- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 190 การสอบระดับอำเภอ
ตอนที่ 190 การสอบระดับอำเภอ
ตอนที่ 190 การสอบระดับอำเภอ
ฟ้าสางแล้ว เป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอก
เยี่ยหมิงซู่เขียนโจทย์เรียงความจากสี่ตำราซึ่งเป็นข้อสอบข้อแรกลงบนกระดาษ จากนั้นก็นำไปแปะติดไว้บนแผ่นไม้ ทำขึ้นมาสองชุด แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่เดินถือวนแสดงให้ผู้เข้าสอบดูไปทั่วลานสอบ
เรื่องนี้ย่อมเป็นผลดีต่อผู้เข้าสอบที่นั่งอยู่ใกล้กับห้องโถงหลักอยู่บ้าง การได้เห็นโจทย์ก่อนย่อมหมายถึงการได้คิดทบทวนและลงมือเขียนคำตอบก่อนก้าวหนึ่ง
เพิงสอบหมายเลขเจี่ยจื่อของเสิ่นซีตั้งอยู่ใกล้กับประตูสนามสอบพอดี ซึ่งอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากห้องโถงหลัก เจ้าหน้าที่เดินถือป้ายวนไปตามทางเดินทั่วลานสอบ กว่าจะมาถึงฝั่งของเสิ่นซีก็เป็นจุดสุดท้ายแล้ว
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นราวกับจะกลัวว่าเสิ่นซีจะสายตาไม่ดีมองเห็นไม่ชัด จงใจขยับแผ่นไม้เข้ามาใกล้ๆ ฝั่งนี้เป็นพิเศษ หยุดยืนรออยู่ครู่ใหญ่ถึงค่อยเดินจากไป
ไม่ว่าเจ้าหน้าที่คนใดเมื่อเดินผ่านเสิ่นซี บนใบหน้าก็มักจะประดับไปด้วยรอยยิ้มเสมอ เสิ่นซีรู้สึกราวกับว่าตนเองกลายเป็นคนดังประจำลานสอบไปเสียแล้ว
โจทย์เรียงความจากสี่ตำราคือ "ปกครองใต้หล้าด้วยเมตตาธรรม ย่อมไร้ผู้ใดอาจหาญต่อกร" มาจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ บทกงซุนโฉ่วท่อนบน หากแปลตามตัวอักษรจะหมายถึง การใช้เมตตาธรรมในการปกครองใต้หล้าย่อมไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานได้ ประเด็นคือการวิจารณ์เรื่อง "การปกครองด้วยเมตตาธรรม" นับว่าเป็นข้อสอบที่ตรงไปตรงมาตามแบบแผน
(เชิงอรรถผู้แปล: ปกครองใต้หล้าด้วยเมตตาธรรม ย่อมไร้ผู้ใดอาจหาญต่อกร (行仁政而王,莫之能御也) วรรคหนึ่งจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ บทกงซุนโฉ่วท่อนบน (《孟子·公孙丑章句上》) หมายถึง หากผู้ปกครองใช้เมตตาธรรมบริหารบ้านเมือง ย่อมได้ใจราษฎรและไม่มีอำนาจใดมาขัดขวางการรวบรวมแผ่นดินได้)
สี่ตำรามีเพียงสี่เล่ม จำนวนตัวอักษรมีแค่ไม่กี่หมื่นตัว การสอบเคอจวี่ที่มีมานับพันปี ในแต่ละปีมีการจัดสอบตามอำเภอและเมืองต่างๆ ทั้งประเทศมากมายเพียงนั้น การจะดึงประโยคจากในตำรามาตั้งเป็นโจทย์ให้แปลกใหม่พิสดารนั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง
ตั้งแต่ช่วงกลางราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา ในการสอบเริ่มมีการใช้รูปแบบ "เจี๋ยตาถี" มาทดสอบนักเรียน นั่นคือการตัดตอนประโยคหรือหลายประโยคจากคัมภีร์ต่างเล่มมาปะติดปะต่อกันเป็นโจทย์ ซึ่งมีความแปลกประหลาดพิสดารและมีลูกเล่นแพรวพราวมากมาย
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี๋ยตาถี (截搭题) รูปแบบการตั้งโจทย์เรียงความแปดขาที่ใช้วิธีตัดต่อประโยคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรงในคัมภีร์มาเชื่อมต่อกัน เพื่อเพิ่มความยากและป้องกันการเก็งข้อสอบ)
ทว่าการออกข้อสอบของเยี่ยหมิงซู่ในครานี้ นับว่ามีความปรานีเป็นอย่างยิ่ง
เรียงความสี่ตำรานั้นเป็นข้อบังคับ ผู้เข้าสอบไม่มีสิทธิ์เลือก ประโยคนี้ขอเพียงคนที่เคยเรียนคัมภีร์เมิ่งจื่อมาก็น่าจะรู้ความหมายโดยคร่าวๆ แต่การจะนำมุมมองของตนเองมาสอดแทรกลงในบทความให้ลึกซึ้งนั้น ต้องอาศัยวิชาความรู้ของแต่ละคนแล้ว
หลังจากประกาศโจทย์ ผู้เข้าสอบทุกคนต่างก็หลับตาทำสมาธิครุ่นคิด บางคนก็ถึงกับส่ายหัวโคลงเคลงไปมา ราวกับกำลังท่องจำตำราอยู่ในใจก็ไม่ปาน
เสิ่นซีฝนหมึกจนได้ที่ ก็อดไม่ได้ที่จะหาวหวอดออกมา เมื่อคืนเขานอนดึกตื่นเช้า สภาพจิตใจจึงค่อนข้างอ่อนเพลีย
เนื่องจากข้อสอบเรียงความห้าคัมภีร์ซึ่งเป็นวิชาเลือก จะประกาศโจทย์ในช่วงประมาณเที่ยงวัน เสิ่นซีจึงกะว่าจะเขียนบทความนี้ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยฟุบหน้าลงงีบหลับสักตื่นเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรง มิเช่นนั้นด้วยตำแหน่งที่นั่งในเพิงสอบของเขา พอตกบ่ายแสงแดดจะสาดส่องเข้ามาพอดี หากถูกแสงแดดอุ่นๆ ในฤดูวสันต์อาบไล้ จะต้องง่วงเหงาหาวนอนจนทนไม่ไหวเป็นแน่
เสิ่นซียกพู่กันขึ้น เริ่มต้นเขียนบทความเรียงความแปดขาสำหรับสอบเคอจวี่บทแรกในชีวิต
โจทย์ข้อนี้ง่ายดายนัก ไม่จำเป็นต้องคิดให้ซับซ้อนมากความ ตามคำชี้แนะของเฝิงฮว่าฉี ในการสอบระดับอำเภอ การยกแหล่งอ้างอิงจากคัมภีร์ไม่ควรใช้คำที่ลึกซึ้งเข้าใจยากจนเกินไป การเขียนให้อยู่ในระดับพอเหมาะพอดีคือสิ่งที่ดีที่สุด
บทความหนึ่งบทต้องมีตัวอักษรไม่ต่ำกว่าสามร้อยตัว กระดาษคำตอบแต่ละหน้ามีเส้นสีแดงเป็นขอบเขต และมีเส้นสีดำตีเป็นช่องตารางแนวตั้ง หนึ่งหน้าสามารถเขียนตัวอักษรได้ประมาณหนึ่งร้อยตัว กระดาษคำตอบมีทั้งหมดสิบสี่หน้า ด้านหลังยังต้องเหลือพื้นที่ไว้สำหรับเขียนเรียงความห้าคัมภีร์อีก หากบรรยายเรียงความสี่ตำรายืดยาวสักเจ็ดแปดร้อยตัวอักษร พื้นที่ด้านหลังก็คงไม่พอให้เขียนเรียงความห้าคัมภีร์เป็นแน่
เสิ่นซีคำนวณและกะเกณฑ์ไว้เป็นอย่างดี ในหัวข้อการปกครองด้วยเมตตาธรรม เขายกเอาองค์จักรพรรดิหงจื้อในยุคปัจจุบันมาเป็นตัวอย่าง เปรียบเทียบกับอดีตกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมและความกตัญญูในอดีต ด้วยมันสมองของเด็กวัยสิบขวบปี การเขียนบทความแซ่ซ้องสรรเสริญพระบารมีเช่นนี้ช่างเหมาะสมเจาะจงนัก เขาไม่ได้จงใจเยินยอจนเกินงาม ทว่าในถ้อยคำอันสละสลวยยังแฝงไว้ด้วยการประเมินทบทวนถึงคุณูปการและความผิดพลาดของกษัตริย์ในราชวงศ์ต่างๆ ตามหน้าประวัติศาสตร์อีกด้วย
ใช้ตัวอักษรไปไม่ถึงสี่ร้อยตัว เสิ่นซีก็เขียนเสร็จสรรพโดยใช้เวลาไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ เขาตรวจสอบความเรียบร้อย คัดลอกลงบนกระดาษคำตอบจริง ค่อยๆ พับกระดาษคำตอบปิดลง แล้วนำที่ทับกระดาษมาวางทับไว้
จากนั้นเสิ่นซีก็ยืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจ แล้วฟุบหน้าลงงีบหลับบนโต๊ะ
ผู้เข้าสอบคนอื่นส่วนใหญ่ยังไม่ทันได้จรดพู่กันด้วยซ้ำ ทว่าเสิ่นซีกลับเขียนบทความสอบเคอจวี่บทแรกของเขาเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อผู้อื่นเห็นเสิ่นซีฟุบหน้าอยู่ตรงนั้น ก็พากันคิดไปว่าเด็กน้อยอย่างเสิ่นซีคงทำข้อสอบไม่ได้ จึงได้แต่ฟุบหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก
เสิ่นซีหลับไปราวๆ หนึ่งชั่วยาม จากนั้นก็ถูกลมหนาวของฤดูวสันต์พัดจนตื่นขึ้นมา เมื่อเขาสะลึมสะลือตื่นขึ้น โจทย์เรียงความห้าคัมภีร์ก็ยังไม่ถูกประกาศออกมา เสิ่นซีจึงสามารถนั่งคิดเรื่องอื่นไปพลางๆ ได้
จนกระทั่งถึงช่วงเที่ยงวัน โจทย์เรียงความห้าคัมภีร์ถึงได้เริ่มประกาศออกมา มีทั้งหมดห้าข้อ ซึ่งคัดมาจาก "ห้าคัมภีร์" แต่ละเล่ม ผู้เข้าสอบสามารถเลือกตอบเพียงข้อเดียวได้
เสิ่นซีกับเฝิงฮว่าฉีเน้นเรียนคัมภีร์ชุนชิวเป็นหลัก ทว่าโจทย์ที่เจ้าหน้าที่เดินถือมาแสดงทางฝั่งเสิ่นซีเป็นข้อแรก กลับมาจากคัมภีร์ซ่างซู ความว่า "หากหมื่นแว่นแคว้นมีโทษทัณฑ์ ล้วนตกอยู่ที่ข้าเพียงผู้เดียว หากข้าผู้เดียวมีโทษทัณฑ์ ย่อมมิเกี่ยวอันใดกับหมื่นแว่นแคว้น"
(เชิงอรรถผู้แปล: ชุนชิว (春秋) และ ซ่างซู (尚书) เป็นสองในตำราหลักหมวด "คัมภีร์ทั้งห้า" (อู่จิง) ของสำนักขงจื๊อ โดย ชุนชิว คือพงศาวดารบันทึกประวัติศาสตร์รัฐหลู่ ส่วน ซ่างซู คือตำรารวบรวมเอกสารประวัติศาสตร์และพระราชโองการของกษัตริย์ยุคโบราณ)
ประโยคนี้มาจาก "คัมภีร์ซ่างซู บททางเก้า" เป็นถ้อยคำที่ซางทัง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซาง ตรัสแก่เหล่าเจ้านครรัฐต่างๆ หลังจากที่ทรงยกทัพไปปราบเซี่ยเจี๋ยจนสิ้นชาติแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: หากหมื่นแว่นแคว้นมีโทษทัณฑ์ ล้วนตกอยู่ที่ข้าเพียงผู้เดียว หากข้าผู้เดียวมีโทษทัณฑ์ ย่อมมิเกี่ยวอันใดกับหมื่นแว่นแคว้น (其尔万方有罪,在予一人;予一人有罪,无以尔万方) วรรคทองจากคัมภีร์ซ่างซู บททางเก้า (《尚书·汤诰》) เป็นพระราชดำรัสของซางทัง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซาง แสดงถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของผู้นำประเทศ)
ความหมายของประโยคนี้ก็คือ หากพวกท่านเหล่าเจ้านครรัฐทั้งหมื่นแว่นแคว้นกระทำความผิด สาเหตุก็ล้วนมาจากตัวข้าเพียงผู้เดียว (ที่ปกครองไม่ดีพอ) หากตัวข้ามีข้อผิดพลาด ย่อมไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกท่านเหล่าเจ้านครรัฐทั้งหมื่นแว่นแคว้น
คัมภีร์ซ่างซูที่สืบทอดมาในประวัติศาสตร์นั้นมีหลากหลายฉบับ ทว่าทางการได้ยึดเอา "คัมภีร์ซ่างซูฉบับกู่เหวินปลอม" ของข่งอานกั๋วเป็นฉบับมาตรฐาน
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ซ่างซูฉบับกู่เหวินปลอม (伪古文孔本尚书) คัมภีร์ซ่างซูฉบับที่อ้างว่าเขียนด้วยอักษรจีนยุคก่อนราชวงศ์จิ๋น (กู่เหวิน) แต่ภายหลังนักปราชญ์พิสูจน์ได้ว่าเป็นของปลอมที่แต่งขึ้นในยุคหลัง ทว่าในยุคราชวงศ์หมิงยังคงใช้เป็นตำราหลักในการสอบ)
ตอนเรียนอยู่ในสถานศึกษา เสิ่นซีทำเพียงแค่ท่องจำคัมภีร์ซ่างซูจนขึ้นใจเท่านั้น เฝิงฮว่าฉีไม่ได้อธิบายตีความหมายและอรรถาธิบายอย่างละเอียดให้เขาทั้งหมด โชคดีที่ในชาติก่อนเสิ่นซีเคยศึกษาค้นคว้าคัมภีร์ซ่างซูฉบับต่างๆ มาโดยเฉพาะ ทั้งยังนำมาผนวกรวมกับบทวิเคราะห์ของจูซีที่กล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง "คัมภีร์ซ่างซูฉบับกู่เหวิน" และ "คัมภีร์ซ่างซูฉบับจินเหวิน" ดังนั้นเมื่อเผชิญกับโจทย์ข้อนี้ เขาจึงไม่รู้สึกติดขัดเลยแม้แต่น้อย
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ซ่างซูฉบับจินเหวิน (今文尚书) คัมภีร์ซ่างซูที่ถ่ายทอดและจดบันทึกใหม่ด้วยอักษรจีนที่ใช้ในยุคราชวงศ์ฮั่น (จินเหวิน) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นของแท้ดั้งเดิม)
เสิ่นซีไม่อยากทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากโดยการไปรอดูโจทย์จากคัมภีร์ชุนชิวอีก เขารู้สึกว่าโจทย์จากคัมภีร์ซ่างซูข้อนี้ไม่เลวเลยทีเดียว ถือว่าสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันกับโจทย์การปกครองด้วยเมตตาธรรมในส่วนของเรียงความสี่ตำราเมื่อครู่ ล้วนเป็นการกล่าวถึงวิถีการปกครองบ้านเมืองขององค์กษัตริย์ทั้งสิ้น
เสิ่นซีจรดพู่กันเริ่มต้นตีโจทย์ (พั่วถี) โดยใช้ประโยคที่ว่า "ครอบครัวที่สั่งสมความชั่วร้ายย่อมมีภัยพิบัติตกทอด แว่นแคว้นที่สั่งสมความชั่วร้ายย่อมมีเภทภัยหลงเหลือ" เพื่ออธิบายถึงความสำคัญขององค์กษัตริย์ที่ต้องแบกรับภาระหน้าที่ต่อความเจริญรุ่งเรืองและล่มสลายของแผ่นดิน
เชิงอรรถผู้แปล: ครอบครัวที่สั่งสมความชั่วร้ายย่อมมีภัยพิบัติตกทอด... (积不善之家必有余殃...) ดัดแปลงจากคัมภีร์อี้จิง (周易) บทคุน (坤) ที่ว่า "ครอบครัวที่สั่งสมความดีงามย่อมมีความมงคลตกทอด ครอบครัวที่สั่งสมความชั่วร้ายย่อมมีภัยพิบัติตกทอด")
ในการสอบครั้งนี้ เสิ่นซีรู้สึกถึงขั้นที่เรียกว่าอ่านตำราทะลุหมื่นเล่มจรดพู่กันดุจเทพยดาประทับร่าง อย่างไรเสียเขาก็อายุยังน้อย ต่อให้สอบผ่านการสอบระดับอำเภอครานี้ เขาก็ยังไม่อาจก้าวข้ามไปการสอบระดับเมือง การสอบระดับท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งการสอบระดับมณฑลและสอบระดับประเทศในทันทีได้ เขาจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอบครั้งนี้มากนัก ด้วยถือคติที่ว่าเน้นเข้าร่วมหาประสบการณ์เป็นหลัก ยามเขียนประโยคใดๆ ลงไปจึงไม่ได้มีความกังวลหรือพะว้าพะวงมากนัก
เมื่อเขียนบทความจบไปหนึ่งบท เสิ่นซีกลับมีความรู้สึกอารมณ์ค้างยังไม่จุใจ ทว่าด้วยข้อจำกัดของหน้ากระดาษ เขาจึงจำต้องรวบรัดจบความ
ในเรียงความแปดขานั้น มีข้อกำหนดที่เข้มงวดมากสำหรับส่วนหัวและส่วนท้ายของบทความ หลังจากเสิ่นซีเขียนเสร็จ เขาก็ลงมือตรวจสอบกระดาษร่างอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกหนึ่งรอบ เมื่อเห็นว่าไม่มีข้อผิดพลาดอันใดแล้ว จึงค่อยลงมือคัดลอกคำตอบลงบนกระดาษคำตอบจริง
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เวลาก็เพิ่งจะล่วงเลยช่วงเที่ยงวันมาได้ไม่นาน ยังเหลือเวลาอีกถมเถกว่าจะถึงกำหนดส่งกระดาษคำตอบในช่วงบ่าย
ช่วงเช้าเสิ่นซีได้งีบหลับเติมพลังไปแล้วตื่นหนึ่ง ยามนี้สติปัญญาจึงแจ่มใสดีเยี่ยม ไม่มีอาการง่วงเหงาหาวนอนแต่อย่างใด เขาจึงนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น นานๆ ครั้งก็ปรายตามองผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเขียนกระดาษคำตอบอย่างเอาเป็นเอาตาย พลางเกิดความรู้สึกเบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก
เสิ่นซีกินข้าวปั้นไปเล็กน้อย ท้องก็ไม่ได้หิวโหยอันใดนัก เขานั่งตัวตรงหลังตรงอยู่ตรงนั้น เพื่อรอคอยให้ดวงตะวันลับขอบฟ้า
ล่วงเลยจนถึงปลายยามเว่ย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก ร่างกายของเสิ่นซีถูกอาบไล้ไปด้วยแสงแดด ในเวลานี้เยี่ยหมิงซู่ที่นั่งอยู่หน้าห้องโถงหลักมาเป็นเวลานาน ได้ลุกเดินลงมาตรวจตราความเรียบร้อยภายในลานสอบ พร้อมทั้งถือโอกาสสังเกตการณ์การทำข้อสอบของเหล่าผู้เข้าสอบไปด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเว่ย (未时) ช่วงเวลาประมาณ 13.00 - 15.00 น.) (เชิงอรรถผู้แปล: ห้องโถงหลัก (正堂) ห้องโถงใหญ่ตรงกลางของบ้านหรือลานเรือน)
ในการสอบระดับอำเภอ แม้ว่าคนของสำนักศึกษาประจำอำเภอจะเป็นผู้คุมสอบ ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจหยิบจับกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบมาดูได้ตามอำเภอใจ สาเหตุหลักเป็นเพราะคนของสำนักศึกษาล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากับถงเซิงจำนวนมากในตัวเมืองเป็นอย่างดี โดยเฉพาะบรรดาถงเซิงเฒ่าที่สอบมาแล้วหลายต่อหลายสมัย ในสถานการณ์ที่การสอบระดับอำเภอยังไม่มีการ "คัดลอกกระดาษคำตอบ" ใหม่ จึงเกรงว่าจะเกิดการทุจริตแอบช่วยเหลือกันเป็นการส่วนตัวขึ้น
(เชิงอรรถผู้แปล: การคัดลอกกระดาษคำตอบ (誊卷) ขั้นตอนการนำกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบไปคัดลอกใหม่ด้วยอักษรสีแดง เพื่อป้องกันผู้คุมสอบจำลายมือผู้เข้าสอบได้ ทว่าในการสอบระดับอำเภอยังไม่มีขั้นตอนรัดกุมถึงเพียงนี้)
ทว่าในฐานะที่นายอำเภอเป็นประธานคุมสอบหลัก หากต้องการจะขอดูระดาษคำตอบ แม้จะกล่าวได้ว่าไม่ค่อยถูกต้องตามกฎเกณฑ์นัก แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขัดขวาง เยี่ยหมิงซู่เดินตรวจตราลานสอบมาตลอดทาง ระหว่างทางก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเสิ่นซี เมื่อเห็นว่าเสิ่นซีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โผล่พ้นโต๊ะขึ้นมาให้เห็นเพียงครึ่งค่อนตัวเท่านั้น ทว่าพู่กันและแท่งหมึกบนโต๊ะกลับถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้แต่กระดาษคำตอบก็ถูกพับปิดไว้แล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความอยากรู้อยากเห็นใคร่รู้ขึ้นมาในใจ จนอยากจะยื่นมือไปหยิบกระดาษคำตอบของเสิ่นซีขึ้นมาดูเสียหน่อย
"ใต้เท้า การกระทำเช่นนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมังขอรับ..." ซวิ่นเต่าจากสำนักศึกษาประจำอำเภอที่เดินตามมาด้านข้างเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
(เชิงอรรถผู้แปล: ซวิ่นเต่า (训导) คือขุนนางผู้ช่วยฝ่ายการศึกษา เป็นรองจากเจี้ยวอวี้ มีหน้าที่ช่วยสอนและดูแลความประพฤติของนักเรียน)
การที่เยี่ยหมิงซู่จะชะโงกหน้าเข้าไปดูสถานการณ์การทำข้อสอบของผู้เข้าสอบนั้นย่อมสามารถทำได้ ทว่าหากถึงขั้นหยิบกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบขึ้นมาพิจารณาดูอย่างละเอียด นอกจากจะชักนำข้อครหาว่าผู้คุมสอบลำเอียงแล้ว ยังอาจเป็นการรบกวนสมาธิการทำข้อสอบของผู้เข้าสอบอีกด้วย
เยี่ยหมิงซู่พยักหน้ารับน้อยๆ ปรายตามองซ้ายขวาแวบหนึ่ง แล้วจึงเดินผละจากข้างกายเสิ่นซีไป ทว่าในใจกลับกำลังครุ่นคิดว่าเหตุใดเสิ่นซีถึงได้ดูสงบนิ่งเยือกเย็นถึงเพียงนี้
ก่อนดวงตะวันจะลาลับขอบฟ้า ลานสอบจะดำเนินการ "ปล่อยแถว" แบ่งเป็นรอบๆ ซึ่งก็คือการเปิดประตูสนามสอบ เพื่ออนุญาตให้ผู้เข้าสอบที่ทำข้อสอบเสร็จแล้วทยอยออกจากลานสอบ การสอบจะดำเนินไปจนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว การปล่อยแถวก็จะถือเป็นอันสิ้นสุดลง อย่างไรเสียภายในลานสอบก็ไม่มีการแจกจ่ายเทียนไขให้ หากจนป่านนี้ท้องฟ้ามืดมิดแล้วยังเขียนไม่เสร็จ ย่อมไม่อาจงมเขียนคำตอบท่ามกลางความมืดได้อยู่ดี
เสิ่นซีเลือกที่จะออกจากลานสอบในการปล่อยแถวรอบแรก ซึ่งมีผู้ที่ออกจากลานสอบพร้อมกับเขาไม่มากนัก รอจนเจ้าหน้าที่มาเก็บกระดาษคำตอบไป เสิ่นซีก็เก็บกวาดตะกร้าสอบให้เรียบร้อย นำพู่กัน แท่งหมึก และข้าวปั้นที่ยังกินไม่หมดเก็บเข้าที่ แล้วจึงเดินนวยนาดออกจากลานสอบไปอย่างเชื่องช้า
หลังจากเดินพ้นลานสอบออกมา เขากวาดสายตามองไปรอบด้าน ทว่ากลับไม่เห็นวี่แววของเสิ่นหย่งจั๋วเลยแม้แต่น้อย เสิ่นซีจึงทำได้เพียงยืนรออย่างอดทน
บนลานกว้างด้านนอกลานสอบ มีสหายร่วมเรียนหรือลูกหลานจากบ้านเกิดเดียวกันจำนวนไม่น้อยมาจับกลุ่มล้อมวงถกเถียงกันถึงเนื้อหาข้อสอบเมื่อครู่ บ้างก็บ่นว่าง่าย บ้างก็บ่นว่ายากเอาการ ทว่าส่วนใหญ่ล้วนบ่นโอดครวญว่ายากเสียมากกว่า
ผู้เข้าสอบที่เข้าร่วมการสอบระดับอำเภอส่วนใหญ่มักจะพึ่งพาการเก็งข้อสอบเพื่อหวังจะสอบให้ผ่าน พวกเขาอาศัยการท่องจำบทความสือเหวินชั้นเลิศที่เคยผ่านตามาก่อน ถือเสียว่าการเขียนเรียงความแปดขาก็เหมือนกับการสอบท่องจำตำรา ชั่วชีวิตนี้หากบังเอิญเก็งข้อสอบถูกเข้าสักครา ก็อาจจะมีโอกาสสอบผ่านได้จริงๆ มิเช่นนั้นก็ทำได้เพียงเขียนตอบแบบทำส่งเดชขอไปทีอยู่ในลานสอบ แล้วค่อยเฝ้ารอคอยให้โชคหล่นทับในปีหน้า
กระทั่งถึงการปล่อยแถวรอบที่สอง เสิ่นหย่งจั๋วถึงได้เดินออกมา เมื่อเสิ่นซีเห็นสีหน้าผ่องใสของเสิ่นหย่งจั๋ว ก็พอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะทำข้อสอบได้ไม่เลวเลยทีเดียว
"น้องเจ็ด ห้าคัมภีร์เจ้าเลือกตอบคัมภีร์ใดหรือ?" ถึงอย่างไรนี่ก็คือในตัวเมือง ต่อให้ไม่มีคนในครอบครัวมารับ ทั้งสองคนก็คุ้นเคยกับเส้นทางกลับบ้านเป็นอย่างดี ระหว่างเดินกลับบ้าน เสิ่นหย่งจั๋วก็เป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นในที่สุด
"โจทย์จากคัมภีร์ซ่างซูขอรับ!" เสิ่นซีเพิ่งจะรู้สึกหิวขึ้นมาในเวลานี้เอง เขายัดข้าวปั้นที่เหลือจากมื้อเที่ยงเข้าปาก พลางเอ่ยถามไปส่งเดช "พี่ใหญ่ แล้วท่านล่ะขอรับ?"
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ซ่างซู (尚书) 1 ใน 5 คัมภีร์หลัก ว่าด้วยประวัติศาสตร์)
เสิ่นหย่งจั๋วทอดสายตามองไปเบื้องหน้า "ท่านอาจารย์ซูสอนคัมภีร์โจวอี้ ข้าจึงเลือกตอบโจทย์คัมภีร์โจวอี้ รู้สึกว่าความรู้ที่ท่านอาจารย์ซูเคยพร่ำสอนสามารถนำมาปรับใช้ได้มากมายทีเดียว"
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์โจวอี้ (周易) 1 ใน 5 คัมภีร์หลัก ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงและโหราศาสตร์)
เสิ่นซีพยักหน้ารับ ทว่าในใจกลับไม่เห็นด้วยนัก
สิ่งที่ต้องเขียนตอบในเวลานี้คือเรียงความแปดขา ลำพังอาศัยเพียงสิ่งที่อาจารย์พร่ำสอนมานั้นย่อมไม่เพียงพอ จำต้องนำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิต ผนวกกับมุมมองอันลึกซึ้งเฉพาะตัว ถึงจะสามารถรังสรรค์บทความที่ถูกต้องตามแบบแผนออกมาได้สักบท เขาคาดเดาว่าวิธีการเขียนเรียงความแปดขาของเสิ่นหย่งจั๋ว คงหนีไม่พ้นการหยิบยกเอาบทความเก็งข้อสอบที่เคยท่องจำมาก่อนหน้านี้มาอ้างอิง แล้วค่อยสอดแทรกความเข้าใจส่วนตัวลงไปอีกเล็กน้อยเป็นแน่ เพราะถึงอย่างไรโจทย์หลายๆ ข้อก็มักจะมีความคลุมเครือ และมีเนื้อหาเกี่ยวโยงกับการขัดเกลาตนและการปกครองบ้านเมืองขององค์กษัตริย์ทั้งสิ้น
เดินพ้นมาได้ไม่ไกลนัก เสิ่นหมิงจวินก็รีบร้อนวิ่งหน้าตั้งมาจากทางฝั่งโรงพิมพ์ ในมือถือโคมไฟมาด้วย
เห็นได้ชัดว่าคนตระกูลเสิ่นคงกังวลว่าสองพี่น้องเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีจะต้องทำข้อสอบไปจนมืดค่ำถึงจะได้ออกมา จึงให้เสิ่นหมิงจวินเตรียมตัวมารับล่วงหน้า ทว่านึกไม่ถึงเลยว่าทั้งสองคนจะออกจากลานสอบมาเร็วกว่ากำหนด ทำให้เขาตั้งรับแทบไม่ทันไปชั่วขณะ
"พวกเจ้า... กลับถึงบ้านแล้วค่อยคุยกันเถิด" เสิ่นหมิงจวินเป็นห่วงเป็นใยสถานการณ์การสอบของเสิ่นหย่งจั๋วเป็นอย่างมาก ประหนึ่งว่ากำลังห่วงใยบุตรชายของตนเองก็ไม่ปาน
สำหรับเสิ่นหมิงจวินแล้ว ขอเพียงคนตระกูลเสิ่นสอบได้คะแนนดี จะใช่บุตรชายของตนหรือไม่ก็ย่อมได้ทั้งสิ้น นี่ก็คือผลพวงจากการที่ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อคอยกรอกหูพร่ำสอนเขาอยู่เป็นประจำนั่นเอง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน คนตระกูลเสิ่นต่างก็มารวมตัวกันที่หน้าประตูเพื่อรอต้อนรับ ราวกับกำลังต้อนรับขุนพลที่ชนะศึกกลับมาก็ไม่ปาน
ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อและหวังซื่อแห่งบ้านใหญ่ดึงรั้งมือของเสิ่นหย่งจั๋วเอาไว้ พลางซักไซ้ไต่ถามเรื่องราวต่างๆ นานาไม่ขาดปาก ส่วนบนใบหน้าของเสิ่นหย่งจั๋วก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน เพียงปรายตามองก็รู้ได้ทันทีว่าโอกาสที่เขาจะสอบผ่านในรอบแรกนั้นมีสูงมาก
ทางฝั่งของเสิ่นซีกลับไม่มีผู้ใดเหลียวแลสนใจ หลี่ซื่อทำเพียงแค่ไล่ให้เขาเข้าไปทบทวนตำราให้ดี รอให้อีกสองวันข้างหน้าผลสอบรอบแรกประกาศออกมา แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะจัดการกับเขาอย่างไรต่อไป