- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 183 ซื้อใจ
ตอนที่ 183 ซื้อใจ
ตอนที่ 183 ซื้อใจ
เสิ่นซีรู้ว่าวันที่สามเดือนอ้ายก็ต้องเริ่มเรียนเสริมแล้ว ดังนั้นเขาจึงฉวยโอกาสช่วงสิ้นปีนี้ รีบนำแผนการรวบรวมขุมกำลังพรรคทางน้ำและพรรคทางบกในเมืองเข้าด้วยกันมาลงมือปฏิบัติจริง
สำหรับเขาแล้ว นี่นับเป็นความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อน
ด้วยเรือนร่างเล็กจ้อยที่อายุยังไม่ถึงสิบขวบปีของเขา การคิดจะ "บัญชาการเหล่าผู้กล้า" นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เขาวาดฝันไว้ คือการให้ซ่งเสี่ยวเฉิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ รวบรวมขุมกำลังใต้ดินแห่งเมืองถิงโจวให้เป็นหนึ่งเดียว
การจะรวบรวมขุมกำลังทั้งทางน้ำและทางบกในเมืองเข้าด้วยกัน จำต้องใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็ง... อันว่าไม้อ่อนนั้น ก็คือการให้ฮุ่ยเหนียงใช้ชื่อสมาคมการค้า เป็นตัวแทนเรียกผู้นำของขุมกำลังเหล่านี้ในเมืองมาชุมนุมกันเพื่อปรึกษาหารือ
ในเมืองถิงโจวเวลานี้ บรรดาร้านค้าจากทุกสาขาอาชีพล้วนเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมการค้าแทบทั้งสิ้น บางทีพวกพรรคทางบกอาจจะไม่สนว่าสมาคมการค้าจะมีงานให้พวกมันทำหรือไม่ ทว่าพรรคทางน้ำนั้น ถึงอย่างไรก็เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางเรือและการแบกหามสินค้าที่ท่าเรือ จึงมีความเชื่อมโยงกับสมาคมการค้าอย่างลึกซึ้งแยกกันไม่ขาด
ยามที่สมาคมการค้ามีสินค้าต้องขนส่ง ก่อนอื่นต้องไปหาเถ้าแก่เรือ แล้วจ่ายเงินมัดจำ เถ้าแก่เรือจะไม่ลงมากำกับดูแลเรื่องการเดินเรือด้วยตนเอง แต่จะมอบหมายงานให้นายท้ายเรือเป็นคนจัดการ นายท้ายเรือก็จะไปหาคนของพรรคทางน้ำมาช่วยคุ้มกันเรือ ขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือปลายทาง แล้วค่อยหาคนมาแบกหามลงจากเรือ จากนั้นเถ้าแก่เรือถึงจะมารับเงินค่าขนส่งส่วนที่เหลือจากสมาคมการค้า
เดิมทีคนที่ติดต่อกับพรรคทางน้ำมากที่สุดก็คือเถ้าแก่เรือและนายท้ายเรือ สมาคมการค้ามีหน้าที่เพียงแค่จ่ายเงินก็พอแล้ว
ทว่าบัดนี้สมาคมการค้าต้องการจะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ก้าวต่อไปคือการซื้อเรือ ซื้อม้า และซื้อรถม้า เพื่อเปิดกองเรือและสำนักรถม้า โดยให้คนของตนเองเป็นคนจัดการเรื่องการขนส่งทางน้ำและทางบกจนเสร็จสรรพ
ในเมื่อผู้ว่าจ้างขนส่งสินค้าก็คือร้านค้าในสมาคมการค้า แล้วกองเรือและสำนักรถม้าก็ขึ้นตรงต่อสมาคมการค้าเช่นกัน เช่นนั้นลูกจ้างของกองเรือและสำนักรถม้า ตั้งแต่นายท้ายเรือไปจนถึงลูกเรือ ตั้งแต่คนขับรถม้าไปจนถึงคนเลี้ยงม้า รวมไปถึงคนคุ้มกันและคนแบกหามสินค้าระหว่างทาง ทางที่ดีที่สุดคือให้พวกเขาล้วนสังกัดอยู่ในกองเรือและสำนักรถม้า และอยู่ภายใต้การปกครองของสมาคมการค้า
นี่คือสถานการณ์ที่สมบูรณ์แบบทั้งสองทาง บรรดาผู้มีวิสัยทัศน์ในสมาคมการค้าต่างก็เห็นพ้องต้องกันทั้งสิ้น
เวลานี้สมาคมการค้าได้เริ่มจัดซื้อสินค้าโดยตรงจากแหล่งผลิตแล้ว ใบชาฤดูใบไม้ผลิของปีที่แล้ว ตลอดจนการจัดซื้อข้าวฟ่างและข้าวสาลีในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง ล้วนดำเนินการผ่านช่องทางนี้ทั้งสิ้น ทว่าด้วยเพราะการขนส่งตกอยู่ในมือผู้อื่นมาโดยตลอด ทำให้การจัดซื้อและการขนส่งมีอุปสรรคขลุกขลัก ไม่ค่อยราบรื่นนัก
หากสมาคมการค้าเปิดกองเรือและสำนักรถม้าเป็นของตนเองเมื่อใด สมาคมการค้าก็จะมีรูปแบบการจัดซื้อ ขนส่ง ขายส่ง และขายปลีกที่เบ็ดเสร็จเป็นหนึ่งเดียว วันข้างหน้าถึงขั้นสามารถไปตั้งโรงงานผลิตในแหล่งผลิตสินค้าได้เลย เท่ากับเป็นการดึงขั้นตอนการผลิตเข้ามาอยู่ในสายพานการค้านี้ด้วย
หากสมาคมการค้าสามารถทำระบบการผลิต ขนส่ง และจัดจำหน่ายแบบครบวงจรได้ การจะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นก็จะไม่ใช่เพียงการวาดฝันอีกต่อไป ทว่าสามารถคาดหวังได้อย่างเต็มเปี่ยม
…… ……
วันที่ยี่สิบสี่เดือนล่าเยวี่ย ฮุ่ยเหนียงจัดเตรียมคนไปยังท่าเรือแม่น้ำถิงเจียง เพื่อติดต่อกับผู้ดูแลของพรรคทางน้ำเหล่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) หมายถึงเดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)
ขุมกำลังเหล่านี้โดยพื้นฐานแล้วจะแบ่งแยกตามพื้นที่ เส้นทางน้ำช่วงเมืองถิงโจวนี้ ขุมกำลังที่ใหญ่ที่สุดย่อมต้องเป็นพรรคทางน้ำของอำเภอฉางถิง ลูกจ้างรวมกับกุลีลากจูงเรือเบ็ดเสร็จแล้วมีถึงสองร้อยกว่าคน อำเภออื่น ๆ ก็มีตั้งแต่หลายสิบคนไปจนถึงหลักร้อยคนลดหลั่นกันไป พรรคพวกที่รับจ้างแบกหามสินค้าอยู่ตามท่าเรือต่าง ๆ มีรวมกันสิบกว่ากลุ่ม จำนวนคนทั้งหมดน่าจะราว ๆ แปดร้อยคน
ช่วงสิ้นปีเดิมทีควรจะเป็นช่วงที่การขนส่งสินค้าคึกคัก ทว่าด้วยผลกระทบจากยุคน้ำแข็งน้อย ฤดูหนาวปีนี้อากาศจึงหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ ช่วงสิ้นปีเช่นนี้ผิวน้ำบางส่วนของแม่น้ำถิงเจียงถึงขั้นจับตัวเป็นน้ำแข็ง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ยากยิ่งในแถบฝั่งตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยน
(เชิงอรรถผู้แปล: ยุคน้ำแข็งน้อย (小冰河期) ยุคที่อุณหภูมิโลกลดต่ำ ราชวงศ์หมิงถึงชิงเผชิญความหนาวและภัยแล้งรุนแรง)
เมื่อเป็นเช่นนี้ คนในพรรคพวกเหล่านั้นจึงไม่มีงานให้ทำ ส่วนใหญ่ล้วนเอาแต่ลอยชายไปวัน ๆ
สมาคมการค้าปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความให้เกียรติ เชื้อเชิญให้พวกเขามาพบปะพูดคุย บรรดาผู้นำของพรรคทางน้ำส่วนใหญ่ก็ถือว่าไว้หน้าอยู่ไม่น้อย จึงรับปากว่าจะเดินทางมาเยือนด้วยตนเอง
วันที่ยี่สิบห้าเดือนล่าเยวี่ย สำนักงานใหญ่สมาคมการค้าได้จัดการหารืออย่างลับ ๆ ขึ้นครั้งหนึ่ง ผู้นำของพรรคทางน้ำแต่ละกลุ่มพร้อมด้วยลูกน้องผู้ติดตามที่มาร่วมงาน เมื่อรวมกันแล้วก็มีมากถึงสี่สิบห้าสิบคนเลยทีเดียว
ฮุ่ยเหนียงในฐานะประธานสมาคมการค้า ยังคงต้องรับหน้าที่เป็นผู้เจรจากับเหล่านักเลงกลุ่มนี้ด้วยตนเอง เดิมทีนางก็ไม่ค่อยคุ้นชินกับการคบค้าสมาคมกับคนหยาบกระด้างที่เอาแต่พ่นคำหยาบคายเหล่านี้อยู่แล้ว จึงทำได้เพียงปฏิบัติตามบทพูดที่เสิ่นซีเตรียมไว้ให้ล่วงหน้า หลังจากทักทายปราศรัยกันพอเป็นพิธีแล้ว นางก็เข้าเรื่องทันที
"ทุกท่าน สมาคมการค้าของพวกเราต้องการจัดตั้งกองเรือและสำนักรถม้าเป็นของตนเอง อยากจะว่าจ้างทุกท่านมาทำงานให้สมาคมการค้า วันข้างหน้าจะได้รับเบี้ยหวัดเป็นรายเดือน ทั้งยังมีเงินรางวัลพิเศษมอบให้ตามผลงานที่ลงแรงไป... นับแต่นี้เป็นต้นไป ทุกคนจะได้กินข้าวของสมาคมการค้า เชื่อฟังคำสั่งของสมาคมการค้า ไม่ทราบว่าทุกท่านยินดีจะเข้าร่วมหรือไม่?"
คำพูดของฮุ่ยเหนียงทำเอาคนในยุทธภพที่มาร่วมงานต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
กฎเกณฑ์ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล การออกมารับจ้างทำงานนั้นล้วนขึ้นอยู่กับโชคชะตา มีแรงแค่ไหนก็หาเงินได้แค่นั้น มีคนจ้างก็ได้เงิน ไม่มีคนเรียกตัวก็ทำได้เพียงอ้าปากกินลมหนาวเท่านั้น
ส่วนเรื่องการไปทำงานกับสมาคมการค้านั้น นั่นจะไม่ใช่การเร่ร่อนในยุทธภพอีกต่อไป ทว่ากลายเป็นการถือชามข้าวเหล็กของสมาคมการค้าแทน ความมั่นคงน่ะมั่นคงอยู่หรอก ทว่าความอิสระเสรีก็ย่อมต้องหดหายไปหลายส่วน
(เชิงอรรถผู้แปล: ชามข้าวเหล็ก (铁饭碗) คำเปรียบเปรยถึงอาชีพที่มั่นคง ไม่มีวันตกงาน)
"ลู่ฮูหยิน สองปีมานี้ท่านก้าวหน้าเจริญรุ่งเรืองในเมืองถิงโจว พวกเราล้วนเลื่อมใส ทว่าหากจะให้พวกเราติดตามกินข้าวหม้อเดียวกับท่าน เกรงว่าคงจะไม่ค่อยเหมาะกระมัง"
หัวหน้าพรรคทางน้ำผู้หนึ่งนามว่าหลี่เฉียนชิงเอ่ยปากขึ้นก่อน คำพูดคำจาของคนผู้นี้ยังถือว่าสุภาพอยู่บ้าง ถึงอย่างไรที่หอการค้าของสมาคมการค้าแห่งนี้ก็ไม่ใช่ที่ท่าเรือ พวกเขาจึงไม่ค่อยกล้าล่วงเกินคนของสมาคมการค้านัก
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางกล่าวว่า "ทุกท่านฟังผิดไปแล้ว ไม่ใช่มากินข้าวกับสตรีต่ำต้อยอย่างข้าหรอก ทว่าเป็นการร่วมมือกันพัฒนากับสมาคมการค้าต่างหาก วันข้างหน้ากองเรือและสำนักรถม้า ข้ายินดียกให้พวกท่านเป็นคนดูแลบริหารจัดการทั้งหมด"
วาจาประหนึ่งฟ้าผ่า!
คนเหล่านี้ที่อยู่ในงาน แม้แต่ละคนจะทำท่าวางมาดใหญ่โต ภายนอกมีแต่คนเรียกขานอย่างให้เกียรติว่าลูกพี่หรือไม่ก็หลงจู๊ ทว่าเมื่อว่ากันตามจริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ผู้คุมงานเท่านั้น ต่อให้พวกเขาจะเป็นผู้นำพรรค แต่ก็ต้องอาศัยหยาดเหงื่อแรงกายของตนเองหาเลี้ยงชีพ จะให้บรรดาลูกน้องในสังกัดมาหาเลี้ยงพวกเขาเปล่า ๆ ได้อย่างไรกัน
ถึงขั้นที่ว่าบรรดาลูกพี่ใหญ่ที่ดูน่าเกรงขามเหล่านี้ แท้จริงแล้วส่วนใหญ่ล้วนขัดสนเงินทอง ขาดแคลนทุนทรัพย์จนไม่อาจลงหลักปักฐานในเมืองได้ ต่อให้มีที่ซุกหัวนอน ก็เป็นเพียงลานเรือนเล็ก ๆ ซอมซ่อเท่านั้น แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องอยากหาหนทางก้าวหน้า เพื่อให้มีชีวิตที่สุขสบายไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทว่านอกจากเรี่ยวแรงแล้วพวกเขากลับไม่มีความรู้ความสามารถอื่นใดเลย หนังสือก็อ่านไม่ออก บัญชีก็ทำไม่เป็น คิดเลขก็ไม่ได้ กระทั่งงานฝีมือก็ยังไม่มีติดตัว แล้วใครที่ไหนจะยอมจ้างพวกเขาไปทำงานเล่า?
ชายฉกรรจ์วัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความร้อนรนใจว่า "ลู่ฮูหยิน ที่ท่านกล่าวมาเป็นความจริงหรือ?"
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข้อเสนอของฮุ่ยเหนียงที่จะยกกองเรือและสำนักรถม้าให้พวกเขาเป็นคนดูแลนั้น ทำให้คนเหล่านี้หวั่นไหวเป็นอย่างมาก วันนี้ยังเป็นแค่กุลีรับจ้างรายวัน พรุ่งนี้กลับได้กลายเป็นผู้ดูแลกิจการเสียแล้ว นี่มันเรื่องแป้งทอดหล่นจากฟากฟ้าชัด ๆ!
(เชิงอรรถผู้แปล: แป้งทอดหล่นจากฟากฟ้า (天上降馅饼) สำนวนเปรียบเปรยถึงลาภลอยที่ได้มาอย่างไม่คาดฝัน)
"พวกท่านเห็นว่าข้าเหมือนคนกำลังพูดล้อเล่นหรืออย่างไร?"
น้ำเสียงของฮุ่ยเหนียงแฝงความจริงจังเป็นอย่างยิ่ง "ทว่าเมื่อถึงเวลานั้น สมาคมการค้าจะจัดส่งคนไปทำบัญชีและดูแลเรื่องเงินทองที่กองเรือและสำนักรถม้า ต่อให้พวกท่านจะได้เป็นหลงจู๊ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด"
"ทุกพรรครวมตัวเข้าด้วยกัน วันข้างหน้าตามท่าเรือและจุดข้ามฟากใหญ่ ๆ ในเมืองถิงโจวแห่งนี้ ขอเพียงเป็นกิจการขนส่งทางน้ำและทางบก ก็ให้เป็นหน้าที่ของพวกท่านทุกคนคอยรับผิดชอบ"
"สมาคมการค้าจะไม่เอาเปรียบพี่น้องเบื้องล่าง เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนได้รับการดูแลจุนเจือ หากได้กำไร ส่วนแบ่งของพวกท่านก็จะสูง ทว่าหากขาดทุน พวกท่านก็จะมาปัดตูดหนีไปเฉย ๆ ไม่ได้เช่นกัน"
ผู้คนในงานต่างวิพากษ์วิจารณ์พูดคุยกันเซ็งแซ่
โครงสร้างที่ฮุ่ยเหนียงเสนอมานั้น ตรงกับความปรารถนาของพวกเขาพอดี
การเร่ร่อนในยุทธภพ ภายนอกดูคล้ายอิสระเสรี ทว่าในยุคสมัยนี้ คนระดับล่างมีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อยยิ่งนัก ยามแบกหามสินค้าก็มักจะเกิดอุบัติเหตุสินค้าหล่นทับคนตายหรือไม่ก็พลัดตกน้ำจมน้ำตายอยู่บ่อยครั้ง ทว่าทางฝั่งเถ้าแก่เรือกลับไม่มีการจ่ายเงินชดเชยใด ๆ ให้เลย หากบาดเจ็บหรือล้มตายก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรมไป
แต่หากว่าพวกเขาสามารถกุมอำนาจดูแลกองเรือและสำนักรถม้าได้เอง ทั้งยังมีสมาคมการค้าคอยสนับสนุนด้านเงินทุน ชีวิตของพวกเขาก็จะพลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่กล่าวจบ ก็มีบางคนอยากจะเอ่ยปากตอบรับทันที ทว่าก็ยังมีบางคนที่ยังคงคลางแคลงใจ หวาดระแวงว่าสมาคมการค้าจะข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน
(เชิงอรรถผู้แปล: ข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพาน (过河拆桥) สำนวนเปรียบเปรยถึงการหมดประโยชน์แล้วถีบหัวส่ง)
หลี่เฉียนที่เพิ่งเอ่ยปากไปเมื่อครู่ เป็นตัวแทนของทุกคนก้าวออกมากล่าวว่า "ลู่ฮูหยิน เรื่องนี้ขอพวกเรากลับไปปรึกษาหารือกันก่อนเถิด ถึงอย่างไรใต้บังคับบัญชาก็ยังมีพี่น้องอีกมากมาย ร้อยพ่อพันแม่ความเห็นย่อมแตกต่าง ต้องให้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันก่อนถึงจะทำได้ เรื่องพรรค์นี้ต่อให้พวกเราตัดสินใจไปแล้ว แต่หากคนเบื้องล่างไม่ยินยอม ก็ไม่อาจผลักดันต่อไปได้อยู่ดี"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว" มีคนรอบข้างส่งเสียงสนับสนุน
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ ก่อนหน้านี้เสิ่นซีเคยวิเคราะห์อุปนิสัยของพรรคพวกพรรคทางน้ำเหล่านี้ให้นางฟังแล้วว่า คนพวกนี้เป็นพวก 'ร่วมสุขได้แต่ไม่อาจร่วมทุกข์' ภายนอกดูเหมือนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หันปลายหอกออกสู่ภายนอก ทว่าภายในกลับขัดแย้งกันไม่หยุดหย่อนเพราะแย่งชิงอาณาเขตและแย่งงานกันทำ การลงไม้ลงมือต่อสู้กันไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นระหว่างพรรคเท่านั้น แต่ภายในพรรคเดียวกันก็ยังเกิดความขัดแย้งได้ง่ายดายยิ่งนัก
สาเหตุหลักก็เป็นเพราะยุคสมัยนี้การจะหาเลี้ยงชีพด้วยหยาดเหงื่อแรงกายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หลายครั้งคนเหล่านี้ก็ทำอะไรไม่รู้จักคิดให้รอบคอบ อาศัยเพียงกำลังเข้าว่า การวิวาทชกต่อยจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
บรรดาผู้นำของพรรคพวกเหล่านี้ก็ไม่ได้มีหน้ามีตาสง่างามอันใดนัก การที่คนเบื้องล่างยอมติดตามพวกเขา ก็เพียงเพื่อหวังจะเกาะกลุ่มกันเพื่อหาเกราะคุ้มภัย ผู้นำก็ไม่ได้มีเบี้ยหวัดจ่ายให้พวกเขา วันนี้อาจจะติดตามผู้นำคนนี้ พรุ่งนี้หากไม่มีข้าวกินก็ต้องเปลี่ยนไปพึ่งพาผู้อื่น
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเหล่าผู้นำจะตัดสินใจทำสิ่งใด ล้วนต้องผ่านการ "ลงมติ" จากคนเบื้องล่างเสียก่อน ดูไปแล้วก็คล้ายกับมีเค้าลางของระบอบประชาธิปไตยอยู่บ้าง ทว่าแท้จริงแล้ว นี่คือการสะท้อนให้เห็นว่าผู้นำเหล่านี้ไม่มีรากฐานอำนาจที่แข็งแกร่งพอจะทำให้ลูกน้องศิโรราบได้อย่างแท้จริงต่างหาก
"ทุกท่าน เรื่องนี้ยิ่งลงมือเร็วยิ่งดี ก่อนสิ้นปีนี้ หากพรรคใดยินดีจะเข้าร่วม ก็ขอให้มาแจ้งที่สมาคมการค้าสักคำ ทว่าหากไม่ยินยอม พวกเราก็จะไม่บีบบังคับเด็ดขาด"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ย "ประโยคสุดท้าย" ที่เสิ่นซีกำชับนักกำชับหนาออกมา
การจะทลายการรวมกลุ่มของพรรคพวกเหล่านี้ ก็ต้องใช้กลยุทธ์ยุยงให้แตกแยก การเรียกมาชุมนุมกันเป็นครั้งแรก จะบีบให้พวกเขาแสดงจุดยืนต่อหน้าธารกำนัลในเวลานี้ไม่ได้ ทว่าต้องปล่อยให้พวกเขาแยกย้ายกันไปตัดสินใจเองว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ เพื่อให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน
ในบรรดาคนเหล่านี้ ย่อมต้องมีคนที่ไขว้เขวอยากจะเข้าร่วมกับสมาคมการค้าก่อนเป็นแน่ ทว่าพวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าใครจะเป็นคนก้าวเดินหมากตานี้เป็นคนแรก เมื่อเป็นเช่นนี้ ความขัดแย้งภายในก็จะก่อตัวขึ้น นานวันเข้าก็จะค่อย ๆ แตกแยกออกเป็นสองฝ่าย คือ "ฝ่ายขอเข้าร่วมสมาคม" และ "ฝ่ายขอเป็นเอกเทศ"
เมื่อถึงเวลานั้น ฮุ่ยเหนียงก็สามารถอาศัยกำลังทรัพย์ของสมาคมการค้า ไปสนับสนุนพรรคฝ่ายที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อสมาคม เพื่อนำไปใช้กดดันและกลืนกินพรรคอีกฝ่ายให้สิ้นซากได้สำเร็จ