- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 186 มอบภาพส่งท้ายก่อนจากลา
ตอนที่ 186 มอบภาพส่งท้ายก่อนจากลา
ตอนที่ 186 มอบภาพส่งท้ายก่อนจากลา
หลังพ้นเทศกาลตรุษจีน วันเวลาอันแสนสุขสบายของเสิ่นซีก็สิ้นสุดลงในที่สุด เขาต้องทุ่มเทกายใจให้กับการเตรียมตัวสอบอันเคร่งเครียด เพื่อรับมือกับการสอบระดับอำเภอที่จะจัดขึ้นในเดือนสอง
แม้ว่าหากวัดกันด้วยวิชาความรู้ เสิ่นซีประเมินตนเองแล้วว่าการสอบระดับอำเภอครานี้คงไม่มีปัญหาอันใดใหญ่หลวง ทว่าเขากลับเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
เฉกเช่นโจวจิ้นในวรรณกรรม "หรูหลินไว่สื่อ" ที่มีวิชาความรู้เปี่ยมล้นทว่าชั่วชีวิตกลับสอบไม่ผ่านแม้แต่ระดับซิ่วไฉ ทว่าสุดท้ายกลับอาศัยสถานะเจี้ยนเซิงที่ใช้เงินซื้อมา เบิกทางจนสอบผ่านระดับมณฑลได้เป็นจวี่เหริน และสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อในท้ายที่สุด
(เชิงอรรถผู้แปล: หรูหลินไว่สื่อ (儒林外史) เป็นสุดยอดวรรณกรรมในยุคราชวงศ์ชิงที่เสียดสีระบบสอบเคอจวี่ โจวจิ้น เป็นตัวละครที่สอบระดับต้นไม่ผ่านจนสูงอายุ จึงใช้เงินซื้อวุฒิ "เจี้ยนเซิง" (监生) หรือนักศึกษาของราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นทางลัดของคนมีเงิน ทำให้เขามีสิทธิ์ข้ามไปสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) ได้ทันทีโดยไม่ต้องสอบเป็นซิ่วไฉก่อน)
สถานการณ์ที่ว่า "กระดาษคำตอบชั้นเลิศกลับไม่เข้าตาผู้คุมสอบ" นั้น เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในการสอบเคอจวี่
ดังนั้นการเตรียมตัวสอบของเสิ่นซีในครานี้ จึงมิใช่เพียงการมุ่งเน้นที่ตัววิชาความรู้เท่านั้น แต่ยังต้องคาดเดาความชอบของผู้คุมสอบด้วย เสิ่นซีพอจะรู้อุปนิสัยของนายอำเภอเยี่ยแห่งอำเภอหนิงฮว่า นามว่าเยี่ยหมิงซู่อยู่บ้าง รู้ว่าคนผู้นี้โปรดปรานสิ่งของแปลกใหม่ บางทีอาจใช้จุดนี้มาพลิกแพลงทำบทความได้
วันที่สามของปีใหม่ ชั้นเรียนเสริมของเฝิงฮว่าฉีก็เปิดสอนอย่างเป็นทางการ เสิ่นซีในฐานะหนึ่งในลูกศิษย์ทั้งสามคน ได้เข้าเรียนพร้อมกับหมี่หนิงและสวี่ซาน
เนื่องจากเสิ่นซีไม่ค่อยคุ้นเคยกับการแต่งกวีซื่อเทียซือ ตลอดจนการประพันธ์กวีนิพนธ์และกวีพรรณนา (ซือและฟู่) การเขียนตอบนโยบายและบทวิจารณ์ (เช่อและลวิ่น) การศึกษาปรัชญาซิ่งหลี่ และการท่องจำพระราชโองการเซิ่งอวี้กวั่งซวิ่นมากนัก จึงจำต้องให้เฝิงฮว่าฉีช่วยชี้แนะเป็นพิเศษ ทว่าหากดูจากความก้าวหน้าในการเรียนของเสิ่นซีแล้ว เขาไม่ได้ล้าหลังในศาสตร์เหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
(เชิงอรรถผู้แปล: หมวดหมู่วิชาในการสอบเคอจวี่ที่นอกเหนือจากเรียงความแปดขา ประกอบด้วย 1. กวีซื่อเทียซือ (试帖诗), ซือ (诗) และฟู่ (赋): การทดสอบแต่งบทกวี ร้อยกรอง และร้อยแก้วตามฉันทลักษณ์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด 2. เช่อ (策) และลวิ่น (论): การเขียนบทความเสนอแนะนโยบายการปกครอง และการเขียนบทวิจารณ์เชิงปรัชญาหรือประวัติศาสตร์ 3. ปรัชญาซิ่งหลี่ (性理论): ทฤษฎีว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักปรัชญาขงจื๊อใหม่ (สำนักหลี่เสวีย) 4. พระราชโองการเซิ่งอวี้กวั่งซวิ่น (圣谕广训): พระราชโองการว่าด้วยหลักศีลธรรมและการปกครอง (ข้อสังเกต: ตำราเล่มนี้ถูกรวบรวมขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ทว่าผู้แต่งได้นำมาปรับใช้ในบริบทของนิยายเรื่องนี้))
ความคาดหวังของเฝิงฮว่าฉีต่อลูกศิษย์ทั้งสาม คืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องสอบผ่านการสอบระดับอำเภอรอบแรกให้จงได้
การสอบระดับอำเภอนั้น ขึ้นอยู่กับผู้คุมสอบหลัก ซึ่งก็คือนายอำเภอท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดว่าจะจัดสอบสี่รอบหรือห้ารอบ การสอบแต่ละรอบมักจะใช้เรียงความจากสี่ตำราเป็นหลัก สอดแทรกด้วยเรียงความจากห้าคัมภีร์ การเขียนตอบนโยบายและบทวิจารณ์ (เช่อและลวิ่น) และอื่น ๆ แม้ว่าการสอบเซิงหยวนในยุคราชวงศ์หมิงและต้นราชวงศ์ชิงจะไม่มีการทดสอบกวีนิพนธ์และกวีพรรณนา (ซือและฟู่) โดยตรง ทว่าในการสอบระดับอำเภอก็มักจะนำมาทดสอบสอดแทรกไว้ด้วย รวมถึงวิชาคณิตศาสตร์ เพื่อประเมินความสามารถรอบด้านของผู้เข้าสอบ หากผู้ใดทำคะแนนได้ดีเยี่ยมก็จะถูกบันทึกไว้เป็นประวัติ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการผ่านด่านการสอบระดับเมือง และการสอบระดับท้องถิ่น ในภายภาคหน้า
ขอเพียงสอบผ่านระดับอำเภอรอบแรกได้ ก็จะได้รับสิทธิ์ในการเข้าสอบระดับเมืองแล้ว ส่วนการสอบในรอบถัด ๆ ไป ผู้สอบที่ผ่านด่านแรกสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าสอบต่อหรือไม่
การสอบระดับเมืองในปีนั้น จะจัดขึ้นในเดือนสี่
ตามความเห็นของเฝิงฮว่าฉี หากทั้งสามคนสอบผ่านระดับอำเภอ ก็อาจให้ลองไปสอบระดับเมืองในปีนี้ดู ทว่าโอกาสที่จะสอบผ่านระดับเมืองนั้นมีริบหรี่นัก เฝิงฮว่าฉีจึงไม่ได้คาดหวังกับเรื่องนี้มากเท่าใด
ส่วนการสอบระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นด่านสุดท้ายของการสอบถงเซิงนั้น เฝิงฮว่าฉีไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยถึง
กล่าวได้ว่า ในบรรดาการสอบเซิงหยวนทั้งสามขั้นนั้น การสอบระดับอำเภอนับว่าง่ายดายและไม่ซับซ้อนที่สุด ข้อเรียกร้องต่อตัวผู้สอบมีเพียงบทความต้องไม่เอนเอียงผิดเพี้ยน รูปประโยคสละสลวยลื่นไหล และยกแหล่งอ้างอิงจากคัมภีร์มาใช้ได้อย่างเหมาะสมก็เพียงพอแล้ว
เนื่องจากการสอบระดับอำเภอเป็นด่านแรกของการสอบถงเซิง ผู้เข้าสอบหน้าใหม่จึงมักจะตื่นสนามได้ง่าย วิชาความรู้ที่สั่งสมมาก็อาจไม่อาจนำมาใช้ในการสอบจริงได้อย่างเต็มที่
เฝิงฮว่าฉีนับว่ามีความเชี่ยวชาญด้านการสั่งสอนอยู่ไม่น้อย หลังจากที่เขาถ่ายทอดความรู้พื้นฐานและประสบการณ์การสอบให้แก่ทั้งสามคนแล้ว เขาก็เริ่มจำลองบรรยากาศของสนามสอบระดับอำเภอ เพื่อจัด "การสอบจำลอง" ให้แก่ลูกศิษย์ทั้งสาม
จากการทดสอบติดต่อกันหลายครา เฝิงฮว่าฉีรู้สึกพึงพอใจในระดับบทความสือเหวิน ของทั้งสามคนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเสิ่นซี ราวกับว่าเกิดมาก็เขียนเรียงความแปดขาเป็นมาแต่กำเนิด การตีโจทย์ (พั่วถี) นั้นแม่นยำ รวบยอดใจความสำคัญได้เด็ดขาด ส่วนขยายความโจทย์กระจ่างแจ้งและสมบูรณ์ ทั้งส่วนเกริ่นนำ ส่วนเปรียบเทียบต้น ส่วนเปรียบเทียบกลาง ส่วนเปรียบเทียบท้าย และส่วนสรุปรวบความล้วนหนักแน่นมั่นคง ผนวกกับลายมือที่คัดอักษรเป็นระเบียบชัดเจน ทำให้ผู้ที่ได้อ่านรู้สึกประทับใจตั้งแต่แรกเห็นจนยากจะลืมเลือน หากไม่ได้คะแนนสูงก็คงแปลกแล้ว
เฝิงฮว่าฉีเริ่มหันมาสอนกวีซื่อเทียซือ
อันที่จริงราชวงศ์หมิงไม่ได้ทดสอบกวีนิพนธ์และกวีพรรณนาโดยตรง การสอบกวีซื่อเทียซือจึงถือเป็นการทดสอบความสามารถพิเศษของผู้เข้าสอบ จัดเป็น "คะแนนพิเศษ" กวีซื่อเทียซือเป็นบทกวีแบบห้าอักษรแปดบท เนื้อหาที่ใช้ทดสอบมักจะมาจากเกร็ดประวัติศาสตร์ ข้อกำหนดคือการยกแหล่งอ้างอิงจากคัมภีร์มาใช้นั้นต้องมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ห้ามปั้นน้ำเป็นตัว แต่งขึ้นมาเองโดยเด็ดขาด
นี่มิใช่เป็นเพียงการทดสอบฝีมือการแต่งกวีของผู้สอบเท่านั้น แต่ยังเป็นการทดสอบความรู้ทางประวัติศาสตร์อีกด้วย หากผู้สอบทำไม่ได้ ก็สามารถข้ามไปได้เลย เพราะคะแนนของกวีซื่อเทียซือจะไม่ถูกนำไปรวมกับคะแนนรวมของการสอบระดับอำเภออยู่แล้ว
เฝิงฮว่าฉีไม่ค่อยสันทัดเรื่องคณิตศาสตร์ รวมไปถึงพิณ หมากรุก อักษรพู่กัน และภาพวาดเท่าใดนัก สิ่งเดียวที่พอจะนำออกมาเชิดหน้าชูตาได้ก็มีเพียงกวีซื่อเทียซือ เขาจึงตั้งมาตรฐานกวีซื่อเทียซือของลูกศิษย์ทั้งสามคนไว้สูงเป็นพิเศษ
บทกวีซื่อเทียซือของหมี่หนิงและสวี่ซาน แม้จะถือว่าอ่านง่ายและคล้องจอง ทว่าเมื่ออ่านดูแล้วกลับคล้ายกับกลอนพาไปเสียมากกว่า ดูหยาบกระด้างไปสักหน่อย ขาดชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ ส่วนบทกวีของเสิ่นซีนั้นกลับดู "ลึกซึ้งเข้าใจยาก" จนเกินไป คำชี้แนะที่เฝิงฮว่าฉีมีต่อเสิ่นซีนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก นั่นคือให้เสิ่นซีพยายามแต่งบทกวีให้เรียบง่ายและเข้าใจได้โดยง่าย อย่าได้มุ่งแต่ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำจนฝืนธรรมชาติ
การเรียนเสริมดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสถานศึกษาเปิดภาคเรียนในวันที่สิบหกเดือนอ้าย เสิ่นซีเดิมทีคิดว่าจะได้ถอนหายใจโล่งอก ทว่าความจริงแล้วกลับมีเรื่องราวอีกมากมายรอเขาอยู่
เพื่อเป็นการเตรียมตัวสอบ เสิ่นซีต้องรีบเดินทางกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่าล่วงหน้าในช่วงปลายเดือนอ้าย ฮุ่ยเหนียงได้ติดต่อคนในสมาคมการค้าให้ช่วยหาหลิ่นเซิงมารับรองให้เสิ่นซีแล้ว ส่วนเรื่องการหาชาวบ้านมาร่วมรับรอง ตลอดจนการทำหู้เจี๋ยระหว่างผู้เข้าสอบด้วยกันนั้น เขาจำต้องกลับไปติดต่อจัดการล่วงหน้าด้วยตนเอง
(เชิงอรรถผู้แปล:
หลิ่นเซิง (廪生) นักเรียนหลวง / ซิ่วไฉระดับหัวกะทิ ได้รับข้าวสารและเบี้ยหวัดจากทางการ
หู้เจี๋ย (互结) การผูกพันรับรองซึ่งกันและกันของผู้เข้าสอบ หากมีผู้ใดทุจริต ผู้ที่ร่วมรับรองจะต้องรับโทษเกี่ยวโยงไปด้วย)
เมื่อไปถึงฝั่งหนิงฮว่า เสิ่นซีจะไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาการศึกษาด้วยตนเอง ดังนั้นก่อนจะถึงช่วงปลายเดือนอ้าย ฮุ่ยเหนียงจึงได้ไหว้วานให้เฝิงฮว่าฉีช่วยติวสอบให้เสิ่นซีเป็นการส่วนตัวเป็นกรณีพิเศษ แม้กระทั่งตอนที่เสิ่นซีเลิกเรียนกลับมาถึงบ้าน เฝิงฮว่าฉีก็จะยังคงสอนเสิ่นซีเป็นการส่วนตัวต่อไปอีกหนึ่งชั่วยาม บางครั้งถึงขั้นต้องอดหลับอดนอนท่องตำราจนดึกดื่นค่อนคืน
สภาพจิตใจของเสิ่นซีก้าวผ่านวัยนักเรียนมาตั้งนานแล้ว ตลอดการร่ำเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยชินกับการทำส่งเดชขอไปที ไม่เคยต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งอ่านตำราอย่างยากลำบากถึงเพียงนี้มาก่อนเลย
ในที่สุดก็ทนฝ่าฟันมาจนถึงช่วงปลายเดือนอ้าย เสิ่นซีกำลังจะออกเดินทางกลับไปยังหนิงฮว่าเพื่อเตรียมตัวสอบ
... …
โจวซื่อตั้งครรภ์ได้หกเดือนแล้ว การขยับตัวจึงไม่ค่อยสะดวกนัก ด้วยสภาพร่างกายของนางในยามนี้ ทางที่ดีที่สุดคือควรมีสามีคอยอยู่เคียงข้าง ทว่านางกลับเป็นห่วงว่าเสิ่นซีไปถึงหนิงฮว่าแล้วจะไม่มีใครคอยดูแล จึงทำได้เพียงกัดฟันทนรับความโดดเดี่ยวอ้างว้าง ยอมให้สามีเดินทางไปเป็นเพื่อนเสิ่นซีเพื่อเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอที่หนิงฮว่า
ก่อนจากลา โจวซื่อได้ตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้เสิ่นซีมากมาย ห่อสัมภาระน้อยใหญ่กองเป็นภูเขาเลากา
เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ทางบ้านได้รับจดหมายจากหนิงฮว่า แจ้งมาว่าบุตรชายคนโตของเสิ่นหมิงเหวิน ซึ่งก็คือพี่ใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นนามว่าหย่งจั๋ว ก็จะเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ในฐานะหลานชายคนโตของบ้านใหญ่แห่งตระกูลเสิ่น ปีนี้หย่งจั๋วมีอายุครบสิบแปดปีแล้ว เมื่อสองปีก่อนทางบ้านก็เริ่มจัดการเตรียมงานแต่งงานให้เขา และในอำเภอหนิงฮว่าก็มีคหบดีใหญ่ตระกูลหลวี่ ที่มีเจตนาอยากจะยกบุตรีให้ตบแต่งกับหย่งจั๋วผู้มีรูปโฉมสง่างามและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายปัญญาชน
ทว่าทางฝั่งตระกูลหลวี่กลับมีข้อแม้ประการหนึ่ง นั่นคือต่อให้หย่งจั๋วจะไม่อาจเป็นหนุ่มน้อยผู้มีความสามารถจนสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องสอบผ่านการสอบระดับอำเภอให้ได้เสียก่อน
สถานการณ์ของหย่งจั๋วกับสวี่ซาน สหายร่วมเรียนของเสิ่นซีนั้นดูคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ตรงที่ต่างก็จะเตรียมจัดงานแต่งงานกันหลังจบการสอบระดับอำเภอในครานี้ ทว่าโดยพื้นเพแล้วสวี่ซานเป็นถึงนายน้อยของร้านขายโลงศพ มีฐานะทางบ้านที่ร่ำรวยมั่งคั่ง ต่อให้สอบระดับอำเภอไม่ติด เขาก็ยังสามารถตบแต่งภรรยารูปงามเข้าบ้านได้อยู่ดี ทว่าหากหย่งจั๋วสอบระดับอำเภอไม่ผ่านในครานี้ งานแต่งงานที่ทางบ้านตระเตรียมไว้ให้ก็เท่ากับสูญเปล่า และจะไม่มีโอกาสได้ตบแต่งคุณหนูตระกูลหลวี่อีกต่อไป
ตระกูลเสิ่นมีปัญญาชนทั้งหมดสี่คน ตอนนี้เสิ่นหมิงเหวินยังคงพัวพันอยู่กับหลี่ซื่อในเรื่องที่ว่าน้องรองถูกเขาลอบทำร้ายหรือไม่ จนถึงบัดนี้เขาถูกหลี่ซื่อจับขังให้ทบทวนตำราอยู่แต่ในห้องหลังลานเรือนที่ติดกับเรือนเก็บฟืน ประตูห้องถูกลั่นดาลล็อกจากด้านนอก เขาจึงทำได้เพียงนั่งเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างทุกวี่ทุกวัน ส่วนลิ่วหลางเสิ่นหยวนนั้น แม้จะนับได้ว่ามีสติปัญญาปราดเปรื่อง ทว่าอายุยังไม่ถึงสิบเอ็ดปี อีกทั้งยามนี้ยังร่ำเรียนสี่ตำราไม่จบ ซูอวิ๋นจงจึงยังไม่ตั้งใจจะให้เสิ่นหยวนเข้าร่วมการสอบเคอจวี่
วันที่ยี่สิบแปดเดือนอ้าย เป็นวันสุดท้ายก่อนที่เสิ่นซีจะออกเดินทาง โจวซื่อจงใจอนุญาตให้เสิ่นซีหยุดพักผ่อนหนึ่งวัน เพื่อให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
อันที่จริง นี่เป็นเพราะการร้องขอเป็นพิเศษจากฮุ่ยเหนียง เนื่องจากนางยังไม่ค่อยเข้าใจเคล็ดลับบางประการในกรรมวิธีการพิมพ์ตั๋วเงินอย่างถ่องแท้นัก ในช่วงเวลาที่เสิ่นซีต้องเดินทางจากเมืองถิงโจวไป การออกตั๋วเงินย่อมไม่อาจหยุดชะงัก นางจึงจำเป็นต้องซักถามเรื่องที่ไม่เข้าใจกับเสิ่นซีให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน
นอกจากนี้ ฮุ่ยเหนียงยังมีเรื่องการค้าที่ต้องการปรึกษาหารือกับเสิ่นซีอีกด้วย
ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เสิ่นซีต้องตื่นแต่เช้าตรู่และร่ำเรียนตำราจนมืดค่ำ แทบจะไม่มีเวลาว่างเลยแม้แต่น้อย ร่างกายของเขาจึงซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด
ขณะปรึกษาหารือเรื่องการค้ากับฮุ่ยเหนียง เสิ่นซีดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยู่บ้าง แม้ว่าเขาจะมีเรือนร่างเป็นเพียงเด็กชายวัยสิบขวบปี ทว่าวุฒิภาวะทางจิตใจของเขากลับล่วงเลยอายุสามสิบปี ไปนานแล้ว เขาจึงยังไม่อาจปรับตัวให้คุ้นชินกับชีวิตที่ต้องสาละวนอยู่กับการร่ำเรียนในทุก ๆ วันเช่นนี้ได้ อันที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้ เพราะความรู้ทั้งหลายล้วนตกผลึกอยู่ในหัวหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องยัดเยียดสิ่งใดเข้าไปอีก ทว่าความคาดหวังที่คนทั้งสองครอบครัว รวมถึงท่านอาจารย์เฝิงฮว่าฉีมีต่อเขานั้นมันช่างใหญ่หลวงนัก ทำให้เขาไม่อาจปล่อยปละละเลยได้เลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว
"...เสี่ยวหลาง เจ้าก็อย่าได้โทษที่พวกผู้หลักผู้ใหญ่อย่างพวกเราเข้มงวดกับเจ้าเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตั้งความหวังไว้กับเจ้า ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ไถนา หรือแม้แต่การค้าขาย ล้วนเป็นเพียงชนชั้นล่างของสังคม หากเจ้าไม่ตั้งใจร่ำเรียนตำรา ภายภาคหน้าย่อมไม่มีวันได้โดดเด่นเหนือผู้คนหรอกนะ"
ฮุ่ยเหนียงมองออกถึงความเหนื่อยยากของเสิ่นซี นางจึงฉวยโอกาสหลังจากปรึกษาเรื่องสมาคมการค้าเสร็จสิ้น เอ่ยปลอบประโลมเขา
เสิ่นซีฝืนยิ้ม "ท่านน้า ข้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดีขอรับ ก็แค่บ่นโออดครวญไปอย่างนั้นเอง ในใจข้าย่อมรู้หนักรู้เบาดี"
"ข้ารู้ดีว่าไอ้เด็กเหม็นอย่างเจ้าน่ะ ตัวเล็กแต่ความคิดโต รู้จักห่วงใยผู้อื่น รอจนพรุ่งนี้เจ้าออกเดินทางไปแล้ว กว่าจะได้พบหน้ากันอีกก็ตั้งเดือนกว่า ในใจของน้าคงจะอึดอัดคับข้องใจแย่ เสี่ยวหลาง ฝีมือวาดภาพของเจ้าเป็นเลิศนัก มิสู้เจ้าวาดภาพเหมือนของตัวเองมอบให้น้าสักใบเถิด ยามใดที่น้าคิดถึงเจ้า จะได้หยิบมันขึ้นมาดู"
ฮุ่ยเหนียงจ้องมองเสิ่นซีด้วยสายตาคาดหวัง ทำให้จู่ ๆ เสิ่นซีก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็นขุมหนึ่ง
หรือว่าฮุ่ยเหนียงจะถูกใจข้าเข้าจริง ๆ เสียแล้ว? ไม่หรอก ๆ นางก็แค่เห็นข้าเป็นหลานชายตัวน้อย หรือไม่ก็อาจจะเห็นข้าเป็นลูกเขยในอนาคตกระมัง…
เสิ่นซีคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย ท่าทางดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
"เป็นอันใดไป เสี่ยวหลาง เจ้าลำบากใจหรือ?" ฮุ่ยเหนียงมองเสิ่นซีด้วยความประหลาดใจ
"เปล่าขอรับ เพียงแต่... ข้าไม่มีแบบให้ดู แล้วจะวาดได้อย่างไรเล่าขอรับ?"
เสิ่นซีไม่ต้องการเก็บภาพลักษณ์ในวัยเยาว์ของตนเองเอาไว้ เพราะในเวลานี้ที่เขากำลังอยู่ในช่วงโตเป็นหนุ่ม เขาเป็นเพียงเด็กน้อยธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าหล่อเหลาเลยสักนิด สิ่งที่เขาอยากให้ฮุ่ยเหนียงจดจำ ก็คือรูปลักษณ์อันหล่อเหลาสง่างามหลังจากที่เขาเติบโตขึ้นต่างหาก มิใช่ใบหน้าละอ่อนเช่นนี้
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะเบา ๆ "ทางนั้นมีคันฉ่องทองเหลืองอยู่มิใช่หรือ? เจ้าก็วาดไปตามนั้นเถิด หากวาดออกมาไม่สวยก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเป็นสิ่งที่เจ้าวาด และมีเค้าโครงหน้าตาของเจ้าก็พอแล้ว... น้ารู้สึกว่าตัวเองชักจะแก่ลงไปบ้างแล้ว เกรงว่าความจำจะไม่ค่อยดี นานวันเข้าก็จะลืมเลือนไปเสียว่าหน้าตาของเจ้าเป็นเช่นไร"
"ท่านน้า ท่านแก่มากแล้วหรือขอรับ?"
เสิ่นซีถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แม้ว่าอายุของสตรีจะเป็นความลับ แต่เสิ่นซีก็สืบรู้มานานแล้วว่า ปัจจุบันฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะมีอายุเพียงยี่สิบสี่ยี่สิบห้าปีเท่านั้น ซึ่งกำลังอยู่ในวัยสาวสะพรั่ง ต่อให้นางจะต้องออกไปพบปะผู้คนข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง แต่ผิวพรรณและรูปโฉมก็ยังได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี เพียงแต่อาจจะเป็นเพราะขาดบุรุษมาคอยเอาอกเอาใจ บนใบหน้าของนางจึงแทบจะไม่ค่อยมีรอยยิ้มปรากฏให้เห็น และขาดเสน่ห์เย้ายวนใจอันเป็นเอกลักษณ์ของสตรีที่เติบโตเต็มวัยไปบ้างเท่านั้น
ฮุ่ยเหนียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้กล่าวอันใดอีก นางยกคันฉ่องทองเหลืองมาให้เสิ่นซี ให้เสิ่นซีนั่งลงบนเก้าอี้ แล้ววาดรูปใบหน้าของตนเองโดยดูเงาสะท้อนจากคันฉ่อง
เสิ่นซีมองดูใบหน้านั้นในคันฉ่อง รู้สึกขัดใจเพียงว่าวันเวลาช่างผ่านไปเชื่องช้าเหลือเกิน
"ท่านน้า ลำพังมีแค่พู่กันนั้นไม่พอหรอกขอรับ ข้าจะวาดภาพ จำต้องใช้แท่งถ่าน ข้าต้องกลับไปหยิบมาก่อน" เสิ่นซีพลันเกิดประกายความคิดสว่างวาบขึ้นมา
"เช่นนั้นเจ้าก็รีบไปรีบกลับมานะ"
ฮุ่ยเหนียงไม่ได้นึกสงสัยสิ่งใด นางเดินไปส่งเสิ่นซีที่หน้าประตู
เมื่อเสิ่นซีกลับไปถึงที่พัก เขาก็ไม่ได้หยิบแท่งถ่านแล้วหวนกลับมาในทันที ทว่าเขาเริ่มลงมือวาดภาพในตอนนั้นเลย
เขาวาดใบหน้าของตนเองออกมาจริง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคันฉ่องเลยแม้แต่น้อย เพราะภาพนั้นถูกสลักลึกอยู่ในหัวของเขาอย่างแจ่มชัด... นั่นคือรูปลักษณ์ในชาติปางก่อนของเขา คุณชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง เมื่อสวมชุดโบราณ มือถือพัดจีบ ยืนสง่างามในชุดยาวสีคราม ช่างดูหล่อเหลาสง่างามและโดดเด่นเหนือใครจริง ๆ
เสิ่นซีวาดภาพได้อย่างรวดเร็ว เมื่อวาดเสร็จก็ไม่ได้ตกแต่งอันใดเพิ่มเติม เขาจ้ำอ้าวถือภาพวาดนั้นกลับไปให้ฮุ่ยเหนียงดูทันที
ฮุ่ยเหนียงรับภาพที่เสิ่นซีวาดเสร็จมาถือไว้ พลางหลุดหัวเราะออกมา "เสี่ยวหลาง นี่เจ้าวาดรูปตัวเองหรือ?"
"ใช่แล้วขอรับ"
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "หรือท่านน้าไม่คิดว่าข้าในรูปวาดนี้ ดูคล้ายกับข้าในยามนี้มากหรือขอรับ? รอจนข้าเติบโตขึ้น ก็คงจะมีหน้าตาเช่นนี้แหละ... ท่านน้า ท่านควรจะจดจำรูปวาดในยามที่ข้าหล่อเหลาที่สุดเอาไว้สิขอรับ มิใช่ข้าในเวลานี้"
ฮุ่ยเหนียงฝืนยิ้มออกมา ทว่านางก็ยังคงเก็บภาพวาดนั้นไว้อย่างทะนุถนอม ปากก็เอ่ยด่าทอด้วยน้ำเสียงขวยเขิน "ไอ้เด็กเหม็น"
น้ำเสียงแผ่วเบานั้น แฝงไปด้วยความขวยเขินและแง่งอนอย่างมีเสน่ห์ ฟังแล้วทำเอาเสิ่นซีถึงกับกระดูกอ่อนระทวยไปทั้งร่าง