- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 193 หนึ่งตระกูลสองยอดคน
ตอนที่ 193 หนึ่งตระกูลสองยอดคน
ตอนที่ 193 หนึ่งตระกูลสองยอดคน
เสิ่นซีเดินตามบรรดาสตรีและเด็ก ๆ เข้าไปในบ้าน หลี่ซื่อและหวังซื่อต่างรีบร้อนส่งเสิ่นหย่งจั๋วไปอ่านตำราที่ห้องหนังสือในเรือนปีกตะวันออก
ระหว่างทางไปห้องหนังสือ หลี่ซื่อเอ่ยถามขึ้นมาลอย ๆ ว่า “ชีหลางสอบเป็นอย่างไรบ้าง” ครั้นเห็นเสิ่นหย่งจั๋วส่ายหน้า คนในครอบครัวก็ไม่มีผู้ใดซักไซ้ต่ออีกเลย
คนตระกูลเสิ่นเดิมทีก็แค่ให้เสิ่นซีเป็นพระสหายร่วมเรียนของรัชทายาท ต่อให้สอบไม่ผ่านก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอันใดนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: เป็นพระสหายร่วมเรียนของรัชทายาท (陪太子读书) สำนวนเปรียบเปรยถึงการมีส่วนร่วมในฐานะตัวประกอบหรือเพื่อนร่วมทาง โดยที่จุดสนใจและความคาดหวังหลักอยู่ที่อีกบุคคลหนึ่ง)
เสิ่นซีกลับมาที่ห้อง เพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นาน เสิ่นหมิงจวินก็เร่งรุดกลับมาจากข้างนอก เสิ่นหมิงจวินเคยบอกไว้ว่าจะรีบจัดการธุระของโรงพิมพ์ฝั่งอำเภอหนิงฮว่าให้เรียบร้อย รอให้การสอบระดับอำเภอเสร็จสิ้นก็จะพาเสิ่นซีกลับเมืองถิงโจวทันที
“เสี่ยวหลาง ท่านย่าของเจ้าบอกผลสอบของเจ้ากับพี่ใหญ่ให้พ่อฟังแล้ว พรุ่งนี้พี่ใหญ่ของเจ้าต้องไปสอบ พวกเราเองก็มาเก็บกวาดข้าวของ เตรียมตัวออกเดินทางกลับกันเถอะ ท่านแม่ของเจ้าคงคิดถึงพวกเราใจจะขาดแล้ว เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ เก็บของที่ต้องใช้ให้เรียบร้อย” เสิ่นหมิงจวินเดินเข้ามาก็เร่งเร้าให้เก็บข้าวของทันที
เสิ่นซีหยัดกายลุกขึ้น กระตุกชายเสื้อด้านหลังของเสิ่นหมิงจวินพลางเอ่ย “ท่านพ่อ ผู้ใดบอกว่าข้าสอบไม่ผ่านกัน? การประกาศผลสอบวันนี้ข้าสอบผ่านแล้วนะขอรับ เพียงแต่พี่ใหญ่สอบไม่ผ่าน ข้าเลยไม่กล้าเอ่ยถึงต่อหน้าเขาก็เท่านั้น”
“หา!? เจ้าว่ากระไรนะ?”
เสิ่นหมิงจวินมองประเมินเสิ่นซีด้วยความตกตะลึง ถึงกับอึ้งงันอยู่กับที่ไปชั่วขณะ
ผ่านไปพักใหญ่ บนใบหน้าของเสิ่นหมิงจวินจึงปรากฏความประหลาดใจระคนยินดีอย่างใหญ่หลวง เอ่ยถามว่า “เสี่ยวหลาง เจ้าไม่ได้ดูผิดไปใช่หรือไม่?”
เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น “ท่านพ่อ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงอนาคตของบุตรชายท่านเลยนะ ท่านคิดว่าข้าจะดูผิดพลาดแบบส่งเดชได้หรือขอรับ?”
เสิ่นหมิงจวินดีใจจนทำตัวไม่ถูก สองมือถูไถไปมาบนชายเสื้อ “อัยหยา รีบเอาข่าวดีนี้ไปบอกท่านย่าของเจ้าเร็วเข้า อย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่ตรงนี้เลย ไปบอกนางด้วยกันเถอะ เฮ้อ เจ้านี่ก็จริง ๆ เลย เรื่องใหญ่ปานนี้กลับมาแล้วก็ไม่ยอมบอกกล่าวสักคำ ปล่อยให้ท่านย่าของเจ้าถูกปิดหูปิดตาอยู่ได้...”
เสิ่นหมิงจวินพาเสิ่นซีไปด้วยความเบิกบานใจ นำข่าวเรื่องที่เสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับอำเภอตั้งแต่รอบแรกไปบอกกล่าวแก่หลี่ซื่อ หลี่ซื่อฟังจบยังไม่ทันได้แสดงท่าทีอันใด หวังซื่อที่อยู่ด้านข้างกลับมีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัยอย่างเต็มเปี่ยม
“เสี่ยวชี นี่เจ้าคงไม่ได้ทำข้อสอบจนเลอะเลือนไปแล้วใช่หรือไม่? ข้ายังไม่เคยได้ยินว่าบ้านไหนมีเด็กสิบขวบปีไปเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอเลย แล้วนี่ยังบอกว่าสอบผ่านตั้งแต่รอบแรกอีก? เจ้าคิดว่าการสอบระดับอำเภอเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็สอบผ่านได้ง่ายดายส่งเดชหรืออย่างไร?”
ความจริงย่อมชัดเจนกว่าคำพูด เสิ่นซีจึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องอธิบาย หวังซื่อมีอคติต่อเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับเวลานี้แม้แต่บุตรชายของนางยังสอบไม่ผ่านรอบแรก ในใจของนางย่อมไม่อาจยอมรับได้ว่าบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนจะด้อยไปกว่าเสิ่นซี
หลี่ซื่อกลับเอ่ยตำหนิเสียงดุ “อย่ามาเรียกเสี่ยวชีเสี่ยวปาส่งเดช ภายภาคหน้าต้องเรียกเขาว่าชีหลาง”
หวังซื่อขานรับคำหนึ่ง ทว่ากลับเบือนหน้าไปทางอื่น เผยให้เห็นถึงความดูแคลนที่นางมีต่อเสิ่นซี
หลี่ซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ชีหลาง ตอนประกาศผลสอบเจ้าดูถี่ถ้วนแล้วแน่หรือ สอบผ่านจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
“ข้าคือเพิงสอบเจี่ยหมายเลขยี่สิบเอ็ด อยู่ตรงด้านล่างสุดของที่นั่งยี่สิบคนตรงกลางของประกาศผลสอบตัวจริงพอดี ชื่อถูกเขียนกลับหัวเอาไว้ขอรับ” เสิ่นซีกล่าวตามความจริง “ข้าเห็นมากับตาอย่างชัดเจน ไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด”
หวังซื่อแค่นเสียงหยันไม่หยุดหย่อน “เขียนกลับหัว ถ้าเช่นนั้นก็ควรจะเป็นเพิงสอบเจี่ยหมายเลขสิบสองสิ เจ้าต้องดูผิดไปแน่ ๆ”
หลี่ซื่อถลึงตาใส่หวังซื่อ หวังซื่อจึงหุบปากเงียบลงทันที หลี่ซื่อกล่าวว่า “คนรู้หนังสือในบ้าน หากไม่ใช่เจ้าคนไม่เอาถ่านที่ไม่รู้ป่านนี้ไปมุดหัวอยู่ที่ใด ก็คือคนที่หมกตัวอ่านตำราอยู่ในห้อง เฮ้อ! เจ้าห้า เจ้าออกไปเชิญคนรู้หนังสือไปช่วยดูที่นั่นสักหน่อยเถิด อย่าให้ผิดพลาดเชียว นี่เป็นเรื่องใหญ่ของตระกูลเสิ่นเราเชียวนะ”
เสิ่นหมิงจวินรีบขานรับแล้วออกไป ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เสิ่นหมิงจวินถึงได้วิ่งหน้าตั้งกลับมา ลมหายใจยังไม่ทันจะหอบหายใจจนเป็นปกติ ก็รีบเอ่ยเสียงละล่ำละลักว่า “ท่านแม่ ข้าให้คนช่วยดูแล้ว เสี่ยวหลางสอบผ่านแล้วจริง ๆ ขอรับ”
ไม่เพียงแต่หลี่ซื่อกับหวังซื่อเท่านั้น ทว่าคนทั้งครอบครัวต่างก็มองเสิ่นซีด้วยสายตาเหลือเชื่อ
หลี่ซื่อดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบดึงตัวเสิ่นซีไปจุดธูปไหว้ป้ายวิญญาณบรรพชน เพื่อนำข่าวดีนี้ไปบอกกล่าวแก่บรรพบุรุษ มีเพียงหวังซื่อที่มีสีหน้าโกรธแค้นปนอับอาย ตอนเดินเข้าไปในห้องโถงหลักก็พึมพำเสียงเบาว่า “ใต้เท้านายอำเภอผู้นี้ช่างประหลาดคนแท้...”
…… ……
หลังจากเซ่นไหว้บรรพชนเสร็จ ฮูหยินเฒ่าก็ดีใจจนสีหน้าผ่องใส ทว่าเมื่อเดินออกมา นางก็ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง “พรุ่งนี้ต้าหลางยังต้องไปสอบต่อ เรื่องนี้อย่าเพิ่งแพร่งพรายให้เขารู้ ป้องกันไม่ให้ต้าหลางคิดมากจนเสียสมาธิ”
คนทั้งครอบครัวพลันเงียบกริบลงทันที
ถึงอย่างไรก็ต้องคำนึงถึงหน้าตาของเสิ่นหย่งจั๋วเป็นสำคัญ หากเขารู้ว่าเสิ่นซีที่อายุน้อยกว่าเขาถึงแปดปีสอบผ่าน แต่เขากลับสอบตก ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อการทำข้อสอบในการสอบเจาฟู่และการสอบจ้ายฟู่ของเขาเป็นแน่
(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบเจาฟู่ (招覆) การสอบซ่อมรอบแรก / การสอบจ้ายฟู่ (再覆) การสอบซ่อมรอบที่สอง)
โชคดีที่เวลานี้เสิ่นหย่งจั๋วขังตัวเองอ่านตำราอยู่ในห้อง ผู้อื่นจึงไม่สามารถเข้าไปรบกวนได้ ขอเพียงหวังซื่อไม่หลุดปากพูดตอนนำอาหารเข้าไปส่ง ก่อนจะสอบเสร็จ เสิ่นหย่งจั๋วก็คงไม่มีทางล่วงรู้เรื่องนี้
เนื่องจากเสิ่นซีสอบผ่านการสอบระดับอำเภอตั้งแต่รอบแรก ท่าทีของคนในบ้านที่มีต่อเขาก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ยามกินข้าวมื้อเย็น ฮูหยินเฒ่าถึงกับจงใจให้เสิ่นซีมานั่งกินข้าวที่โต๊ะหลัก
“...ชีหลางโตแล้ว ภายภาคหน้าเขาย่อมมีอนาคตไกล หากรอบหลัง ๆ ตั้งใจสอบให้ดี คว้าตำแหน่งอั้นโส่วกลับมาได้ การสอบระดับเมืองและระดับท้องถิ่นในภายหลังก็จะราบรื่นยิ่งขึ้น อีกไม่นานบ้านเราก็คงจะมีซิ่วไฉเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว”
(เชิงอรรถผู้แปล: อั้นโส่ว (案首) ผู้สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบระดับอำเภอ (เซี่ยนซื่อ) ระดับเมือง (ฝู่ซื่อ) หรือระดับท้องถิ่น (ย่วนซื่อ) / ซิ่วไฉ (秀才) บัณฑิตระดับต้น ผู้สอบผ่านระดับท้องถิ่น)
ถึงอย่างไรหลี่ซื่อก็เคยฟูมฟักบุตรชายจนได้เป็นซิ่วไฉมาแล้วผู้หนึ่ง นางจึงพอจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการสอบอยู่บ้าง
หลังจากการสอบระดับอำเภอสองรอบสุดท้ายเสร็จสิ้น จะมีการประกาศผลสอบโดยรวมเอาคะแนนทั้งหมด เรียกว่าประกาศผลสอบฉบับยาว ถึงเวลานั้นจะใช้ชื่อแซ่จริงของผู้เข้าสอบในการประกาศผล และจะมีการจัดอันดับผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับอำเภอ ก็จะได้รับตำแหน่ง “อั้นโส่วประจำอำเภอ
(เชิงอรรถผู้แปล: ประกาศผลสอบฉบับยาว (长案) ป้ายประกาศผลรวมคะแนนสอบระดับอำเภอ ซึ่งจะระบุชื่อจริงและจัดอันดับผู้เข้าสอบ)
ตามหลักแล้ว ผู้ที่สอบได้อั้นโส่วของการสอบระดับอำเภอ หากไม่มีความผิดพลาดร้ายแรงอันใดก็จะได้เข้าสถานศึกษาหลวงตามธรรมเนียม และได้รับสิทธิ์เป็นซิ่วไฉโดยตรง ส่วนผู้ที่สอบติดสิบอันดับแรก ถือเป็นสิบอันดับแรกของอำเภอ เมื่อถึงเวลาสอบระดับเมือง ก็จะได้สิทธิพิเศษให้ไปนั่งสอบในห้องโถงหลัก
ทว่าในความเป็นจริงกลับขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ถึงแม้นายอำเภอจะให้การยอมรับ แต่ผู้ว่าการเมืองหรือขุนนางผู้คุมการศึกษาประจำมณฑลก็อาจจะไม่เห็นด้วยเสมอไป ส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่ได้ตำแหน่งอั้นโส่วก็ยังคงต้องเข้าร่วมการสอบระดับเมืองและระดับท้องถิ่นอยู่ดี หากผลคะแนนออกมาพอใช้ได้ ผู้ว่าการเมืองและขุนนางผู้คุมการศึกษาส่วนใหญ่มักจะไว้หน้า และจะได้ยศซิ่วไฉมาครอบครองอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
ดังนั้น หลี่ซื่อถึงได้กล่าววาจาเช่นนี้ออกมา
…… ……
วันที่สอง การสอบระดับอำเภอรอบที่สองคือการจัดสอบเจาฟู่ เว้นไปหนึ่งวันจึงจะเป็นการสอบจ้ายฟู่ สองรอบนี้นับเป็นการสอบต่อเนื่อง ระหว่างกลางจะไม่มีการประกาศผลสอบ การประกาศผลสอบจะรอจนกว่าจะสอบจ้ายฟู่เสร็จสิ้นไปแล้วสามวัน นั่นก็คือช่วงบ่ายของวันที่สี่เดือนสาม
พอถึงวันที่ห้าเดือนสาม ผู้เข้าสอบทั้งห้าสิบคนที่ได้รับการคัดเลือกจากสามรอบแรก จะต้องเข้าร่วมการสอบรอบพิเศษ
ในการสอบรอบพิเศษ นอกจากการทดสอบพื้นฐานอย่างบทความสี่ตำราและบทความห้าคัมภีร์แล้ว ยังมีการทดสอบการเขียนตอบนโยบายและบทวิจารณ์ (เช่อและลวิ่น) รวมถึงโจทย์นอกตำราและโจทย์พลิกแพลงต่าง ๆ อย่างเช่น กวีนิพนธ์และกวีพรรณนา (ซือและฟู่) พิณ หมากรุก อักษรพู่กัน ภาพวาด หรือแม้แต่การคำนวณ นอกเหนือจากคะแนนบทความสี่ตำราและบทความห้าคัมภีร์ที่จะถูกนำไปรวมเป็นคะแนนรวมแล้ว ผลคะแนนการสอบส่วนอื่น ๆ จะถูกบันทึกไว้เป็นประวัติเท่านั้น ซึ่งจะช่วยบวกคะแนนความสามารถพิเศษเพิ่มให้บ้าง ยามที่ผู้เข้าสอบเข้ารับการประเมินเพื่อคัดเลือกในการสอบระดับเมืองและระดับท้องถิ่น
ส่วนการสอบรอบพิเศษนี้จะมีเพียงรอบเดียวหรือสองรอบนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายอำเภอหนิงฮว่า เยี่ยหมิงซู่
ตลอดสามวันนี้ นอกจากเวลาที่ต้องไปสอบที่สนามสอบแล้ว พอกลับมาถึงบ้าน เสิ่นหย่งจั๋วก็หมกตัวตรากตรำอ่านตำราอยู่แต่ในห้อง
เสิ่นซีถูกคนในบ้านสั่งห้ามไม่ให้ไปรบกวนการอ่านตำราของเสิ่นหย่งจั๋ว เขาก็ย่อมไม่ลดตัวไปให้ผู้อื่นหมางเมินใส่ให้เสียความรู้สึกหรอก เสิ่นซีเลือกเขียนจดหมายส่งไปยังเมืองถิงโจวเพื่อแจ้งข่าวดีที่ตนสอบผ่านระดับอำเภอตั้งแต่รอบแรกก่อนเป็นอันดับแรก ช่วงหลายวันที่ว่างเว้นนี้ ไม่มีผู้ใดมาบังคับให้เขาอ่านตำรา ซ้ำยังไม่มีใครมาคอยควบคุมดูแล เขาจึงสามารถเข้าออกบ้านได้อย่างอิสระเสรี ใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ ขอเพียงรอจนถึงช่วงบ่ายของวันที่สี่เดือนสาม หลังจากการประกาศผลสอบรอบที่สองสิ้นสุดลง แล้วค่อยไปเข้าพบนายอำเภอและขุนนางการศึกษาที่สำนักศึกษาประจำอำเภอก็เพียงพอแล้ว
วันที่สี่เดือนสาม คือวันประกาศผลสอบระดับอำเภอรอบที่สอง
ทางฝั่งตระกูลเสิ่นให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ให้สองพี่น้องเสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงจวินพาเสิ่นหย่งจั๋วไปที่สถานศึกษาอำเภอด้วยตนเอง เนื่องจากจำนวนผู้เข้าสอบเจาฟู่และจ้ายฟู่มีเพียงร้อยกว่าคน สถานศึกษาอำเภอจึงไม่เกิดสภาพแออัดยัดเยียดเหมือนคราก่อน
สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยบอกว่า คุณหนูตระกูลหลวี่มีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นฝีดาษ ภายในใจของเสิ่นหย่งจั๋วจึงว้าวุ่นสับสนยิ่งนัก เขาไม่รู้เลยว่าตนเองสมควรสอบให้ผ่านดีหรือไม่ เดิมทีเสิ่นซีแค่ต้องการปลอบใจเขา ไม่ให้เขามีภาระทางใจหนักอึ้งจนเกินไป ทว่าระหว่างการสอบหลายวันที่ผ่านมา เขากลับจดจำเรื่องนี้อย่างฝังใจ จนมันกลายเป็นสิ่งที่รบกวนจิตใจไปเสียแล้ว
ช่วงบ่ายวันนั้น เสิ่นซีเดินทางไปยังสำนักศึกษาประจำอำเภอแต่เนิ่น ๆ ผู้ที่เดินทางไปพร้อมกับเขาคือกลุ่มผู้เข้าสอบยี่สิบคนที่สอบผ่านตั้งแต่รอบแรก
ในบรรดาผู้เข้าสอบเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี มีเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีเพียงสองคนเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเสิ่นซีที่เพิ่งจะอายุเต็มสิบขวบปี
ส่วนผู้ที่อายุมากที่สุดคือ "หลิวเหล่าเอ้อร์" หรือหลิวเหอวัยสี่สิบกว่าปี พอหลิวเหอผู้นี้มาถึง ก็ประสานมือคารวะทักทายผู้เข้าสอบในลานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน บรรยากาศจึงถูกเขาชักนำให้ผ่อนคลายลงอย่างง่ายดาย
แม้ผู้เข้าสอบเหล่านี้จะไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าใดนัก แต่ถึงอย่างไรก็ถือเป็นบัณฑิตร่วมรุ่น หากภายภาคหน้ามีผู้ใดได้ดิบได้ดีเจริญก้าวหน้า ก็ยังพอมีข้ออ้างให้ไปประจบประแจงฝากเนื้อฝากตัว ไม่แน่ว่าอาจจะได้เกาะขาผู้มีบารมีก็เป็นได้
เดิมทีเสิ่นซีน่าจะเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในหมู่พวกเขา เพราะเขาสามารถสอบผ่านระดับอำเภอได้ตั้งแต่อายุเพียงสิบขวบปี อาจกล่าวได้ว่าอนาคตนั้นเจิดจรัสไร้ขีดจำกัด
ทว่าบางทีปัญญาชนก็คงมีความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเอง รู้สึกว่าการไปตีสนิทกับเด็กเมื่อวานซืนตัวกะเปี๊ยกช่างเป็นเรื่องที่เสียหน้าเกินไป เสิ่นซีจึงกลับกลายเป็นคนที่ไร้คนเหลียวแลและน่าเบื่อที่สุดในกลุ่มไปเสียอย่างนั้น
จวบจนถึงยามเว่ยสามเค่อ บริเวณหน้าประตูสำนักศึกษาประจำอำเภอก็เริ่มมีคนเดินเข้ามา ล้วนเป็นผู้เข้าสอบที่ได้รับการคัดเลือกจากการสอบเจาฟู่และจ้ายฟู่ เดินห้อมล้อมกันมาสามสิบคน หลิวเหล่าเอ้อร์และคนอื่น ๆ จึงรีบเข้าไปประสานมือคารวะ
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเว่ยสามเค่อ (未时三刻) ยามเว่ยคือช่วงเวลา 13.00 - 15.00 น. สามเค่อเท่ากับ 45 นาที จึงตรงกับเวลาประมาณ 13.45 น.)
เสิ่นซีชะเง้อคอมอง พยายามเสาะหาร่างของเสิ่นหย่งจั๋วจากในกลุ่มคนเหล่านั้น ทว่าเรือนร่างของเขานั้นช่างเตี้ยเล็กนัก ท้ายที่สุดจนปัญญา จึงทำได้เพียงขึ้นไปยืนบนเก้าอี้แล้วชะโงกมองออกไป ในที่สุดสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกปีติยินดีก็คือ เสิ่นหย่งจั๋วยืนรั้งท้ายอยู่ในกลุ่มคนสามสิบคนนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว
"พี่ใหญ่ ท่านมาแล้ว" เสิ่นซีรีบเดินเข้าไปต้อนรับ
เสิ่นหย่งจั๋วกำลังกลัดกลุ้มว้าวุ่นใจเรื่องแต่งงาน เมื่อได้ยินเสิ่นซีเอ่ยทัก จึงส่งเสียง "อืม" ตอบรับคำหนึ่ง ก่อนจะเพิ่งได้สติกลับมา "เอ๊ะ? น้องเจ็ด เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
"ข้าก็สอบผ่านแล้วอย่างไรเล่าขอรับพี่ใหญ่ ช่างเรื่องนี้ก่อนเถอะ ข้าจองที่นั่งไว้ให้ท่านตั้งนานแล้ว เดี๋ยวตอนที่ใต้เท้านายอำเภอมาถึง จะได้อยู่ใกล้ ๆ ท่านหน่อย"
เสิ่นซีดันหลังเสิ่นหย่งจั๋วให้เดินเข้าไปด้านใน จนกระทั่งเข้าไปใกล้ใต้ป้ายชื่อห้องโถงหลัก เสิ่นซีถึงได้ดึงเสิ่นหย่งจั๋วให้นั่งลง ส่วนเสิ่นซีนั่งอยู่ตรงที่นั่งแถวที่สองด้านหลังเสิ่นหย่งจั๋ว
"ชีหลาง เจ้ายังไม่ได้บอกเลย เจ้า...สอบผ่านตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
"สอบผ่านตั้งแต่รอบแรกแล้วขอรับ ท่านย่ากับป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ยอมให้ข้าบอกท่าน เกรงว่าท่านจะเสียสมาธิในการสอบ" เสิ่นซีเอ่ยอธิบายพร้อมรอยยิ้ม ขณะนั้นเอง ภายในห้องโถงของสำนักศึกษาประจำอำเภอก็เงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน
ที่แท้เป็นเพราะนายอำเภอเยี่ยได้นำพาจู่ปู้ และเสมียนจากที่ว่าการอำเภอ รวมถึงเจี้ยวอวี้ และ ซวิ่นเต่าแห่งสำนักศึกษาประจำอำเภอเดินเข้ามาพร้อมกัน
(เชิงอรรถผู้แปล: จู่ปู้ (主簿) คือขุนนางนายทะเบียนผู้ช่วยนายอำเภอ ดูแลงานเอกสารและบัญชีของที่ว่าการอำเภอ, เจี้ยวอวี้ (教谕) คือขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายการศึกษาประจำอำเภอ ทำหน้าที่เสมือนครูใหญ่คอยดูแลสำนักศึกษาและอบรมบัณฑิต ส่วน ซวิ่นเต่า (训导) คือขุนนางผู้ช่วยฝ่ายการศึกษา เป็นรองจากเจี้ยวอวี้ มีหน้าที่ช่วยสอนและดูแลความประพฤติของนักเรียน)
เจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาประจำอำเภอนั้น เทียบเท่ากับอาจารย์ใหญ่ของสถานศึกษาอำเภอ ปัญญาชนต้องสอบผ่านการสอบถงเซิงเสียก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าศึกษาในสถานศึกษาอำเภอได้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบในระดับที่สูงขึ้นต่อไป และบัณฑิตที่ได้เข้าศึกษาก็จะถูกเรียกว่าซิ่วไฉ
ผู้เข้าสอบระดับอำเภอเมื่อได้พบกับขุนนางบิดามารดาและอาจารย์ใหญ่ของสถานศึกษาอำเภอ ย่อมต้องคุกเข่าทำความเคารพอย่างเป็นทางการ ซิ่วไฉนั้นมีอภิสิทธิ์ในการพบขุนนางอำเภอโดยไม่ต้องคุกเข่า ทว่าผู้เข้าสอบที่เพิ่งสอบผ่านระดับอำเภอ อย่างมากก็ถือเป็นเพียง "ว่าที่ซิ่วไฉ" เท่านั้น ยังห่างไกลจากการเป็นซิ่วไฉตัวจริงอยู่อีกช่วงตัว
(เชิงอรรถผู้แปล: ขุนนางบิดามารดา (父母官) คำเรียกรวมขุนนางท้องถิ่นผู้ปกครองราษฎรดุจบิดามารดา)
หลังจากทำความเคารพเสร็จสิ้น เยี่ยหมิงซู่ก็อบรมสั่งสอนด้วยตนเอง แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงการนำถ้อยคำสละสลวยดูดีมาใช้สั่งสอนผู้เข้าสอบ พร้อมกันนั้นก็กล่าวให้กำลังใจผู้เข้าสอบในลาน ให้ทำคะแนนสอบได้ดีในการสอบรอบที่สี่ของวันรุ่งขึ้น เพื่อให้มีชื่อติดอยู่ในอันดับต้น ๆ
แม้ว่าเยี่ยหมิงซู่จะเคยมองเสิ่นซีด้วยความชื่นชมเป็นพิเศษในการสอบระดับอำเภอรอบแรก ทว่าในการพบปะกันครั้งนี้ เยี่ยหมิงซู่กลับทำท่าทีเมินเฉยราวกับมองไม่เห็นเสิ่นซีเลยสักนิด
การจัดการสอบระดับอำเภอในอำเภอเล็ก ๆ อย่างหนิงฮว่า ถึงขั้นไม่จำเป็นต้องปิดบังชื่อแซ่ของผู้เข้าสอบด้วยซ้ำ ยามที่นายอำเภอคัดเลือกผู้เข้าสอบ ก็ล้วนคัดเลือกจากรายชื่อที่เห็นได้อย่างเปิดเผย
การที่เสิ่นซีสอบผ่านระดับอำเภอได้ด้วยวัยเพียงสิบขวบปี ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะดึงดูดความคลางแคลงใจจากผู้คน การที่เยี่ยหมิงซู่จงใจไม่ข้องแวะหรือติดต่อใด ๆ กับเสิ่นซี ก็เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจของตนนั่นเอง
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนอดคิดมากไม่ได้ ถึงอย่างไรการที่เด็กน้อยคนหนึ่งอย่างเสิ่นซีไปยืนปะปนอยู่ในหมู่คนห้าสิบคน ก็ดูจะสะดุดตาและขัดหูขัดตาอยู่ไม่น้อย
เวลาในการพบปะใช้เวลาไม่นานนัก เจี้ยวอวี้แห่งสำนักศึกษาประจำอำเภอถึงขั้นไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลยแม้แต่ประโยคเดียว
สำนักศึกษาประจำอำเภอในอำเภอเล็ก ๆ นั้นยังมีพื้นที่ไม่ใหญ่เท่าศาลเจ้าเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่อาจนับว่าเป็นสถานศึกษาอย่างแท้จริงได้ ตัวที่ทำการสำนักศึกษาเป็นเพียงหน่วยงานการศึกษาประจำอำเภอแต่เพียงในนามเท่านั้น อย่างมากบรรดานักเรียนของสำนักศึกษาก็แค่แวะมาทำพอเป็นพิธีเพื่อลงชื่อฝากตัวในช่วงการสอบระดับเมืองและการสอบระดับท้องถิ่น นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงช่วงเทศกาลเซ่นไหว้ศาลขงจื๊อประจำปี ที่บรรดาซิ่วไฉจะเดินตามเจี้ยวอวี้ไปทำความเคารพองค์ปรมาจารย์ร่วมกันก็เท่านั้น"
การพบปะเสร็จสิ้นลง เสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีก็เดินทางกลับบ้านพร้อมกัน เวลานี้บริเวณหน้าประตูตระกูลเสิ่นได้ตระเตรียมประทัดไว้พร้อมสรรพแล้ว
การที่สองพี่น้องตระกูลเสิ่นสอบผ่านระดับอำเภอพร้อมกัน นับเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความเชิดหน้าชูตาให้แก่วงศ์ตระกูล ทั้งอำเภอเปิดรับเพียงห้าสิบคนต่อปี แต่ตระกูลเสิ่นกลับมีผู้สอบติดถึงสองคน ราวกับเป็น "หนึ่งตระกูลสองยอดคน" อย่างแท้จริง
ส่วนเด็กหนุ่มอีกคนที่ตรากตรำร่ำเรียนมาอย่างหนักของตระกูลเสิ่น เวลานี้ได้แต่ยืนหลบมุมอยู่อย่างเงียบ ๆ ตรงมุมประตู มองดูสองพี่น้องเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีด้วยสายตาอิจฉาริษยา พลางกำหมัดแน่นอยู่ลึก ๆ