- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 181 การสอบปลายภาค
ตอนที่ 181 การสอบปลายภาค
ตอนที่ 181 การสอบปลายภาค
เสิ่นซีไตร่ตรองอย่างรอบคอบ การจะรวบรวมขุมกำลังของพรรคทางน้ำและพรรคทางบกในเมืองเข้าด้วยกันนั้น จำเป็นต้องหาคนที่มีบารมีมากพอมาเป็นแกนนำ ใช้ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังคนหลอมรวมขุมกำลังใต้ดินทั้งหมดในเมืองให้อยู่ใต้อาณัติ เพื่อจัดระเบียบและควบคุมกิจการในยุทธภพ
"พี่ลิ่ว ท่านสนใจจะเป็นพี่ใหญ่คุมยุทธภพแห่งเมืองถิงโจวหรือไม่?" จู่ ๆ เสิ่นซีก็เอ่ยถามขึ้นมา
ต่อให้ซ่งเสี่ยวเฉิงจะเป็นคนมีไหวพริบ ทว่าเขาก็ยังไม่เข้าใจคำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของเสิ่นซี "หลงจู๊น้อย ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"
เสิ่นซียิ้มบาง ๆ "หากวันหนึ่ง พรรคทางน้ำและพรรคทางบกในเมืองถิงโจวถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน ก็สมควรต้องมีคนขึ้นมาเป็นผู้นำ ท่านกล้ารับหน้าที่นี้หรือไม่เล่า?"
ในที่สุดซ่งเสี่ยวเฉิงก็เข้าใจแล้วว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร เขารีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "หลงจู๊น้อย ท่านก็ยกย่องข้าเกินไปแล้ว ข้าจะไปมีความสามารถปานนั้นได้อย่างไร? คนที่ทำอาชีพเดินเรือ ลากเรือ และแบกหามสินค้าในเมืองถิงโจวมีมากมายเหลือเกิน ลำพังแค่คนบ้านเดียวกันจากอำเภอหนิงฮว่าก็ปาเข้าไปร้อยกว่าคนแล้ว รวมทั้งหมดเข้าด้วยกันก็น่าจะเป็นร้อยเป็นพันคน หากนับรวมพวกพรรคทางบกเข้าไปด้วย... โอ้โห ไม่ธรรมดาเลยนะขอรับ"
เสิ่นซีเพียงแค่ยิ้ม ทว่าไม่ได้อธิบายสิ่งใดเพิ่มเติม อันที่จริงเขามีเจตนาจะรวบรวมขุมกำลังในเมืองให้เป็นหนึ่งเดียวจริง ๆ และด้วยกำลังทรัพย์และทรัพยากรที่สมาคมการค้ามีอยู่ในเวลานี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ในตอนนี้ สมาคมการค้ายังไม่มีกำลังคนเป็นหลักเป็นแหล่ง คนที่เรียกใช้งานอยู่ทุกวันนี้ก็เป็นเพียง "ลูกจ้างชั่วคราว" ที่จ้างวานมาเป็นครั้งคราวเท่านั้น ทำให้สมาคมการค้าไม่อาจขยายกิจการไปสู่ธุรกิจเดินเรือและสำนักรถม้า ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ค่อนข้างดี หากสามารถรวบรวมขุมกำลังใต้ดินของเมืองถิงโจวทั้งหมดมาไว้ในสังกัดของสมาคมการค้าได้ แล้วใช้ชื่อสมาคมการค้าจัดตั้งกองเรือและสำนักรถม้าขึ้นมา เช่นนั้นแล้ว การจัดซื้อและขนส่งสินค้าของสมาคมการค้าก็จะไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นได้อีกต่อไป
แม้เสิ่นซีกำลังจะต้องเผชิญกับการสอบปลายภาคที่สถานศึกษาจัดขึ้นในช่วงสิ้นปี ทว่านั่นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการรวบรวมขุมกำลังใต้ดินในเมืองของเขาเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าพรรคทางน้ำในเมืองจะมีกำลังคนมากมาย ทว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ใช้แรงงาน พวกเขาไม่มีเรือเป็นของตนเอง อาศัยเพียงการรับจ้างคุ้มกันเรือ ลากเรือ และแบกหามสินค้าให้เรือสินค้าที่แล่นสัญจรไปมาบนแม่น้ำถิงเจียงเพื่อแลกกับเศษเงิน ออกแรงไปเท่าใดก็ได้เงินมาเท่านั้น จึงมักจะถูกบรรดาเถ้าแก่และนายท้ายเรือกดขี่ขูดรีดเอาเปรียบได้ง่าย
ส่วนพรรคทางบกนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกมือไวใจเร็ว อาศัยการลักเล็กขโมยน้อยภายในเมือง หรือไม่ก็รับจ้างยกพวกตีกัน และรีดไถค่าคุ้มครองเพื่อประทังชีวิต
คนเหล่านี้มีลักษณะร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือมีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อย ชีวิตไร้ซึ่งความมั่นคงปลอดภัย ยามที่รวมหัวกันก่อความวุ่นวาย ก็มักจะถูกทางการหรือผู้มีอิทธิพลที่เหนือกว่ากดขี่ข่มเหงได้ง่าย และด้วยความที่พวกเขาไร้อำนาจวาสนา จึงทำได้เพียงเกาะกลุ่มกันเพื่อต่อต้านการรังแกจากภายนอก
เรื่องนี้ช่างคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของบรรดาเถ้าแก่ร้านค้าในสมาคมการค้ายิ่งนัก... พ่อค้าวาณิชมีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อย จุดประสงค์หลักในการก่อตั้งสมาคมการค้า ก็เพื่อรวมพลังกันต่อรองและเรียกร้องสิทธิประโยชน์ในสังคมให้แก่บรรดาพ่อค้า
หากสมาคมการค้าสามารถหยิบยื่นหลักประกันอันมั่นคงให้แก่คนหาเช้ากินค่ำเหล่านี้ได้ โดยให้สมาคมการค้าเป็นผู้ชุบเลี้ยง และจัดหางานให้พวกเขาทำ สถานการณ์ก็ย่อมต้องพลิกโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง
สมาคมการค้ามีเงินทุน ส่วนคนเหล่านี้มีเส้นสายและเรี่ยวแรง หากร่วมมือกันก็น่าจะไร้ซึ่งอุปสรรคใด ๆ
เมื่อเสิ่นซีเรียบเรียงความคิดจนกระจ่างชัด เขาก็นำเรื่องนี้ไปปรึกษาฮุ่ยเหนียง
ช่วงสิ้นปีเช่นนี้ ฮุ่ยเหนียงกำลังง่วนอยู่กับกิจการของโรงเงิน สำหรับกลุ่มคนที่มาก่อกวนเมื่อหลายวันก่อน นางยังคงยึดถือคติถอยหนึ่งก้าวฟ้ากว้างทะเลใส โดยคิดว่าขอเพียงพวกนั้นไม่มาก่อเรื่องวุ่นวายอีก นางก็จะไม่เอาความ ทว่าพอเสิ่นซีบอกว่าคนกลุ่มนั้นยังคงกบดานอยู่ในเมือง และมีความเป็นไปได้สูงว่าเป้าหมายต่อไปของพวกมันก็คือการปล้นโรงเงิน ฮุ่ยเหนียงก็ถึงกับตื่นตระหนกจนสติกระเจิง
"เสี่ยวหลาง เจ้าอย่ามาขู่น้าสิ ตอนนี้โรงพิมพ์นับว่าเป็นแก้วตาดวงใจของพวกเราก็จริง แต่โรงพิมพ์อาศัยเคล็ดลับความเชี่ยวชาญเป็นหลัก ต่อให้ถูกทำลายไป พวกเราก็สามารถฟื้นฟูกลับมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ทว่าโรงเงินนี่สิ... หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา รากฐานที่พวกเราอุตส่าห์สร้างสมมาทั้งหมดก็คงพินาศย่อยยับไปจนหมดสิ้นแน่"
ปีนี้เสิ่นซีตัวสูงขึ้นมาก ความสูงของเขาในเวลานี้แทบจะอยู่ในระดับเดียวกับฮุ่ยเหนียงเวลานั่งแล้ว ด้วยเหตุนี้ ขอเพียงฮุ่ยเหนียงนั่งลง เขาก็สามารถสบตากับนางได้ในระดับสายตา โดยไม่ต้องคอยแหงนหน้ามองนางอีกต่อไป
เสิ่นซีไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเล่าแผนการระยะยาวเรื่องการรวบรวมขุมกำลังใต้ดินของเมืองถิงโจว ทว่าเขาเริ่มจากการเสนอเป้าหมายระยะสั้นเสียก่อน ซึ่งก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิธีการตอบโต้และเอาคืนกลุ่มคนร้ายเหล่านั้น
ในเมื่อรู้แล้วว่าคนพวกนี้ยังคงกบดานอยู่ในเมือง เช่นนั้นพวกเขาก็มีเป้าหมายในการโต้กลับแล้ว ทว่าเรื่องนี้จะไปพึ่งพากำลังของทางการไม่ได้ เพราะยังไม่แน่ชัดว่าคนพวกนี้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับทางการหรือไม่ วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ "หนามยอกเอาหนามบ่ง" นั่นก็คือการจ้างคนไปเล่นงานเอาคืนพวกมันเสีย
ข้อเสนอนี้ทำให้ฮุ่ยเหนียงรู้สึกลำบากใจยิ่งนัก
เสิ่นซีจึงยุยงส่งเสริม "ตอนที่พวกมันวางมาดกร่างมาทุบทำลายร้านขายยาของพวกเรา พวกมันเคยเห็นแก่กฎหมายบ้านเมืองบ้างหรือไม่เล่าขอรับ? พวกเราก็แค่สนองคืนด้วยวิธีเดียวกันกับที่พวกมันใช้ ฉวยโอกาสก่อนที่พวกมันจะลงมือปล้นโรงเงิน สั่งสอนให้พวกมันรู้ซึ้งว่าเมืองถิงโจวแห่งนี้ ไม่ใช่สถานที่ที่พวกมันจะมาวางอำนาจบาตรใหญ่ทำเรื่องชั่วช้าได้ตามอำเภอใจ"
ฮุ่ยเหนียงมองว่าตนเองเป็น "ราษฎรที่ดีและเคารพกฎหมาย" มาโดยตลอด ดังนั้นนางจึงไม่ค่อยกระตือรือร้นกับวิธีการ "ตาต่อตาฟันต่อฟัน" ที่เสิ่นซีนำเสนอนัก ทว่าเรื่องที่เสิ่นซีเตือนว่าอีกฝ่ายอาจจะมาปล้นโรงเงินนั้นทำให้นางวิตกกังวลเป็นอย่างมาก... ต่อให้นางจะสามารถทนดูโรงเงินถูกปล้นได้ แต่บรรดาผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ย่อมไม่มีทางยอมเด็ดขาด!
"เช่นนั้นพวกเราจะไปจ้างคนพวกไหนมาออกหน้าเล่า?" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงใจ
"ทางที่ดีที่สุดคือไปหาคนจากนอกเมืองขอรับ ยิ่งไปกว่านั้นจะไปหาแบบโจ่งแจ้งไม่ได้ ต้องแอบเตรียมการอย่างลับ ๆ ทำเช่นนี้ ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นมา ก็ไม่มีทางสาวมาถึงตัวพวกเราได้หรอกขอรับ"
วิธีการที่เสิ่นซีนำเสนอ ก็คือเรื่องในยุทธภพก็ต้องให้ยุทธภพจัดการ จะไม่ยอมผ่านมือทางการเด็ดขาด ในเมื่อเจ้ามาทุบทำลายร้านของข้า ข้าก็จะจ้างคนไปซ้อมพวกเจ้าให้หมอบ ต่อให้ทั้งสองฝ่ายจะได้รับบาดเจ็บหรือล้มตาย นั่นก็นับเป็นเรื่องของชาวยุทธ ทางการไม่มีทางเข้ามาก้าวก่ายแน่นอน
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกลังเลใจอยู่บ้าง ด้วยเพราะนางไม่มีเส้นสายหรือคนรู้จักในวงการนี้เลย ผนวกกับเรื่องนี้จะนำไปบอกให้ผู้ถือหุ้นคนอื่น ๆ ของโรงเงินล่วงรู้ไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วจึงต้องอาศัยคำชี้แนะจากเสิ่นซี ที่มอบหมายให้ซ่งเสี่ยวเฉิงไปควานหาคนจากนอกเมือง
แม้ซ่งเสี่ยวเฉิงเพิ่งจะย้ายมาอยู่เมืองถิงโจวได้ไม่ถึงปี ทว่าเขากลับล่วงรู้ข้อมูลและเส้นสายของกองกำลังในยุทธภพทั้งในและนอกเมืองอย่างทะลุปรุโปร่ง หากมีเงินเสียอย่าง อะไร ๆ ก็ย่อมจัดการได้ ขอเพียงเงินถึง จะให้ทำอะไรก็ว่ามาได้เลย
…… ……
วันที่ยี่สิบเอ็ดเดือนล่าเยวี่ย การสอบปลายภาคของสถานศึกษาได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในครั้งนี้ข้อสอบเที่ยจิงและม่ออี้มีเพียงอย่างละสิบข้อเท่านั้น ทว่าบทความสือเหวินกลับมีถึงสองบท แบ่งเป็นโจทย์ใหญ่และโจทย์ย่อยอย่างละข้อ
(เชิงอรรถผู้แปล: รูปแบบข้อสอบในยุคโบราณ 1. เที่ยจิง (贴经): คือการสอบทดสอบความจำ โดยผู้คุมสอบจะปิดทับข้อความบางส่วนในคัมภีร์ แล้วให้ผู้สอบเขียนเติมตัวอักษรที่ขาดหายไปให้ถูกต้อง (คล้ายข้อสอบเติมคำในช่องว่าง) 2. ม่ออี้ (墨义): คือการสอบอธิบายความหมาย โดยผู้สอบจะต้องเขียนอธิบายความหมายของประโยคในคัมภีร์ตามแนวทางของตำราอ้างอิง (คล้ายข้อสอบแบบถามตอบสั้นๆ)
หัวข้อโจทย์ใหญ่คือ "ระหว่างเจ้ากับฮุย ผู้ใดเหนือกว่ากัน?" ส่วนโจทย์ย่อยคือ "ไร้ซึ่งวงเวียนและไม้ฉาก"
เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง โจทย์ใหญ่มาจากคัมภีร์หลุนอวี่ บทกงเหยี่ยฉาง บทที่แปด เนื้อความเต็ม ๆ มีอยู่ว่า "ขงจื๊อกล่าวแก่จื่อก้งว่า 'ระหว่างเจ้ากับฮุย ผู้ใดเหนือกว่ากัน?' จื่อก้งตอบว่า 'ซื่อหรือจะกล้าเทียบเคียงฮุย ฮุยนั้นฟังหนึ่งเข้าใจสิบ ส่วนซื่อนั้นฟังหนึ่งเข้าใจสอง' ขงจื๊อกล่าวว่า 'สู้ไม่ได้หรอก ข้ายอมรับว่าเจ้าสู้เขาไม่ได้จริงๆ'"
วิธีการสั่งสอนศิษย์ที่โด่งดังที่สุดของขงจื๊อก็คือการพร่ำสอนอย่างอ่อนโยน ท่านมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการชี้นำศิษย์ไปตามลำดับขั้น นี่คือบทสนทนาที่ท่านใช้เพื่อชี้นำและให้แง่คิดแก่จื่อก้ง โดยให้เขาเปรียบเทียบตนเองกับเหยียนฮุย ศิษย์เอกที่ท่านโปรดปรานที่สุด ว่าตัวเขานั้นทัดเทียมกับเหยียนฮุยหรือไม่ จื่อก้งรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ จึงตอบไปตามตรงว่าตนเองนั้นไม่อาจเทียบเคียงเหยียนฮุยได้ ซ้ำยังเปรียบเปรยได้อย่างเห็นภาพชัดเจน ว่าคนหนึ่ง "ฟังหนึ่งเข้าใจสิบ" ส่วนอีกคน "ฟังหนึ่งเข้าใจสอง" ซึ่งถือว่าห่างชั้นกันมาก ขงจื๊อจึงกล่าวยืนยันความถูกต้องในคำตอบของเขา และชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก
ในบทนี้ตามอรรถาธิบายของจูซี นอกเหนือจากการกำกับเสียงอ่านของคำว่า “หรู่” (女 - เจ้า) และคำว่า “อวี้” (愈 - เหนือกว่า) แล้ว ในบทสรุปอรรถาธิบายตอนท้ายยังกล่าวไว้ว่า: “...ที่ถามว่าระหว่างเขากับฮุยผู้ใดเหนือกว่ากันนั้น ก็เพื่อหยั่งดูว่าเขารู้จักประเมินตนเองได้ดีเพียงใด? การฟังหนึ่งเข้าใจสิบ คือคุณสมบัติของผู้มีปัญญาเป็นเลิศ เป็นรองเพียงผู้ที่รู้แจ้งมาแต่กำเนิด การฟังหนึ่งเข้าใจสอง คือคุณสมบัติของผู้ที่มีสติปัญญาเหนือกว่าคนระดับทั่วไป เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ จื่อก้งมักจะนำตนเองไปเปรียบเทียบกับเหยียนฮุยอยู่เสมอ เมื่อเห็นว่าตนไม่อาจเทียบเคียงได้ จึงได้เปรียบเปรยออกมาเช่นนี้ ท่านอาจารย์เห็นว่าเขารู้จักประเมินตนเองอย่างถ่องแท้ ทั้งยังไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะยอมรับข้อด้อยของตน จึงเห็นพ้องตามนั้น และกล่าวยกย่องเขาอีกครั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ท้ายที่สุดแล้วเขาสามารถตั้งคำถามถึงเรื่องของจิตดั้งเดิมแท้และวิถีแห่งฟ้าได้ หาใช่เพียงการฟังหนึ่งเข้าใจสองเท่านั้น”
เสิ่นซีไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงใช้กระดาษร่างเขียนพั่วถี (การตีโจทย์) ของโจทย์ใหญ่ขึ้นมาก่อนว่า: “การตั้งคำถามต่อผู้ปราชญ์เปรื่องว่าผู้ใดเหนือกว่ากันนั้น ก็เพื่อปรารถนาให้เขารู้จักพิจารณาตนเอง”
เสิ่นซีจับประเด็นสำคัญได้สองประการ นั่นคือ ‘ผู้ใดเหนือกว่า’ และ ‘การทบทวนตนเอง’ คำแรกคือคำศัพท์หลักที่ปรากฏอยู่ในโจทย์ ส่วนคำหลังคือนัยที่แฝงอยู่ในอรรถาธิบายของจูซี ซึ่งก็คือ ‘หยั่งดูว่าเขารู้จักประเมินตนเองดีเพียงใด’ ‘ผู้ใดเหนือกว่า’ คือการเปรียบเทียบระหว่างจื่อก้งกับเหยียนยวน ส่วน ‘การทบทวนตนเอง’ คือการชี้แนะให้จื่อก้งเกิดความตระหนักรู้ ตลอดจนเหตุผลว่าไฉนจึงต้องชี้แนะเขาเช่นนั้น จากนั้นเนื้อหาของบทความทั้งหมดก็จะถูกนำมาขยายความภายใต้กรอบความคิดนี้
ส่วนโจทย์ย่อยที่ว่า “ไร้ซึ่งวงเวียนและไม้ฉาก” นั้น หยิบยกมาจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ บทหลีโหลว ซึ่งมีประโยคนี้ปรากฏอยู่ เนื้อความเดิมกล่าวไว้ว่า: “เมิ่งจื่อกล่าวว่า: แม้หลีโหลวจะมีสายตาเฉียบแหลม แม้กงซูปันจะมีฝีมือช่างเป็นเลิศ หากไร้ซึ่งวงเวียนและไม้ฉาก ก็ไม่อาจรังสรรค์รูปสี่เหลี่ยมและวงกลมได้ แม้ซือควั่งจะมีโสตประสาทเป็นเลิศ หากไร้ซึ่งเครื่องกำหนดระดับเสียงทั้งหก ก็ไม่อาจปรับแต่งท่วงทำนองทั้งห้าให้เที่ยงตรงได้ มรรควิถีแห่งเหยาและซุ่น หากไร้ซึ่งการปกครองด้วยความเมตตาธรรม ก็ไม่อาจปกครองใต้หล้าให้ร่มเย็นเป็นสุขได้ บัดนี้มีทั้งจิตใจอันเมตตาและชื่อเสียงอันดีงาม ทว่าราษฎรกลับไม่ได้รับผลแห่งความร่มเย็นนั้น ซ้ำยังไม่อาจเป็นแบบอย่างให้แก่ชนรุ่นหลังได้ นั่นเป็นเพราะมิได้นำมรรควิถีของบูรพกษัตริย์มาปฏิบัติจริง...”
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์เมิ่งจื่อ (孟子) 1 ใน 4 ตำราหลักลัทธิขงจื๊อ รวบรวมแนวคิดของเมิ่งจื่อ ปราชญ์ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ขงจื๊อ)
บทหลีโหลวนั้น เป็นบทที่เมิ่งจื่ออธิบายอย่างละเอียดถึงความสำคัญของการปกครองด้วยความเมตตาธรรม หรือก็คือระบบการปกครองตามระบอบขงจื๊อที่มีต่อแว่นแคว้น หากกระทำสวนทาง ผลร้ายแรงที่สุดคือตัวตายชาติล่มสลาย สถานเบาก็คือตัวตกอยู่ในอันตรายและแว่นแคว้นอ่อนแอลง แม้จะมีลูกหลานที่กตัญญูและปราดเปรื่องก็ไม่อาจแก้ไขได้ เปิดฉากมาก็ใช้คำว่า “วงเวียนและไม้ฉาก” เป็นคำเปรียบเปรยได้อย่างเห็นภาพ ทั้งยังเน้นย้ำถึงคำเปรียบเปรยนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่นี้เนื้อความเดิมเน้นย้ำว่า “หากไร้ซึ่งวงเวียนและไม้ฉาก ย่อมไม่อาจรังสรรค์รูปสี่เหลี่ยมและวงกลมได้” ทว่าโจทย์ในครั้งนี้กลับหยิบยกมาเพียงสี่ตัวอักษรคือ “ไร้ซึ่งวงเวียนและไม้ฉาก” การเขียนเรียงความจากโจทย์นี้ จะนำประโยคท่อนล่างมาอธิบายรวมไม่ได้ ทำได้เพียงอาศัยตัวอักษรทั้งสี่ตัวนี้มาขยายความทางความคิดเท่านั้น
ในใจเสิ่นซีมีเค้าโครงคร่าว ๆ แล้ว ทว่าเขายังไม่ได้ลงมือเขียนในทันที แต่เลือกที่จะเขียนโจทย์ใหญ่ลงบนกระดาษร่างให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วค่อยคัดลอกลงบนกระดาษคำตอบ จากนั้นจึงค่อยทำโจทย์ข้อต่อไป พั่วถีของเขาคือ: “หากไม่ยอมใช้วงเวียนและไม้ฉาก ก็ทำได้เพียงพึ่งพาสายตาอันเฉียบแหลมและฝีมือช่างอันเป็นเลิศนั้นเท่านั้น”
การพั่วถีมีเพียงสองประโยค เสิ่นซีจับจุดคำว่า “ใช้” และ “ไม่ใช้” ทั้งในแง่บวกและแง่ลบมาเป็นหลัก ใช้คือการพึ่งพาวงเวียนและไม้ฉาก แล้วหากไม่ใช้เล่า จะพึ่งพาสิ่งใด ก็มีเพียง “สายตาอันเฉียบแหลม” และ “ฝีมือช่างอันเป็นเลิศ” เท่านั้น การใช้คำว่า “พึ่งพา” เพียงคำเดียวนี้ เท่านี้ก็มีประเด็นให้สามารถเขียนอธิบายขยายความได้แล้ว
การสอบทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่ยามเฉินสามเค่อ และไปสิ้นสุดลงในตอนบ่ายเวลายามเว่ยสามเค่อ รวมเวลาทั้งสิ้นสามชั่วยามเต็ม เมื่อการสอบครั้งนี้สิ้นสุดลง ก็เท่ากับเป็นการปิดฉากปีการศึกษาหนึ่งลงอย่างสมบูรณ์ หลังจากที่คะแนนสอบของนักเรียนประกาศออกมาในวันพรุ่งนี้ สถานศึกษาก็จะเข้าสู่ช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่อย่างเป็นทางการ
(เชิงอรรถผู้แปล: การนับเวลาของจีนโบราณ 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง และ 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที - ยามเฉิน คือช่วงเวลา 07.00 - 08.59 น. / ยามเว่ย คือช่วงเวลา 13.00 - 14.59 น. ดังนั้น
ยามเฉินสามเค่อ จึงตรงกับเวลา 07.45 น.
ยามเว่ยสามเค่อ จึงตรงกับเวลา 13.45 น. การสอบ 3 ชั่วยาม จึงเทียบเท่ากับระยะเวลา 6 ชั่วโมงเต็ม)
เมื่อเสิ่นซีสอบเสร็จและกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นซ่งเสี่ยวเฉิงทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ รออยู่หน้าประตูร้านขายยา เสิ่นซีเดินเข้าไปหา ซ่งเสี่ยวเฉิงก็มีสีหน้าฮึกเหิมยินดี “หลงจู๊น้อย ข้าหาคนได้เรียบร้อยแล้วขอรับ”
“อ้อ” เสิ่นซีพยักหน้ารับ “เท่าไหร่?”
ซ่งเสี่ยวเฉิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตอบ “ยี่สิบกว่าคนขอรับ ล้วนเป็นยอดฝีมือชั้นหนึ่ง ได้ยินมาว่าในกลุ่มนั้นมีอยู่หลายคน... ที่เมื่อก่อนเคยเป็นพวกกบฏ ข้าบอกค่าจ้างให้พวกมันฟังแล้ว ล้วนเต็มใจรับงานนี้กันทั้งสิ้น! พวกมันใช้เวลาเข้าเมืองไปกลับแค่หนึ่งชั่วยาม ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกขอรับ”
เสิ่นซีหรี่ตาลง พลางเอ่ยถาม “แน่ใจหรือว่าไม่มีปัญหา? พวกมันวางแผนจะเข้าเมืองทางประตูไหน? จะลงมือตอนกี่โมง? หากเกิดเรื่องขึ้นมาใครจะเป็นคนรับผิดชอบ? แล้วถ้าหากตอนเข้าออกประตูเมืองเจอกับการตรวจค้นเล่า จะทำเช่นไร?”
“เรื่องนี้...” ซ่งเสี่ยวเฉิงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ตอบไม่ถูก
“จะลงมือทำการใหญ่ ก่อนอื่นต้องวางแผนให้รัดกุมเสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าที่เป็นคนออกหน้าไปติดต่อ จะเผยไต๋หรือหลุดพิรุธให้ใครจับได้เป็นอันขาด หากถูกทางการสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา โทษทัณฑ์ในเรื่องนี้ไม่ใช่เบา ๆ ถึงเวลานั้นเจ้าคงรู้นะว่าควรทำเช่นไร?” เสิ่นซีจ้องมองซ่งเสี่ยวเฉิงด้วยท่าทีเกรี้ยวกราดดุดัน
ซ่งเสี่ยวเฉิงตบหน้าอกฉาด “หลงจู๊น้อย ท่านดูถูกข้าเกินไปแล้ว... ข้าหาใช่พวกไม่รักดีเสียหน่อย! อีกอย่าง ฮูหยินทั้งสองก็ดีต่อข้าถึงเพียงนั้น ข้าจะไปทำเรื่องเนรคุณพรรค์นั้นได้อย่างไร?”
เสิ่นซีขมวดคิ้ว “ฮูหยินทั้งสองอะไรกัน คำพูดพรรค์นี้อย่าได้เอาไปพูดส่งเดชข้างนอกเชียวนะ คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวจะพานคิดไปว่าเจ้ามีเรื่องชู้สาวอะไรกับท่านน้าซุนและท่านแม่ของข้าเอาได้”
ซ่งเสี่ยวเฉิงยิ้มเผล่ทะเล้น ก่อนจะเดินตามการนำของเสิ่นซีไปที่ประตูหลังของร้านขายยา
เสิ่นซีเดินเข้าไปข้างใน ก่อนอื่นเขาได้ร่างรายการแผนปฏิบัติการออกมาชุดหนึ่ง แล้วส่งมอบให้ซ่งเสี่ยวเฉิง เพื่อให้นำไปมอบให้แก่บรรดานักเลงที่กำลังจะเข้าเมืองมาเตรียมการใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง
แผนการถูกจัดเตรียมไว้อย่างละเอียดรอบคอบรัดกุม เสิ่นซีรู้สึกว่าไม่มีช่องโหว่อันใดแล้ว ถึงได้วางใจลงได้เปลาะหนึ่ง
ผ่านไปราวสองชั่วยาม กลุ่มคนที่ซ่งเสี่ยวเฉิงหามาก็อาศัยจังหวะยามดวงอาทิตย์ตกดินลอบเข้าเมืองมา ด้วยเพราะตัวพวกเขาเองก็เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถบชานเมืองถิงโจวอยู่แล้ว ตอนที่เข้าเมืองมาส่วนใหญ่ก็เข็นรถไม้ที่บรรทุกผักหรือฟืนมาเต็มคันรถ จึงไม่ได้ถูกคนของสำนักตระเวนซักไซ้ไล่เลียงให้ยุ่งยากแต่อย่างใด หลังจากเข้าเมืองมาแล้ว พวกมันก็มุ่งตรงไปยังท่าเรือแม่น้ำถิงเจียงทันที สายสืบได้หมายตาสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้ว กลุ่มคนร้ายกบดานอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งใกล้กับท่าเรือ ขณะนี้กำลังนั่งดื่มสุรากันอยู่ในร้านเหล้าชั้นล่างของโรงเตี๊ยม
(เชิงอรรถผู้แปล: สำนักตระเวน (巡检司 - สวินเจี่ยนซือ) หน่วยงานระดับล่าง ดูแลความสงบเรียบร้อยและตรวจตราชายแดนหรือจุดยุทธศาสตร์)
เมื่อไปถึงที่หมาย คนกลุ่มนี้ก็ถือไม้กระบองบุกทะลวงเข้าไปทันที เห็นสิ่งใดก็ทุบทำลายจนแหลกเหลว แน่นอนว่าเป้าหมายหลักย่อมต้องเป็นการทำร้ายคน
เสียงไม้กระบองกระหน่ำฟาดลงไปดังสนั่นหวั่นไหว ผู้คนล้มลุกคลุกคลานกันระเนระนาด
กลุ่มคนที่เคยบุกไปทุบทำลายร้านขายยาก่อนหน้านี้ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกกระหน่ำตีจนเลือดอาบเต็มหน้า บางคนที่พยายามจะต่อสู้ขัดขืน ก็ถูกทุบจนข้อต่อแขนขาหักสะบั้น ส่วนคนอื่น ๆ ได้แต่กุมหัวคุดคู้ ปล่อยให้พายุไม้กระบองฟาดกระหน่ำลงบนร่าง
ผ่านการรุมสกรัมอย่างบ้าคลั่งไปยกหนึ่ง แทบทุกคนล้วนมีบาดแผลฉกรรจ์ประดับกาย ในใจพวกมันต่างก็รู้ดีว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ทว่ากลับไม่อาจปริปากพูดออกมาได้ ได้แต่กัดฟันกรอด ไม่ยอมเอ่ยปากร้องขอความเมตตาเลยแม้แต่ครึ่งคำ
คนมาไวไปไว ใช้เวลาเบ็ดเสร็จไม่ถึงหนึ่งก้านธูป คนกลุ่มนั้นก็ล่าถอยไปจนหมดสิ้น
แผนการที่เสิ่นซีวางไว้รัดกุมยิ่งนัก กลุ่มคนที่ซ่งเสี่ยวเฉิงหามาอาศัยจังหวะช่วงเวลาปิดประตูเมืองหลบหนีออกจากเมืองไป ด้วยเพราะบรรดาเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูกำลังรอเวลาเลิกงาน จึงขาดความกระตือรือร้น การตรวจค้นจึงหละหลวมเป็นอย่างยิ่ง ผนวกกับการที่คนเหล่านี้แยกย้ายกันออกไปตามประตูเมืองแต่ละทิศ ทำให้อย่างนี้ ต่อให้ทางการจะสืบสาวราวเรื่องในภายหลัง ก็ไม่อาจควานหาเบาะแสใด ๆ ได้มากนัก
คนต่างถิ่นกลุ่มนั้นเดิมทีคิดจะอาศัยช่วงสิ้นปีก่อเรื่องใหญ่โตขึ้นสักหน่อย ทว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ในครั้งนี้ พอรุ่งเช้าวันที่สอง พวกมันก็ต้องหอบสารร่างอันสะบักสะบอมลงเรือหนีออกจากเมืองถิงโจวไปอย่างหมดสภาพ
เมื่อฮุ่ยเหนียงได้รับทราบสถานการณ์ ในที่สุดนางก็วางใจลงได้