- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 184 ตั๋วเงินอันวิจิตรบรรจง
ตอนที่ 184 ตั๋วเงินอันวิจิตรบรรจง
ตอนที่ 184 ตั๋วเงินอันวิจิตรบรรจง
หลังจากฮุ่ยเหนียงเจรจาหารือกับคนของพรรคทางน้ำเสร็จสิ้น นางก็จงใจหลีกเลี่ยงที่จะติดต่อกับคนของพรรคทางบก
ก่อนหน้านี้ คนของพรรคทางบกเคยช่วยหลงจู๊ร้านหนังสือไปบุกทำลายโรงพิมพ์ และช่วงปลายปีที่พวกคนต่างถิ่นมาจุดชนวนก่อกวนที่ร้านขายยา พวกมันก็ยังคอยเป็นผู้ชักใยเติมเชื้อไฟอยู่เบื้องหลัง เรื่องนี้ทำให้เสิ่นซีระแวดระวังตัวถึงขีดสุด... คนของพรรคทางบกเห็นชัดว่าเป็นเพียงฝูงเดรัจฉานสันดานหมาป่า ป่าเถื่อนไร้เหตุผล ไม่อาจเจรจาด้วยได้เลย
การจะทำให้พวกมันยอมสยบอย่างราบคาบนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดคืออาศัยความขัดแย้งภายในของพวกมัน แล้วค่อย ๆ ทยอยกำจัดทิ้งทีละกลุ่ม
ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับมีท่าทีหวาดกลัวที่จะต้องงัดข้อปะทะตาต่อตาฟันต่อฟันกับพรรคทางบก ในมุมมองของนาง หากไปล่วงเกินคนเหล่านั้นจนถูกบุกมาแก้แค้นถึงหน้าประตูบ้าน ลำพังแค่ถูกปล้นชิงทรัพย์ยังนับว่าสถานเบา หากถึงขั้นฆ่าคนวางเพลิง ข่มขืนฉุดคร่า คนทั้งสองครอบครัวซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นเพียงสตรีและเด็ก ย่อมไร้เรี่ยวแรงจะต่อกรได้เลย
เสิ่นซีจึงทำได้เพียงพับความคิดที่จะรวบรวมพรรคทางบกเก็บไว้ก่อน แล้วให้ฮุ่ยเหนียงจัดการควบรวมคนของพรรคทางน้ำให้เบ็ดเสร็จเสียก่อน รอจนพ้นช่วงปีใหม่ ค่อยหาหนทางว่าจะหยิบยืมกำลังคนของพรรคทางน้ำไปรวบกลืนพรรคทางบกได้อย่างไร ทว่าลึก ๆ แล้วตัวเสิ่นซีเองก็ไม่ได้คาดหวังกับเรื่องนี้นัก
ในช่วงปลายปีเช่นนี้ภาพมงคลปีใหม่แบบสีของโรงพิมพ์กำลังขายดิบขายดีจนแทบขาดตลาด พ่อค้าต่างถิ่นจำนวนมากต่างแห่แหนกันมายังอำเภอหนิงฮว่า เพื่อกว้านซื้อภาพมงคลชุดใหญ่กลับไปวางจำหน่าย
ตามปกติในช่วงเวลานี้ของปีก่อน โรงพิมพ์ย่อมหยุดงานไปแล้ว ทว่าปีนี้กิจการกลับเจริญรุ่งเรืองเป็นพิเศษ ล่วงเข้าสู่ช่วงหลังวันที่ยี่สิบห้าเดือนล่าเยวี่ย ก็ยังมีผู้คนไม่น้อยมาสั่งซื้อ กว้านซื้อภาพมงคลปีใหม่ไปเป็นจำนวนมหาศาล โรงพิมพ์จึงจำต้องโหมงานหนัก และหันกลับมาแบ่งสายงานทำงานหมุนเวียนกันสามผลัดอีกครั้ง
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)
เพื่อเป็นการชดเชยความเหนื่อยยากให้แก่เหล่าคนงาน โดยเฉพาะแรงงานสตรีในช่วงเวลานี้ นับตั้งแต่เข้าสู่เดือนล่าเยวี่ย โรงพิมพ์ก็เริ่มจ่ายค่าจ้างเพิ่มเป็นสองเท่า ทั้งยังตั้งกฎเกณฑ์การจ่ายเงินค่าล่วงเวลาและเงินรางวัลปลายปีขึ้นมา และในช่วงไม่กี่วันก่อนสิ้นปีเช่นนี้ ยิ่งมีการแจกรางวัลปลายปีให้ทุกวัน ทำให้บรรดาลูกจ้างและคนงานชายหญิงที่ต่างพะว้าพะวงอยากกลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้าน ล้วนมีแรงฮึดสู้ตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อสามารถหาเงินเข้ากระเป๋าได้เป็นกอบเป็นกำ เรื่องการฉลองปีใหม่ก็ดูเหมือนจะไม่สลักสำคัญอีกต่อไป การทำงานในช่วงปลายปีเพียงหนึ่งวัน กลับได้ค่าแรงเทียบเท่าการทำงานในวันปกติถึงสี่วัน พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะทุ่มเทแรงกายอย่างสุดกำลัง
ส่วนทางด้านโรงงานผลิตยานั้น ได้หยุดพักงานไปก่อนหน้านี้นานแล้ว
ประการแรก เป็นเพราะยาสำเร็จรูปที่โรงงานผลิตออกมากักตุนไว้นั้นมีปริมาณเพียงพอ จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบผลิตเพิ่ม ประการที่สอง เป็นเพราะหลงจู๊ใหญ่ประจำโรงงานอย่างหานอู่เหยีย ได้เดินทางกลับไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวที่บ้านเกิดแล้ว
ตลอดปีที่ผ่านมา หานอู่เหยียยอมละทิ้งอาชีพนักเล่านิทานที่เคยเลี้ยงปากท้อง ยอมรอนแรมจากบ้านเกิดมาบุกเบิกดิ้นรนถึงในตัวเมือง ทว่าโชคดีที่ปีนี้เขาสามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เบี้ยหวัดรายเดือนรวมกับส่วนแบ่งกำไรปลายปีนั้นมีมากถึงสี่สิบตำลึง ซึ่งมากมายเกินหน้าเกินตาผู้คนส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้ไปไกลลิบ หานอู่เหยียจึงตั้งใจไว้ว่าหลังพ้นปีใหม่และถึงเวลาต้องกลับมาทำงาน เขาจะพาสมาชิกครอบครัวทั้งลูกเด็กเล็กแดงย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่ตัวเมืองแห่งนี้เสียเลย
ฮุ่ยเหนียงยึดคติที่ว่าผลประโยชน์ย่อมไม่ปล่อยให้ตกถึงมือคนนอก จึงเสนอให้หานอู่เหยียจัดแจงพาคนในครอบครัวเข้ามาทำงานในโรงงานผลิตยา การได้ 'คนกันเอง' เช่นนี้มาร่วมงาน ย่อมรับประกันได้มากที่สุดว่าตำรับยาจะไม่มีทางรั่วไหลออกไป
ส่วนทางด้านร้านขายยานั้น กิจการในช่วงปลายปีกลับดูเงียบเหงาซบเซาอยู่บ้าง
นั่นก็เป็นเพราะยาสำเร็จรูปของทางร้านล้วนเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ผู้ป่วยหลายรายที่เคยล้มหมอนหนอนเสื่อมาอย่างยาวนาน ต่างก็ไม่ต้องทนใช้ชีวิตกอดหม้อต้มยาอยู่ทุกวี่ทุกวันอีกต่อไป ผนวกกับช่วงปลายปีที่อากาศภายนอกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ ผู้คนส่วนใหญ่จึงพากันหลบซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านเรือน ร้านรวงที่เปิดเรียงรายอยู่ตามท้องถนนต่างก็มีลูกค้าบางตาเป็นธรรมดา
เดิมทีร้านขายยาตั้งใจจะเปิดทำการไปจนถึงวันสิ้นปี ทว่าด้วยกิจการที่เงียบเหงา ฮุ่ยเหนียงจึงตัดสินใจปิดร้านพักผ่อนตั้งแต่วันที่ยี่สิบเจ็ดเดือนล่าเยวี่ย นางจัดการชำระส่วนแบ่งกำไรของร้านขายยาให้แก่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และโจวซื่อล่วงหน้า จากนั้นก็ตระเตรียมซื้อหาสิ่งของเครื่องใช้สำหรับฉลองปีใหม่ ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้นหน้าที่ ตอนนี้ฮุ่ยเหนียงมักจะวุ่นวายอยู่กับธุระฝั่งสมาคมการค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ช่วงปลายปีเช่นนี้นางยุ่งจนหัวปั่น หากมีเรื่องอันใดนางก็จะแอบมาปรึกษาหารือกับเสิ่นซีเป็นการส่วนตัว
เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นปี ผู้คนที่แห่แหนมาถอนเงินที่โรงเงินก็มีจำนวนไม่น้อย ราษฎรหลายคนหวาดกลัวว่าหลังพ้นปีใหม่ไปแล้วความเป็นอยู่จะเป็นเช่นไร จึงไม่กล้าทิ้งเงินฝากไว้ในโรงเงิน ยอมสูญเสียดอกเบี้ยไปบ้างเพื่อถอนเงินออกมาซื้อหาข้าวสารกลับไปกักตุนไว้ที่บ้าน เพราะถือคติที่ว่ามีเสบียงตุนไว้ย่อมอุ่นใจกว่าในยามอดอยาก
ด้วยเหตุที่โรงเงินมีเงินทุนหมุนเวียนอยู่อย่างเหลือเฟือ หลังจากสิ้นสุดสงครามการค้ากับซูเจ้อชี ยอดเงินฝากในโรงเงินก็พุ่งทะยานทะลุสามหมื่นตำลึงไปแล้ว
ปัจจัยหลักเป็นผลพวงมาจากความไว้วางใจอย่างเปี่ยมล้นที่เหล่าพ่อค้าวาณิชในเมืองถิงโจวมีต่อสมาคมการค้า หลงจู๊ร้านรวงต่าง ๆ ล้วนยินดีที่จะนำเงินมาฝากไว้ในโรงเงิน เพื่ออาศัยทรัพย์สินเป็นตัวต่อยอดสร้างผลกำไรให้งอกเงย
ส่วนเสิ่นซีนั้น เนื่องจากเมื่อขึ้นปีใหม่เขาจะต้องเรียนเสริมเพื่อเตรียมตัวรับมือกับการสอบระดับอำเภอ ช่วงปลายปีเช่นนี้ นอกจากการคอยช่วยฮุ่ยเหนียงวางแผนรวบรวมขุมกำลังใต้ดินภายในเมืองแล้ว เขายังหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาวิจัย "เงินตรากระดาษ" ของเขา ซึ่งก็คือตัวอย่างตั๋วเงินนั่นเอง
ในท้องตลาดปัจจุบันมีตั๋วเงินต้าหมิงเป่าเชาเป็นต้นแบบให้เห็น และหากย้อนกลับไปก่อนยุคต้าหมิง ในสมัยราชวงศ์ถังก็ยังมีตั๋วแลกเงินเฟยเฉียน สมัยราชวงศ์ซ่งก็มี เจี้ยวจื่อ ฮุ่ยจื่อ และเฉียนอิ่น ส่วนในยุคราชวงศ์หยวนก็มีตั๋วเงินทงสิงเป่าเชา เสิ่นซีอาศัยความรู้ระดับนักโบราณคดีที่เคยศึกษาเกี่ยวกับเงินตรากระดาษในยุคโบราณ ผนวกเข้ากับความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องตั๋วเงินยุคปัจจุบัน มารังสรรค์ตัวอย่างตั๋วเงินรูปแบบใหม่ที่มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีสอง และเป็นสิ่งที่คนนอกในยุคนี้ไม่อาจปลอมแปลงได้โดยเด็ดขาด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกตั๋วเงินของโรงเงินในภายภาคหน้า
(เชิงอรรถผู้แปล: ตั๋วเงินต้าหมิงเป่าเชา (大明宝钞) ธนบัตรกระดาษที่ออกโดยราชสำนักหมิง ซึ่งเสื่อมค่าลงอย่างหนักในยุคหลัง)
สิ่งที่เสิ่นซีใช้เป็นไม้ตายหลักก็คือกรรมวิธีการพิมพ์สี ที่ตกผลึกเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เขาเริ่มต้นจากการวาดภาพต้นแบบของตั๋วเงินขึ้นมาก่อน จากนั้นก็ไปว่าจ้างช่างให้ตีแม่พิมพ์ทองแดงขึ้นมา โดยใช้กรรมวิธีเดียวกับการพิมพ์หนังสือภาพจากแม่พิมพ์ไม้ ผ่านขั้นตอนการลงสีสันถึงสามชั้น ส่วนในเรื่องของกระดาษนั้น เขาเลือกใช้กระดาษเปลือกต้นหม่อนที่มีความเหนียวทนทานเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
(เชิงอรรถผู้แปล: แม่พิมพ์ทองแดง (铜制印版) กรรมวิธีใหม่ที่เสิ่นซีนำมาใช้แทนแม่พิมพ์ไม้ เพื่อให้ลวดลายมีความคมชัดและทนทานกว่า)
บนแผ่นตั๋วเงินขนาดครึ่งฉื่อ เสิ่นซีได้ออกแบบตราประทับแบบเปิดเผยไว้มากถึงห้าจุด เพื่อให้ชาวบ้านร้านตลาดและเหล่าพ่อค้าสามารถใช้สำหรับจำแนกแยกแยะของจริงของปลอมได้อย่างง่ายดาย
(เชิงอรรถผู้แปล: ฉื่อ (尺) มาตราวัดความยาวของจีน 1 ฉื่อประมาณ 33.3 เซนติเมตร ครึ่งฉื่อจึงยาวราวๆ หนึ่งฝ่ามือ)
ในขณะเดียวกันก็มีตราประทับลับซ่อนอยู่อีกนับสิบกว่าจุด
และในบรรดาตราประทับลับเหล่านี้ สิ่งที่เสิ่นซีเชี่ยวชาญที่สุดก็คือการตีพิมพ์ชุดตัวเลขอาหรับ ตัวเลขโรมัน อักษรละติน และคำศัพท์ภาษาอังกฤษลงไป เพื่อใช้ระบุมูลค่าของตั๋วเงินและหมายเลขลำดับที่แตกต่างกันออกไป ในยุคสมัยที่ผู้คนยังคงไร้ซึ่งความรู้ความเข้าใจ และไม่ล่วงรู้ถึงความหมายของตัวอักษรประหลาดเหล่านี้ ตราประทับลับประเภทนี้จึงเป็นสิ่งที่ผู้อื่นหมดสิทธิ์ลอกเลียนแบบไปโดยปริยาย
เสิ่นซีได้เพิ่ม “เส้นเงิน” และ “เส้นทอง” ลงบนตั๋วเงินแต่ละใบ โดยนำตั๋วเงินด้านหน้าและด้านหลังสองแผ่นมาประกบอัดเข้าด้วยกันเป็นแผ่นเดียว ในขั้นตอนการทำกระดาษ เขาอาศัยการปรับเปลี่ยนความข้นเหนียวของวัตถุดิบเพื่อสร้างลวดลายแฝงและลายน้ำขึ้นมา ซึ่งทำให้ความยากในการปลอมแปลงตั๋วเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล
เสิ่นซีเริ่มลงมือทำตัวอย่างตั๋วเงินมาตั้งแต่ต้นเดือนล่าเยวี่ย จนกระทั่งถึงวันที่ยี่สิบเก้าเดือนล่าเยวี่ยจึงถือว่าเสร็จสมบูรณ์ เมื่อเขานำมันไปให้ฮุ่ยเหนียงดู แม้แต่โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต่างก็หยิบตัวอย่างตั๋วเงินที่ประณีตงดงามราวกับภาพวาดขึ้นมาพลิกชมไปมาด้วยความสนใจใคร่รู้
"เสี่ยวหลาง ของสิ่งนี้น่าสนใจยิ่งนัก เหตุใดด้านในจึงคล้ายกับมีภาพวาดของคนอยู่ด้วย ดูไปดูมา... ช่างละม้ายคล้ายกับพี่ซุนอยู่หลายส่วนเชียว?"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถือตั๋วเงินไว้ในมือ ขณะที่เสิ่นซีกำลังอธิบายเรื่องลายน้ำ นางก็ลองยกมันขึ้นส่องดูกับแสงตะวัน และก็เป็นจริงดังคาด บนตั๋วเงินปรากฏภาพโครงหน้าของสตรีที่ดูมีชีวิตชีวาประดุจของจริง ประหนึ่งว่าเงาของฮุ่ยเหนียงถูกประทับตรึงเอาไว้บนนั้น
ฮุ่ยเหนียงคือประธานสมาคมการค้า เป็นหลงจู๊ใหญ่แห่งโรงเงิน และยังเป็นบุคคลอันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณในการสร้างอาณาจักรการค้านี้ขึ้นมา การนำภาพใบหน้าของนางมาประทับลงบนตั๋วเงินในรูปแบบของลายน้ำ ถือเป็นการเชิดชูเกียรติในความสำเร็จของนาง และยังเป็นการประกาศให้ผู้คนทั่วหล้าได้รับรู้ว่าผู้ใดคือเจ้านายแห่งโรงเงินแห่งนี้
ตั๋วเงินใบเล็ก ๆ เพียงใบเดียวนี้ หากพูดถึงความสดใสของสีสันอาจยังเทียบไม่ได้กับภาพมงคลปีใหม่แบบสี ทว่ามันกลับงดงามราวกับผลงานศิลปะชิ้นเอก ทำให้ฮุ่ยเหนียง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ และโจวซื่อต่างชื่นชอบจนวางไม่ลง
เดิมทีฮุ่ยเหนียงกังวลว่าระบบป้องกันการปลอมแปลงของตั๋วเงินอาจยังไม่รัดกุมพอ และง่ายต่อการถูกมิจฉาชีพลอกเลียนแบบ ทว่าเมื่อเสิ่นซีได้อธิบายถึงกรรมวิธีการป้องกันการปลอมแปลง ทั้งตราประทับแบบเปิดเผยและตราประทับลับบนตั๋วเงิน ก็ทำให้ฮุ่ยเหนียงปัดเป่าความกังวลก่อนหน้านี้ทิ้งไปจนหมดสิ้น ตอนนี้นางแทบจะอดใจรอไม่ไหว อยากจะผลักดัน "สมุดบัญชีเงินฝาก" รูปแบบพิเศษนี้ออกสู่สายตาผู้คนหลังพ้นช่วงปีใหม่เสียที
"เสี่ยวหลาง ภายภาคหน้าเจ้าต้องเล่าเรียนหนังสือ ย่อมไม่อาจปล่อยให้เจ้าลงมือพิมพ์ตั๋วเงินด้วยตัวเองทุกขั้นตอนได้... แต่หากว่าจ้างคนนอกมาทำ แล้วเคล็ดลับการพิมพ์รั่วไหลออกไป กิจการโรงเงินของเราก็อาจพังทลายลงได้ทุกเมื่อ"
แม้ตั๋วเงินจะมีระบบป้องกันการปลอมแปลงในระดับสูงลิ่ว จนคนนอกยากที่จะแกะรอยค้นคว้าถึงกรรมวิธีได้ แต่ฮุ่ยเหนียงก็ยังคงมีความกังวลใจอย่างหนักเกี่ยวกับการรั่วไหลของความลับจากคนใน
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "ท่านน้า วางใจเถิดขอรับ กรรมวิธีการพิมพ์ตั๋วเงินนั้นซับซ้อนกว่าการพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่มากนัก ลายน้ำไม่ได้ถูกวาดเติมลงไปในภายหลัง และไม่ได้ใช้วิธีประทับอัดลงไป ทว่ามันถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการทำกระดาษ ซึ่งต้องอาศัยกรรมวิธีเฉพาะทางในการทำให้สำเร็จ แม่พิมพ์ตั๋วเงินของเรามีทั้งหมดสี่แผ่น แต่ละแผ่นเป็นตัวแทนของมูลค่าตั๋วเงินที่แตกต่างกัน ทว่าแม่พิมพ์สำหรับหมายเลขและแม่พิมพ์ลวดลายแฝงนั้นมีอยู่หลายแผ่น ซึ่งจำต้องประทับอัดแยกกันทีละชั้นขอรับ"
"ในกระบวนการพิมพ์นั้นมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ขั้นตอนสุดท้ายสองสามขั้น ท่านน้าสามารถลงมือทำด้วยตัวเองได้ทั้งหมด ต่อให้พวกโจรชั่วจะติดสินบนซื้อตัวช่างพิมพ์ของเราไป พวกมันก็ไม่มีทางได้แม่พิมพ์ของเราไปครอง และยิ่งไม่มีทางล่วงรู้ถึงเคล็ดลับการพิมพ์แบบครบชุดได้เลยขอรับ"
เสิ่นซีประเมินในใจว่า ตั๋วเงินที่เขาออกแบบขึ้นมานี้ มีระบบป้องกันการปลอมแปลงที่เหนือชั้นกว่าตั๋วเงินที่หมุนเวียนในยุคหลังรัชศกเจียชิ่งแห่งราชวงศ์ชิงเสียอีก หรืออาจนำไปเทียบเคียงกับธนบัตรในยุคหลังได้เลยทีเดียว ในยุคกลางราชวงศ์หมิงที่วิทยาการยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร การที่ใครสักคนคิดจะปลอมแปลงตั๋วเงินที่มีระบบป้องกันรัดกุมถึงเพียงนี้ ย่อมยากเข็ญปานปีนป่ายขึ้นสวรรค์
(เชิงอรรถผู้แปล: ในต้นฉบับภาษาจีน ผู้แต่งระบุเป็น "รัชศกเจียจิ้งแห่งราชวงศ์ชิง" (清朝嘉靖) ซึ่งคาดว่าเป็นการพิมพ์พ้องเสียงสับสน เนื่องจาก "เจียจิ้ง" (嘉靖) เป็นพระนามฮ่องเต้ในราชวงศ์หมิง ส่วนฮ่องเต้ในราชวงศ์ชิงคือ "เจียชิ่ง" (嘉庆) ซึ่งเป็นยุคที่ระบบตั๋วเงินของเอกชนเฟื่องฟูและมีการใช้ระบบป้องกันการปลอมแปลงที่ซับซ้อน ผู้แปลจึงขออนุญาตปรับแก้เป็น "รัชศกเจียชิ่ง" เพื่อให้ถูกต้องตามบริบททางประวัติศาสตร์)
เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ยินคำพูดเหล่านี้ของเสิ่นซี นางจึงเพิ่งจะวางใจลงได้อย่างแท้จริง
เมื่อมีตั๋วเงินแล้ว ภายภาคหน้าโรงเงินก็สามารถเปิดให้บริการฝากถอนเงินข้ามถิ่นได้ พ่อค้าวาณิชที่เดินทางสัญจรก็ไม่จำเป็นต้องพกพาเงินก้อนหนักอึ้งติดตัวไปตามรายทางอีกต่อไป เพียงแค่นำเงินมาแลกเป็นตั๋วเงินในที่แห่งหนึ่ง แล้วเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง ค่อยนำตั๋วเงินนั้นไปแลกกลับเป็นเงินตราเพื่อใช้ในการซื้อขาย หรือแม้กระทั่งสามารถใช้ตั๋วเงินชำระค่าสินค้าได้โดยตรง ต่อให้ตั๋วเงินจะสูญหายหรือถูกดักปล้นชิงไประหว่างทาง ตั๋วเงินนี้ก็ยังมีระบบแจ้งอายัด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือครองตั๋วเงินให้ได้มากที่สุด
อย่างไรเสีย โรงเงินก็เป็นกิจการร่วมหุ้น แม้ฮุ่ยเหนียงจะเห็นชอบด้วย แต่ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากบรรดาผู้ถือหุ้นที่อยู่เบื้องล่าง ทว่าฮุ่ยเหนียงถือครองหุ้นของโรงเงินอยู่เกินกว่าห้าส่วน ตามทิศทางการพัฒนาโรงเงินที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจหรือนโยบายของโรงเงิน ขอเพียงฮุ่ยเหนียงอนุมัติ ผู้อื่นก็ไม่มีสิทธิ์คัดค้าน
การที่ฮุ่ยเหนียงนำตั๋วเงินไปให้เหล่าผู้ถือหุ้นดูนั้น จึงดูคล้ายกับการแจ้งให้ทราบตามมารยาทเสียมากกว่า มิใช่การไปขอความคิดเห็นจากผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด
อันที่จริง เมื่อบรรดาผู้ถือหุ้นได้เห็นตั๋วเงินที่มีคุณภาพการพิมพ์ยอดเยี่ยม และมีระบบป้องกันการปลอมแปลงรัดกุมถึงเพียงนี้ พวกเขาย่อมคาดหวังให้โรงเงินผลักดันบริการนี้ออกมาเช่นกัน เพราะนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าขายระหว่างพ่อค้าวาณิชแล้ว เหตุผลหลักก็คือมันสามารถกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลมาสู่โรงเงินได้
เมื่อได้รับการยอมรับจากผู้ถือหุ้นของโรงเงิน ฮุ่ยเหนียงก็ยิ่งมีความมั่นใจในการผลักดันตั๋วเงินออกสู่สายตาผู้คนมากยิ่งขึ้น
ในช่วงไม่กี่วันก่อนสิ้นปี นางให้เสิ่นซีจัดพิมพ์ตั๋วเงินที่ประทับตรา "ตั๋วตัวอย่าง" ล่วงหน้าออกมาหลายสิบใบ นางตรวจสอบคุณภาพของมันทีละใบอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจแล้วว่าขั้นตอนการพิมพ์ไร้ซึ่งปัญหาใด ๆ จึงให้จัดพิมพ์ตั๋วเงินมูลค่ารวมห้าพันตำลึงออกมา โดยแบ่งเป็นหน้าตั๋วมูลค่าห้าตำลึง สิบตำลึง ยี่สิบตำลึง และห้าสิบตำลึงคละกันไป เพื่อเตรียมนำออกหมุนเวียนหลังพ้นช่วงปีใหม่
ตั๋วเงินนี้ใช้ระบบอิงมาตรฐานแร่เงิน กล่าวคือ หากพิมพ์ตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งตำลึง ก็จะต้องมีเงินสดมูลค่าหนึ่งตำลึงฝากไว้ในโรงเงินเป็นหลักประกัน ตั๋วเงินมูลค่าห้าพันตำลึงชุดนี้ ฮุ่ยเหนียงเตรียมที่จะมอบให้กับบรรดาหลงจู๊ของร้านค้าในสมาคมที่มีเงินฝากอยู่ในโรงเงิน เพื่อให้พวกเขาเป็นผู้บุกเบิกกลุ่มแรก ในการหยั่งเชิงดูลาดเลา สำหรับการขยายธุรกิจตั๋วเงินนี้