เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 191 ประกาศผลสอบ

ตอนที่ 191 ประกาศผลสอบ

ตอนที่ 191 ประกาศผลสอบ


ในบรรดารอบการสอบของการสอบระดับอำเภอทั้งหมด การสอบรอบแรกถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การสอบระดับอำเภอรับผู้สอบผ่านทั้งหมดห้าสิบคน โดยจะคัดเลือกยี่สิบคนแรกจากการสอบรอบแรกนี้ ส่วนผู้ที่ยังสอบไม่ผ่าน หากกระดาษคำตอบและสำนวนการเขียนยังพอใช้ได้ ก็จะถูกคัดเลือกอีกราวหลายสิบถึงร้อยคนให้ไปเข้าร่วม "การสอบเจาฟู่" และ "การสอบจ้ายฟู่" ในภายหลัง ซึ่งก็คือการสอบซ่อมนั่นเอง

(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบเจาฟู่ (招覆) การสอบซ่อมรอบแรก สำหรับผู้ที่ทำคะแนนได้ดีแต่ยังไม่ติดกลุ่มตัวจริง / การสอบจ้ายฟู่ (再覆) การสอบซ่อมรอบที่สอง)

หลังจากการสอบผ่านไปสามรอบ ผู้ที่สอบผ่านทั้งหมดจะต้องเข้าร่วมการสอบรอบที่สี่และการสอบสัมภาษณ์ในรอบที่ห้า เพื่อจัดอันดับคะแนนในท้ายที่สุด

ถึงแม้ผู้เข้าสอบจะสอบผ่านตั้งแต่รอบแรกแล้ว ก็ยังสามารถเข้าร่วมการสอบซ่อมอีกสองรอบหลังได้อยู่ดี เปรียบประดุจคนยุคหลังที่สอบติดมหาวิทยาลัยชิงหัวแล้วยังไม่จุใจ อยากจะลงสอบเกาเข่าเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตนเองอีกสักตั้ง

การสอบรอบแรกเสร็จสิ้นลงในวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสอง สองวันให้หลังคือช่วงบ่ายของวันที่ยี่สิบเก้าเดือนสอง ก็จะถึงเวลาการประกาศผลสอบ ซึ่งก็คือการประกาศผลคะแนนของการสอบรอบแรก

ข่าวคราวที่เสิ่นหย่งจั๋วแจ้งกลับมายังตระกูลเสิ่นคือเขาทำข้อสอบได้ดีมาก ไม่น่าจะต้องกังวลเรื่องสอบไม่ผ่าน ส่วนคนตระกูลเสิ่นก็ไม่เคยคาดหวังอยู่แล้วว่าเสิ่นซีจะสอบผ่าน ดังนั้นเมื่อสองพี่น้องสอบรอบแรกเสร็จ ในช่วงระหว่างสองวันนี้ พวกเขาจึงสามารถจัดการเวลาของตนเองได้อย่างอิสระ

เวลานี้เสิ่นหมิงจวินเริ่มเก็บข้าวของแล้ว เตรียมตัวว่าพอประกาศผลสอบปลายเดือนเสร็จสิ้น จะพาเสิ่นซีเดินทางกลับเมืองถิงโจวพร้อมกันทันที

"ท่านพ่อ ท่านดูแคลนบุตรชายตนเองถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ? หากข้าสอบผ่านขึ้นมาเล่า?"

เสิ่นซีรู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของเสิ่นหมิงจวินเอาเสียเลย เขาเพิ่งจะสอบรอบแรกเสร็จหมาด ๆ ต่อให้รอบแรกไม่ผ่าน ก็ยังมีโอกาสให้สอบแก้ตัวในรอบที่สองและรอบที่สามอีก

การที่ท่านพ่อรีบร้อนเก็บข้าวของเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่คนเป็นพ่อเองก็ยังไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเขาเลยสักนิด

เสิ่นหมิงจวินกลับตอบไม่ตรงคำถาม "แม่ของเจ้าอยู่บ้านมานานแล้ว นางคงตั้งตารอให้พวกเรากลับไปเร็วหน่อยน่ะ"

เสิ่นซีเบะปากพลางเอ่ย "เอะอะก็อ้างท่านแม่ ในใจท่านพ่อยังคงคะนึงหาพี่สาวสกุลเซี่ยอยู่ใช่หรือไม่เล่าขอรับ?"

ใบหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยของเสิ่นหมิงจวินพลันแดงซ่าน ทว่าเขากลับไม่ได้โกรธเคือง เพียงแต่เบือนหน้าหนีไปมองทางหน้าประตู "พูดจาเหลวไหลอันใดกัน? พ่อกับเซี่ย...ท่านน้าเซี่ยของเจ้าไม่ได้มีอันใดต่อกันเสียหน่อย"

เสิ่นซีไม่ได้สานต่อหัวข้อสนทนานี้

จะว่าไปเสิ่นหมิงจวินก็ถือเป็นคนใจกว้างคนหนึ่ง หากเปลี่ยนเป็นท่านพ่อบ้านอื่น ป่านนี้คงได้มีฝ่ามือพิฆาตฟาดเปรี้ยงลงมาแล้วเป็นแน่

ผ่านไปพักใหญ่ เสิ่นหมิงจวินก็เอ่ยถามอย่าง อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ "ท่านน้าเซี่ยของเจ้า... ปกติแล้วนาง...เคยกล่าวถึงพ่อบ้างหรือไม่?"

เสิ่นซีลองนึกดู ก่อนจะส่ายหน้าตามความเป็นจริง

ยามปกติที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์สนทนากับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ ขนาดคนในครอบครัวของนางเอง นางยังแทบไม่ปริปากเอ่ยถึง นับประสาอันใดกับคนนอกอย่างเสิ่นหมิงจวินเล่า

วันที่ยี่สิบแปดเดือนสอง หนึ่งวันก่อนหน้าการประกาศผลสอบรอบแรก ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อสั่งให้เสิ่นหมิงจวินตระเตรียมของขวัญให้พร้อม แล้วพาเสิ่นหย่งจั๋วกับเสิ่นซีไปเข้าพบซูอวิ๋นจง

ซูอวิ๋นจงคืออาจารย์ผู้เบิกปัญญา ให้แก่พี่น้องตระกูลเสิ่นทั้งสาม แม้ว่าตอนนี้เสิ่นซีจะเข้าไปร่ำเรียนในเมืองแล้วก็ตาม แต่ฮูหยินเฒ่าก็ยังรู้สึกว่า ต่อให้เสิ่นซีจะไปฝากตัวเป็นศิษย์สำนักอื่นแล้ว ก็ควรจดจำคำสั่งสอนของอาจารย์ผู้เบิกปัญญาเอาไว้

เช้าวันนั้น เสิ่นหมิงจวินพาเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีไปที่จวนของซูอวิ๋นจงด้วยตนเอง เมื่อมอบของขวัญให้เรียบร้อยแล้ว จึงให้สองพี่น้องโขกศีรษะ และยกน้ำชาคารวะอาจารย์

จวบจนถึงยามเที่ยง คนตระกูลเสิ่นทั้งสามจึงเดินออกมาจากที่พักของซูอวิ๋นจง ประจวบเหมาะกับที่สหายร่วมเรียนของเสิ่นหย่งจั๋วเดินทางมาคารวะอาจารย์พอดี

แม้ว่าเวลานี้ผลการสอบระดับอำเภอจะยังไม่ประกาศ แต่ความรู้พื้นฐานที่ซูอวิ๋นจงสามารถถ่ายทอดให้ได้นั้นล้วนสอนไปจนหมดสิ้นแล้ว ภายภาคหน้าต่อให้ศิษย์อย่างพวกเสิ่นหย่งจั๋วจะเข้าร่วมการสอบเคอจวี่อีก ก็ไม่จำเป็นต้องมาที่สถานศึกษาแล้ว สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ที่บ้านได้เลย นี่จึงเทียบเท่ากับพิธีคารวะอาจารย์หลังจบการศึกษา ดังนั้นผู้ที่เดินทางมาเยี่ยมเยียนที่จวนสกุลซูจึงมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

นานทีปีหนเสิ่นหย่งจั๋วจะได้พบปะกับสหายร่วมเรียน จึงอดไม่ได้ที่จะอยากรั้งอยู่สนทนาเรื่องการสอบด้วยกัน ส่วนเสิ่นหมิงจวินนั้นรีบร้อนจะไปที่โรงพิมพ์ จึงทำได้เพียงทิ้งเสิ่นหย่งจั๋วกับเสิ่นซีเอาไว้ เขาทิ้งเงินไว้ให้หลายสิบเหวิน เพื่อให้สองพี่น้องหาซื้ออะไรกินกันเองข้างนอกในช่วงเที่ยง พร้อมทั้งกำชับให้พวกเขารีบกลับบ้านในช่วงบ่าย

เสิ่นหย่งจั๋วมักจะมองว่าเสิ่นซีเป็นเพียงเด็กน้อยมาโดยตลอด ต่อให้จะได้เข้าร่วมการสอบระดับอำเภอพร้อมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองจะมีเรื่องให้คุยกันรู้เรื่อง ดังนั้นเขาจึงไม่เคยถกเถียงหรือหารือเนื้อหาการสอบกับเสิ่นซีเลยแม้แต่น้อย

ทว่าพอได้พบกับสหายร่วมเรียน เสิ่นหย่งจั๋วกลับมีคำถามมากมายก่ายกอง ผลปรากฏว่าเมื่อสหายหลายคนลองนำคำตอบมาเทียบกันดู พวกเขาไม่เพียงแต่จะเลือกโจทย์จากห้าคัมภีร์เหมือนกันเปี๊ยบ ทว่าแม้แต่การหยิบยกตำรามาอ้างอิงในบทความ การลอกเลียนวรรคทองจากโจทย์เก็งสอบ ไปจนถึงการเลือกใช้ถ้อยคำในสำนวนการเขียน โดยพื้นฐานแล้วล้วนเหมือนกันแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว

เดิมทีเสิ่นหย่งจั๋วนั้นเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม คิดเข้าข้างตัวเองว่าการสอบครั้งนี้ตนย่อมมั่นใจว่าไม่มีทางผิดพลาด ทว่าหลังจากได้หารือเนื้อหาการสอบกับสหายร่วมเรียนแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็พลันเลือนหายไป แปรเปลี่ยนเป็นความสับสนและวิตกกังวลเข้ามาแทนที่

เสิ่นหย่งจั๋วขลุกอยู่กับสหาย ทิ้งเสิ่นซีไว้เบื้องหลังจนแทบจะลืมเลือนไปเสียสนิท ทำเอาเสิ่นซีถึงกับพูดไม่ออกอยู่บ้าง ในสายตาของบรรดาชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดสิบแปดปีเหล่านี้ การสนทนากับเด็กเมื่อวานซืนวัยสิบขวบปีอย่างเขาย่อมไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ เสิ่นซีจึงทำได้เพียงเดินตามผู้คนต้อย ๆ อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว

ช่วงเที่ยงคนกลุ่มนั้นแวะกินข้าวกันตามร้านอาหารข้างทางง่าย ๆ จากนั้นเสิ่นหย่งจั๋วถึงค่อยกล่าวอำลาเพื่อนร่วมชั้น แล้วเดินกลับบ้านด้วยท่าทีจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

"...อาจารย์ซูเป็นถึงอาจารย์เลื่องชื่อในเมือง สอนหนังสือก็เก่งกาจ พี่ใหญ่อย่าได้เก็บมาใส่ใจให้มากความไปเลยขอรับ ไม่แน่ว่าพวกท่านอาจจะสอบผ่านไปด้วยกันทั้งหมดก็ได้นะ?" เสิ่นซีไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปลอบใจเช่นไรดี ทว่าการเดินทางกลับด้วยความเงียบงันตลอดทางก็ดูจะน่าอึดอัดจนเกินไป จึงทำได้เพียงเอ่ยปลอบโยนออกไปเล็กน้อย

เสิ่นหย่งจั๋วเหลือบมองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะปิดปากเงียบไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อไป

เมื่อกลับถึงบ้าน ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อและเฉียนซื่อรวมถึงคนอื่น ๆ ก็สังเกตเห็นว่าเสิ่นหย่งจั๋วมีท่าทีเหม่อลอย แตกต่างจากสภาพเบิกบานใจตอนกลับมาเมื่อวานราวกับเป็นคนละคน ครั้นเอ่ยถามสิ่งใดไปเขาก็ไม่ยอมตอบ

หวังซื่อถลึงตาใส่เสิ่นซีด้วยใบหน้าบึ้งตึง "เสี่ยวชี เจ้าจงบอกมาสิว่า ตลอดทางนี้เจ้ากับพี่ใหญ่ของเจ้าไปทำสิ่งใดกันมา?"

"ท่านพ่อพาพี่ใหญ่กับข้าไปเข้าพบอาจารย์ขอรับ ตอนออกมาพี่ใหญ่บังเอิญเจอสหายร่วมเรียนหลายคนเข้า พวกเขาเลยจับกลุ่มพูดคุยกันเรื่องการสอบเมื่อวาน จากนั้นพี่ใหญ่ก็มีสภาพเป็นเช่นนี้แหละขอรับ"

เดิมทีเสิ่นซีไม่ได้อยากเล่ารายละเอียดให้มากความนัก ทว่าหากไม่ยอมอธิบายให้กระจ่าง ไม่เพียงแต่หวังซื่อที่มีอคติต่อเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้แต่ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อก็คงพาลคิดไปว่าเขาเป็นคนก่อเรื่องอันใดขึ้น ถึงได้ทำให้เสิ่นหย่งจั๋วมีสภาพจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเช่นนี้

พอเสิ่นซีอธิบายจนกระจ่าง บรรดาสตรีในบ้านก็หันไปให้ความสนใจเสิ่นหย่งจั๋วตามคาด พากันรุมถามไถ่เสิ่นหย่งจั๋วกันจ้าละหวั่น

เนื่องจากหลังสอบรอบแรกเสร็จสิ้น เสิ่นหย่งจั๋วก็เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจมาโดยตลอด ความปิติยินดีนี้จึงพลอยส่งอิทธิพลไปถึงบรรดาสตรีในบ้านด้วย จนตอนนี้ถึงขั้นเริ่มลงมือเตรียมงานมงคลสมรสให้เขาแล้ว ทว่าเวลานี้ขนาดยังไม่ทันประกาศผลสอบ เสิ่นหย่งจั๋วกลับมีสภาพห่อเหี่ยวราวกับมะเขือม่วงถูกน้ำค้างแข็ง ทำให้คนในครอบครัวพากันเป็นห่วงยิ่งนัก

(เชิงอรรถผู้แปล: ห่อเหี่ยวราวกับมะเขือม่วงถูกน้ำค้างแข็ง (霜打的茄子) อาการคอตก หดหู่ ซึมเศร้า หรือสูญสิ้นความมั่นใจ)

เมื่อเสิ่นหย่งจั๋วระบายความกังวลในใจออกมา หวังซื่อก็คลายใจลง "เจ้าเด็กโง่ อาจารย์ซูสั่งสอนวิชาความรู้ได้ดี เก็งข้อสอบได้แม่นยำ นี่นับเป็นเรื่องดีนะ แสดงให้เห็นว่าลูกศิษย์ที่อาจารย์ซูสอนย่อมสอบผ่านระดับอำเภอได้ง่ายดาย หรือเจ้าคิดว่าไปสุ่มหาใครที่ไหนมาสอนสักสองสามวัน ก็สามารถทำข้อสอบระดับอำเภอทั้งหมดได้อย่างสบาย ๆ กันล่ะ?"

พอเสิ่นซีได้ยินคำพูดนี้ ก็รู้สึกว่าหวังซื่อกำลังพูดจาเหน็บแนมตนเอง เขาอยากจะสวนกลับไปเหลือเกินว่า ล้วนเป็นลูกหลานตระกูลเสิ่นเหมือนกัน ท่านกดข้าให้ต่ำลงก็ใช่ว่าจะยกยอบุตรชายท่านให้สูงขึ้นได้เสียหน่อย

เสิ่นหย่งจั๋วอยากจะอธิบายสักหน่อยว่า การสอบครานี้มิใช่เพราะซูอวิ๋นจงเก็งข้อสอบแม่น ทว่าเป็นเพราะโจทย์ข้อสอบค่อนข้างง่าย บรรดาศิษย์ของซูอวิ๋นจงอย่างพวกเขาก็เลยหยิบยืมบทความตัวอย่างแบบเดียวกันมาใช้ตอบกันหมด ถึงแม้เสิ่นหย่งจั๋วจะอายุสิบแปดปีแล้ว แต่แท้จริงก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง พอเห็นมารดาเอ่ยปลอบโยนเช่นนี้ เขาก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความอีก

วันต่อมาก่อนถึงเวลาปิดป้ายประกาศผลสอบ เสิ่นหย่งจั๋วก็เดินทางไปสถานศึกษาอำเภอพร้อมกับเสิ่นซี ระหว่างทางจู่ ๆ เสิ่นหย่งจั๋วก็จับมือเสิ่นซีไว้ด้วยความตื่นเต้นประหม่า พลางเอ่ยถามว่า "น้องเจ็ด หากครานี้ข้าสอบไม่ติด จะทำเช่นไรดี?"

เสิ่นซีถึงกับอึ้งไปเมื่อถูกถามเช่นนี้

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆ วิธีหนีปัญหาของเสิ่นหมิงเหวินผู้เป็นบิดาของเสิ่นหย่งจั๋วก็คือการหนีเตลิดไปเสียเฉย ๆ หากการสอบระดับอำเภอครานี้เสิ่นหย่งจั๋วสอบไม่ผ่าน เขาคงไม่ได้เตรียมตัวจะหนีออกจากบ้านเหมือนกันหรอกนะ?

"พี่ใหญ่ เรื่องราวต้องมองในแง่ดีเข้าไว้ ต่อให้สอบรอบแรกไม่ผ่าน ก็ยังมีการสอบเจาฟู่ และการสอบจ้ายฟู่อีกนะขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยปลอบโยนพร้อมรอยยิ้ม

เวลานี้เสิ่นหย่งจั๋วสูญสิ้นความมั่นใจไปอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว "หากไม่มีชื่อติดเลยสักรอบ ก็เท่ากับว่าแม้แต่สิทธิ์สอบเจาฟู่ก็ยังไม่มี ปีนี้หากสอบไม่ติด ตระกูลหลวี่ก็จะจับบุตรีแต่งงานกับผู้อื่น แล้วพอกลับไปข้าจะอธิบายกับท่านย่าและท่านแม่อย่างไรเล่า..."

เสิ่นหย่งจั๋วกำหมัดแน่น ระยะทางห่างจากสถานศึกษาอำเภอเพียงถนนกั้น ทว่าเขากลับไม่กล้าก้าวเดินต่อไปอีกแล้ว "น้องเจ็ด เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เจ้าไปช่วยดูผลสอบให้ข้าที ข้าจะรอเจ้าอยู่ตรงนี้"

เสิ่นซีรู้สึกหัวร่อไม่ออกร่ำไห้ไม่ลง

พี่ใหญ่คนนี้ช่างมีลังเลโลเลเหมือนกับบิดาของเขาไม่มีผิด สอบไม่ติดก็ยังมีคราวหน้า เสิ่นหมิงเหวินที่เป็นถึงหลิ่นเซิงประจำอำเภอก็ใช่ว่าจะสอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ ตอนที่สอบตกไม่ใช่ว่าเขาก็ยังได้แต่งงานกับมารดาของพี่ใหญ่ตามปกติหรอกหรือ? ไม่ใช่ว่าตอนหลังเขาก็ยังทะลวงด่านสอบผ่านรวดเดียวสามสนามจนได้เป็นซิ่วไฉ แถมยังได้เลื่อนขั้นเป็นหลิ่นเซิงหรอกหรือ?

เสิ่นซีหยุดฝีเท้าแล้วหันตัวกลับมา "พี่ใหญ่ ข้าไม่ช่วยท่านดูหรอกนะขอรับ... ท่านก็รู้ว่าข้าต้องสอบไม่ผ่านแน่ ๆ ถึงตอนนั้นข้าเองก็คงรู้สึกอ้างว้างห่อเหี่ยวใจ แล้วจะมีกะจิตกะใจไปตามหาชื่อท่านบนป้ายประกาศได้อย่างไรเล่า?"

"ถือซะว่าช่วยดูเผื่อกันหน่อยเถิดน่า" เสิ่นหย่งจั๋วชักจะร้อนใจ

เสิ่นซีหรี่ตามองประเมินเสิ่นหย่งจั๋ว "พี่ใหญ่ แท้จริงแล้วการสอบไม่ติดก็มีข้อดีของการสอบไม่ติดนะขอรับ ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูตระกูลหลวี่ผู้นี้ ถึงแม้เมื่อก่อนจะงดงามปานล่มเมือง ทว่าเมื่อสองปีก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ ใบหน้าของนางจึงเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นฝีดาษ ไอหยา... รูปลักษณ์นั่นน่ะจะอัปลักษณ์สักเพียงใดก็สุดจะคาดเดา หากท่านสอบผ่าน แล้วต้องแต่งนางเข้าบ้านเพียงเพราะเห็นแก่สินสอดของตระกูลหลวี่ คนที่จะต้องรับเคราะห์ก็คือตัวท่านเองนะขอรับ"

"หา?" เสิ่นหย่งจั๋วฟังจบก็ตกใจยิ่งนัก "ไม่กระมัง? ได้ยินแม่สื่อซ่งทางตะวันออกของเมืองบอกว่า นางเคยพบคุณหนูหลวี่ตัวจริงมาแล้ว ไม่เพียงแต่อายุยังน้อย ทว่ายังงดงามมากด้วยนะ"

เสิ่นซีรู้สึกว่าลูกไม้นี้ได้ผลดีทีเดียว จึงปั้นน้ำเป็นตัวต่อไปว่า "เรื่องนี้ตระกูลหลวี่ปิดบังคนนอกมาตลอด ตอนที่แม่สื่อไปถึงตระกูลหลวี่ ทางนั้นก็หาตัวสาวใช้มาสวมรอยแทน แม่สื่อก็แค่ดูว่าตัวหญิงสาวมีตำหนิอันใดหรือไม่ แล้วก็ดูว่าอายุอานามสอดคล้องกัน จากนั้นก็คอยปั้นแต่งคำพูดหวานหูเพื่อรอรับเงินรางวัลจากทั้งสองตระกูล นางจะไปสนเรื่องรูปร่างหน้าตาสนใจอันใดเล่า? ส่วนคำกล่าวที่ว่างดงามมากอันใดนั่น ก็ไม่ต่างอันใดกับคำพูดหลอกผีสางเทวดาหรอกขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าคำวิจารณ์แม่สื่อของเสิ่นซีนั้นมีเหตุผลอยู่บ้าง

"น้องเจ็ด เจ้าไปรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไรกัน?" ท้ายที่สุดเสิ่นหย่งจั๋วก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย

"พี่ใหญ่ก็น่าจะรู้ว่าท่านแม่ของข้าสนิทสนมกับฮูหยินลู่แห่งร้านขายยามากเพียงใด ตอนนี้ฮูหยินลู่เป็นถึงหลงจู๊ใหญ่ของสมาคมการค้าถิงโจว เรื่องที่นางล่วงรู้ย่อมมีมากมาย... เพราะฉะนั้นนะพี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องไปกังวลใจให้มากความหรอก เดินไปดูผลสอบได้เลย สอบผ่านหรือไม่ผ่าน ล้วนไม่ได้สร้างความสูญเสียที่เป็นชิ้นเป็นอันอันใดต่อพี่ใหญ่เลยสักนิด"

ก่อนหน้านี้เสิ่นหย่งจั๋วยังคงเป็นกังวลอย่างหนัก เดิมทีถึงขั้นไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองทางสถานศึกษาอำเภอด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซี เขาก็มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาบ้างแล้วจริง ๆ

"ตกลง" เสิ่นหย่งจั๋วพยักหน้ารับ "หากข้าสอบผ่าน ข้าจะให้ท่านแม่พาข้าไปดูหน้าคุณหนูหลวี่ด้วยตนเอง หากเป็นไปตามที่น้องเจ็ดกล่าวมา ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ยอมรับการแต่งงานครั้งนี้เด็ดขาด"

เสิ่นซีแย้มยิ้มพลางดึงแขนเสื้อเสิ่นหย่งจั๋วให้มุ่งหน้าไปยังหน้าประตูสถานศึกษาอำเภอด้วยกัน

เวลานี้คณะนักดนตรีและคนจุดประทัดได้ออกมาเตรียมพร้อมแล้ว กำลังจะเตรียมจุดประทัดเพื่อ การประกาศผลสอบ

เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอ ในมือถือกระดาษประกาศผลสอบที่ม้วนเอาไว้อย่างดี หลังสิ้นเสียงประทัดและเสียงเป่าแตรสังข์ ก็เป็นสัญญาณเตือนให้ผู้เข้าสอบสามารถเข้าไปดูป้ายประกาศได้แล้ว

การประกาศผลสอบระดับอำเภอรอบแรก จะแบ่งการประกาศเป็นสองประเภท รวมทั้งหมดสามแผ่น

แผ่นแรกคือประกาศผลสอบตัวจริง ซึ่งมีรายชื่อห้าสิบคน โดยจะเขียนเป็นวงกลมโดยใช้หมายเลขที่นั่งของผู้เข้าสอบ วงในมีอยู่ยี่สิบคน คือกลุ่มผู้เข้าสอบที่สอบผ่านรอบแรก ส่วนวงนอกอีกสามสิบคน จัดอยู่ในกลุ่มที่ทำคะแนนได้ดี ทว่ายังสอบไม่ผ่าน

แผ่นที่สองและแผ่นที่สามคือประกาศผลสอบตัวสำรอง แผ่นที่สองด้านบนมีรายชื่อห้าสิบคนเช่นเดียวกัน ทว่าไม่มีการแบ่งวงในและวงนอก หากแต่ใช้หมายเลขที่นั่งร้อยเรียงล้อมเป็นวงกลมขนาดใหญ่เพียงวงเดียว

แผ่นที่สามก็มีรายชื่ออยู่บ้างเช่นกัน ทว่ามีจำนวนไม่มากพอที่จะเรียงเป็นวงกลมได้ รวมทั้งหมดมีแค่ราว ๆ ยี่สิบถึงสามสิบคน เมื่อรวมประกาศผลสอบตัวสำรองสองแผ่นเข้ากับรายชื่อวงนอกของประกาศผลสอบตัวจริงอีกสามสิบคน ก็จะนับรวมได้ร้อยคนเศษ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบเจาฟู่และจ้ายฟู่

ส่วนผู้เข้าสอบที่ไม่มีรายชื่ออยู่ในวง ล้วนถูกขนานนามว่าหลุดวงโคจร หรือหลุดหมายเลข พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือสอบไม่ผ่านนั่นเอง

(เชิงอรรถผู้แปล: หลุดวงโคจร / หลุดหมายเลข (出圈 / 出号) คำสแลงสนามสอบ หมายถึงสอบไม่ติด เพราะชื่อไม่อยู่ในวงกลมบนป้ายประกาศ)

จบบทที่ ตอนที่ 191 ประกาศผลสอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว