เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 188 ขึ้นสู่ที่สูงทอดสายตาไกล

ตอนที่ 188 ขึ้นสู่ที่สูงทอดสายตาไกล

ตอนที่ 188 ขึ้นสู่ที่สูงทอดสายตาไกล


หวังหลิงจือเพิ่งจะมีอายุเพียงสิบสองปี ทว่ากลับเชี่ยวชาญทั้งดาบ ทวน พลอง และกระบองอย่างแตกฉาน ซ้ำยังสามารถฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เดินย่ำไปบนกำแพงแนวตั้งได้ไกลถึงหลายสิบก้าว เพียงเท่านี้ก็มากพอจะพิสูจน์ได้แล้วว่าเขาคือยอดอัจฉริยะด้านวิทยายุทธ์

เมื่อหวังหลิงจือร่ายรำวิชาเสร็จสิ้น เขาก็เดินหน้าไม่แดงไม่หอบเหนื่อยมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเสิ่นซีด้วยท่าทีลำพองใจ "ศิษย์พี่ ท่านคิดว่าข้าฝึกฝนเป็นอย่างไรบ้าง? มีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือไม่ขอรับ?"

เสิ่นซีถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอด เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าสิ่งที่ตนหยิบยกมาใช้ส่งเดชขอไปที สหายตัวน้อยผู้นี้กลับนำไปฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจริง ๆ นี่ต้องอาศัยความอดทนและความมุมานะมากเพียงใดกันหนอ?

"เจ้าฝึกวิทยายุทธ์ได้ไม่เลวเลย"

เสิ่นซีกล่าวชื่นชมเป็นอันดับแรก ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องสนทนาในทันควัน "แต่เรื่องการเล่าเรียนของเจ้าเล่า ละทิ้งไปแล้วหรือ?"

สีหน้าของหวังหลิงจือพลันดูไม่ได้ขึ้นมาทันที "ศิษย์พี่ ท่านอย่าได้เอ่ยถึงเลย ไอ้คำว่า จือ หู เจ่อ เหยี่ย อันใดพวกนั้น ปกติข้ารำคาญที่สุดเลย ทว่าท่านพ่อก็คอยแต่จะบังคับให้ข้าอ่าน ข้าก็เลยแอบอู้เสีย อย่างไรตอนนี้ท่านพ่อก็งานยุ่ง ไม่มีเวลามาคอยจัดการข้าหรอก ส่วนพวกอาจารย์ที่มาสอนหนังสือน่ะหรือ มาคนหนึ่งข้าก็ซัดคนหนึ่ง ซัดจนพวกเขากลัวหัวหดไม่กล้ามาสั่งสอนข้าอีกนั่นแหละ"

เสิ่นซีปั้นหน้าขรึม "ว่าอย่างไรนะ เจ้ากล้าลงไม้ลงมือกับท่านอาจารย์เชียวหรือ?"

"เปล่า... มิใช่อย่างนั้นเสียหน่อย ข้าก็แค่สั่งสอนพวกเขาไปนิดหน่อย ใช่ สั่งสอนไปเพียงเล็กน้อย ใช้ก้อนอิฐ... เอ๊ะ ไม่ใช่ก้อนอิฐสิ คำที่ศิษย์พี่เคยพูดเรียกว่าอันใดนะ? อ้อ อิฐก่อกำแพง ข้าเอาอิฐก่อกำแพงฟาดพวกเขาไปสองสามทีเอง..."

เสิ่นซีรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาในใจ

นี่มันลูกศิษย์ประเภทใดกัน ไม่ตั้งใจร่ำเรียนตำรา เอาแต่ฝึกกำลังกาย ขัดขืนการอบรมสั่งสอนของอาจารย์ถึงขั้นกล้าเอาอิฐฟาดอาจารย์เชียวหรือ? หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของตระกูลหวังคงต้องมัวหมองเป็นแน่ ทว่าท้ายที่สุดก็เป็นเพียงความดื้อรั้นซุกซนของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง คิดดูแล้ว พวกอาจารย์เหล่านั้นเพื่อหวังจะได้เงินค่าซู่ซิวไปประทังชีวิต คงยอมหลับตาข้างลืมตาข้างปล่อยผ่านไปวัน ๆ ปล่อยให้หวังหลิงจือโดดเรียนไปฝึกวิทยายุทธ์กระมัง

เสิ่นซีโบกมือไปมาพลางเอ่ยว่า "ช่างเถิด ๆ ดูท่าภายภาคหน้าเจ้าคงไม่มีดวงวาสนาในการสอบเคอจวี่ เพื่อเข้ารับราชการแล้วล่ะ"

หวังหลิงจือดึงแขนเสื้อของเสิ่นซี "ศิษย์พี่ ท่านรีบสอนวิทยายุทธ์ใหม่ ๆ ให้ข้าบ้างสิขอรับ วิชาที่ท่านเคยสอนเมื่อก่อน ตอนนี้ข้าฝึกฝนจนชำนาญแตกฉานหมดแล้ว หมู่นี้ข้ายังแอบศึกษาเพลงหมัดไท่เก๊กที่ท่านเคยเล่าให้ฟังอยู่เลยนะขอรับ"

เสิ่นซีฝืนยิ้ม "ยามนี้เจ้ามีฝีมือเก่งกาจกว่าข้าเสียอีก ข้าจะเอาอันใดมาสอนเจ้าได้อีกเล่า?"

"เช่นนั้นศิษย์พี่ ท่านก็พาข้าไปพบท่านอาจารย์สิขอรับ ให้ท่านอาจารย์ปู่ถ่ายทอดวิชาให้ข้าด้วยตนเอง ศิษย์พี่เก่งกาจถึงเพียงนี้ ท่านอาจารย์ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศกว่าเป็นแน่ หากศิษย์พี่เห็นว่าข้ายังมีคุณสมบัติไม่มากพอ จะทดสอบข้าดูก็ได้นะขอรับ ตอนนี้ข้าร้อนใจจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้วที่ไม่ได้ฝึกวิทยายุทธ์กระบวนท่าใหม่ ๆ"

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มที่คลั่งไคล้ในวิทยายุทธ์ถึงเพียงนี้ เสิ่นซีก็ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เขาจะบอกความจริงกับหวังหลิงจือได้อย่างไรว่า เรื่องท่านอาจารย์และวิทยายุทธ์อันใดพวกนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เขาปั้นน้ำเป็นตัว แต่งขึ้นมาเองทั้งสิ้น นั่นเท่ากับเป็นการทำลายความฝันของเด็กหนุ่มคนหนึ่งให้ย่อยยับลงกับตา ซึ่งคงจะเป็นการโจมตีทางจิตใจที่หนักหน่วงสำหรับหวังหลิงจืออย่างไม่ต้องสงสัย

"เจ้าขี่ม้าเป็นหรือไม่?" จู่ ๆ เสิ่นซีก็เอ่ยถามขึ้น

"ขี่ม้าหรือ?"

หวังหลิงจือชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัด "เมื่อก่อนท่านพ่อก็เคยบอกว่า รอให้ข้าโตกว่านี้อีกสักหน่อย ค่อยให้ไปหัดขี่ม้า ทว่าข้ามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า หากจะฝึกวิทยายุทธ์ การอยู่บนหลังม้ามันไม่ค่อยสะดวกเอาเสียเลยนี่ขอรับ? อีกทั้งยังไม่อาจวาดลวดลายแสดงเพลงหมัดเพลงเตะได้เต็มที่อีกด้วย..."

ในที่สุดเสิ่นซีก็หาทางออกเจอ เขาคลี่ยิ้มอย่างโล่งใจ "ศิษย์น้องเอ๋ย เจ้าคิดผิดแล้วล่ะ เจ้าจะฝึกวิทยายุทธ์ไปเสียเปล่าได้อย่างไร ไม่ว่าภายภาคหน้าเจ้าจะท่องไปในยุทธภพเพื่อผดุงคุณธรรม หรือออกรบทำศึกหลั่งเลือดในสนามรบเพื่อชาติบ้านเมือง หากขี่ม้าไม่เป็นจะไปทำสิ่งใดได้? เหล่าจอมยุทธ์ใน บทนิทานอิงประวัติศาสตร์ และบรรดาขุนพลชื่อก้องในหน้าประวัติศาสตร์ มีผู้ใดบ้างที่ไม่เชี่ยวชาญทั้งการขี่ม้าและยิงธนู? ลำพังเจ้ามีวิทยายุทธ์อย่างเดียวนั้นไม่พอหรอก ที่สำคัญที่สุดคือเจ้าต้องสามารถนำวิทยายุทธ์นั้นไปประยุกต์ใช้บนหลังม้าให้ได้ ทางที่ดีที่สุดคือเจ้าควรฝึกฝนทักษะการยิงธนูให้มาก ๆ ด้วย"

"ปัดโธ่ ศิษย์พี่ ท่านนี่มิใช่คนธรรมดาจริง ๆ ด้วย"

หวังหลิงจือตบหน้าขาฉาดใหญ่ ทั้งตื่นเต้นทั้งประหลาดใจ "เหตุใดข้าถึงคิดไม่ได้กันนะ? พวกจอมยุทธ์ แม่ทัพนายกองอันใดพวกนั้น ล้วนควบม้าตะบึงไปได้วันละแปดร้อยลี้กันทั้งนั้นมิใช่หรือ? เช่นนั้นเดี๋ยวกลับไป ข้าจะไปขอให้ท่านพ่อซื้อม้าให้ข้าสักตัว ทว่าเรื่องยิงธนูนี่สิ... ข้าไม่ค่อยจะสันทัดเท่าใดนัก คันธนูและลูกธนูนี่สามารถหาซื้อตามร้านรวงข้างนอกได้หรือไม่ขอรับ?"

เสิ่นซีนึกในใจว่าคันธนูและลูกธนูนั้นไม่ใช่ของที่จะหามาครอบครองได้ง่าย ๆ เลย ในยุคราชวงศ์หมิงก็มีกฎหมายควบคุมอาวุธยุทโธปกรณ์ หากคิดจะใช้ดาบ กระบี่ คันธนู และลูกศร จำต้องไปแจ้งลงทะเบียนที่ศาลาว่าการไว้ล่วงหน้า มีเพียงกองกำลังทหารอาสา หรือตระกูลขุนศึกเท่านั้น ถึงจะสามารถครอบครองสิ่งของเหล่านี้ได้

"หากหาคนมาประดิษฐ์ให้ก็น่าจะพอได้อยู่มั้ง"

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยตอบ "เจ้าก็ฝึกฝนอยู่แต่ในบริเวณบ้านก็แล้วกัน แต่อย่านำออกไปข้างนอกเป็นอันขาด เจ้ามิใช่นายพรานเสียหน่อย หากลักลอบซุกซ่อนคันธนูและลูกศรไว้ในบ้าน แล้วทางการสืบทราบเข้า นอกจากจะถูกยึดของแล้ว อาจจะโดนโบยเอาง่าย ๆ นะ"

หวังหลิงจือพยักหน้ารับราวกับเข้าใจกระจ่างแจ่มแจ้ง ก่อนจะหัวเราะแฮะ ๆ "ศิษย์พี่กล่าวถูกต้อง ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"

เมื่อวิทยายุทธ์รุดหน้าไป หวังหลิงจือก็ยิ่งเลื่อมใสศรัทธาในตัวเสิ่นซีจนแทบจะหมอบกราบราบคาบลงกับพื้น ไม่ว่าเสิ่นซีจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขาก็ล้วนรู้สึกว่าเป็นสัจธรรมความจริงที่ถูกต้องที่สุดไปเสียหมด

นานทีปีหนกว่าทั้งสองจะได้พานพบกัน หวังหลิงจือจึงอาสาพาเสิ่นซีเดินตระเวนเที่ยวชมไปทั่วตัวอำเภอหนิงฮว่า ตลอดระยะเวลาปีกว่าที่ผ่านมา ตัวอำเภอหนิงฮว่าแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เลย มีเพียงสิ่งปลูกสร้างที่มีชื่อเสียงโด่งดังเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแห่ง นั่นก็คือสมาคมการค้าถิงโจวสาขาหนิงฮว่า

สมาคมสาขาหนิงฮว่าเพิ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยได้รับบริจาคที่ดินจากเหล่าพ่อค้าวาณิชและคหบดีในท้องถิ่น และฮุ่ยเหนียงเป็นผู้ควักกระเป๋าบริจาคเงินสมทบทุนสร้างเป็นอาคารตึกสี่ชั้น เพื่อใช้เป็นอาคารสาธารณะประจำเมือง ซึ่งได้ "ให้ยืม" เป็นสถานที่ตั้งของสมาคมการค้าไปพลาง ๆ ก่อน

อาคารตึกสี่ชั้นตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ หันหน้าเผชิญกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากของแม่น้ำซีซีที่ไหลหลากลงสู่ทิศใต้

(เชิงอรรถผู้แปล: แม่น้ำซีซี (西溪) แม่น้ำที่ไหลผ่านตัวอำเภอหนิงฮว่า)

"ศิษย์พี่ ผู้คนมักกล่าวกันว่ายิ่งขึ้นสู่ที่สูงย่อมทอดสายตาได้ไกล หากพวกเราสามารถขึ้นไปบนอาคารตึกหลังนั้นได้ ก็คงจะมองเห็นทัศนียภาพของตัวอำเภอหนิงฮว่าได้ทั่วถึงทั้งหมดเป็นแน่ เสียแต่ว่าคนพวกนั้นไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าออกได้ตามอำเภอใจนี่สิ"

หวังหลิงจือแหงนหน้ามองอาคารตึกสูงตระหง่านพลางทอดถอนใจ

เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "เจ้าอยากเข้าไปข้างในหรือ? เรื่องแค่นี้ ง่ายดายจะตายไป"

ภายใต้สายตาอันเต็มไปด้วยความงุนงงสับสนของหวังหลิงจือ เสิ่นซีก็เดินมุ่งหน้าตรงไปยังประตูใหญ่ของสมาคมสาขาหนิงฮว่า ทว่าเมื่อเดินไปถึงหน้าประตู เขากลับถูกพนักงานต้อนรับของสมาคมกางแขนขวางทางเอาไว้เสียก่อน

"ไอ้เด็กบ้า ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับวิ่งเล่นของพวกเจ้า ไปวิ่งเล่นที่อื่นไป๊!"

พนักงานต้อนรับผู้นั้นเอ่ยจาอย่างไม่ไว้หน้า เป็นเพราะการก่อตั้งสมาคมการค้าได้รับการสนับสนุนจากทางการ ซ้ำร้ายนายอำเภอเยี่ย นามว่าเยี่ยหมิงซู่ ยังเป็นผู้ตวัดพู่กันเขียนป้ายอักษร "สมาคมหนิงฮว่า" มอบให้ด้วยตนเองอีกด้วย ทำให้สมาคมแห่งนี้มีเบื้องหลังเป็นถึงหน่วยงานทางการ จนเป็นเหตุให้พนักงานต้อนรับฝั่งสมาคมหนิงฮว่าทำตัวราวกับเป็นมือปราบ ยโสโอหังวางมาดใหญ่โตราวกับไม่เห็นหัวผู้ใด

"นี่ ไปเรียกหลงจู๊เหวินของพวกเจ้าออกมาที ที่บ้านของเขาเกิดเรื่องแล้ว บุตรชายของเขาวานให้ข้ามาแจ้งข่าวให้เขาทราบสักหน่อย" เสิ่นซีพูดส่งเดชโกหกพกลมไปเรื่อยเปื่อย

ผู้ดูแลสมาคมสาขาหนิงฮว่าก็คือหลงจู๊ร้านขายยาที่ฮุ่ยเหนียงว่าจ้างมานั่นเอง เสิ่นซีรู้ดีว่าหากเขาขอให้พนักงานต้อนรับผู้นี้เข้าไปเรียกคนให้ อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางยอมช่วยเหลือเป็นแน่ และต่อให้งัดเอาสถานะของตนเองออกมาอ้าง คนเขาก็คงไม่รู้จักอยู่ดี

โชคดีที่ความสามารถในการแต่งเรื่องโกหกพกลมของเสิ่นซีนั้นไม่ธรรมดา เพียงพริบตาเขาก็นึกอุบายออก

พนักงานต้อนรับผู้นั้นพอได้ฟังก็หลงเชื่อเป็นตุเป็นตะ รีบเข้าไปเรียกหลงจู๊เหวินออกมา หลงจู๊เหวินอายุสี่สิบกว่าปี บ้านอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่า พอได้ยินข่าวก็รีบร้อนวิ่งหน้าตั้งออกมา เมื่อเห็นว่าเป็นเสิ่นซี เขาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา "ไอหยา นี่มันหลงจู๊น้อยมิใช่หรือ? ลมหอบใดพัดพาท่านผู้เฒ่ามาถึงที่นี่ได้เล่า? รีบเชิญเข้ามาด้านในขอรับ เชิญ ๆ"

เสิ่นซีถึงได้พาหวังหลิงจือเดินวางมาดใหญ่โตเข้าไปในสมาคม

เมื่อนั่งลงเรียบร้อย หลงจู๊เหวินก็รีบสั่งให้พนักงานต้อนรับยกน้ำชามาให้ทันที หลังจากไต่ถามสถานการณ์อย่างละเอียด เสิ่นซีจึงได้อธิบายต้นสายปลายเหตุให้ฟัง

หลงจู๊เหวินหัวเราะร่วน "ข้าก็ยังแปลกใจอยู่เลยว่า เมื่อเช้าตอนออกมาจากบ้านก็ยังดี ๆ อยู่ เหตุใดเวลายังไม่ทันพ้นช่วงสายก็เกิดเรื่องเสียแล้ว เป็นเพราะพนักงานต้อนรับผู้นี้ไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย หลงจู๊น้อยอยากจะพาสหายขึ้นไปชมดู ก็เชิญขึ้นไปได้ตามสบายเลยขอรับ พอพ้นช่วงบ่าย ข้ายังต้องกลับไปจัดการธุระที่ร้านขายยาอีกสักหน่อย"

"ไม่ต้องลำบากหลงจู๊เหวินหรอกขอรับ พวกเราขึ้นไปดูสักหน่อยก็จะกลับแล้ว" เสิ่นซีไม่ได้ให้หลงจู๊เหวินมาคอยต้อนรับดูแล เขาพาหวังหลิงจือเดินขึ้นไปยังชั้นสี่ของตึกอาคารด้วยตนเอง

เนื่องจากใช้อิฐและหินมาก่อสร้างตามคำแนะนำของเสิ่นซี ผนวกกับการขุดฐานรากให้ลึกขึ้น ทำให้ความสามารถในการรับน้ำหนักของตัวอาคารเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จึงสามารถสร้างตึกสี่ชั้นเช่นนี้ขึ้นมาได้

เมื่อทอดสายตามองออกไปจากหน้าต่างชั้นสี่ ทัศนียภาพกว่าครึ่งของตัวอำเภอหนิงฮว่าก็ประจักษ์แก่สายตา หวังหลิงจือไม่เคยเห็นภาพอันงดงามตระการตาเช่นนี้มาก่อน เขาอดไม่ได้ที่จะชูแขนขึ้นตะโกนก้อง ราวกับว่าผืนฟ้าและแผ่นดินทั้งหมดนี้เป็นของเขา

"ศิษย์พี่ ท่านกล่าวได้ถูกต้อง ภายภาคหน้าข้าไม่อาจจมปลักอยู่ในสถานที่เล็ก ๆ เช่นนี้ได้" หวังหลิงจือเอ่ยด้วยความมุ่งมั่น "ต่อไปข้าจะเป็นจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรมช่วยเหลือผู้คน"

เสิ่นซีหัวเราะพลางส่ายหน้า "เป็นจอมยุทธ์ เจ้าก็ทำได้เพียงช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก คนที่เจ้าช่วยไว้ก็มีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น เจ้าควรจะไปสอบขุนนางฝ่ายบู๊ จากนั้นก็เข้าร่วมกองทัพไปเข่นฆ่าศัตรูในสนามรบ เป็นแม่ทัพใหญ่ ถึงเวลานั้นคนที่เจ้าช่วยเหลืออาจจะเป็นผู้คนทั้งใต้หล้า จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่พึงอุทิศตนเพื่อชาติและราษฎร!"

ถ้อยคำเหล่านี้ ทำเอาหวังหลิงจือฟังจนนิ่งอึ้งไปเลยทีเดียว

"ศิษย์พี่ เหตุใดคำพูดของท่าน ถึงได้มีเหตุผลถึงเพียงนี้?" หวังหลิงจือเอ่ยชื่นชมไม่ขาดปาก

เสิ่นซียิ้มพลางตบไหล่หวังหลิงจือเบา ๆ "เพราะข้าคือปัญญาชน มีหน้าที่พูดจาด้วยเหตุผล ปัญญาชนจับด้ามพู่กัน แต่เรื่องต่อยตีและทำศึกสงครามนั้นคงไม่ไหว การแบกดาบจับทวนขึ้นสู่สนามรบเพื่อปกป้องบ้านเมือง นั่นคือหน้าที่ของเจ้า"

หวังหลิงจือพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น เมื่อได้รับการชี้แนะและปลุกปั่นจากเสิ่นซี เป้าหมายในชีวิตของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นเพียงจอมยุทธ์ กลับกลายเป็นปรารถนาที่จะเป็นแม่ทัพ หรือกระทั่งขุนพลผู้อาบเลือดกลางสมรภูมิเพื่อชาติบ้านเมือง

...

หลังจากเสิ่นซีกลับมาถึงอำเภอหนิงฮว่า ในช่วงสองวันแรกยังพอได้ออกไปเดินเล่นในเมืองบ้าง ทว่าเมื่อวันสอบใกล้เข้ามา เสิ่นซีก็ถูกจับขังให้อยู่แต่ในห้องเพื่ออ่านตำรา ในแต่ละวันมีเพียงช่วงพระอาทิตย์ตกดินเท่านั้นถึงจะได้รับอนุญาตให้ออกมาสูดอากาศ และยืดเส้นยืดสายได้บ้าง

แม้ว่าฐานะของตระกูลเสิ่นจะดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีเงินทองเหลือเฟือไปจ้างอาจารย์มาติวเข้มเป็นการส่วนตัว วิธีการที่ใช้ก็คือปล่อยให้เสิ่นหย่งจั๋วและเสิ่นซีศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

วิชาความรู้ทั้งหลายถูกยัดเยียดเข้าไปในหัวจนแทบจะล้นปรี่แล้ว แม้แต่ขั้นตอนการสอบพื้นฐานก็ทำความเข้าใจจนถ่องแท้ สิ่งที่เหลือก็ต้องไปวัดกันที่การพลิกแพลงเอาหน้างาน

เสิ่นซีคร่ำเคร่งอ่านตำราติดต่อกันหลายวัน จนรู้สึกว่าตนเองแทบจะอ่านจนกลายเป็นคนโง่งมไปแล้ว

โชคดีที่ไม่มีใครมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช เขาจึงใช้วิธีการวาดภาพมาช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการอ่านตำรา ภาพที่เขาวาดบ่อยที่สุด ก็คือภาพเหมือนของฮุ่ยเหนียงและเด็กหญิงน้อยทั้งสอง เขาวาดด้วยแท่งถ่านเสร็จแล้ว ก็วาดซ้ำด้วยพู่กันอีกครา

วันที่เก้าเดือนสอง กำหนดการสอบก็ถูกประกาศออกมา

การสอบระดับอำเภอรอบแรกจะจัดขึ้นในวันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนสอง การรับสมัครก็เริ่มขึ้นในทันที อำเภอหนิงฮว่าถึงอย่างไรก็เป็นเพียงอำเภอเล็ก ๆ การสอบระดับอำเภอในครานี้จึงคัดเลือกผู้สอบผ่านเพียงห้าสิบคนเท่านั้น ทว่าจำนวนผู้มาลงชื่อสมัครสอบกลับมีมากถึงสี่ห้าร้อยคน

รัชศกหงจื้อ ใต้หล้าสงบร่มเย็น ชาวบ้านส่งบุตรหลานเข้าเล่าเรียนหนังสือมากกว่าแต่ก่อน ในบรรดาผู้เข้าสอบสี่ห้าร้อยคนนี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่า และมักจะมีอายุระหว่างสิบหกถึงยี่สิบหกปีเป็นหลัก ในจำนวนนี้มีผู้ที่อายุมากที่สุดคือถงเซิงเฒ่าวัยห้าสิบกว่าปี ส่วนผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดก็คือเสิ่นซี ที่นับอายุตามธรรมเนียมแล้วเพิ่งจะสิบขวบปีเท่านั้น

เมื่อการรับสมัครเสร็จสิ้น ทางการได้นำรายชื่อของผู้เข้าสอบในปีนี้มาติดประกาศ เสิ่นซีมีชื่ออยู่เป็นอันดับแรกสุดในบรรดานักเรียนทั้งหมด เมื่อผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกันได้รู้ว่าเสิ่นซีอายุเพียงสิบขวบปีก็มาร่วมสอบเคอจวี่แล้ว สิ่งที่พวกเขาแสดงออกมากลับไม่ใช่คำชื่นชมในความสามารถเกินวัยหรือคำให้กำลังใจ ทว่ากลับเป็นเสียงหัวเราะเยาะและถากถางระลอกแล้วระลอกเล่า

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยมีตัวอย่างของเหยียนซงที่สอบผ่านการสอบระดับอำเภอในวัยเพียงสิบขวบปี ทว่าเหยียนซงได้รับการขนานนามว่าเป็นเด็กอัจฉริยะมาตั้งแต่เล็ก ผิดกับเสิ่นซีที่ชื่อเสียงเรียงนามของเขาแทบจะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลย

แน่นอนว่า หากเอ่ยถึงชื่อหลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิงแล้วละก็ ทั่วทั้งอำเภอหนิงฮว่าแทบจะไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก

(เชิงอรรถผู้แปล: หลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิง (兰林笑笑生) นามแฝงผู้แต่งที่เสิ่นซีใช้ ล้อเลียนหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง ผู้แต่งจินผิงเหมย)

อำเภอหนิงฮว่าคือแหล่งกำเนิดของบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ และหนังสือภาพจากแม่พิมพ์ไม้ ชาวเมืองคนใดก็ตามที่พอจะรู้หนังสือ ล้วนต้องเคยผ่านตาบทนิทานและหนังสือภาพที่วางจำหน่ายในร้านหนังสือกันมาแล้วแทบทั้งสิ้น ทั้งยังนิยมใช้อ่านเพื่อเป็นเครื่องหย่อนใจยามว่าง

กระทั่งบทกวีอารามดอกท้อที่หลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิงเป็นผู้แต่ง ก็ถูกกล่าวขานส่งต่อจากตัวเมืองถิงโจวกลับมายังหนิงฮว่าตั้งนานแล้ว ผู้คนมากมายต่างรู้สึกภาคภูมิใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นเพราะชาวอำเภอหนิงฮว่าเชื่อว่า หลานหลินเซี่ยวเซี่ยวเซิงผู้นี้จะต้องเป็นชาวหนิงฮว่าแต่กำเนิด แม้จะยังไม่ล่วงรู้ว่าเขาคือผู้ใดกันแน่ ทว่าต่างก็คาดเดากันว่าในภายภาคหน้า บุคคลผู้นี้จะต้องสร้างชื่อเสียงโด่งดังชั่วข้ามคืนได้อย่างแน่นอน

เสิ่นซีไม่ได้เตรียมตัวเป็นพิเศษเพื่อจะไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังข้ามคืนแต่อย่างใด สิ่งที่เขาคิดก็คือ ขอเพียงสามารถสอบผ่านการสอบระดับอำเภอด่านนี้ไปได้ เขาก็จะได้กลับไปยังเมืองถิงโจวไว ๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้บิดามารดาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเท่านั้น เขายังจะได้พบหน้าฮุ่ยเหนียงและเด็กหญิงน้อยจอมซนทั้งสองคนในทุกเช้าค่ำอีกด้วย

จบบทที่ ตอนที่ 188 ขึ้นสู่ที่สูงทอดสายตาไกล

คัดลอกลิงก์แล้ว