- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 182 เด็กอัจฉริยะผู้เคียงบ่าเคียงไหล่เหยียนซง
ตอนที่ 182 เด็กอัจฉริยะผู้เคียงบ่าเคียงไหล่เหยียนซง
ตอนที่ 182 เด็กอัจฉริยะผู้เคียงบ่าเคียงไหล่เหยียนซง
วันที่ยี่สิบสองเดือนล่าเยวี่ย หลังจากเสิ่นซีไปถึงสถานศึกษา ก็เรียนเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น
ล่วงถึงเวลาเลิกเรียนตอนเที่ยง บรรดานักเรียนที่อายุน้อยต่างก็ได้รับผลการสอบของตนเอง มีทั้งดีอกดีใจ คอตกหมดอาลัยตายอยาก หรือไม่ก็ทำหน้าตาไม่ยี่หระ เรียกได้ว่ามีทั้งบ้านที่ชื่นมื่นและบ้านที่ตรอมตรม
ทว่าในส่วนของชั้นเรียนที่เสิ่นซีเรียนอยู่นั้น กลับไม่มีการประกาศคะแนนสอบในทันที เสิ่นซีลองไปเลียบเคียงถามดู ถึงได้รู้ว่าท่านอาจารย์ใหญ่เฝิงฮว่าฉีต้องการไป "เยี่ยมเยียนครอบครัว" ของแต่ละคนด้วยตนเอง
พอเสิ่นซีกลับมาถึงร้านขายยาตอนเที่ยง โจวซื่อก็เอาแต่ซักไซ้ไล่เลียงถามถึงคะแนนสอบของเสิ่นซีไม่หยุดหย่อน
ในเวลานี้โจวซื่อตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนแล้ว หน้าท้องนูนป่องขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้นางไม่กล้าหยิบจับงานหนักอีกต่อไป แม้แต่งานที่โต๊ะบัญชี ก็ล้วนส่งมอบให้เสี่ยวอวี้และหนิงเอ๋อร์เป็นคนคอยดูแลจัดการ
"ไอ้เด็กเหม็น หากเจ้าสอบได้ไม่ดีละก็ คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!" เมื่อโจวซื่อยังไม่ได้เห็นคะแนนสอบ ก็เอ่ยปากเข่นเขี้ยวคาดโทษ
เฝิงฮว่าฉียังไม่มาที่ร้านขายยาเสียที จวบจนกระทั่งยามพลบค่ำ เขาถึงได้เดินทางมาพร้อมกับฮุ่ยเหนียง
"ท่านอาจารย์ ไอ้เด็กทึ่มบ้านข้าเขา... ตกลงแล้วเขาสอบได้เป็นอย่างไรบ้างหรือเจ้าคะ?" สีหน้าของโจวซื่อเต็มไปด้วยความประหม่าตึงเครียด
เฝิงฮว่าฉีไม่ได้ตอบคำถามของโจวซื่อตรง ๆ เขามีท่าทีลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ฮูหยินทั้งสอง ในการสอบระดับอำเภอ (เซี่ยนซื่อ) เดือนสองของปีปิ่งเฉินปีหน้า ชายชราอยากจะให้เสิ่นซีกลับไปเข้าร่วมการสอบที่อำเภอหนิงฮว่า เพื่อถือเป็นการทดสอบประเมินผลการเรียนของเขา"
(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบระดับอำเภอ หรือเซี่ยนซื่อ (县试) คือการสอบระดับอำเภอ ซึ่งเป็นด่านแรกสุดของระบบการสอบเข้ารับราชการ (เคอจวี่) ตามกฎเกณฑ์แล้ว ผู้เข้าสอบจะต้องกลับไปสอบยังอำเภออันเป็นภูมิลำเนาเดิมที่ตนมีชื่อขึ้นทะเบียนทะเบียนบ้านไว้ หากสอบผ่านด่านนี้ จึงจะมีสิทธิ์ไปสอบในระดับที่สูงขึ้นต่อไป ได้แก่ ระดับอำเภอ (เซี่ยนซื่อ) ระดับเมือง (ฝู่ซื่อ) และระดับท้องถิ่น (ย่วนซื่อ) หากสอบผ่านทั้งหมดจึงจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นบัณฑิต หรือที่เรียกกันว่า "ซิวไฉ" )
"อะไรนะเจ้าคะ!?"
คำพูดของเฝิงฮว่าฉีทำเอาฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
ฮุ่ยเหนียงรีบเอ่ยถาม "ท่านอาจารย์เฝิง การสอบระดับอำเภอที่ว่านี่มันคือเรื่องอันใดกันหรือเจ้าคะ?"
เฝิงฮว่าฉีอธิบายอย่างใจเย็น "การที่เสิ่นซีจะเข้าสอบเป็นเซิงหยวน(ซิ่วไฉ)ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการสอบทั้งสามระดับ อันได้แก่ ระดับอำเภอ ระดับเมือง และระดับท้องถิ่น การสอบระดับอำเภอก็คือด่านแรกที่เขาต้องผ่านไปให้ได้เพื่อที่จะได้เป็นซิ่วไฉ"
เมื่อได้ฟังคำกล่าวของเฝิงฮว่าฉี ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ถึงกับทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง พวกนางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเฝิงฮว่าฉีถึงได้มองเห็นแววในตัวเสิ่นซีถึงเพียงนี้ ถึงขั้นจะให้เสิ่นซีไปสอบซิ่วไฉทั้งที่อายุยังน้อยแค่นี้
"ท่านอาจารย์ ไอ้เด็กทึ่มบ้านข้าอายุยังน้อยนัก พอพ้นปีนี้ไป... หากนับตามปีเกิดก็เพิ่งจะสิบขวบปีเท่านั้น เกรงว่าคงจะไม่มีปัญญาไปสอบระดับอำเภอหรอกกระมังเจ้าคะ มิสู้... รอไปอีกสักหลายปีหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?"
ภายในใจโจวซื่อแฝงความคาดหวังเอาไว้ ทว่าในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกว่าความสุขนี้มันช่างมาเยือนกะทันหันเกินไป ในความคิดของนาง บางทีอาจเป็นเพราะเฝิงฮว่าฉีเห็นแก่หน้าฮุ่ยเหนียง จึงจงใจยกย่องเชิดชูสติปัญญาของเสิ่นซีก็เป็นได้
นางแต่งงานเข้าตระกูลเสิ่นช้า จึงเคยได้ยินจากสามีว่า เสิ่นหมิงเหวินเริ่มสอบซิ่วไฉมาตั้งแต่อายุสิบเจ็ดสิบแปด สอบติดต่อกันมาเป็นสิบกว่าปีถึงเพิ่งจะสอบผ่าน
ฮุ่ยเหนียงเองก็เอ่ยถามด้วยความคลางแคลงใจเช่นกัน "นั่นน่ะสิเจ้าคะ ท่านอาจารย์เฝิง อายุของเสี่ยวหลางจะยังน้อยเกินไปหน่อยหรือไม่เจ้าคะ?"
เฝิงฮว่าฉีเอ่ยทอดถอนใจว่า "หากจะกล่าวถึงพรสวรรค์ของเสิ่นซีแล้ว นับว่าเป็นศิษย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ชายชราผู้นี้เคยพร่ำสอนมาเลยทีเดียว การสอบเมื่อช่วงสิ้นปี บทความของเขาทั้งหมดข้าล้วนได้อ่านผ่านตามาหมดแล้ว ด้วยความรู้ความสามารถที่แสดงออกผ่านบทความสือเหวินทั้งสองบทนี้ การจะสอบผ่านระดับอำเภอนั้นนับว่าง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ... ในมุมมองของข้า สิ่งที่เขายังขาดตกบกพร่องไปก็มีเพียงการประยุกต์ใช้อย่างพลิกแพลงในการแต่งกวีซื่อเทียซือ ตลอดจนกวีนิพนธ์และกวีพรรณนา (ซือและฟู่) การเขียนตอบนโยบายและบทวิจารณ์ (เช่อและลวิ่น) ทฤษฎีปรัชญาซิ่งหลี่ และหลักพระราชโองการเซิ่งอวี้กวั่งซวิ่นเท่านั้น"
(เชิงอรรถผู้แปล: หมวดหมู่วิชาในการสอบเคอจวี่ที่นอกเหนือจากเรียงความแปดขา ประกอบด้วย 1. กวีซื่อเทียซือ (试帖诗), ซือ (诗) และฟู่ (赋): การทดสอบแต่งบทกวี ร้อยกรอง และร้อยแก้วตามฉันทลักษณ์ที่กำหนดอย่างเคร่งครัด 2. เช่อ (策) และลวิ่น (论): การเขียนบทความเสนอแนะนโยบายการปกครอง และการเขียนบทวิจารณ์เชิงปรัชญาหรือประวัติศาสตร์ 3. ปรัชญาซิ่งหลี่ (性理论): ทฤษฎีว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักปรัชญาขงจื๊อใหม่ (สำนักหลี่เสวีย) 4. พระราชโองการเซิ่งอวี้กวั่งซวิ่น (圣谕广训): พระราชโองการรวบรวมหลักศีลธรรมและการปกครอง (ข้อสังเกต: ตำราเล่มนี้ถูกรวบรวมขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ทว่าผู้แต่งได้นำมาปรับใช้ในบริบทของนิยายเรื่องนี้))
"อีกประการหนึ่ง แท้จริงแล้วอายุของเสิ่นซีก็ถือว่าไม่น้อยแล้วล่ะนะ ว่ากันว่าเมื่อหลายปีก่อน... อืม น่าจะเป็นเรื่องราวในปีหงจื้อที่สาม ที่เมืองเจียงซีมีบุตรหลานตระกูลเหยียนผู้หนึ่ง ปราดเปรื่องมาตั้งแต่เยาว์วัย อายุเพียงสิบขวบปีก็ไปสอบระดับอำเภอแล้วก็สอบผ่านในคราวเดียว เป็นที่เล่าลือสรรเสริญของผู้คนไปทั่ว หากนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว เสิ่นซีเองก็คงไม่ด้อยไปกว่ากันสักเท่าใดหรอก ต่อให้สอบไม่ผ่าน ก็ถือเสียว่าเป็นการสั่งสมประสบการณ์เพื่อไปสอบเคอจวี่ในภายภาคหน้าก็แล้วกัน"
เสิ่นซีนึกไม่ถึงเลยว่าตนจะได้รับการยกย่องสรรเสริญจากเฝิงฮว่าฉีถึงเพียงนี้ เดิมทีในเวลาเช่นนี้เขาไม่ควรจะเอ่ยปากสอดแทรก ทว่าพอได้ยินคำว่า "บุตรหลานตระกูลเหยียนแห่งเจียงซี" เขาก็สุดจะหักห้ามใจ ทนไม่ไหวต้องเอ่ยถามขึ้นมาว่า "ท่านอาจารย์ คนผู้นั้นมีนามว่าเหยียนซงใช่หรือไม่ขอรับ?"
"ใช่แล้ว เจ้าไปล่วงรู้มาจากที่ใดกัน?" เฝิงฮว่าฉีมองประเมินเสิ่นซีด้วยความประหลาดใจ
เสิ่นซียิ้มขื่นออกมาเล็กน้อย อัครมหาเสนาบดีที่มีอำนาจล้นฟ้า ควบคุมราชสำนักในรัชศกเจียจิ้งอย่างเหยียนซง มีหรือที่เขาจะไม่รู้จัก? เหยียนซงและเหยียนซื่อฟานผู้เป็นบุตรชาย ในหน้าประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงนั้น มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียมากกว่าการได้รับการยกย่อง ถึงขั้นมีบางคนจัดอันดับให้เขาเป็นหนึ่งในหกขุนนางกังฉินที่เลวร้ายที่สุดแห่งยุคราชวงศ์หมิง โดยตราหน้าว่าเขา "มุ่งแต่ประจบสอพลอเบื้องบน หลงมัวเมาในอำนาจและผลประโยชน์" ทว่าในมุมมองของเสิ่นซีที่มีต่อประวัติศาสตร์ เขาก็มองว่าเหยียนซงเป็นเพียงนักฉวยโอกาสที่รู้จักวิธีแก่งแย่งชิงดีในสมรภูมิแห่งลาภยศและอำนาจ ทั้งยังรู้จักกำจัดขั้วอำนาจฝั่งตรงข้าม ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งเสียด้วย น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงลงเอยด้วยจุดจบอันน่าเวทนา ถูกริบตำแหน่งยศถาบรรดาศักดิ์ ขับไล่กลับบ้านเกิด ไร้ที่พิงพักพำนัก ต้องตายอย่างอนาถาอยู่ที่เพิงเฝ้าสุสาน
(เชิงอรรถผู้แปล: เหยียนซง (严嵩) ขุนนางกังฉินชื่อดังในประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์หมิง ในวัยเด็กเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ ต่อมาได้ก้าวขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี (โส่วฝู่) ในรัชสมัยจักรพรรดิเจียจิ้ง ทว่ามัวเมาในอำนาจและโกงกินอย่างหนัก จนถูกกวาดล้างในบั้นปลายชีวิต)
"ข้าเพียงแต่บังเอิญได้ยินผู้อื่นกล่าวถึงน่ะขอรับ" เสิ่นซีตอบแบบทำส่งเดชขอไปที
เฝิงฮว่าฉีจึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอันใดต่อ
ครอบครัวของเหยียนซงมีฐานะมั่งคั่ง บิดาของเขาไม่ประสบความสำเร็จในการสอบเคอจวี่ จึงฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ตัวเขา ฟูมฟักสั่งสอนอย่างตั้งใจและเอาใจใส่ เริ่มต้นเบิกปัญญาตั้งแต่อายุห้าขวบ อายุเก้าขวบก็เข้าเรียนในสถานศึกษาของอำเภอ ได้รับการเล่าขานสรรเสริญให้เป็นเด็กอัจฉริยะมาตั้งแต่เด็ก ทว่าเสิ่นซีกลับไม่ได้มีปัจจัยและสภาพแวดล้อมที่เพียบพร้อมเช่นนั้นเลย
ทว่าหากเสิ่นซีสามารถเป็นดั่งเช่นเหยียนซง อายุสิบขวบปีก็สามารถสอบผ่านการสอบระดับอำเภอได้ละก็ ชื่อเสียงของเขาก็ย่อมต้องแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว เป็นที่รู้จักมักคุ้นของผู้คนทั่วใต้หล้าในไม่ช้าเช่นกัน
หลังจากที่เฝิงฮว่าฉียกตัวอย่างเด็กอัจฉริยะที่สามารถสอบผ่านการสอบระดับอำเภอในวัยสิบขวบปีอย่างเหยียนซงขึ้นมากล่าวอ้าง ความคลางแคลงใจที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็กระจ่างแก่ใจ ยามปกติพวกนางก็มองเห็นความฉลาดเฉลียวมีไหวพริบของเสิ่นซีประจักษ์อยู่แก่สายตาแล้ว บัดนี้เมื่อได้รับการยืนยันจากผู้เป็นอาจารย์ แน่นอนว่าพวกนางย่อมต้องปรารถนาให้เสิ่นซีได้ดิบได้ดีและประสบความสำเร็จรวดเร็วขึ้นเป็นธรรมดา
จากนั้นเฝิงฮว่าฉีก็ปรึกษาหารือกับโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบระดับอำเภอของเสิ่นซีอีกเล็กน้อย
ตามกฎระเบียบ เสิ่นซีต้องกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่าอันเป็นภูมิลำเนาเดิม เพื่อยื่นประวัติส่วนตัว จากนั้นก็ต้องหาหลิ่นเซิงและชาวบ้านมาร่วมกันค้ำประกัน ซึ่งก็เท่ากับการรับรองในการเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ของเขา ในขณะเดียวกันก็ยังต้องติดต่อกับผู้ที่เข้าร่วมการสอบระดับอำเภอคนอื่น ๆ เพื่อทำหู้เจี๋ย ซึ่งก็คือหากมีผู้เข้าสอบคนใดทุจริต ผู้ที่ร่วมรับรองก็จะต้องรับโทษร่วมกันด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: ระบบการค้ำประกันผู้เข้าสอบในยุคโบราณ มีระเบียบข้อบังคับดังนี้ 1. หลิ่นเซิง (廪生): คือบัณฑิตระดับ "ซิวไฉ" ขั้นสูงสุดที่ได้รับเบี้ยหวัดจากทางการ ทางการจะกำหนดให้ผู้เข้าสอบต้องหาหลิ่นเซิงมาช่วยรับรองประวัติ เพื่อยืนยันว่าผู้สอบมีตัวตนจริงและมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ได้แอบอ้างชื่อผู้อื่น 2. หู้เจี๋ย (互结): คือการผูกสัญญาค้ำประกันซึ่งกันและกันระหว่างผู้เข้าสอบ (มักจะจับกลุ่มละ 5 คน) หากมีใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มทุจริตการสอบ ทุกคนในกลุ่มจะถูกลงโทษและถูกตัดสิทธิ์สอบร่วมกันทั้งหมด เพื่อให้ผู้เข้าสอบสอดส่องดูแลกันเอง)
ขั้นตอนทั้งหมดนี้มีความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง จำต้องอาศัยทั้งเวลาและเส้นสาย และตอนที่เสิ่นซีเข้าสอบก็ต้องเร่งรุดกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่าด้วย ผู้คุมสอบหลักของการสอบระดับอำเภอคือนายอำเภอท้องถิ่น ซึ่งในเวลานี้นายอำเภอแห่งอำเภอหนิงฮว่าก็ยังคงเป็นนายอำเภอเยี่ยอยู่
"ท่านอาจารย์ ท่านสั่งสอนและชี้แนะเสี่ยวหลางมามากมาย พวกเราไม่มีสิ่งใดจะตอบแทน นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ขอท่านโปรดรับไว้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ"
เพื่อแสดงความซาบซึ้งใจ ฮุ่ยเหนียงตัดสินใจเพิ่มเงินก้อนใหญ่ให้แก่เฝิงฮว่าฉี เพื่อเป็นการรักษาสถานะอันน่านับถือของอาจารย์ และเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เสิ่นซีเห็น โจวซื่อจึงจงใจพาลูกชายกลับไปที่บ้านในตรอกด้านหลัง โดยอ้างว่าจะไปโขกศีรษะให้แก่ป้ายอายุวัฒนะที่ประดิษฐานไว้ในบ้าน เพื่อขอบคุณในพระคุณอันใหญ่หลวงของท่านอาจารย์เฒ่าที่เสิ่นซีอุปโลกน์ขึ้นมาที่ได้ช่วยเบิกปัญญาให้
รอจนสองแม่ลูกจากไปแล้ว ฮุ่ยเหนียงถึงได้นำเงินตำลึงออกมา
แม้เฝิงฮว่าฉีจะบ่ายเบี่ยงครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าด้วยความจำเป็นที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว ท้ายที่สุดเขาจึงยอมรับเอาไว้
ทว่าเพื่อเป็นการตอบแทน เฝิงฮว่าฉีรับปากว่า ในช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่นี้ เขาจะปลีกเวลามาสอนเสริมให้แก่เสิ่นซี โดยจะเน้นสอนความรู้ที่จำเป็นต้องใช้ในการสอบระดับอำเภอแต่ละรอบโดยเฉพาะ
เฝิงฮว่าฉีมีวุฒิซิ่วไฉติดตัว นับตั้งแต่เขาสอบได้ซิ่วไฉก็เข้าร่วมการประเมินผลซุ่ยเข่ามาโดยตลอดไม่เคยขาด สำหรับเรื่องที่ว่าจะสอบซิ่วไฉอย่างไรนั้น เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง การที่มีเขามาช่วยถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เสิ่นซีโดยเฉพาะ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อย่อมเบาใจได้เปลาะหนึ่ง
สำหรับคะแนนสอบปลายปีของเสิ่นซีนั้น เฝิงฮว่าฉีไม่ได้ปริปากเอ่ยถึงเลย แต่หลังจากการสอบในครั้งนี้ นอกจากเสิ่นซีแล้ว ก็มีเพียงอีกสองคนเท่านั้นที่เฝิงฮว่าฉีมองเห็นแวว และเสนอแนะให้ไปเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอ ด้วยเพราะภูมิลำเนาเดิมของทั้งสองคนนี้ล้วนอยู่ในอำเภอฉางถิงซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์กลางปกครองเมืองถิงโจว ดังนั้นการตระเตรียมการต่าง ๆ จึงสามารถดำเนินการภายในเมืองถิงโจวได้เลย
นั่นก็หมายความว่า ในช่วงเวลาสอนเสริมนี้ เฝิงฮว่าฉีจะสอนนักเรียนทั้งสามคนไปพร้อม ๆ กัน
นอกจากเสิ่นซีแล้ว ในบรรดานักเรียนอีกสองคน คนหนึ่งมีนามว่าหมี่หนิง เป็นคุณชายของร้านขายผ้าในเมือง อายุสิบห้าปีแล้ว และเป็นศิษย์ที่เฝิงฮว่าฉีให้ความสำคัญเช่นกัน
ส่วนอีกคนมีนามว่าสวี่ซาน เป็นคุณชายของเถ้าแก่ร้านขายโลงศพในเมือง ปีนี้อายุสิบหกปีแล้ว ได้ยินมาว่าที่บ้านกำลังตระเตรียมงานมงคลสมรสให้เขาอยู่ หากเขาสอบผ่านด่านระดับอำเภอนี้ไปได้ ก็จะจัดงานตบแต่งเจ้าสาวเข้าบ้านทันที
พอตกกลางคืน โจวซื่อก็นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวแก่เสิ่นหมิงจวิน เสิ่นหมิงจวินทั้งตกตะลึงและปีติยินดียิ่งนัก "ตอนที่พี่ใหญ่ไปสอบระดับอำเภอในตอนนั้น อายุตั้งสิบเจ็ดปีแล้ว เสี่ยวหลางอายุยังไม่ถึงสิบขวบปีก็สามารถเข้าร่วมการสอบระดับอำเภอได้ นี่มันเป็นเรื่องมงคลใหญ่หลวงนัก... ไม่ได้การ ข้าต้องหาคนมาเขียนจดหมายไปแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านแม่ทราบ"
เมื่อก่อนโจวซื่อไม่ค่อยอยากจะติดต่อกับทางฝั่งหลี่ซื่อมากนัก ทว่าการที่เสิ่นซีจะได้เข้าร่วมการสอบระดับอำเภอนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตนาง นางจึงไม่ขัดข้องที่จะแจ้งข่าวนี้ให้คนตระกูลเสิ่นได้รับรู้
"ยังจะต้องไปหาคนอื่นอีกทำไม เสี่ยวหลางก็เป็นปัญญาชนไม่ใช่หรือ? คราวก่อนที่เขียนจดหมายไปให้ท่านแม่เดินทางมาเมืองถิงโจวเพื่อรับลุงใหญ่ของเขากลับไป ก็เป็นเสี่ยวหลางมิใช่หรือที่เป็นคนช่วยเขียนให้?" โจวซื่อลำพองใจยิ่งนัก "วันข้างหน้าครอบครัวเราอย่างน้อยก็มีปัญญาชนเพิ่มมาคนหนึ่งแล้ว หากคลอดบุตรชายออกมาอีกคน เช่นนั้นครอบครัวเราก็จะมีปัญญาชนถึงสองคน..."
โจวซื่อจมดิ่งอยู่ในความวาดหวังอันเปี่ยมสุข เวลานี้เสิ่นซีเพิ่งจะเตรียมตัวสอบระดับอำเภอเท่านั้น ทว่าในสายตาของนาง บุตรชายดูราวกับสอบได้เป็นซิ่วไฉไปแล้วก็มิปาน
ในใจเสิ่นหมิงจวินเองก็เบิกบานไม่แพ้กัน เขารีบกุลีกุจอหยิบกระดาษและพู่กันมา ให้เสิ่นซีเขียนจดหมายให้เสร็จสรรพในทันที แล้วนำไปมอบให้แก่ลูกจ้างที่กำลังจะเดินทางกลับอำเภอหนิงฮว่าเพื่อไปขนส่งสินค้าที่โรงพิมพ์ในค่ำคืนนั้นเลย เพื่อให้ลูกจ้างนำไปส่งที่บ้านทันทีที่ถึงอำเภอหนิงฮว่า เขาได้กำชับเป็นพิเศษว่า ขอให้หลี่ซื่อช่วยติดต่อกับชาวบ้านในหมู่บ้านเถาฮวา เพื่อขอให้พวกเขาช่วยค้ำประกันให้เสิ่นซีด้วย
ส่วนเรื่องการหาหลิ่นเซิงมาค้ำประกันนั้น เดิมทีเสิ่นหมิงเหวินผู้เป็นลุงใหญ่ของเสิ่นซีก็เป็นหลิ่นเซิงอยู่แล้ว ทว่าในราชวงศ์หมิง การค้ำประกันนั้นจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงเครือญาติ จึงทำได้เพียงไปหาบุคคลอื่นแทน
ในด้านนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ท้ายที่สุดแล้วสมาคมการค้าในอำเภอหนิงฮว่าก็เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างดี อำเภอหนิงฮว่าถือเป็นฐานที่มั่นหลักที่ฮุ่ยเหนียงใช้ก่อตั้งสมาคมการค้าเมืองถิงโจว บรรดาหลิ่นเซิงเหล่านั้นแม้ภายนอกจะดูทะนงตนมีอุดมการณ์สูงส่งบริสุทธิ์ผุดผ่อง ทว่าในความเป็นจริง เกิดเป็นคนก็ย่อมต้องกินข้าวปลาอาหารเพื่อประทังชีวิต ในเวลานี้สมาคมการค้ามีอิทธิพลกว้างขวาง พวกเขาจะสามารถรักษากายให้พ้นมลทินไม่ยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร? การจะหาหลิ่นเซิงสักคนสองคนมาช่วยนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดเลย!
(เชิงอรรถผู้แปล: รักษากายให้พ้นมลทิน (独善其身) สำนวนหมายถึงการรักษาความดีงามของตนเองไว้ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวทางโลกหรือผู้คน)
เมื่อเห็นเสิ่นหมิงจวินถือจดหมายเดินออกจากบ้านไปอย่างเบิกบานใจ โจวซื่อก็ดึงมือเสิ่นซีมากุมไว้ สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจ "เสี่ยวหลาง เจ้ายังจำได้หรือไม่ เมื่อหลายปีก่อนตอนที่คนในบ้านเลือกบุตรหลานหนึ่งคนจากบรรดาพี่น้องทั้งหกคนของเจ้าให้ไปเรียนหนังสือ พวกเขาทำกับเจ้าเช่นไร? ข้าอ้อนวอนขอร้องแทบเป็นแทบตาย ทว่าท้ายที่สุดก็สูญเปล่า ได้แต่มองตาปริบ ๆ ทนดูลิ่วหลางได้ไปเรียนหนังสือ..."
"ในตอนนั้นแม่หมดอาลัยตายอยาก หลงคิดไปว่าชาตินี้เจ้าคงเป็นได้แค่เหมือนกับพ่อของเจ้า เป็นไอ้บื้อที่เอาแต่ใช้แรงงาน เกรงว่าพออายุสิบกว่าขวบก็ต้องออกไปรับจ้างหาเงินเข้าบ้าน คงหมดหนทางก้าวหน้าไปตลอดชีวิต บัดนี้เจ้ามีโอกาสนี้แล้ว จะต้องตั้งใจร่ำเรียนและสอบให้ได้ดี ทำให้ทุกคนได้รับรู้ว่าม้าอาชาไนยพันลี้ของตระกูลเสิ่นไม่ใช่ผู้อื่น แต่เป็นเจ้า... เสิ่นซี เข้าใจหรือไม่?"
(เชิงอรรถผู้แปล: ม้าอาชาไนยพันลี้ (千里驹) สำนวนเปรียบเปรยถึงเด็กที่มีพรสวรรค์หรือความสามารถล้ำเลิศ โดดเด่นกว่าใคร)
เอ่ยมาถึงตรงนี้ โจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปาดน้ำตา
เมื่อก่อนนี้โจวซื่อนับว่าเป็นแบบฉบับของภรรยาผู้ประเสริฐมารดาผู้แสนดี การที่นางเริ่มมีช่องว่างรอยร้าวกับคนตระกูลเสิ่น ก็เริ่มต้นมาจากการที่ตระกูลเสิ่นคัดเลือกเสิ่นหยวนผู้เป็นหลายชายคนที่หกให้ไปร่ำเรียนหนังสือ เรื่องราวในคราวนั้นทำให้นางได้ตระหนักรู้ซึ้งถึงความสับปลับของน้ำใจคน และเริ่มที่จะมีความคิดอ่านเป็นของตนเอง