- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 187 ตามเสด็จรัชทายาทร่ำเรียน
ตอนที่ 187 ตามเสด็จรัชทายาทร่ำเรียน
ตอนที่ 187 ตามเสด็จรัชทายาทร่ำเรียน
(เชิงอรรถผู้แปล: ตามเสด็จรัชทายาทร่ำเรียน (陪太子读书) เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงการทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามหรือเพื่อนร่วมเรียนให้กับบุคคลสำคัญ โดยที่ตนเองอาจไม่ได้เป็นตัวเอกหรือไม่ได้คาดหวังผลสำเร็จ ในที่นี้ผู้เขียนจงใจใช้ชื่อบทล้อเลียนการที่เสิ่นซีต้องกลับไปสอบพร้อมกับหย่งจั๋วผู้เป็นหลานชายคนโต)
วันที่ยี่สิบเก้าเดือนอ้าย ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของเดือนในปีปิ่งเฉิน เสิ่นซีเดินตามหลังเสิ่นหมิงจวินออกจากบ้าน เนื่องจากโจวซื่อกำลังตั้งครรภ์ไม่สะดวกเดินไปส่งไกล รถม้าจึงจอดเทียบรออยู่ตรงหน้าประตูบ้านพอดี
(เชิงอรรถผู้แปล: ปีปิ่งเฉิน (丙辰年) การระบุปีตามระบบก้านฟ้ากิ่งดิน หรือก้านจือ)
ก่อนจากลา แม้แต่ฮุ่ยเหนียงและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่มักจะจงใจรักษาระยะห่างจากเสิ่นหมิงจวินมาตลอด ก็ยังออกมาส่งด้วย
โจวซื่อเฝ้ากำชับแล้วกำชับอีก กลัวว่าจะลืมบอกกล่าวเรื่องสำคัญอันใดแก่สามีและบุตรชาย
เสิ่นหมิงจวินไม่ใช่คนช่างพูดช่างเจรจา ยามนี้ยังต้องมาเผชิญหน้ากับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ซึ่งเป็นดั่งเทพธิดาในดวงใจ ยิ่งทำให้เขาลุกลนทำตัวไม่ถูก จนถึงขั้นไม่กล้าเงยหน้ามองโจวซื่อตรง ๆ "น้องหญิง มีพี่อยู่ทั้งคน เสี่ยวหลางย่อมไม่มีเรื่องอันตรายใดหรอก เจ้ารอฟังข่าวดีเถิด"
"ไปเถิด ไปกันได้แล้ว ระหว่างทางต้องระมัดระวังตัวให้มาก ไปถึงแล้วก็อย่าลืมให้ไอ้เด็กทึ่มเขียนจดหมายส่งกลับมาด้วยเล่า เด็กคนนี้ ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยห่างอกข้าเลย..."
ยามต้องจากลากัน โจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปาดน้ำตา
การพลัดพรากมักนำมาซึ่งความโศกเศร้า เสิ่นซีถูกอารมณ์นี้ชักนำจนรู้สึกอึดอัดคับข้องใจอยู่บ้าง ทว่ายังไม่ถึงขั้นทำให้เขาต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความหดหู่
สำหรับคนที่มองเรื่องการเกิดแก่เจ็บตายเป็นเพียงเรื่องธรรมดาดั่งเช่นเขา การจากลากันเพียงชั่วคราวย่อมไม่ถูกเก็บมาใส่ใจ
แต่ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร ต่อหน้าโจวซื่อ เขาก็ยังคงต้องแสดงท่าทีอาลัยอาวรณ์ เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าเขาเป็นเด็กดีที่มีความกตัญญูอย่างแท้จริง
ทว่าเมื่อรถม้าแล่นออกจากประตูเมือง เสิ่นซีก็โยนความขุ่นข้องหมองใจทั้งหมดทิ้งไปไว้เบื้องหลัง
รถม้าคันนี้ยืมมาจากสมาคมการค้า ผู้ร่วมเดินทางมีเพียงสองพ่อลูกตระกูลเสิ่น เสิ่นหมิงจวินทำหน้าที่บังคับรถม้าอยู่ด้านหน้า เสิ่นซีจึงไม่ต้องทนอุดอู้อยู่แต่ในตัวรถ เขาลงมานั่งเคียงข้างเสิ่นหมิงจวิน แกว่งขาไปมาพลางชมทิวทัศน์สองข้างทาง
ทิวทัศน์ในช่วงต้นฤดูวสันต์ แม้จะยังคงหลงเหลือกลิ่นอายความหนาวเหน็บและอ้างว้างของฤดูหนาวอยู่บ้าง ทว่าทุกหนแห่งกลับเผยให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาที่กำลังผลิบานขึ้นมาใหม่ อากาศเริ่มอบอุ่นขึ้น ฝูงนกนางแอ่นพากันบินกลับคืนสู่แดนเหนือ นาน ๆ ครั้งเสิ่นซีก็จะลุกขึ้นยืนบนเพลารถม้า เปล่งเสียงตะโกนก้องออกมาสองสามประโยค ดูโอ่อ่าห้าวหาญราวกับแม่ทัพใหญ่ที่กำลังควบม้าชี้แนะชะตาบ้านเมือง
เมื่อเสิ่นหมิงจวินเห็นบุตรชายตื่นเต้นถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่ได้เอ่ยห้ามปราม เพียงแต่คอยกำชับให้เสิ่นซีระมัดระวังตัวให้ดี
ถนนหลวงในเขตมณฑลฝูเจี้ยนไม่ได้ราบเรียบนัก เส้นทางบนภูเขาคดเคี้ยวขรุขระ รถม้าจึงแล่นไปได้ไม่เร็วนัก โคลงเคลงไปตลอดทาง สองพ่อลูกแทบจะไม่ได้หยุดพักระหว่างทางเลย นาน ๆ ครั้งถึงจะกระโดดลงจากรถเพื่อไปทำธุระส่วนตัว แม้แต่ตอนกินมื้อเที่ยงก็ยังนั่งแทะเสบียงแห้งกันบนรถม้า พ่อลูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันบังคับรถม้า ช่างเป็นภาพบิดาเมตตาบุตรกตัญญูที่ดูอบอุ่นยิ่งนัก
แตกต่างจากตอนที่เดินทางมายังตัวเมืองที่ต้องเผชิญกับไฟป่า จนต้องหวาดผวาอกสั่นขวัญแขวนติดต่อกันถึงสองวัน การเดินทางกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่าในครั้งนี้กลับราบรื่นไร้อุปสรรค
หลังจากออกเดินทางมาได้สองวัน ในช่วงบ่ายของวันที่สองเดือนอ้าย รถม้าก็เดินทางมาถึงประตูเมืองฝั่งใต้ของอำเภอหนิงฮว่า
เมื่อเข้าเมืองมาแล้ว เสิ่นหมิงจวินก็พาเสิ่นซีไปพบหลี่ซื่อเป็นอันดับแรก นับตั้งแต่ตระกูลเสิ่นซื้อจวนหลังใหญ่ในตัวอำเภอหนิงฮว่าเพื่อตั้งรกราก เสิ่นซีก็ยังไม่เคยกลับมาเยือนเลยสักครั้ง
เมื่อมาถึงหน้าลานเรือน สมาชิกครอบครัวทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างก็ออกมาต้อนรับ การได้กลับมาพบหน้ากันหลังต้องห่างหายไปนาน ต่อให้เมื่อก่อนแต่ละบ้านจะเคยมีความบาดหมางขุ่นเคืองใจกันมาก่อน ยามนี้ก็ล้วนปัดเป่าทิ้งไปไม่เก็บมาใส่ใจ เสิ่นซีเข้าไปอยู่ในตัวเมืองได้ปีกว่า รูปร่างของเขาสูงขึ้นมาก ส่วนพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกันที่อยู่รอบกายเขา ต่างก็ไม่ได้มีรูปลักษณ์เหมือนแต่ก่อนแล้วเช่นกัน
ในฐานะผู้นำตระกูลเสิ่น เมื่อหลี่ซื่อเห็นบุตรชายและหลานชายเดินทางกลับมา นางก็รู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ทว่าเพื่อเป็นการแสดงความห่วงใยต่อลูกสะใภ้ นางก็ยังคงเอ่ยถามถึงอาการตั้งครรภ์ของโจวซื่อเป็นอันดับแรก
เสิ่นหมิงจวินเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ในตัวเมืองให้หลี่ซื่อฟัง หลี่ซื่อมีสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน พลางบอกว่ามื้อเที่ยงนี้จะเชิญเพื่อนบ้านมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ด้วยยึดถือคติที่ว่า ญาติห่าง ๆ มิสู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง หลังจากที่หลี่ซื่อมาตั้งรกรากอยู่ในตัวอำเภอ สิ่งแรกที่นางลงมือทำก็คือการผูกมิตรสร้างสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง
เมื่อถึงเวลาจัดเลี้ยงมื้อเที่ยงของตระกูลเสิ่น เพื่อนบ้านต่างพากันแห่แหนมาร่วมงานกันอย่างล้นหลาม ทว่าล้วนมีแต่บุรุษทั้งสิ้น ฝั่งตระกูลเสิ่นกลับดูมีคนน้อยไปถนัดตา นอกเหนือจากหลี่ซื่อที่ออกมาร่วมโต๊ะแล้ว ก็มีเพียงลุงสามเสิ่นหมิงถังและพ่อของเขาเสิ่นหมิงจวิน สองพี่น้องเท่านั้นที่ได้ร่วมโต๊ะอาหาร
ลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินเวลานี้ยังคงง่วนอยู่กับการอ่านตำราในห้องพักที่ลานเรือนด้านหลัง เพื่อให้เขามีสมาธิจดจ่ออย่างแน่วแน่ แม้แต่รายได้ก้อนโตที่หลิ่นเซิงสามารถกอบโกยได้ในช่วงก่อนการสอบระดับอำเภอ จากการทำหนังสือรับรองประวัติความประพฤติและรับประกันว่าจะไม่มีการจ้างวานคนมาสอบแทนให้แก่ผู้เข้าสอบถงเซิง ก็ยังยอมสละทิ้งไป ลุงรองเสิ่นหมิงโหย่วทอดทิ้งภรรยาและบุตรหนีหายไปจนป่านนี้ยังไม่กลับมา ส่วนลุงสี่เสิ่นหมิงซินก็อยู่ที่บ้านเกิดในชนบททั้งครอบครัว
เมื่อผู้ใหญ่รับประทานอาหาร ย่อมไม่ใช่กงการอะไรของเด็ก ๆ เสิ่นซีจึงตามพวกสตรีและเด็กในบ้านไปรับประทานอาหารที่ห้องโถงด้านหลัง ซึ่งก็นั่งล้อมวงกันจนเต็มแน่นถึงสองโต๊ะใหญ่
เมื่อหลี่ซื่อไม่อยู่ หวังซื่อ ภรรยาของเสิ่นหมิงเหวินก็ถือเป็นนายหญิงของบ้าน นางทำตัวกระตือรือร้นต้อนรับขับสู้เสิ่นซีเป็นอย่างดี คอยคีบกับข้าวให้เสิ่นซีไม่ขาด ซักไซ้ไต่ถามเรื่องราวต่าง ๆ นานา
"...ชีหลาง อายุเจ้ายังน้อยนิดเพียงนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าการสอบเคอจวี่มันคืออันใดกัน?"
(เชิงอรรถผู้แปล: ชีหลาง (七郎) หมายถึง หลานชายลำดับที่เจ็ด ในที่นี้คือคำเรียกขานลำดับตัวของเสิ่นซีในตระกูล)
หวังซื่อจงใจโอ้อวดภูมิปัญญากับเสิ่นซี นางรู้สึกว่าบุตรชายของตนอายุสิบแปดปีแล้วถึงจะมีคุณสมบัติเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอได้ ทว่าเสิ่นซีที่นับอายุตามธรรมเนียมแล้วเพิ่งจะสิบขวบปี กลับจะมาผสมโรงร่วมสอบด้วย ในใจนางย่อมรู้สึกตะขิดตะขวงใจเป็นธรรมดา ทว่าเวลานี้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินคือผู้ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ตระกูลเสิ่นมากที่สุด นางจึงไม่อาจปั้นหน้ายักษ์ใส่พวกเขาได้
เสิ่นซียิ้มแฉ่ง เผยให้เห็นรอยยิ้มอันไร้เดียงสาบริสุทธิ์ "รู้สิขอรับ ก็คือการไปสอบเป็นซิ่วไฉให้เหมือนกับลุงใหญ่อย่างไรเล่าขอรับ"
หวังซื่อยื่นนิ้วมาจิ้มหน้าผากเสิ่นซีเบา ๆ พลางหัวเราะร่วน "แหม ชีหลาง เจ้านี่ก็มีความทะเยอทะยานไม่เบาเลยนะ อยากจะเป็นเหมือนลุงใหญ่ของเจ้า เช่นนั้นภายภาคหน้ามิใช่ว่ายังต้องไปสอบเป็นจวี่เหริน เพื่อเป็นขุนนางใหญ่โตอีกหรือ?"
"ใช่แล้วขอรับ ใช่แล้ว"
เสิ่นซียังคงแสร้งทำตัวใสซื่อไร้เดียงสาต่อไป
เฉียนซื่อ ป้าสะใภ้รองที่นั่งอยู่ด้านข้างกลับมีสีหน้ามืดครึ้มเย็นชา "โตขึ้นไป ก็อย่าทำตัวไร้มโนธรรมเหมือนลุงรองของเจ้าก็แล้วกัน"
เสิ่นซีถึงกับหุบปากเงียบลงในทันที เขาสามารถหยอกล้อพูดคุยกับหวังซื่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้มได้สองสามประโยค ทว่ากับฝั่งของเฉียนซื่อ เขากลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดส่งเดชได้
นับตั้งแต่เดือนหกของปีก่อนที่เสิ่นหมิงโหย่วเดินทางไปเป็นเพื่อนเสิ่นหมิงเหวินที่เมืองเอกของมณฑล เขาก็ขาดการติดต่อไปเลย แม้ว่าความเป็นอยู่ของเฉียนซื่อในตระกูลเสิ่นจะยังคงเหมือนเดิม ทว่าในใจนางก็ยังคงเก็บงำความเคียดแค้นที่มีต่อสามีเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นางได้รู้ความจริงว่า สามีของตนเคยแวะเวียนไปคบหากับพวกสตรีในหอคณิกาที่เมืองเอกของมณฑล ความเคียดแค้นนั้นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไปอีก
ซุนซื่อ ภรรยาของลุงสามเสิ่นหมิงถังเอ่ยขึ้นว่า "ไม่หรอก ชีหลางกตัญญูถึงเพียงนี้ คาดว่าภายภาคหน้าก็คงไม่ทำตัวเลวร้ายต่อลูกเมียเป็นแน่... เขาไม่มีทางเป็นคนไร้มโนธรรมหรอก!"
คำพูดนี้ดูจะไม่ค่อยรู้กาลเทศะเท่าใดนัก เฉียนซื่อจึงตวัดสายตาเย็นเยียบจ้องมองน้องสะใภ้แวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารต่อไป นางคีบข้าวเข้าปากลวก ๆ สองสามคำ ก็ลุกพรวดขึ้นยืน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เอ้อร์หลาง ซานหลาง อู่หลาง กลับห้องกันได้แล้ว"
(เชิงอรรถผู้แปล: เอ้อร์หลาง ซานหลาง และ อู่หลาง หมายถึง หลานชายลำดับที่สอง สาม และห้าของตระกูลเสิ่นตามลำดับ ซึ่งทั้งสามคนนี้เป็นบุตรชายของเฉียนซื่อ (สะใภ้รอง))
แต่ก่อนเฉียนซื่อมีบุตรชายหลายคน ฐานะในบ้านจึงเป็นรองเพียงหวังซื่อเท่านั้น ทว่าบัดนี้สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป สองปีมานี้บ้านสามและบ้านสี่ต่างก็มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมา แม้แต่โจวซื่อ ภรรยาของน้องห้าเสิ่นหมิงจวินก็ยังตั้งครรภ์แล้ว เดิมทีเฉียนซื่อก็เป็นคนเกียจคร้านรักสบาย ยามนี้เมื่อสามีหนีหายไป ฐานะของนางในบ้านก็ตกต่ำลงกว่าแต่ก่อนมาก ผนวกกับบุตรชายทั้งสามของนางไม่มีผู้ใดมีคุณสมบัติพอจะได้เล่าเรียนหนังสือเลยสักคน ความเคียดแค้นที่มีต่อตระกูลเสิ่นจึงค่อย ๆ ก่อตัวสะสมขึ้นในใจของนาง
รอจนเฉียนซื่อพาบุตรชายทั้งสามและบุตรีหนึ่งคนลุกจากโต๊ะอาหารกลับห้องไป หวังซื่อจึงตวัดสายตาค้อนขวับใส่ซุนซื่อ พลางเอ่ยว่า "น้องสะใภ้เอ๋ย มิใช่ว่าพี่สะใภ้ใหญ่อย่างข้าอยากจะตำหนิเจ้าหรอกนะ ในเมื่อเจ้าก็รู้ว่านางอารมณ์ไม่ดี เจ้าก็อย่าได้เอ่ยถ้อยคำส่งเดชสิ... เช่นนี้มิใช่การสร้างความอึดอัดคับข้องใจ ให้กับคนในครอบครัวหรอกหรือ?"
หวังซื่อจงใจข่มเหงสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงถังและซุนซื่อที่มักจะซื่อสัตย์สงบเสงี่ยมอยู่เป็นนิตย์ อันที่จริงเรื่องเช่นนี้จะไปโทษซุนซื่อก็ไม่ได้ หากสืบสาวหาต้นตอแล้ว ก็เป็นเพราะเสิ่นหมิงโหย่วทิ้งบ้านไปอยู่ข้างนอกเป็นเวลานานจนไม่ยอมกลับมาต่างหาก
ทว่าซุนซื่อกลับยอมรับผิดด้วยความนอบน้อม "ที่พี่สะใภ้ใหญ่ตักเตือนมานั้นถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ ภายภาคหน้าน้องจะไม่พูดจาส่งเดชอีกแล้ว"
การที่เฉียนซื่อลุกพรวดจากโต๊ะไปด้วยความเดือดดาล ทำให้บรรยากาศของมื้ออาหารกร่อยลงไปบ้าง เสิ่นซีจึงฉวยโอกาสนี้เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม "ป้าสะใภ้ใหญ่ แล้วพี่ใหญ่เล่าขอรับ?"
เมื่อเอ่ยถึงหย่งจั๋ว หลานชายคนโต ใบหน้าของหวังซื่อก็พลันปรากฏแววภาคภูมิใจและทะนงตัวขึ้นมาทันที "พี่ใหญ่ของเจ้ากำลังท่องตำราอยู่ในห้องปีกตะวันออกน่ะสิ แม้แต่มื้อเที่ยงยังต้องมีคนยกไปส่งให้ถึงที่... พี่ใหญ่ของเจ้าตอนนี้โดดเด่นเหนือผู้คนแล้วนะ ท่านอาจารย์ในสถานศึกษาเอ่ยชมว่าเขามีพื้นฐานที่แน่นหนายิ่งนัก การสอบระดับอำเภอครานี้ ข้าดูแล้วพี่ใหญ่ของเจ้าต้องสอบผ่านฉลุยอย่างแน่นอน ชีหลาง เจ้าต้องเอาเยี่ยงอย่างพี่ใหญ่ของเจ้าให้มาก ๆ รู้หรือไม่?"
เสิ่นซีพยักหน้ายิ้มรับ "ขอรับ"
หวังซื่อรู้สึกลำพองใจยิ่งนัก ปากก็ยังคงเอ่ยเจื้อยแจ้วต่อไป "อายุเจ้ายังน้อย ในเมื่อท่านอาจารย์ที่เมืองถิงโจวเห็นว่าเจ้าสามารถเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอได้ ก็ลองดูสักตั้งเถิด คำกล่าวนั้นว่าอย่างไรนะ อ้อ ถือเสียว่ามาตามเสด็จรัชทายาทร่ำเรียนก็แล้วกัน"
"สอบเสร็จครานี้เจ้าอย่าเพิ่งรีบกลับเล่า อยู่กินเหล้ามงคลงานแต่งพี่ใหญ่ของเจ้าเสียก่อน... คิก ๆ ลืมไปเลย เด็กน้อยอย่างเจ้ายังดื่มเหล้าไม่ได้นี่นา ประเดี๋ยวป้าสะใภ้ใหญ่จะพาเจ้าไปดูหน้าน้องแปดของเจ้าก็แล้วกัน"
เสิ่นซีนึกไม่ถึงเลยว่าหวังซื่อจะต้อนรับขับสู้เขาอย่างกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ อาจเป็นเพราะนางมั่นใจว่าบุตรชายของตนจะต้องสอบผ่านการสอบระดับอำเภออย่างแน่นอน และกำลังจะได้ตบแต่งกับคุณหนูจากตระกูลคหบดีใหญ่ ในใจนางจึงเต็มไปด้วยความเบิกบานลำพองใจ แม้ว่าในวันปกติสามีของนางจะถูกขังอยู่แต่ในลานเรือนด้านหลังไม่ให้ออกไปไหน นางก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก
ทว่าเสิ่นซีกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติต่อเขาในครั้งนี้ช่างแตกต่างไปจากอดีต เมื่อก่อนเขาเป็นเพียง "เสี่ยวหลาง" ของบ้าน ผนวกกับเสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อก็ไม่ได้มีปากมีเสียงหรือมีความสามารถอันใด ป้าสะใภ้ใหญ่จึงมักจะข่มเหงรังแกสองแม่ลูกอยู่เสมอ ทว่าการกลับมาในครั้งนี้ เสิ่นซีได้เลื่อนขั้นจาก "เสี่ยวหลาง" ขึ้นมาเป็น "ชีหลาง" แล้ว ต่อให้หวังซื่ออยากจะพูดจาเหน็บแนมเสิ่นซีสักสองสามประโยค ก็ยังต้องเห็นแก่หน้าโจวซื่อผู้เป็น "บ่อเงินบ่อทอง" คอยจุนเจือคนทั้งครอบครัว ยอมไว้หน้าเสิ่นซีอยู่บ้าง
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เสิ่นซีก็ไปดูหน้าบุตรชายที่ป้าสะใภ้สามซุนซื่อเพิ่งคลอดเมื่อปีกลาย ซึ่งก็คือน้องแปดของเสิ่นซี ส่วนน้องเก้าของบ้านลุงสี่นั้น เนื่องจากยังอาศัยอยู่ที่ชนบท เสิ่นซีจึงยังไม่มีโอกาสได้พบหน้า
... …
ในช่วงสองวันแรกที่เสิ่นซีเดินทางกลับมา เขาไม่มีโอกาสได้พบหน้าเสิ่นหย่งจั๋วเลย
หวังซื่อดูเหมือนจะกลัวว่าเสิ่นซีจะพาบุตรชายของนาง "เสียคน" ต่อให้เสิ่นซีจะใช้ข้ออ้างว่ามีข้อสงสัยในตำราอยากจะไปขอคำชี้แนะจากเสิ่นหย่งจั๋ว นางก็ยังไม่ยอมให้พี่น้องคู่นี้ได้พบหน้ากันอยู่ดี
ทว่ากับเสิ่นหยวนที่กำลังร่ำเรียนอยู่ในสถานศึกษา เสิ่นซีกลับได้พบหน้าอยู่ทุกวี่ทุกวัน
ลิ่วหลาง เสิ่นหยวนมีอายุมากกว่าเสิ่นซีหนึ่งปี เดิมทีตอนที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาของซูอวิ๋นจง ผลการเรียนของเขามักจะรั้งท้ายเสิ่นซีอยู่เสมอ ทว่าบัดนี้ ในบรรดานักเรียนรุ่นราวคราวเดียวกัน เขานับว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นเหนือผู้คนเลยทีเดียว
ตระกูลเสิ่นได้มาตั้งรกรากอยู่ในตัวอำเภอแล้ว เสิ่นหยวนจึงไม่ต้องพักค้างแรมในสถานศึกษาอีกต่อไป ทว่าเนื่องจากบิดามารดาของเขายังคงรั้งอยู่ที่หมู่บ้านเถาฮวา เพื่อคอยดูแลทรัพย์สินดั้งเดิมของตระกูล ข้างกายเขาจึงไร้ซึ่งญาติสนิทมิตรสหายคอยดูแล ทำให้เขาดูโดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่งยิ่งนัก เมื่อได้พบเสิ่นซี เขาจึงราวกับได้พบเพื่อนเล่นที่ห่างหายกันไปนาน คอยดึงรั้งเสิ่นซีไว้เพื่อซักไซ้ไต่ถามเรื่องราวต่าง ๆ นานาไม่หยุดหย่อน
เสิ่นซีสัมผัสได้ว่า แม้เสิ่นหยวนจะมีนิสัยเก็บตัวและพูดน้อย ทว่าภายในใจของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น และเฝ้าโหยหาโลกกว้างภายนอกเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเสิ่นซีเล่าเรื่องราวในตัวเมืองให้เสิ่นหยวนฟังจนหมดเปลือก เสิ่นหยวนก็มีสีหน้าใฝ่ฝันหลงใหล "หากข้าได้ไปเมืองถิงโจวดูบ้างก็คงจะดีไม่น้อย"
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "พี่หก ย่อมมีโอกาสแน่ขอรับ... ผลการเรียนของท่านดีมาตลอด ภายภาคหน้าย่อมต้องสอบติดเป็นซิ่วไฉได้อย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นพวกเราก็ยังต้องไปสอบเป็นจวี่เหริน ไปสอบเป็นจิ้นซื่อด้วยกันอีก หากเป็นเช่นนี้ ท่านไม่เพียงแต่จะได้ไปเยือนเมืองถิงโจว ทว่ายังจะได้ไปถึงเมืองเอกของมณฑล หรือแม้กระทั่งได้ไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองหลวงเลยทีเดียวนะขอรับ"
เสิ่นหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ารับ ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มอันเบิกบาน ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด เสิ่นซีกลับสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างและไร้ที่พึ่งพิงซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มอันเบิกบานนั้น
บางทีอาจเป็นเพราะการลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของหลี่ซื่อ ผนวกกับการที่ป้าสะใภ้ใหญ่หวังซื่อและป้าสะใภ้รองเฉียนซื่อมักจะจงใจพูดจาถากถางอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เสิ่นหยวนรู้สึกว่า การที่เขาได้รับสิทธิ์ให้ร่ำเรียนหนังสือในครั้งนี้ แลกมาด้วยการที่บิดามารดาและน้อง ๆ ต้องยอมเสียสละตนเองทนลำบากอยู่ในชนบท เขาจึงรู้สึกผิดบาปอยู่ในใจอย่างไม่รู้ตัว
การกลับมาเยือนอำเภอหนิงฮว่าในครานี้ ยังมีอีกผู้หนึ่งที่เสิ่นซีจำต้องไปพบหน้าให้จงได้ นั่นก็คือสหายที่สนิทที่สุด และยังเป็น "ศิษย์น้อง" ของเขา หวังหลิงจือ
ไม่ได้พบหน้ากันปีกว่า หวังหลิงจือเติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มร่างกำยำเสียแล้ว
หวังหลิงจือในวัยสิบสองปี มีรูปร่างสูงใหญ่เทียมเท่ากับเด็กหนุ่มวัยสิบห้าสิบหกปีเสียแล้ว มิหนำซ้ำยังมีมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกำยำ เป็นสัดส่วนชัดเจน นี่ก็คือผลพวงจากการที่เขาหมั่นฝึกฝนวิทยายุทธ์อยู่เป็นประจำนั่นเอง
"ศิษย์พี่ ในที่สุดข้าก็ได้พบท่านเสียที" หวังหลิงจือเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจเมื่อได้พบหน้าเสิ่นซี "สองปีมานี้ วิทยายุทธ์ที่ท่านถ่ายทอดให้ ข้าล้วนร่ำเรียนจนแตกฉานหมดแล้ว แม้แต่วิชาเหินเวหาไต่กำแพงอันลึกล้ำที่ท่านเคยเอ่ยถึง ข้าก็ฝึกฝนจนสำเร็จแล้ว รอเพียงท่านกลับมาเพื่อถ่ายทอดเคล็ดวิชาของท่านอาจารย์ให้ข้าเพิ่มเติมอีกสักหน่อยเท่านั้น"
เสิ่นซีมีสีหน้างุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก "เจ้าทำวิชาเหินเวหาไต่กำแพงได้ด้วยหรือ?"
"จริงสิ หากไม่เชื่อ ข้าจะแสดงให้ท่านดู"
พูดจบ หวังหลิงจือก็ร่ายรำสุดยอดวิชาเหินเวหาไต่กำแพงของเขาให้ชม ทว่ามันมิใช่การกระโดดทะยานจากพื้นดินพุ่งพรวดเดียวสูงสองจั้งแต่อย่างใด หากแต่ดูคล้ายกับกีฬาปากัวร์ในยุคหลังเสียมากกว่า นั่นคือการวิ่งขนานไปบนกำแพงระยะหนึ่ง จากนั้นก็อาศัยแรงส่งทะยานขึ้นไปบนหลังคาอย่างรวดเร็วและดูไม่เปลืองแรงนัก ราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำก็ไม่ปาน
(เชิงอรรถผู้แปล: แมลงปอแตะผิวน้ำ (蜻蜓点水) สัมผัสเพียงแผ่วเบา ผิวเผิน หรือทำอย่างรวดเร็ว)
เสิ่นซีจำได้ลาง ๆ ว่า เขาเคยนำเรื่องวิชากังฟูเส้าหลินที่เคยเห็นในชาติก่อน มาบอกเล่ากับหวังหลิงจือแบบขอไปที เช่นการผูกถุงทรายไว้ที่ขา หรือไม่ก็การหิ้วถังน้ำด้วยสองแขนเพื่อฝึกกำลังขาและกำลังแขน นึกไม่ถึงเลยว่าหวังหลิงจือจะเก็บเอาไปฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งประสบความสำเร็จเช่นนี้