแล้ว เดิมทีการแต่งบทกวีสักบทไม่ได้มีความยากเย็นอันใด ทว่าการแต่งกวีนั้น ไม่ว่าจะแต่งให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจได้ง่าย หรือจะแต่งด้วยถ้อยคำสละสลวยวิจิตรบรรจง ล้วนไม่ได้ส่งผลดีนัก การจะกะเกณฑ์ให้พอเหมาะพอดีนั้นช่างยากเย็นเกินไปจริง ๆ
เสิ่นซีจึงตัดสินใจข้ามโจทย์รอบพิเศษไปโดยไม่ตอบเสียเลย ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคะแนนรวมของการสอบระดับอำเภออยู่แล้ว จะทำได้ดีหรือไม่ ก็เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อการสอบระดับเมืองเท่านั้น
อีกอย่างหนึ่ง ยามที่ผู้ว่าการเมือง (เจ้าเมือง) ถิงโจวเป็นประธานคุมสอบระดับเมือง จะมีกะจิตกะใจไปตรวจสอบความสามารถพิเศษของผู้เข้าสอบที่แต่ละอำเภอส่งชื่อขึ้นมา แล้วพิจารณามอบสิทธิพิเศษให้ในการสอบระดับเมืองจริง ๆ หรือ?
การบวกคะแนนความสามารถพิเศษเช่นนี้ อย่างมากก็เป็นเพียงการมอบสิทธิพิเศษในการเข้าศึกษาให้แก่บรรดาลูกหลานคหบดีและขุนนางเท่านั้น ต่อให้พวกเขาสอบบทความสี่ตำราและบทความห้าคัมภีร์ได้ไม่ดีนัก ท้ายที่สุดก็ยังสามารถสอบผ่านได้ด้วยการนำคะแนนความสามารถพิเศษเหล่านี้มาบวกเพิ่มอยู่ดี
เสิ่นซีเฝ้ารอการปล่อยแถวมาตั้งแต่ช่วงเที่ยง การปล่อยแถวของการสอบรอบนี้จะแบ่งเป็นสองครั้ง ครั้งแรกในยามเว่ยหกเค่อ และครั้งที่สองในปลายยามเว่ย ระยะเวลาห่างกันประมาณสองเค่อ
(เชิงอรรถผู้แปล: 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที ยามเว่ยหกเค่อ คือเวลา 14.30 น. และ ปลายยามเว่ย คือเวลา 15.00 น. ระยะเวลาห่างกัน 2 เค่อจึงเท่ากับครึ่งชั่วโมง)
เสิ่นซียังคงเดินออกจากประตูสนามสอบตั้งแต่การปล่อยแถวครั้งแรกเช่นเคย ผู้ที่ออกมาพร้อมกับเขามีเพียงไม่กี่คน... เวลานี้ผู้อื่นยังคงง่วนอยู่กับการใช้วิธีคำนวณอันไม่ชำนาญเพื่อคิดดอกเบี้ย การจะใช้ตัวอักษร "อี เอ้อร์ ซาน (壹贰叁)" บนกระดาษทดเพื่อคำนวณหาดอกเบี้ยออกมาให้ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยจริง ๆ
ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ใช่หลงจู๊บัญชีประจำร้านค้า หากเปลี่ยนเป็นสตรีที่หัวไวอย่างฮุ่ยเหนียงละก็ ไม่จำเป็นต้องใช้กระดาษมาคิดเลขด้วยซ้ำ เพียงแค่ขยับปากคำนวณในใจครู่เดียวก็สามารถหาคำตอบสุดท้ายออกมาได้แล้ว
รอจนถึงการปล่อยแถวครั้งที่สอง ผู้เข้าสอบทั้งหมดถึงได้ทะยอยออกมา เสิ่นหย่งจั๋วเองก็รวมอยู่ในนั้นด้วย พอเสิ่นหย่งจั๋วเห็นหน้าเสิ่นซี ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "การสอบรอบที่สี่ช่างยากเย็นเหลือเกิน"
เสิ่นซีไม่รู้ว่าคำว่า "ยาก" ที่เสิ่นหย่งจั๋วกล่าวถึงนั้น หมายถึงโจทย์บทความสี่ตำราและบทความห้าคัมภีร์ยาก หรือว่าโจทย์รอบพิเศษเหล่านั้นยากกันแน่ ถึงอย่างไรการสอบระดับอำเภอก็เป็นเพียงด่านแรกของการสอบเคอจวี่ ขอบเขตความรู้ที่ครอบคลุมนั้นไม่ได้กว้างขวางมากนัก หากจะบอกว่ามีความยากอยู่บ้าง ก็คงมีเพียงโจทย์รอบพิเศษเท่านั้น
"ชีหลาง เจ้าเลือกตอบโจทย์ข้อใดไปบ้างหรือ?" ระหว่างทางกลับบ้าน เสิ่นหย่งจั๋วให้ความสนใจกับการเลือกโจทย์รอบพิเศษของเสิ่นซีเป็นอย่างมาก
เสิ่นซีส่ายหน้า "ข้าทำไม่ได้เลยสักข้อขอรับ ก็เลยข้ามไปเสียหมด ไม่ได้เขียนตอบลงไป"
"เช่นนั้นจะได้หรือ?" ในใจของเสิ่นหย่งจั๋วเต็มไปด้วยความกังขา
เสิ่นซีแย้มยิ้ม "พรุ่งนี้จะปิดประกาศผลสอบฉบับยาว มีเพียงบทความสี่ตำราและบทความห้าคัมภีร์เท่านั้นที่จะถูกนำไปคิดคะแนน ขอเพียงพี่ใหญ่เขียนบทความสองบทแรกออกมาให้ดีสักหน่อย ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใดแล้วขอรับ"
เสิ่นหย่งจั๋วคงจะมีอาการของโรควิตกกังวลจากการสอบกระมัง ทั้งที่การสอบรอบสุดท้ายไม่ได้มีผลต่อการสอบผ่านหรือไม่ผ่านแล้วแท้ ๆ ทว่าเขาก็ยังคงเอาแต่พร่ำบ่นตลอดทาง ว่าตนเองสูญเสียเวลาไปกับการทำโจทย์ข้อหลัง ๆ อย่างเปล่าประโยชน์
เมื่อกลับถึงบ้าน หลี่ซื่อ หวังซื่อ และคนอื่น ๆ ก็เข้ามาสอบถามสถานการณ์การสอบของทั้งสองคน จากนั้นหวังซื่อก็เอ่ยด้วยความเบิกบานใจว่า "ต้าหลาง ทางตระกูลหลวี่ส่งแม่สื่อซ่งมาแจ้งข่าวอีกแล้วนะ บอกว่าครานี้เจ้าสอบผ่านระดับอำเภอแล้ว ทางตระกูลหลวี่จะมาเจรจาเรื่องแต่งงานกับบ้านเราอย่างเป็นทางการ ดวงชะตาก็ผูกเรียบร้อยแล้ว รอเพียงวางสินสอด ก็สามารถรับคุณหนูหลวี่เข้าบ้านได้เลย"
ในการสอบระดับอำเภอครานี้ เสิ่นหย่งจั๋วถือว่าประสบความสำเร็จทั้งเรื่องหน้าที่การงานและความรักอย่างแท้จริง
ทางตระกูลหลวี่หมายตาที่บิดาของเสิ่นหย่งจั๋วเป็นถึงหลิ่นเซิง อีกทั้งตัวเสิ่นหย่งจั๋วเองก็เป็นปัญญาชนที่สอบผ่านระดับอำเภอแล้ว จึงรู้สึกว่าอนาคตของเขาย่อมเจิดจรัสไร้ขีดจำกัด ถึงได้เตรียมการจะยกบุตรีให้แต่งงานเข้ามา
ตระกูลหลวี่มีกิจการใหญ่โต ทรัพย์สินมหาศาล การแต่งบุตรีออกเรือนย่อมไม่มีทางจัดอย่างซอมซ่อ สินสอดทองหมั้นที่ติดตัวเจ้าสาวย่อมต้องมากมายก่ายกองเป็นแน่
เดิมทีนี่ควรเป็นเรื่องน่ายินดีปรีดาที่ทำให้ทุกคนเบิกบานใจ ทว่าหลังจากเสิ่นซีเห็นใบหน้าดำคร่ำเครียดของเสิ่นหย่งจั๋ว เขาก็สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
เป็นไปตามคาด เสิ่นหย่งจั๋วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ท่านย่า ท่านแม่ คุณหนูหลวี่ผู้นั้น... ข้ายังไม่อยากแต่งงานกับนางขอรับ"