- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 185 เด็กหญิงน้อยแสนงอน
ตอนที่ 185 เด็กหญิงน้อยแสนงอน
ตอนที่ 185 เด็กหญิงน้อยแสนงอน
ใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่เข้ามาทุกที ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับยังคงไม่อาจหยุดพัก ด้านหนึ่งนางต้องคอยชักชวนคนของพรรคทางน้ำ ให้เข้ามาทำงานรับใช้ สมาคมการค้า ส่วนอีกด้านหนึ่งนางยังต้องออกหน้าไปติดต่อเช่าและกว้านซื้อเรือ ม้า และรถลาก วิ่งวุ่นจัดการเพื่อก่อตั้งกองเรือ และสำนักรถม้าให้จงได้
ส่วนเสิ่นซีนั้นเก็บตัวทบทวนสี่ตำราห้าคัมภีร์ และศึกษาบทความสือเหวินอยู่ที่ลานหลังร้านขายยาอย่างสบายใจ พร้อมกันนั้น เขายังรับหน้าที่สอนหนังสือให้แก่เด็กหญิงน้อยทั้งสองไปด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล:
สี่ตำราห้าคัมภีร์ (四书五经) ตำราเรียนหลักในลัทธิขงจื๊อ ใช้ในการสอบเคอจวี่
บทความสือเหวิน (时文) คำเรียกแทนเรียงความแปดขาในยุคหมิงและชิง ในบริบทของการสอบขุนนาง มักหมายถึง บทความหรือเรียงความตัวอย่างที่เขียนขึ้นตามมาตรฐานและรสนิยมที่กำลังได้รับความนิยมในสนามสอบยุคนั้น ๆ บัณฑิตมักใช้อ่านเพื่อเป็นแนวทางเก็งข้อสอบ)
วิชาที่เสิ่นซีสอน นอกจาก "ภาษา" และ "คณิตศาสตร์" แล้ว ยังมีวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งก็คือการสอนให้เด็กหญิงทั้งสองได้รู้จักกับโลกกว้างใต้ฝ่าเท้าของพวกนางนั่นเอง
"...สถานที่ที่เราอาศัยอยู่นี้น่ะ เป็นทรงกลม เรียกว่า โลก พวกเราใช้ชีวิตอยู่บนพื้นผิวโลก ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นมหาสมุทร อันเป็นผืนน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา น้ำในมหาสมุทรนั้นมีรสเค็ม มนุษย์ไม่อาจดื่มกินได้โดยตรง ในทะเลมีปลาอาศัยอยู่ ที่ตัวใหญ่ ๆ ก็อย่างเช่นวาฬและฉลาม พวกมันตัวใหญ่โตกว่าเสือตั้งไม่รู้กี่เท่า..."
เด็กหญิงทั้งสองชื่นชอบวิชาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่เสิ่นซีสอนเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ฟังบรรยาย พวกนางมักจะเบิกตากลมโต ราวกับถูกเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตบนบกและในท้องทะเลอันพิลึกพิลั่นน่าตื่นตาตื่นใจเหล่านั้นสะกดเอาไว้ ประหนึ่งกำลังฟังเรื่องราวของเหล่าปีศาจและภูตผีในวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋วก็ไม่ปาน
"พวกมันกินคนหรือไม่เจ้าคะ?" และนี่ก็เป็นคำถามที่เด็กหญิงทั้งสองมักจะให้ความสนใจมากที่สุดในทุก ๆ ครั้ง
ในวันปกติ เด็กหญิงทั้งสองมักจะถูกเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน สถานที่ที่พอจะไปได้ ก็มีเพียงลานเรือนตระกูลเสิ่นและลานหลังร้านขายยาเท่านั้น สองแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนสรวงสวรรค์ในการวิ่งเล่นของพวกนาง
เสิ่นซีได้ประดิษฐ์ของเล่นชิ้นพิเศษให้พวกนางหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นถุงทราย ตัวต่อไม้ ลูกขนไก่ กระดานหมากข้ามช่อง และลูกแก้ว
เสิ่นซียังคงมุ่งมั่นค้นคว้าเรื่องเครื่องแก้วอยู่ตลอด ทว่าฝีมือของเขายังทำได้เพียงผลิตลูกแก้วสีขุ่นมัวออกมาเท่านั้น ซึ่งไม่อาจนำไปใช้งานจริงอันใดได้ จึงทำได้เพียงมอบให้เด็กหญิงทั้งสองนำไปใช้เป็นของเล่นแทน
"พี่เสิ่นซี ท่านแม่บอกว่าหลังพ้นปีใหม่ไป ท่านต้องเดินทางไปต่างเมือง ไม่อาจอยู่เล่นกับพวกเราแล้ว เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ?"
หลังพ้นปีใหม่นี้ไป ลู่ซีเอ๋อร์ก็จะมีอายุครบแปดขวบ นางรู้ความขึ้นกว่าแต่ก่อนมากนัก ส่วนหลินไต้นั้นเล่า ย่างเข้าสู่วัยสิบสองปีจิตใจเริ่มรู้จักความรัก เริ่มมีเค้าโครงของหญิงสาววัยรุ่นแล้ว
ทว่าในสายตาของเสิ่นซี พวกนางก็ยังคงเป็นเหมือนเด็กที่ไม่มีวันโตอยู่ดี ลู่ซีเอ๋อร์ยังคงติดคนแจ ส่วนหลินไต้ก็มักจะแง่งอนตามประสาเด็กสาวแรกรุ่นอยู่เสมอ
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "พี่เสิ่นซีต้องกลับไปสอบเคอจวี่ที่อำเภอหนิงฮว่า ไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนพวกเจ้าได้ตลอดเวลา... แต่เมื่อสอบเสร็จ ข้าก็จะกลับมาแล้ว ใช้เวลาไม่นานหรอก"
ลู่ซีเอ๋อร์เบาะปากน้อย ๆ พวงแก้มแดงระเรื่อ ดวงตาคู่ใสจ้องมองเสิ่นซีแลดูงามบอบบางจับใจ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "แล้วเหตุใดข้าถึงไปสอบเคอจวี่บ้างไม่ได้ล่ะเจ้าคะ?"
ลู่ซีเอ๋อร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการสอบเคอจวี่คือสิ่งใด นางเพียงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก และเต็มเปี่ยมไปด้วยความโหยหาในสิ่งที่ตนยังไม่รู้จัก
ทว่าหลาย ๆ เรื่อง ก็มิใช่สิ่งที่เสิ่นซีจะอธิบายให้กระจ่างได้โดยง่าย
"นั่นก็เพราะเจ้าเป็นเด็กผู้หญิงอย่างไรเล่า... สิ่งที่เด็กผู้หญิงต้องเรียนรู้ก็คืองานฝีมือสตรี ในภายภาคหน้า ฝีมือเย็บปักถักร้อยจำต้องเป็นเลิศ ต้องรู้จักเย็บปะชุนเสื้อผ้า ต้องตัดเย็บชุดเป็น... สิ่งเหล่านี้แหละคือการสอบเคอจวี่ของเด็กผู้หญิง"
เสิ่นซีใช้น้ำเสียงอ่อนโยนล่อลวงเด็กหญิงน้อยที่ยังไม่ทันประสีประสา
"ท่านหลอกลวง!"
หลินไต้ฉีกหน้ากากเปิดโปงคำโกหกของเสิ่นซีอย่างไม่ไว้หน้า "การสอบเคอจวี่คือการสอบเข้ารับราชการเป็นขุนนาง ภายภาคหน้าจะได้วางอำนาจบาตรใหญ่เหมือนพวกใต้เท้าเหล่านั้นต่างหากเล่า ฮึ! งานเย็บปักถักร้อยจะนับเป็นการสอบเคอจวี่ได้อย่างไร?"
เสิ่นซีปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "การสอบเคอจวี่ของเด็กผู้ชายคือการสอบวัดความรู้ ส่วนการสอบเคอจวี่ของเด็กผู้หญิงอย่างพวกเจ้าคือการวัดฝีมืองานฝีมือสตรี หากทำงานฝีมือสตรีไม่เก่ง ภายภาคหน้าผู้ใดจะยอมตบแต่งเจ้าเล่า? มิใช่ว่าข้าผู้เป็นสามีตั้งใจจะกลั่นแกล้งเจ้านะ ทว่าหากภายภาคหน้าฝีมือเย็บปักถักร้อยของเจ้าไม่เอาไหน ข้าคงต้องทบทวนเรื่องที่จะตบแต่งเจ้าเป็นภรรยาใหม่อีกคราเสียแล้ว"
"ถุย! ผู้ใดเขาอยากจะแต่งงานกับท่านกัน!" หลินไต้เม้มริมฝีปากด่าทอด้วยความขวยเขิน
ทว่าในตอนนั้นเอง ดวงตาของลู่ซีเอ๋อร์กลับทอประกายวาบวับ นางลอบมองหลินไต้ด้วยสายตาเจ้าเล่ห์เพทุบายราวกับลูกหนูตัวน้อย ริมฝีปากน้อย ๆ เม้มเข้าหากันแผ่วเบา ราวกับกำลังครุ่นคิดแผนการบางอย่างอยู่ในใจ
ระหว่างรับประทานอาหารมื้อค่ำวันนั้น ลู่ซีเอ๋อร์ก็รบเร้าออดอ้อนให้ฮุ่ยเหนียงสอนนางทำงานเย็บปักถักร้อยเสียแล้ว
วันปกติฮุ่ยเหนียงมักจะยุ่งวุ่นวาย ไม่ค่อยมีเวลาดูแลบุตรีมากนัก จึงปล่อยปละให้นางวิ่งเล่นอยู่ในลานหลังร้าน อย่างไรเสียก็มีหลินไต้และเหล่าสาวใช้คอยช่วยจับตาดูอยู่ ขอเพียงไม่ออกไปนอกลานเรือนก็คงไม่มีเรื่องอันตรายใดเกิดขึ้น
สตรีไร้สามารถคือผู้มีคุณธรรม ทว่าฮุ่ยเหนียงย่อมรู้ซึ้งถึงความยากลำบากของการเกิดเป็นสตรีดี นอกเหนือจากจะไม่บังคับรัดเท้าบุตรีแล้ว นางยังให้เสิ่นซีช่วยสั่งสอนวิชาความรู้แก่ลู่ซีเอ๋อร์ด้วย นางอยากให้บุตรีเติบโตเป็นกุลสตรีที่รู้หนังสือเข้าใจจารีต แต่เพราะความหละหลวมของนางนี่เอง จึงทำให้ลู่ซีเอ๋อร์ขาดทักษะพื้นฐานที่สุดของเด็กผู้หญิงไป นั่นก็คืองานฝีมือสตรี
"ซีเอ๋อร์ เหตุใดจู่ ๆ เจ้าถึงนึกอยากเรียนงานเย็บปักถักร้อยขึ้นมาเล่า?"
ฮุ่ยเหนียงรวบตัวบุตรีเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก พลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ยามนี้ลู่ซีเอ๋อร์ไม่ใช่ยายหนูขี้มูกโป่งที่เอาแต่พันแข้งพันขานางอีกต่อไปแล้ว เมื่อฮุ่ยเหนียงนั่งลงบนม้านั่ง ความสูงของนางยังสู้ลู่ซีเอ๋อร์ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แม่หนูน้อยคนนี้ยังพอมีสติปัญญาและไหวพริบอยู่บ้าง นางย่อมไม่มีทางหลุดปากบอกไปว่า ที่อยากเรียนงานเย็บปักถักร้อยก็เพื่อที่โตขึ้นจะได้ตบแต่งให้เสิ่นซี ทว่านางกลับเลือกที่จะเลี่ยงประเด็นหนักไปหาเบาได้อย่างแนบเนียน "พี่เสิ่นซีบอกว่า เด็กผู้หญิงจำต้องทำงานฝีมือสตรีให้เป็น นี่แหละคือการสอบเคอจวี่ของเด็กผู้หญิงเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะพลางปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา "น่าเสียดายที่แม่ไม่ค่อยมีเวลาสอนเจ้าเลย"
โจวซื่อหัวเราะร่วน "น้องสาว ประจวบเหมาะกับที่พักนี้ท้องของข้าเริ่มชักจะใหญ่ขึ้นทุกที ขยับเขยื้อนตัวไปไหนมาไหนก็ไม่ค่อยสะดวก ให้ข้าเป็นคนสอนนางก็แล้วกัน แม่หนูคนนี้เคยเรียนมาบ้างนิดหน่อยแล้ว นางฉลาดเฉลียวปานนี้ สอนฝีเข็มพื้นฐานไม่กี่อย่าง ประเดี๋ยวเดียวก็คงจำได้แล้วล่ะ"
หลินไต้รีบวางชามข้าวลง แล้วรีบเอ่ยแทรกขึ้นมาทันควัน "ท่านแม่ ข้าก็อยากเรียนด้วยเจ้าค่ะ"
โจวซื่อในยามนี้นับได้ว่าประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็ปรองดองชื่นมื่น ผนวกกับบุตรชายก็มีความก้าวหน้าด้านการเรียน แม้แต่สะใภ้เลี้ยงก็ยังเติบโตมาสวยสดงดงาม งดงามหยดย้อยขึ้นทุกวัน ซ้ำตอนนี้นางยังตั้งครรภ์ลูกอีกคน อารมณ์ของนางจึงเบิกบานเป็นพิเศษ "ดี ๆ ในเมื่อพวกเจ้าอยากเรียน ข้าก็จะสอนให้พร้อมกันเสียเลย ภายภาคหน้างานเย็บปะชุนเสื้อผ้าในบ้าน หนิงเอ๋อร์และคนอื่น ๆ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรง โยนให้พวกเจ้าจัดการเสียให้หมดเลยก็แล้วกัน"
ลู่ซีเอ๋อร์ดีใจจนกระโดดโลดเต้น ส่วนสีหน้าของหลินไต้กลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราวกับคนเป็นใบ้กินบอระเพ็ด มีความขมขื่นแต่ไม่อาจระบายให้ผู้ใดฟังได้
อันที่จริงหลินไต้ก็พอจะมีฝีมืองานเย็บปักถักร้อยติดตัวอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิด หรือแม้แต่โจวซื่อ ต่างก็เคยถ่ายทอดวิชาให้นางมาบ้างแล้ว หนำซ้ำนางยังเคยติดตามโจวซื่อไปรับจ้างทำงานที่ร้านเย็บผ้าอยู่ช่วงหนึ่งด้วย ที่นางเสนอตัวขอเรียนงานฝีมือสตรีในครั้งนี้ ก็เป็นเพียงแค่อารมณ์อยากเอาชนะและแง่งอนลู่ซีเอ๋อร์เท่านั้นเอง ใครจะไปคาดคิดว่าการชิงดีชิงเด่นในครั้งนี้ จะกลับกลายเป็นการกว้านเอางาน 'เย็บปะชุน' ของคนทั้งบ้านมาโยนใส่บ่าตัวเองเสียได้
หลังจากในบ้านมีสาวใช้เพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน แม้แต่งานเข้าครัวทำอาหาร หลินไต้ก็ไม่ได้ลงมือทำเองมาเนิ่นนานแล้ว นางใช้ชีวิตสุขสบายราวกับฮูหยินน้อยที่ได้รับการปรนนิบัติพัดวีอย่างดี จะสวมเสื้อผ้าก็มีคนประเคนให้ จะอ้าปากกินข้าวก็มีคนคอยป้อนให้ ในแต่ละวัน นอกจากการร่ำเรียนวิชาความรู้กับเสิ่นซีแล้ว นางก็เอาแต่วิ่งเล่นกับลู่ซีเอ๋อร์
ครั้งนี้นางขุดหลุมฝังศพตัวเองแท้ ๆ!
ค่ำคืนวันที่ยี่สิบเก้าเดือนล่าเยวี่ย ซึ่งก็คือค่ำคืนสุดท้ายก่อนจะถึงวันส่งท้ายปีเก่า เนื่องจากคืนวันสิ้นปีโจวซื่อเตรียมตัวจะไปใช้เวลาอยู่กับสามี ทั้งสองครอบครัวจึงถือโอกาสเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนล่วงหน้า
เดิมทีควรจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวใหญ่มานั่งล้อมวงพูดคุยสัพเพเหระ และรอฟังเสิ่นซีเล่านิทานไปเพลิน ๆ ทว่าในคืนนั้น ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อกลับง่วนอยู่กับการหยิบเข็มและด้าย มานั่งสอนฝีเข็มพื้นฐานให้แก่เด็กหญิงน้อยทั้งสองแทน
ในบรรดาสาวใช้ทั้งหมด ผู้ที่มีฝีมืองานฝีมือสตรีเป็นเลิศที่สุดก็คือเสี่ยวอวี้ ทว่าเสี่ยวอวี้มีตำแหน่งเป็นถึงคนทำบัญชีประจำร้านขายยา นางจึงไม่มีเวลาว่างมาสวมบทเป็นอาจารย์สอนงานเย็บปัก หนิงเอ๋อร์และลวี่เอ๋อร์ก็นับว่าพอถูไถไปได้ ด้านหงเอ๋อร์และซิ่วเอ๋อร์นั้น ฝีมืองานเย็บปักถักร้อยของพวกนางเข้าขั้นสะเพร่าเลินเล่อ หยาบกระด้าง แม้แต่ฝีเข็มพื้นฐานสองสามอย่างก็ยังทำไม่เป็น ค่ำคืนนั้น พวกนางจึงต้องมาร่วมนั่งเรียนพร้อมกับโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงด้วย
"...พวกเจ้านี่นะ ตอนกลางวันทำงานเหน็ดเหนื่อยก็จริง แต่ตกดึกจะกินอิ่มแล้วล้มตัวลงนอนเลยไม่ได้ หากไม่รู้จักเรียนรู้งานฝีมือสตรีไว้บ้าง ไม่เพิ่มพูนความรู้ติดตัว ภายภาคหน้าจะตบแต่งออกเรือนได้อย่างไร? จะไปเป็นภรรยาผู้ประเสริฐมารดาผู้แสนดีให้บ้านอื่นเขาได้อย่างไรกัน?"
โจวซื่อเอ่ยตำหนิสั่งสอน แม้สาวใช้เหล่านี้จะมิใช่คนที่นางใช้เงินซื้อตัวมา ทว่านางก็นับเป็นนายหญิงครึ่งหนึ่งของพวกนาง น้ำเสียงที่นางใช้เอื้อนเอ่ย จึงแฝงไปด้วยความห่วงใยประหนึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่คอยพร่ำสอนบุตรหลานของตน