- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 189 ผ่านประตูเข้าสู่สนามสอบ
ตอนที่ 189 ผ่านประตูเข้าสู่สนามสอบ
ตอนที่ 189 ผ่านประตูเข้าสู่สนามสอบ
ย่างเข้าสู่เดือนสองดินแดนทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนก็มีฝนวสันต์ปรอยตกลงมาไม่ขาดสาย เสิ่นซีขลุกตัวอ่านตำราอยู่แต่ในห้อง หลายคราก็เพียงแค่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างทอดสายตาไปยังลานเรือนครู่หนึ่ง ยามใดที่รู้สึกเหงาหงอยอ้างว้างเขาก็จะหันกลับไปขีดเขียนวาดภาพต่อ
แม้จะกล่าวว่าคนตระกูลเสิ่นจับเสิ่นซีขังไว้ให้อ่านตำราอยู่แต่ในห้อง ทว่าพวกเขาก็ยังคงให้อิสระแก่เขาพอสมควร จะอ่านตำราเล่มใดจะท่องบ่นด้วยวิธีใดล้วนไม่ได้กะเกณฑ์บังคับเป็นพิเศษ
สายฝนวสันต์โปรยปรายนำพาความอบอุ่น หลังจากผ่านพ้นการชำระล้างจากเหมันต์อันหนาวเหน็บล่วงเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสอง ทั้งในและนอกตัวอำเภอหนิงฮว่าก็ปรากฏภาพสรรพสิ่งฟื้นคืนชีพเจริญงอกงามในฤดูวสันต์อย่างสมบูรณ์แบบ
วันที่ยี่สิบสี่เดือนสอง สองวันก่อนหน้าการสอบระดับอำเภอ เสิ่นซีภายใต้การนำพาของเสิ่นหมิงจวินได้เดินทางไปพบปะกับผู้เข้าสอบอีกสี่คนที่จะการทำหู้เจี๋ยร่วมกัน
เนื่องจากการสอบมีระบบลงโทษแบบผูกพัน หากผู้ใดทุจริตย่อมเท่ากับพาให้ทุกคนที่เหลือพลอยรับเคราะห์ตายตกไปตามกัน การทำความรู้จักมักคุ้นกันไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นเรื่องจำเป็นขั้นพื้นฐาน
ในบรรดาผู้เข้าสอบเหล่านี้ สองคนมาจากตำบลซวงซี ส่วนอีกสองคนเป็นลูกหลานจากสมาคมการค้าในตัวอำเภอ อายุอานามล้วนอยู่ในช่วงสิบหกสิบเจ็ดปีและต่างก็เพิ่งเคยเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอเป็นครั้งแรกทั้งสิ้น
(เชิงอรรถผู้แปล: ตำบลซวงซี (双溪镇) ทางผ่านก่อนเข้าเมือง ถิ่นฐานเดิมของตระกูลเสิ่น)
ด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกันซ้ำยังเป็นการสอบครั้งแรก การมานั่งล้อมวงพูดคุยเรื่องเนื้อหาการสอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น
เกี่ยวกับการเก็งข้อสอบเรียงความจากสี่ตำราและห้าคัมภีร์นั้น บรรดาอาจารย์ของนักเรียนแต่ละคนล้วนคอยชี้แนะกันมาบ้างแล้ว โดยมักจะนำข้อสอบเก่าของปีก่อนๆ มาให้นักเรียนพิจารณาอ่านและฝึกฝนเขียนตอบอย่างละเอียด
ทว่าการสอบระดับอำเภอในแต่ละปีล้วนเป็นนายอำเภอคนปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งอยู่มาออกข้อสอบด้วยตนเอง การเลือกเนื้อหาจากสี่ตำราห้าคัมภีร์จึงมีความพลิกแพลงตามใจชอบสูงมาก เพียงแค่สุ่มหยิบประโยคใดประโยคหนึ่งจากในตำรามาก็สามารถตั้งเป็นโจทย์สอบเคอจวี่ได้แล้ว
จากความเข้าใจที่เสิ่นซีมีต่อนายอำเภอเยี่ยหรือเยี่ยหมิงซู่ ขุนนางผู้นี้เป็นขุนนางสายประวัติผลงานที่มาจากตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาย่อมต้องถูกต้องตามจารีตแบบแผนดั้งเดิมเป็นแน่ ผนวกกับอายุอานามที่ยังไม่มากนักและโปรดปรานสิ่งแปลกใหม่ จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะออกข้อสอบความรู้ในแขนงที่ค่อนข้างแปลกแหวกแนว
วันที่ยี่สิบหกเดือนสอง เสิ่นซีเดินทางไปดูลาดเลาทำความคุ้นเคยกับสถานที่สอบ
เพิงสอบที่สร้างขึ้นชั่วคราวนั้นค่อนข้างซอมซ่อเรียบง่าย เพื่อป้องกันมิให้ผู้เข้าสอบแอบนำโพยเข้าไปซุกซ่อนไว้ล่วงหน้า การดูลาดเลาสถานที่จึงทำได้เพียงยืนมองจากที่ไกล ๆ เพื่อให้ผู้เข้าสอบพอจะทราบว่าจุดนั่งสอบของตนอยู่บริเวณใด ก็เพียงพอแล้ว เมื่อถึงวันรุ่งขึ้นยามที่เจ้าหน้าที่คอยจัดระเบียบพาผู้เข้าสอบเข้าสู่สนาม จะได้ไม่วุ่นวายจนทำอะไรไม่ถูก
ทางการได้จัดแบ่งพื้นที่นั่งสอบเอาไว้ล่วงหน้าคร่าว ๆ โดยยังไม่จำเป็นต้องระบุหมายเลขที่นั่งอย่างชัดเจน เมื่อถึงเวลาสอบ บนกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบจะมีรหัสหมายเลขกำกับไว้เป็นพิเศษ ทั้งยังมีชื่อเขียนระบุเอาไว้ด้วย
สองพี่น้องเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซียืนชะเง้อมองดูอยู่ด้านนอกสถานศึกษาประจำอำเภอ ด้วยความที่เสิ่นซีอายุยังน้อยและรูปร่างเล็ก ก่อนหน้านี้คนตระกูลเสิ่นกังวลว่าคนมาดูสถานที่สอบจะล้นหลามจึงกำชับเป็นพิเศษว่าไม่ให้พวกเขาสองคนเดินเข้าไปใกล้ด้านในจนเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงการเบียดเสียดเหยียบย่ำจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
เสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วไม่ได้พบหน้ากันมาพักใหญ่แล้ว เมื่อกลับมาเจอกันอีกคราบนริมฝีปากของเสิ่นหย่งจั๋วก็ปรากฏไรหนวดเคราผุดขึ้นมา รูปลักษณ์ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ทว่าสายตาของเขากลับเลื่อนลอยไม่มั่นคง เวลาเอื้อนเอ่ยก็มักจะก้มหน้าดูเป็นคนเงียบขรึมพูดน้อยไปถนัดตา
เมื่อกลับจากสถานศึกษาในตอนเที่ยง ทางบ้านก็ได้ตระเตรียมงานเลี้ยงส่งเข้าสอบไว้ให้สองพี่น้องเรียบร้อยแล้ว
ตามปกติเด็กเล็กจะไม่อาจขึ้นร่วมโต๊ะอาหารได้ ทว่าครานี้กลับได้รับสิทธิพิเศษเป็นกรณีพิเศษ เสิ่นหย่งจั๋วอายุสิบแปดปีแล้วจวนจะถึงวัยเข้าพิธีสวมกวานรอมร่อ ผนวกกับการสอบระดับอำเภอในครานี้หากเสิ่นหย่งจั๋วสอบผ่าน ก้าวต่อไปก็คือการเตรียมตบแต่งคุณหนูตระกูลหลวี่เข้าบ้านนับว่าประสบความสำเร็จเก็บเกี่ยวผลผลิตทั้งความรักและหน้าที่การงานได้อย่างบริบูรณ์
(เชิงอรรถผู้แปล: พิธีสวมกวาน (冠礼) คือพิธีสวมหมวกครอบผมเพื่อบรรลุนิติภาวะของบุรุษชาวจีนโบราณเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ถือเป็นการก้าวสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว ซึ่งจะได้รับสิทธิในการแต่งงานมีครอบครัวและเข้ารับราชการได้อย่างเป็นทางการ)
บนโต๊ะอาหาร คนในครอบครัวต่างกำชับกำชาเสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีมากมายหลายเรื่อง ใจความสำคัญก็หนีไม่พ้นการที่เสิ่นหย่งจั๋วจำต้องสอบให้ผ่านเพื่อสร้างเกียรติยศชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล ส่วนกับเสิ่นซีนั้นไม่ได้คาดหวังหรือกดดันอะไรเป็นพิเศษ
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เสิ่นซีและเสิ่นหย่งจั๋วก็เดินทางไปพบหลิ่นเซิงที่เป็นผู้รับรองประวัติให้แก่พวกเขาทั้งสองคน
ช่วงสองวันมานี้เสิ่นหมิงจวินได้เดินทางไปยังหมู่บ้านเถาฮวาเพื่อขอให้ชาวบ้านช่วยยืนยันตัวตน โดยประทับรอยนิ้วมือของเพื่อนบ้านลงบนเอกสารรับรองประวัติ การรับรองประวัตินี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อรับประกันว่าผู้เข้าสอบมีภูมิหลังที่ขาวสะอาด มิใช่ลูกหลานของชนชั้นเต้นกินรำกินหรือทาสรับใช้ ทั้งยังไม่อนุญาตให้มีการสวมรอยสอบแทนและต้องไม่ได้อยู่ในช่วงไว้ทุกข์
นอกเหนือจากนี้ยังจำต้องระบุลักษณะรูปร่างหน้าตาของผู้เข้าสอบลงไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งรูปหน้า ส่วนสูง จุดเด่นบนใบหน้า หรือแม้กระทั่งตำหนิไฝฝ้าเฉพาะตัว เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ ยามก้าวเข้าสู่สนามสอบจะต้องแสดงเอกสารนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และในระหว่างการสอบก็จะมีคนมาคอยเดินสุ่มตรวจด้วย
หลิ่นเซิงผู้นี้ฮุ่ยเหนียงไหว้วานผ่านสมาคมการค้าให้เชิญมา เขาเป็นซิ่วไฉเฒ่าประจำอำเภอหนิงฮว่า
ซิ่วไฉระดับนี้ภายในหนึ่งปีอย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นผู้รับรองประวัติให้แก่นักเรียนหลายคน ผู้เข้าสอบระดับอำเภอนั้นมีจำนวนมาก แต่ละครอบครัวก็มักจะต้องจัดเลี้ยงอาหารพวกเขาสักมื้อซ้ำยังต้องมอบของกำนัลเพื่อแสดงน้ำใจอีกด้วย
ยังไม่ทันที่ดวงตะวันจะตกดิน คนในครอบครัวก็เร่งเร้าให้เสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีกลับห้องไปพักผ่อน การสอบในวันรุ่งขึ้นจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงก่อนรุ่งสาง ตามกฎเกณฑ์แล้วผู้เข้าสอบควรจะเข้าสู่สนามสอบในช่วงปลายยามสี่ค่อนไปทางรุ่งสาง เพื่อรับประกันว่าการสอบในวันรุ่งขึ้นจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ก่อนถึงวันสอบหนึ่งวันจึงจำต้องพักผ่อนให้เพียงพอ
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสี่ (四更) ช่วงเวลาประมาณตีหนึ่งถึงตีสาม เทียบเท่ายามโฉ่ว)
ทว่ายังไม่ถึงเวลาที่คุ้นเคย เสิ่นซีกลับไม่มีท่าทีง่วงงุนเลยแม้แต่น้อย หาใช่เป็นเพราะเขารู้สึกประหม่าตื่นเต้นกับการสอบในวันรุ่งขึ้น ในฐานะคนจากยุคปัจจุบันเขาผ่านการสอบน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่ในห้วงเวลาอันแสนพิเศษเช่นนี้เขากลับหวนนึกถึงเรื่องราวเก่าก่อนในอดีตมากมาย
ล่วงเลยไปจนถึงหลังยามสองเสิ่นซีถึงได้ผล็อยหลับไป ทว่ายังไม่ทันถึงยามสี่ดีคนในบ้านก็มาเคาะประตูเรียกเสียแล้ว เพื่อให้สองพี่น้องลุกขึ้นเตรียมตัวเดินทางไปยังสถานศึกษา
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสอง ตรงกับช่วงเวลา 21.00 - 23.00 น. / ยามสี่ ตรงกับช่วงเวลา ตีหนึ่งถึงตีสาม)
จัดการสวมใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแม้แต่ข้าวปลาก็ยังรับประทานไม่ทัน ทางบ้านได้ตระเตรียมตะกร้าสอบให้สองพี่น้อง ภายในนั้นนอกจากพู่กัน แท่งหมึก และที่ทับกระดาษแล้วก็ยังมีของกินอีกเล็กน้อย
เนื่องจากการส่งกระดาษคำตอบจะลากยาวไปจนถึงช่วงบ่ายจวนเจียนจะพลบค่ำ ผู้เข้าสอบจึงจำต้องพกพาอาหารเข้าไปในลานสอบด้วย สำหรับในพื้นที่มณฑลฝูเจี้ยนอาหารส่วนใหญ่มักจะเป็นข้าวปั้นที่พกพาสะดวก
ออกจากบ้านพร้อมกัน เสิ่นหมิงจวินรับหน้าที่พาสองพี่น้องมุ่งหน้าไปยังสนามสอบ รถม้าและผู้เข้าสอบตามรายทางมีจำนวนไม่น้อย ยิ่งมุ่งหน้าเข้าใกล้สถานศึกษาผู้คนก็ยิ่งรวมตัวกันหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้านนอกสถานศึกษา เจ้าหน้าที่กำลังคอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด แสงโคมไฟสว่างไสวไปทั่วทุกหนแห่ง ผู้เข้าสอบหลายคนเดินทางมาเพียงลำพัง ทว่าส่วนใหญ่ก็มักจะมีครอบครัวคอยตามมาส่งด้วย ทว่าคนในครอบครัวสามารถมาส่งได้ไกลที่สุดแค่บริเวณหน้าสถานศึกษาเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เหยียบย่างเข้าไปในเขตสนามสอบเลยแม้แต่ก้าวเดียว
ครอบครัวที่หอบลูกจูงหลานพาคนทั้งครอบครัวมาส่งนั้นมีไม่น้อยเลยทีเดียว ทำให้บรรยากาศภายนอกสนามสอบเต็มไปด้วยเสียงจอแจอึกทึก
เมื่อยังไม่ถึงเวลาเข้าสนาม สองพี่น้องตระกูลเสิ่นจึงทำได้เพียงยืนรออยู่ด้านนอก ล่วงเลยไปจนถึงยามห้า ประตูหน้าสนามสอบฝั่งทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก จึงค่อยๆ เปิดออก ผู้เข้าสอบเริ่มทยอยเดินเข้าสู่สนามสอบตามลำดับ
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามห้า (五更) คือช่วงเวลาตีสามถึงตีห้า ซึ่งเป็นยามสุดท้ายของค่ำคืนหรือช่วงใกล้รุ่งสาง การเรียกผู้เข้าสอบเข้าสนามในยามนี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อเตรียมพร้อมก่อนการสอบจะเริ่มขึ้นในตอนเช้าตรู่)
เนื่องจากหนิงฮว่าเปนเพียงอำเภอเล็กๆ จำนวนผู้เข้าสอบจึงนับว่าไม่มากมายนัก การรักษาความสงบเรียบร้อยจึงนับว่ายังทำได้โดยง่าย
ยามนี้บรรดาญาติมิตรล้วนถูกเจ้าหน้าที่ไล่ให้ไปรวมกันอยู่ที่หัวถนน จากนั้นจึงเริ่มจัดแจงให้ผู้เข้าสอบเข้าแถวแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละราวห้าสิบคน ด้วยเหตุนี้ด้านนอกประตูสนามสอบแต่ละทิศจึงมีผู้เข้าสอบเข้าแถวเรียงกันอยู่สี่แถวรวมกว่าสองร้อยชีวิต เมื่อถึงคราวทยอยเดินเข้าสู่สนามสอบตามลำดับ จะมีเจ้าหน้าที่ชูโคมไฟส่องดูใบหน้าของผู้มาเยือน พร้อมทั้งตรวจค้นร่างกายอย่างละเอียดว่ามีการซุกซ่อนโพยทุจริตเข้ามาหรือไม่
การสอบระดับอำเภอมีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกายของผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวด แม้แต่หมวกกวานที่ใช้สวมใส่เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้นำเข้าสู่ลานสอบ
เสิ่นซีประจำอยู่เพิงสอบหมายเลขเจี่ยจื่อ ส่วนเสิ่นหย่งจั๋วอยู่เพิงสอบหมายเลขปิ่งจื้อ ในยามสอบทั้งสองคนจึงอยู่ห่างกันมาก เสิ่นซีที่เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ยืนอยู่กลางแถวและเดินตามขบวนไปข้างหน้าเรื่อยๆ ความรู้สึกราวกับกำลังต่อแถวซื้อตั๋วรถในยุคหลังไม่มีผิด ทว่าในเวลานี้กลับไม่มีผู้ใดวิ่งหน้าตั้งมาแซงแถวเป็นอันขาด เพราะต่อให้แซงไปก็เปล่าประโยชน์
เบื้องหน้าเสิ่นซีคือถงเซิงเฒ่าวัยสี่สิบกว่าปีผู้หนึ่ง เขาถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นอย่างเข้มงวดรัดกุม เจ้าหน้าที่สองคนลูบคลำตรวจค้นถงเซิงเฒ่าผู้นั้นจนทั่วทั้งตัว ถงเซิงเฒ่าร้องโอดครวญด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ "ใต้เท้าทั้งหลาย ผู้น้อยมีประวัติขาวสะอาด ไม่กล้าซุกซ่อนสิ่งใดเข้ามาหรอกขอรับ"
เจ้าหน้าที่เอ่ยอย่างไม่ไว้หน้า "เรื่องนั้นใครจะไปรับประกันได้ หลิวเอ้อร์ อย่าคิดว่าพวกข้าไม่รู้จักเจ้านะ เจ้าสอบมาตั้งแต่อายุยี่สิบจนป่านนี้สี่สิบกว่าแล้ว สอบมาตั้งหลายปียังสอบไม่ติด ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะไม่คิดหาทางลัดเล่นตุกติกบ้าง?"
ระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น ไกลออกไปก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมา
ที่แท้ที่ประตูสนามสอบอีกฝั่งหนึ่งในระหว่างการตรวจค้น ได้ตรวจพบผู้เข้าสอบคนหนึ่งซุกซ่อนแผ่นกระดาษเอาไว้ในก้อนข้าวปั้น แม้จะมีตัวอักษรเขียนไว้เพียงไม่กี่คำ แต่นี่คือความผิดฐานทุจริตอันใหญ่หลวง คนผู้นั้นถูกเจ้าหน้าที่สวมขื่อคาคล้องคอเอาไว้ นอกจากจะต้องสวมขื่อคาประจานอยู่หน้าประตูสถานศึกษาแล้ว หลังจากนี้ยังต้องโดนโบยด้วยไม้พลอง ภายภาคหน้าหากคิดจะเข้าร่วมการสอบระดับอำเภออีกคงเป็นเรื่องยากแล้ว
"ทำไปเพื่ออันใดกัน? วันปกติไม่รู้จักตั้งใจร่ำเรียน ถึงเวลานี้ค่อยนึกอยากจะพกโพยเข้ามา" เจ้าหน้าที่แสยะยิ้มที่มุมปาก เผยแววตาดูแคลนออกมาเล็กน้อย "เอาล่ะ หลิวเอ้อร์ เจ้าเข้าไปได้แล้ว คนต่อไป!"
เสิ่นซีขยับเท้าก้าวไปเบื้องหน้าสองสามก้าว เมื่อเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเหลือบมาเห็น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"เอาล่ะ คนนี้ไม่ต้องตรวจแล้ว เข้าไปเถิด" เจ้าหน้าที่ที่เพิ่งจะเอ่ยถ้อยคำเหน็บแนมหลิวเอ้อร์ไปเมื่อครู่ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หลิวเอ้อร์เพิ่งจะเดินคล้อยหลังไปได้ไม่กี่ก้าว เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหันขวับกลับมาร้องโวยวาย "ใต้เท้า ไม่ยุติธรรมเลยนะขอรับ เหตุใดพอถึงคราวเขาถึงไม่ต้องตรวจค้นเล่า?"
ในหมู่เจ้าหน้าที่พลันมีเสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้น เจ้าหน้าที่คนเมื่อครู่หัวเราะพลางตอบกลับไปว่า "นี่เจ้าไม่รู้หรือ? นี่คือเด็กอัจฉริยะนามว่าเสิ่นซีที่โด่งดังของอำเภอหนิงฮว่าในปีนี้เชียวนะ อย่าเห็นว่าเขายังเป็นแค่เด็ก เมื่อไม่กี่ปีก่อนเขายังเคยมีน้ำใจไมตรีกับพี่น้องพวกเราอยู่บ้างเลย ใช่หรือไม่ คุณชายน้อยตระกูลเสิ่น?"
เสิ่นซีส่ายหน้าฝืนยิ้ม หากจะกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ คงต้องบอกว่ามีความผูกพันกันลึกซึ้งอยู่ไม่น้อย เมื่อก่อนตอนที่หานเสียยังดำรงตำแหน่งนายอำเภอ เขาเคยไปที่ศาลาว่าการอยู่หลายครา เจ้าหน้าที่หลายคนในที่นี้ก็ได้รับการปลูกฝีกันไข้ทรพิษจากมือเขาเองนี่แหละ
หลิวเอ้อร์เอ่ยเถียง "รู้จักก็ส่วนรู้จัก ทว่าก็ต้องตรวจค้นด้วยสิ ใต้เท้าทั้งหลายเองก็รู้จักผู้น้อยมิใช่หรือขอรับ?"
"ไป๊ เจ้าจะไปรู้อันใด เขาเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง ต่อให้ยอมให้เขาลอกโพย หากสอบผ่านได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์แล้ว หากเจ้ายังไม่รีบไสหัวไปอีก บิดาจะหวดเจ้าสักสองไม้พลอง เชื่อหรือไม่?"
หลิวเอ้อร์ได้แต่เดินคอตกฮึดฮัดเข้าไปด้านในอย่างเสียมิได้
เสิ่นซีผ่านด่านประตูสนามสอบเข้ามาได้ ก็หันซ้ายแลขวามองดูรอบๆ ดูเหมือนว่าผู้ที่ผ่านประตูมาโดยไม่ต้องถูกค้นตัว จะมีเพียงเขาแค่คนเดียวเท่านั้น
เสิ่นซีเข้ามาค่อนข้างช้า เมื่อเดินมาถึงเพิงสอบหมายเลขเจี่ยจื่อ ภายในเพิงสอบที่จุคนได้ราวสามสิบคนก็มีผู้เข้าสอบนั่งประจำที่ไปแล้วกว่ายี่สิบคน ทำเลทองบริเวณกึ่งกลางล้วนถูกผู้อื่นจับจองไปจนหมดสิ้น เสิ่นซีจึงทำได้เพียงขยับไปนั่งอยู่ริมขอบ เขาคำนวณทิศทางลมไว้ล่วงหน้า เผื่อว่ายามที่ฝนตกลงมาแล้วมีลมกรรโชก จะได้ไม่พัดเอาหยาดฝนมาสาดกระเซ็นจนกระดาษคำตอบเปียกปอน
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ผู้เข้าสอบทั้งหมดก็ทยอยเข้ามาในลานสอบจนครบ
ผู้ที่เดินผ่านประตูสนามสอบเข้ามาเป็นลำดับถัดไปก็คือนายอำเภอเยี่ย เยี่ยหมิงซู่ และเจี้ยวอวี้ประจำสถานศึกษา
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวอวี้ (教谕) คือขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายการศึกษาประจำอำเภอ ทำหน้าที่เสมือนครูใหญ่คอยดูแลสำนักศึกษาและอบรมบัณฑิต)
อำเภอหนิงฮว่าตั้งอยู่ในดินแดนห่างไกลความเจริญ ภายในสถานศึกษาจึงมีเจี้ยวอวี้เพียงหนึ่งคน ผนวกกับซวิ่นเต่าอีกสองคน หากคิดจะพึ่งพาคนเพียงสามคนนี้มาคุมสอบย่อมเป็นไปไม่ได้ พวกเจ้าหน้าที่และเสมียนทั้งหกกรมจึงต้องถูกเกณฑ์มาลงสนามช่วยคุมสอบด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: ซวิ่นเต่า (训导) คือขุนนางผู้ช่วยฝ่ายการศึกษา เป็นรองจากเจี้ยวอวี้ มีหน้าที่ช่วยสอนและดูแลความประพฤติของนักเรียน)
เยี่ยหมิงซู่สวมชุดขุนนางเต็มยศเดินก้าวผ่านประตูเข้ามา เมื่อเข้าสู่สนามสอบเขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ หนึ่งครา ก่อนจะเดินผ่านทางเดินมุ่งหน้าไปยังห้องโถงหลัก ในฐานะที่เยี่ยหมิงซู่เป็นประธานจัดการสอบระดับอำเภอในครานี้ การสอบในอีกหลายรอบหลังจากนี้ก็ล้วนต้องให้เขามานั่งเป็นประธานคุมสอบทั้งสิ้น
ลำดับถัดมา บรรดาหลิ่นเซิงที่เป็นผู้รับรองประวัติให้แก่ผู้เข้าสอบก็พากันเดินเข้าสู่สนาม มุ่งหน้าไปยังห้องโถงหลักเพื่อเริ่มต้นการขานชื่อและยืนยันตัวตนของผู้เข้าสอบ
ทุกครั้งที่ขานชื่อผู้ใด ผู้เข้าสอบผู้นั้นก็จะต้องเดินไปยังห้องโถงหลักเพื่อรับกระดาษคำตอบ เยี่ยหมิงซู่จะพิจารณาตรวจสอบใบหน้าของผู้เข้าสอบว่าตรงกับลักษณะที่ระบุไว้ในเอกสารรับรองประวัติหรือไม่ เมื่อหลิ่นเซิงผู้ค้ำประกันไม่มีข้อทักท้วงใดๆ เขาถึงจะตวัดพู่กันเขียนชื่อของผู้เข้าสอบลงบนกระดาษคำตอบด้วยตนเอง
เมื่อผู้เข้าสอบได้รับกระดาษคำตอบแล้ว ก็สามารถเดินกลับไปนั่งประจำที่ของตนเองเพื่อรอคอยให้การสอบเริ่มต้นขึ้น
เมื่อถึงคราวของเสิ่นซี พอเสิ่นซีเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าโต๊ะของเยี่ยหมิงซู่ เยี่ยหมิงซู่ก็ก้มหน้ามองลงมาพลางพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม เขาเขียนชื่อของเสิ่นซีลงบนกระดาษคำตอบแล้วส่งกระดาษคำตอบนั้นให้ พร้อมกับเอ่ยให้กำลังใจ "ตั้งใจสอบให้ดีล่ะ"
ในบรรดาผู้เข้าสอบทั้งหมด ผู้ที่ได้รับคำให้กำลังใจจากนายอำเภอมีเพียงเสิ่นซีแค่คนเดียวเท่านั้น
เสิ่นซีประคองกระดาษคำตอบและกระดาษร่างอีกปึกหนึ่ง รวมแล้วเป็นกระดาษปึกหนาเตอะเดินกลับไปที่นั่ง เวลานี้ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสลัวๆ แล้ว เมื่อแจกกระดาษคำตอบจนครบถ้วน ประตูสนามสอบ ทุกบานก็ถูกปิดตายและลั่นดาลลง การสอบระดับอำเภอรอบแรกจึงได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ