เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 192 สองโลกแห่งความปีติและโศกศัลย์

ตอนที่ 192 สองโลกแห่งความปีติและโศกศัลย์

ตอนที่ 192 สองโลกแห่งความปีติและโศกศัลย์


ผู้เข้าสอบกว่าสี่ร้อยคนยืนอออยู่หน้าสถานศึกษาอำเภอจนเบียดเสียดเนืองแน่นแทบไร้ช่องว่าง

เสิ่นซีตัวเล็ก มุดเบียดไปมาในฝูงชนจนแยกแยะทิศทางไม่ออก ทำได้เพียงคว้าชายเสื้อด้านหลังของเสิ่นหย่งจั๋วแล้วพยายามกระดึ๊บตามไปข้างหน้า

ยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ได้ยินเสียงตะโกน "ข้าสอบผ่านแล้ว" "หลุดวงโคจรเสียแล้ว" หรือ "รอปีหน้าเถอะ..." ดังระงม

ท่ามกลางฝูงชนอันเนืองแน่น หลังจากออกแรงสุดกำลัง เสิ่นซีจำไม่ได้แล้วว่าเบียดเสียดกับท่อนแขนผู้คนไปเท่าใด และสูดดมกลิ่นตัวผู้คนไปมากแค่ไหน ในที่สุดเขาก็ดึงชายเสื้อเสิ่นหย่งจั๋วจนเบียดมาถึงแถวหน้าได้สำเร็จ

ประกาศผลสอบตัวจริงแบ่งผู้เข้าสอบเป็นวงในและวงนอก ตัวอักษรบนนั้นไม่ใหญ่นัก ซ้ำยังใช้เพียงอักษรบอกลำดับเจี่ยอี่ปิ่ง(甲乙丙) และตัวเลขบอกหมายเลขที่นั่งอีเอ้อร์ซาน(壹贰叁) โดยไม่มีชื่อแซ่จริงของผู้เข้าสอบ การจะค้นหาตนเองจากในนั้นจึงค่อนข้างยากลำบากอยู่บ้าง

เสิ่นหย่งจั๋วก็เป็นเช่นเดียวกับเสิ่นซี เมื่อมาถึงแถวหน้า สายตาก็กวาดมองหาหมายเลขเพิงสอบ และหมายเลขที่นั่งของยี่สิบคนในวงในบนประกาศผลสอบตัวจริงเป็นอันดับแรก

การประกาศผลสอบระดับอำเภอรอบแรกไม่ได้แยกผู้สอบได้อันดับหนึ่งหรืออั้นโส่ว รายชื่อทั้งยี่สิบคนในวงในจึงมีอักษรครึ่งหนึ่งที่เขียนกลับหัว ต้องเอียงคออ่าน

(เชิงอรรถผู้แปล: อั้นโส่ว (案首) ผู้สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งในการสอบระดับอำเภอ (เซี่ยนซื่อ) ระดับเมือง (ฝู่ซื่อ) หรือระดับท้องถิ่น (ย่วนซื่อ) ซึ่งอยู่ในขั้นการสอบคัดเลือกถงเซิง)

เสิ่นซีกวาดตามองรอบหนึ่ง ไม่นานก็พบคำว่า "เพิงสอบเจี่ยหมายเลขยี่สิบเอ็ด" จากตัวอักษรกลับหัวบริเวณด้านล่างสุดของวงใน ซึ่งนั่นก็คือหมายเลขที่นั่งของเขา

เสิ่นซีไม่ได้กระโตกกระตาก รีบหันไปช่วยเสิ่นหย่งจั๋วหาทันที

ค้นหาอยู่นาน ในที่สุดก็พบหมายเลขที่นั่งของเสิ่นหย่งจั๋วบนกระดาษแผ่นที่สองของประกาศผลสอบตัวสำรอง

อารมณ์ของเสิ่นหย่งจั๋วแปรเปลี่ยนจากผิดหวังกลับกลายเป็นประหลาดใจระคนยินดีเล็กน้อย... แม้เขาจะสอบไม่ผ่านรอบแรก ทว่าอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสในการสอบเจาฟู่และการสอบจ้ายฟู่ มิใช่ว่าจะหมดสิทธิ์ได้รับการคัดเลือกไปเสียทีเดียว

"น้องเจ็ด หาของเจ้าเจอหรือไม่? ข้าเห็นบนนี้มีคนอยู่เพิงสอบเจี่ยไม่น้อยเลย เมื่อครู่ข้าไม่ได้สังเกตให้ละเอียดนัก" เมื่อเสิ่นหย่งจั๋วหาหมายเลขที่นั่งของตนพบ ในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาจึงเริ่มหันมาสนใจสถานการณ์ของเสิ่นซีบ้าง

เสิ่นซีเงยหน้าขึ้น ยิ้มอย่างขัดเขิน กำลังลังเลว่าควรจะพูดทำร้ายจิตใจเสิ่นหย่งจั๋วดีหรือไม่

เสิ่นหย่งจั๋วกลับกล่าวว่า "เดี๋ยวพี่ใหญ่ช่วยเจ้าหาอีกรอบนะ"

เสิ่นหย่งจั๋วเริ่มไล่หาจากแผ่นท้าย ๆ ก่อน ตอนแรกเขาก็ยังตั้งใจหาอยู่หรอก ทว่าพอถึงป้ายประกาศตัวจริง เขาก็เริ่มกวาดตาดูอย่างสะเพร่าเลินเล่อเสียแล้ว เนื่องจากชื่อของเสิ่นซีอยู่ด้านล่างของวงกลมพอดี ตัวอักษรจึงกลับหัว อีกทั้งเสิ่นหย่งจั๋วคงคิดว่าเสิ่นซีไม่มีทางสอบผ่านรวดเดียวตั้งแต่รอบแรก เขาจึงแค่กวาดตามองรายชื่อวงในของป้ายประกาศตัวจริงผ่าน ๆ โดยไม่ได้สังเกตให้ถี่ถ้วน

ในที่สุดเสิ่นหย่งจั๋วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความเสียดายว่า "น้องเจ็ด เจ้าอายุยังน้อย ภายหน้ายังมีโอกาสอีกมาก"

กล่าวจบก็รีบพาเสิ่นซีกลับบ้าน พรุ่งนี้จะมีการสอบเจาฟู่รอบที่สองแล้ว ท่าทีของเสิ่นหย่งจั๋วดูรีบร้อนอยู่บ้าง

ยามเบียดตัวออกจากฝูงชนหน้าประตูสถานศึกษาอำเภอ ผู้เข้าสอบหลายคนพากันสบถด่าทอ บ่นอิดออดว่าตนเองมีความรู้ความสามารถเป็นเลิศ การที่สอบไม่ติดถือเป็นความสูญเสียของราชสำนัก และเป็นความสูญเสียของราษฎร

ผู้คนที่เศร้าโศกและเบิกบานใจล้วนมีปะปนกันไป ยังมีถงเซิงเฒ่าวัยสี่สิบกว่าปีผู้หนึ่ง ในที่สุดก็พบชื่อตนเองในวงในของประกาศผลสอบตัวจริง เขากำลังคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณฟ้าดินอยู่บนพื้น

ตอนที่เสิ่นซีเดินผ่านและมองดูให้ชัด ๆ นี่มันหลิวเหล่าเอ้อร์คนที่ถูกพวกเจ้าหน้าที่ซักไซ้ไล่เลียงตอนเข้าสนามสอบไม่ใช่หรือ?

"สวรรค์ ในที่สุดข้าก็มีโอกาสจะได้เป็นซิ่วไฉแล้ว ความเหนื่อยยากทั้งชีวิตของข้า...คุ้มค่าแล้ว" หลิวเหล่าเอ้อร์คุกเข่าตะโกนก้องร้องไห้อยู่ตรงนั้น ราวกับว่าตนเองสอบติดเป็นซิ่วไฉไปแล้วจริง ๆ

คนที่สอบผ่านต่างดีอกดีใจกันถ้วนหน้า คนที่สอบไม่ผ่านก็ตั้งตารอสอบเจาฟู่ในวันรุ่งขึ้น หรือไม่ก็ตั้งใจอ่านตำราเพื่อรอสอบในปีหน้า

มีผู้เข้าสอบที่สอบตกบางคน หากยังมีเงินติดตัวอยู่บ้างก็ยังไม่รีบร้อนกลับบ้านเกิด อาศัยช่วงก่อนค่ำไปหาร้านเหล้า ซื้อสุรามาสักสองกาเพื่อเมามายให้ลืมทุกข์ โดยเฉพาะผู้ที่อายุล่วงเลยวัยสามสิบปี ความรู้สึกอ้างว้างเดียวดายเช่นนี้จะยิ่งเด่นชัดเป็นพิเศษ

เมื่อก่อนเสิ่นซีมักจะรู้สึกว่าเรื่องราวในวรรณกรรมฟ่านจิ้นสอบได้จวี่เหรินนั้นมันสุดโต่งเกินไป การสอบติดจวี่เหรินถึงขั้นทำให้คนเสียสติได้มันช่างเหลือเชื่อ แต่เมื่อเขาได้มาอยู่ในยุคสมัยที่มีเพียงการสอบเคอจวี่เท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนฐานะทางสังคมได้ ได้เห็นปัญญาชนยอมเหนื่อยยากทั้งชีวิตเพียงเพื่อให้มีชื่อปรากฏบนป้ายทองคำ เขาก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความรู้สึกของการต้องตกเป็นทาสของการไขว่คว้าลาภยศไปชั่วชีวิต

(เชิงอรรถผู้แปล: ฟ่านจิ้นสอบได้จวี่เหริน (范进中举) เป็น เรื่องราวตอนหนึ่งจากวรรณกรรมเสียดสีสังคมชื่อดังเรื่อง "หรูหลินไว่สื่อ" (儒林外史) เล่าถึงบัณฑิตนามฟ่านจิ้นที่สอบตกมาค่อนชีวิต กระทั่งอายุห้าสิบสี่ปีสอบติดจวี่เหรินจึงดีใจสุดขีดจนถึงขั้นเสียสติ) 

"แย่แล้ว มีคนกระโดดน้ำตาย รีบไปดูเร็วเข้า..."

ไม่รู้ว่าใครตะโกนขึ้นมา จู่ ๆ ริมฝั่งแม่น้ำซีซีก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้น

เสิ่นซีคิดในใจว่าแค่สอบถงเซิงไม่ผ่านก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเสียหน่อย จำเป็นต้องทำเรื่องสุดโต่งปานนี้เชียวหรือ? ทว่าเมื่อเสิ่นซีและเสิ่นหมิงจวินรีบรุดมาถึงริมแม่น้ำ จึงค่อยรู้ว่าคนที่กระโดดน้ำไม่ใช่ผู้เข้าสอบ หรือจะพูดให้ถูกก็คือไม่ใช่บุรุษด้วยซ้ำ ทว่าเป็นสตรีผู้หนึ่ง

"...ภรรยาข้า เหตุใดเจ้าถึงคิดสั้นเช่นนี้ ข้าสอบปีนี้ไม่ได้ ก็รอสอบปีหน้าได้นี่นา"

ที่แท้ก็ไม่ใช่บัณฑิตสอบตกกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แต่เป็นภรรยาของเขาที่รู้สึกอับจนหนทางและสิ้นหวังด้วยความรันทดใจจนกระโดดน้ำตายต่างหาก

คนอยู่ในน้ำแล้วแท้ ๆ บัณฑิตผู้นี้กลับทำเพียงร้องไห้คร่ำครวญอยู่ริมแม่น้ำ... ช่างเป็นปัญญาชนไร้ประโยชน์เสียจริง ภรรยากระโดดน้ำทั้งคน แม้แต่ไม้ไผ่สักลำยังไม่คิดจะหา เอาแต่พล่ามพร่ำเพ้ออยู่ตรงนั้น ฟังแล้วชวนให้หงุดหงิดรำคาญใจยิ่งนัก

"เร็วเข้า ใครก็ได้รีบลงไปงมคนขึ้นมาที? น้ำนี่ลึกตั้งหลายช่วงตัวคน หากไม่รีบหาทาง คงช่วยคนขึ้นมาไม่ได้แล้ว..."

ในเดือนสอง หิมะและน้ำแข็งเพิ่งจะละลาย น้ำจึงเย็นจัด ผู้ใดจะกล้าเสี่ยงชีวิตกระโดดลงไปช่วยคนในเวลานี้กัน? แม้ชาติก่อนเสิ่นซีจะว่ายน้ำเป็น ทว่าชาตินี้เพราะตอนเด็กดื้อซนจนลื่นล้มตายไปรอบหนึ่ง จึงไม่มีโอกาสได้หัดว่ายน้ำ อีกทั้งเขายังเป็นแค่เด็ก ต่อให้ว่ายน้ำเป็น การลงน้ำไปช่วยคนก็หาใช่ทางเลือกที่ชาญฉลาดนัก

โชคดีที่เวลานี้มีเรือลำหนึ่งแล่นผ่านมาพอดี ด้วยความช่วยเหลือของชาวประมง ในที่สุดก็งมหญิงที่กระโดดน้ำขึ้นมาจากแม่น้ำได้สำเร็จ

จะว่าไปสตรีผู้นั้นก็หน้าตางดงามอยู่บ้าง ทว่าเสื้อผ้าบนร่างกลับเก่าซอมซ่อ มีรอยปะชุนหลากสีสันอยู่หลายแห่ง ดูแล้วอายุก็น่าจะราว ๆ ยี่สิบสามสิบปี เป็นสตรีที่ดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อยคนหนึ่ง

พอขึ้นฝั่งมาได้ ผู้คนต่างพากันมุงดู ทว่ากลับไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วย

ยุคสมัยนี้มีการแบ่งแยกชายหญิงอย่างเข้มงวด พรหมจรรย์ของสตรีสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด บนถนนเดิมทีก็แทบไม่มีสตรีเดินเพ่นพ่านอยู่แล้ว ผู้คนที่มุงดูอยู่ริมแม่น้ำล้วนเป็นบุรุษอกสามศอกทั้งสิ้น สตรีผู้นั้นนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเนินดินที่เต็มไปด้วยโขดหินริมแม่น้ำ ริมฝีปากซีดเผือด

สามีของนางเป็นเพียงบัณฑิตที่เรียนแต่ตำรา ย่อมไม่รู้วิธีปฐมพยาบาล เอาแต่ร้องเอะอะโวยวายอยู่ตรงนั้น ราวกับว่าแค่พูดอย่างเดียวก็สามารถช่วยให้คนฟื้นคืนสติขึ้นมาได้

"นี่ เอามือกดดูตามตัวภรรยาเจ้าสิว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่?" มีคนร้องเตือน

บัณฑิตผู้นั้นถึงเพิ่งได้สติ เอื้อมมือไปอังจมูกของภรรยา เสียงร้องไห้คร่ำครวญก็พลันดังขึ้นแปดระดับ "ภรรยาข้า เมื่อเจ้าจากไปแล้ว ข้ากับลูกสาวจะรอดชีวิตต่อไปได้อย่างไรเล่า"

เสิ่นซีรำพึงในใจว่า มิน่าเล่า แต่งงานกับสามีที่เป็นบัณฑิตก็เท่ากับต้องตกระกำลำบากไปค่อนชีวิต ซ้ำยังไม่มีบุตรชาย ภายภาคหน้าก็แทบไม่มีสิ่งใดให้คาดหวัง ถึงได้คิดสั้นฆ่าตัวตายเช่นนี้!

เสิ่นซียืนดูอยู่ด้านข้างด้วยความร้อนใจ คนที่กระโดดน้ำพอเพิ่งช่วยขึ้นมาแล้วไม่มีลมหายใจถือเป็นเรื่องปกติมาก ปอดมีน้ำเข้าไป หลอดลมถูกน้ำอุดตัน หากยังหายใจได้สิถึงจะแปลก

นับตั้งแต่สตรีผู้นี้ตกน้ำจนกระทั่งช่วยขึ้นมาได้ เวลาผ่านไปไม่นานนัก ต่อให้หมดสติไปเพราะขาดอากาศหายใจ ก็ยังสามารถช่วยชีวิตกลับมาได้ ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเวลา หากปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไป จากที่แค่สลบไสลก็จะกลายเป็นตายไปจริง ๆ

เสิ่นซีไม่สนสิ่งใดอีก เดินตรงเข้าไปจับข้อมือของสตรีผู้นั้น ชีพจรอ่อนระทวยจนแทบจะสัมผัสไม่ได้

บัณฑิตผู้นั้นตวาดลั่น "เจ้าเด็กน้อย จะทำอันใดกัน?"

"ลุกไป!"

เสิ่นซีไม่ต่อล้อต่อเถียงกับปัญญาชนไร้ประโยชน์พรรค์นี้ หากต้องทนดูชีวิตคนผู้หนึ่งตายไปต่อหน้าต่อตา เขาคงรู้สึกผิดบาปในใจเป็นแน่ ทว่าด้วยฐานะบุรุษของเขา การจะไปกดหน้าอกให้สตรี ย่อมไม่เหมาะสมอยู่ดี

"ท่านนั่นแหละ! เอามือกดลงไปตรงหน้าอกภรรยาของท่าน กดลงไปเป็นจังหวะต่อเนื่อง เร็วเข้า!" เสิ่นซีแทบจะตะคอกใส่บัณฑิตผู้นั้น

"คุณธรรมแห่งวิญญูชน..."

บัณฑิตผู้นั้นกำลังจะพล่ามจารีตไร้สาระ เสิ่นซีจึงตวาดด้วยความเดือดดาล "มัวแต่วิญญูชน ภรรยาท่านก็สิ้นใจพอดี! คุณธรรมแห่งวิญญูชนของท่านสำคัญ หรือชีวิตภรรยาท่านสำคัญกันแน่?"

บัณฑิตผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะขยับเข้ามาตามคำบอก เสิ่นซีใช้สองมือกดลงบนพื้น ทำท่าทางเป็นตัวอย่างให้บัณฑิตยากจนผู้นั้นดู

บัณฑิตยากจนลองกดดูสองสามครา ก็มีน้ำไหลออกมาจากปากของสตรีผู้นั้น ทว่าเนื่องจากขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน ชั่วขณะนี้จึงยังไม่ฟื้นคืนสติ

"เป่าลมเข้าไปในปากภรรยาของท่าน!"

"เจ้าว่ากระไรนะ?"

ครานี้บัณฑิตผู้นั้นเกิดโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว หมายจะกระโจนเข้ามาเอาเรื่องเสิ่นซี ทว่าเมื่อครู่เขานั่งยอง ๆ ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ริมตลิ่งตั้งนาน ขาจึงชาหนึบไปหมดแล้ว พอเพิ่งจะลุกขึ้นยืน ร่างก็ล้มพับลงไปกองกับพื้น

เวลานั้นประจวบเหมาะกับที่มีเด็กหญิงผู้หนึ่งตามมารดามาซักผ้าที่ริมแม่น้ำพอดี เสิ่นซีจึงรีบเข้าไปดึงตัวเด็กหญิงผู้นั้นมา สอนสั่งนางอย่างละเอียดครู่หนึ่ง เด็กหญิงก็เอาปากประกบลงไป เริ่มเป่าลมเข้าไปในปากของหญิงผู้นั้น ทว่าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ จะมีเรี่ยวแรงเป่าลมเข้าไปถึงปอดของสตรีผู้นั้นได้อย่างไร?

เสิ่นซีแทบอยากจะลงมือเป่าปากด้วยตนเองให้รู้แล้วรู้รอด ทว่าท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย เขาไม่อาจบุ่มบ่ามทำตามใจนึกได้ ยุคสมัยนี้พรหมจรรย์ของสตรีสำคัญยิ่งกว่าชีวิต หากเขาทำเรื่องเสียมารยาทลงไปจริง ๆ อย่าว่าแต่ครอบครัวของสตรีผู้นี้เลย แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดก็คงไม่ยอมละเว้นเขาแน่

วุ่นวายอยู่พักใหญ่ ในที่สุดสตรีผู้นั้นก็ไอออกมาหนึ่งครา นางรอดชีวิตกลับมาแล้ว บนใบหน้าเริ่มมีสีเลือดฝาดปรากฏขึ้น

บัณฑิตยากจนผู้นั้นดีใจจนเนื้อเต้น รีบเข้าไปประคองภรรยาขึ้นมา ผ่านไปครู่หนึ่ง สองสามีภรรยาก็กอดกันร้องไห้โฮ ทำเอาชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่รอบ ๆ อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าถอนหายใจ

แม้ว่าจะเป็นวิธีของเสิ่นซีที่ช่วยสตรีผู้นี้กลับมาจากความตายได้ แต่บัณฑิตยากจนผู้นั้นกลับไม่เอ่ยคำขอบคุณเลยแม้แต่ครึ่งคำ ในสายตาของเขา การที่ภรรยารอดชีวิตมาได้คงเป็นเพราะ "สวรรค์เมตตา" ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับเสิ่นซีแม้แต่น้อย

จัดการเรื่องราวอยู่นานนับชั่วยาม เสิ่นหย่งจั๋วก็เร่งเร้าให้เสิ่นซีกลับบ้าน ตอนที่เสิ่นซีเดินกลับขึ้นมาบนตลิ่ง ก็บังเอิญเห็นนายอำเภอเยี่ยในชุดลำลองยืนดูเรื่องสนุกอยู่ในฝูงชน

เสิ่นซีกับเสิ่นหย่งจั๋วต่างก็จำเยี่ยหมิงซู่ได้ พอทำท่าจะประสานมือคารวะ เยี่ยหมิงซู่กลับโบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องมากพิธี เขาพยักหน้าให้เสิ่นซีคราหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทางที่ว่าการอำเภอ

เสิ่นซีรู้สึกว่าเยี่ยหมิงซู่ผู้นี้ค่อนข้างจะเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองกับราษฎรอยู่บ้าง ขุนนางที่มาจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเช่นนี้ ตามหลักแล้วย่อมไม่น่าจะล่วงรู้ถึงความตระกำลำบากของราษฎร ทว่าเยี่ยหมิงซู่ผู้นี้กลับเข้ากับบรรดาคหบดี พ่อค้า และชาวบ้านในเมืองได้อย่างกลมกลืนนับตั้งแต่เริ่มเข้ารับตำแหน่ง ต้องยอมรับเลยว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดยิ่งนัก

"ใต้เท้านายอำเภอจำพวกเราได้อย่างนั้นหรือ?"

เมื่อครู่เสิ่นหย่งจั๋วเห็นเยี่ยหมิงซู่พยักหน้ายิ้มทักทายให้เขา บนใบหน้าจึงเจือไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี

"ก่อนหน้านี้พวกเราเข้าสอบ เขาเป็นถึงผู้คุมสอบหลัก บางทีอาจจะคุ้นหน้าพวกเรากระมัง"

เสิ่นซีไม่รู้ว่าควรจะอธิบายเช่นไรดี จะว่าไปความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเยี่ยหมิงซู่ผู้นี้ ยังห่างไกลจากหานเสียอดีตนายอำเภอคนก่อนอยู่มากนัก ถึงอย่างไรหานเสียก็อาศัยผลงานการจัดการโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ จนได้ย้ายจากอำเภอหนิงฮว่าไปรับตำแหน่งที่หนานจื่อลี่ หลินจ้งเยี่ยที่หานเสียคอยประจบประแจงมาตลอดนั้น อยู่ในขั้วอำนาจของหลี่ตงหยาง บัดนี้หลี่ตงหยางได้เข้าร่วมคณะเสนาบดีแล้ว การงานของหานเสียก็เท่ากับได้ก้าวหน้าดั่งนกสยายปีกทะยานขึ้นสู่ท้องนภา

(เชิงอรรถผู้แปล: หนานจื่อลี่ (南直隶) เขตปกครองสำคัญทางใต้ในสมัยหมิง บริเวณหนานจิง / คณะเสนาบดี หรือ เน่ยเก๋อ (内阁) คณะทำงานสูงสุดที่เป็นที่ปรึกษาขององค์ฮ่องเต้)

สองพี่น้องมัวแต่ชักช้าไม่ยอมกลับบ้านไปแจ้งข่าวคราวเสียที คนทั้งตระกูลเสิ่นจึงพากันรอคอยอยู่ลานเรือนด้วยความร้อนใจ เมื่อทั้งสองกลับมา คนทั้งบ้านก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบ ความสนใจของหลี่ซื่อและหวังซื่อล้วนพุ่งเป้าไปที่เสิ่นหย่งจั๋วแต่เพียงผู้เดียว

"ต้าหลาง เป็นอย่างไรบ้าง? สอบผ่านหรือไม่?"

เสิ่นหย่งจั๋วยิ้มขื่น "ท่านย่า ท่านแม่ รอบแรกข้าสอบไม่ผ่านขอรับ ทว่าข้าก็ยังไม่ได้หลุดวงโคจรเสียทีเดียว ยังมีรอบที่สองกับรอบที่สามให้สอบแก้ตัวได้อีกขอรับ"

พอหวังซื่อได้ยินเช่นนี้ แม้จะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าถอนหายใจโล่งอกได้เปลาะหนึ่ง "เช่นนี้ก็ดี เช่นนี้ก็ดี รอบแรกเพิ่งรับแค่ยี่สิบคนเอง ด้านหลังยังมีอีกสามสิบคน สอบรอบแรกเสร็จ คนที่เหลือก็มีไม่มากแล้ว โอกาสสอบผ่านก็ย่อมเพิ่มขึ้นมากจริงหรือไม่เจ้าคะ ท่านแม่?"

เวลานี้หลี่ซื่อเองก็ไม่กล้าพูดทำลายความมั่นใจของหลานชาย รีบพยักหน้ารับคำทันที "ต้าหลาง แม่ของเจ้าพูดถูกแล้ว รอบที่สองสอบวันไหนหรือ?"

เนื่องจากก่อนหน้านี้คนในบ้านล้วนมั่นใจว่าเสิ่นหย่งจั๋วต้องสอบผ่านรอบแรกอย่างแน่นอน จึงไม่มีผู้ใดใส่ใจเลยสักนิดว่าการสอบรอบที่สองจัดขึ้นเมื่อใด

"พรุ่งนี้ขอรับ"

เสิ่นหย่งจั๋วตอบเสียงอ้อมแอ้ม

"ถ้าเช่นนั้นก็รีบเข้าห้องไปเตรียมตัวเถอะ อาศัยช่วงที่ยังมีเวลาอีกกว่าหนึ่งชั่วยามก่อนจะมืดค่ำ ขยันอ่านตำราทบทวนอีกสักหน่อย เร็วเข้า"

คนทั้งบ้านต่างพร้อมใจกันลืมเสิ่นซีไปเสียสนิท ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากถามเขาสักคำเลยว่าสอบผ่านหรือไม่

เมื่อหลี่ซื่อกับหวังซื่อพาเสิ่นหย่งจั๋วเข้าไปในห้องโถงหลัก เสิ่นซีก็ลอบถอนหายใจยาว เป็นเด็กตัวน้อยนี่มันไม่มีสิทธิมนุษยชนเอาเสียเลยจริง ๆ

จบบทที่ ตอนที่ 192 สองโลกแห่งความปีติและโศกศัลย์

คัดลอกลิงก์แล้ว