เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 180 คาดเดาเรื่องราวในยุทธภพได้ยากยิ่ง

ตอนที่ 180 คาดเดาเรื่องราวในยุทธภพได้ยากยิ่ง

ตอนที่ 180 คาดเดาเรื่องราวในยุทธภพได้ยากยิ่ง


ด้วยเพราะข้อจำกัดทางความคิด ฮุ่ยเหนียงจึงยากที่จะทำความเข้าใจถึงข้อดีของสิ่งใหม่ ๆ บางอย่าง เหตุที่ธนบัตรกระดาษสามารถกลายเป็นเงินตราที่ใช้กันทั่วโลกในอีกหลายร้อยปีให้หลังได้นั้น สาเหตุหลักก็คือความสะดวกสบายของมันนั่นเอง ทว่าในเวลานี้เสิ่นซียังไม่อาจอธิบายให้ฮุ่ยเหนียงฟังอย่างละเอียดได้ เขาทำได้เพียงวาดหวังว่าฮุ่ยเหนียงจะใจกว้างพอ และสามารถค่อย ๆ ซึมซับแนวคิดของเขาไปทีละน้อย

ท้ายที่สุดแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็เพียงแต่สั่งให้เสิ่นซีลองพิมพ์ตัวอย่างตั๋วเงินออกมาให้ดูสักสองสามใบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้โรงเงินออกตั๋วเงินนี้หรือไม่

ส่วนเรื่องการขยายกิจการของสมาคมการค้าไปยังเมืองหนานจิงนั้น คงต้องรอให้ผ่านพ้นช่วงปีใหม่ไปก่อน

ยิ่งใกล้ถึงช่วงสิ้นปี โรงพิมพ์ก็ยิ่งมีงานล้นมือทุกวัน ส่วนการเรียนของเสิ่นซีเองก็หนักหน่วงไม่แพ้กัน

ช่วงเวลานี้ เฝิงฮว่าฉีเน้นสอนเรื่องการเขียนเรียงความ ถ่ายทอดกลเม็ดเคล็ดลับในการทำข้อสอบ

หัวข้อของการเขียนเรียงความแปดขานั้น จะต้องหยิบยกมาจาก 'สี่ตำรา' หรือ 'ห้าคัมภีร์' ทั้งยังต้อง เลียนแบบสำนวนวาจาของอริยปราชญ์ โดยอาศัยคำอธิบายและข้อคิดเห็นของเฉิงอีและจูซีมาขยายความเพื่อตีแผ่เจตนารมณ์ของโจทย์นั้น ๆ

เพื่อตีแผ่หลักธรรมที่แฝงเร้นอยู่ในโจทย์ให้ลึกซึ้งทะลุปรุโปร่ง เรียงความแปดขาจึงถูกวางกรอบเกณฑ์ไว้อย่างตายตัว เริ่มตั้งแต่การตีโจทย์ (พั่วถี) รับโจทย์ (เฉิงถี) ไปจนถึงการเกริ่นนำ (ฉี่เจี่ยง) ในส่วนของเนื้อหาหลักนั้นเล่า จำต้องยึดหลักสัมผัสคล้องจองอย่างเคร่งครัด ประกอบด้วยย่อหน้าสี่คู่ที่สอดคล้องและขนานกันทางตรรกะ เพื่ออธิบายแก่นแท้ของโจทย์ ภายใต้ครรลอง 'เปิดเรื่อง สานต่อ หักมุม และสรุปจบ' เพื่อถ่ายทอดเจตนารมณ์ทั้งหมดออกมาให้กระจ่างแจ้งอย่างไร้ข้อกังขา

สิ่งที่สำคัญที่สุดของเรียงความแปดขาก็คือการตีโจทย์ (พั่วถี) อันว่าพั่วถีนั้น ก็คือการกระเทาะแก่นหลักของหัวข้อ หรือการชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญของโจทย์นั่นเอง

ตามกฎเกณฑ์แล้ว ไม่ว่าโจทย์จะมีจำนวนตัวอักษรมากน้อยเพียงใด จะเป็นหลายประโยคหรือหลายวรรค จะเป็นหนึ่งบทหรือหลายบท และไม่ว่าเนื้อหาจะซับซ้อนแค่ไหน การพั่วถีจำต้องใช้ประโยคที่กระชับและครอบคลุมใจความเพียงไม่กี่ประโยค เพื่อตีแผ่ตัวอักษรหรือความหมายของโจทย์ออกมาเท่านั้น มิเช่นนั้นจะถือว่าผิดแบบแผน และผู้ตรวจข้อสอบจะปรับให้สอบตกทันที

การพั่วถีนั้น ก่อนอื่นต้องหลอมรวมความหมายของหัวข้อให้ซึมซาบเข้าไปในใจ ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าหัวข้อนั้นตั้งอยู่ในตำแหน่งใดของคัมภีร์ และมีความสัมพันธ์กับบริบทแวดล้อมอย่างไร จับประเด็นหลักของหัวข้อให้มั่น จำลองจิตวิญญาณของโจทย์ออกมาให้แจ่มชัด แล้วใช้ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค ตีแผ่ความหมายของโจทย์ออกมาให้หมดสิ้น

"พั่วถีแบ่งออกเป็นการตีโจทย์แบบตรงตัว (หมิงพั่ว) และการตีโจทย์แบบแฝงความหมาย (อั้นพั่ว) หมิงพั่วคือการอธิบายความหมายโดยอิงจากตัวอักษรในหัวข้อโดยตรง ส่วนอั้นพั่วคือการตีความตามความหมายของหัวข้อโดยไม่ใช้คำที่ปรากฏอยู่ในนั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การนำคำพ้องความหมายมาสับเปลี่ยนกับคำในหัวข้ออย่างแยบยล ตัวอย่างเช่น หากในหัวข้อมีคำว่า 'กตัญญูและเคารพพี่น้อง' (孝弟) การแยกแยะอธิบายความหมายของคำว่า 'กตัญญูและเคารพพี่น้อง' ตรงๆ ก็คือหมิงพั่ว ทว่าหากใช้คำว่า 'จริยธรรม' (伦) มาแทนที่คำว่า 'กตัญญูและเคารพพี่น้อง' ก็คืออั้นพั่วนั่นเอง

นอกจากนี้ พั่วถียังแบ่งออกเป็น การตีโจทย์แบบคล้อยตาม (เจิ้งพั่ว) และการตีโจทย์แบบย้อนแย้ง (ฝ่านพั่ว) อีกด้วย เจิ้งพั่วหมายถึงการตีความไปตามความหมายของหัวข้อโดยตรง ส่วนฝ่านพั่วคือการตีความในมุมที่ตรงกันข้ามกับความหมายของหัวข้อ ยกตัวอย่างเช่นหัวข้อที่ว่า 'ร่ำเรียนแล้วหมั่นทบทวนเป็นนิตย์' (学而时习之) หากตีความในแง่ที่ว่าการเรียนสมควรต้อง 'หมั่นทบทวนเป็นนิตย์' ก็จะถือเป็นเจิ้งพั่ว แต่หากตีความในแง่ที่ว่า ร่ำเรียนแล้วไม่ 'หมั่นทบทวนเป็นนิตย์' ก็จะถือเป็นฝ่านพั่วนั่นเอง"

เฝิงฮว่าฉียังได้อธิบายถึงความแตกต่างของการพั่วถีแบบเรียงตามลำดับ (ซุ่นพั่ว) การพั่วถีแบบย้อนกลับ (นี่พั่ว) และความแตกต่างของการอ้างอิง บริบทก่อนหน้าโจทย์ (ถีเฉียน) และ บริบทหลังโจทย์ (ถีโฮ่ว) รวมถึงรูปแบบและวิธีการพั่วถีอันหลากหลายอีกด้วย แม้ว่าเสิ่นซีจะล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่ชาติปางก่อนแล้ว ทว่าการได้มารับฟังในยามนี้ ก็ยังมีประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจหลักการเขียน เรียงความแปดขาของเขาอย่างเป็นระบบ ไม่น้อยเลยทีเดียว

ตามแนวคิดริเริ่มเมื่อตอนก่อตั้งสถานศึกษาแห่งใหม่นี้ ทุกครั้งก่อนถึงช่วงปิดภาคเรียน ทางสถานศึกษาจะจัดให้มีการสอบประเมินผลขึ้นหนึ่งครั้ง โดยการสอบในช่วงสิ้นปีจะถูกเรียกว่า "การสอบปลายภาค" ซึ่งถือเป็นการสรุปผลการเรียนรู้ตลอดทั้งปี

โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงต่างก็คาดหวังกับการสอบในครั้งนี้ของเสิ่นซีไว้สูงมาก

วันที่สิบสี่เดือนล่าเยวี่ย จู่ ๆ ร้านขายยาตระกูลลู่ก็มีกลุ่มคนบุกรุกเข้ามา คนเหล่านี้ถือไม้กระบองบุกเข้ามาถึงก็ลงมือทุบทำลายข้าวของโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง นอกจากจะทุบฉากกั้นที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ใช้นั่งตรวจคนไข้จนพังยับเยินแล้ว แม้แต่โต๊ะบัญชีก็ยังถูกคว่ำลง ตู้ยาและลิ้นชักยาถูกทุบทำลายจนกระจุยกระจายระเนระนาดไปหมด

คนกลุ่มนี้ดูเหมือนจะได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปก็รีบถอนตัวหนีไปอย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรดาสตรีในร้านขายยาตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อกันไปหมด

เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ข่าว ก็รีบรุดกลับมาจากโรงเงิน ทว่าคนร้ายกลุ่มนั้นก็ได้หลบหนีไปเสียแล้ว ยามที่ฮุ่ยเหนียงทอดสายตามองดูสภาพร้านขายยาที่พังยับเยินไม่เหลือชิ้นดี ผนวกกับรอยฟกช้ำบนแขนของซิ่วเอ๋อร์ที่เกิดจากการถูกไม้กระบองฟาดตอนเข้าไปขวาง นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง

"แจ้งทางการเถอะ"

โจวซื่อใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้ คนกลุ่มนี้มาด้วยท่าทีดุดันเกรี้ยวกราด ประกอบกับที่นางกำลังตั้งครรภ์จึงไม่กล้าเข้าไปขวางหรือโต้เถียงด้วย ทำได้เพียงหลบไปซ่อนตัวอยู่ที่ลานด้านหลัง ปล่อยให้คนร้ายพวกนี้ทุบทำลายร้านขายยาจนพังยับเยินไปต่อหน้าต่อตา

ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "แจ้งทางการไปจะมีประโยชน์อันใดเล่า? คราวก่อนพวกเรายังพอรู้ว่าเป็นฝีมือของใคร แต่คราวนี้พวกเรามืดแปดด้าน ไม่รู้เลยว่าใครคือตัวการอยู่เบื้องหลัง รอให้เสี่ยวหลางกลับมาก่อน แล้วค่อยปรึกษาเขาก็แล้วกัน"

โดยสัญชาตญาณแล้ว ฮุ่ยเหนียงมักจะพึ่งพาเสิ่นซีอยู่เสมอ ราวกับว่าหากขาดเสิ่นซีไป นางก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้สำเร็จเลย

ด้วยเพราะเกิดเรื่องขึ้นที่ร้านขายยา หลังจากนั้นจึงไม่ได้เปิดให้บริการอีก

ช่วงบ่ายเลิกเรียน เสิ่นซีก็ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านจากหนิงเอ๋อร์ที่มารับเขา

"คุณชายน้อย เจ้าคะ ท่านว่าจะเป็นฝีมือของคนพวกนั้น... ที่อยากได้เทียบยาของพวกเรา... หรือเปล่าเจ้าคะ?" หนิงเอ๋อร์ดูเป็นกังวล นางกลัวว่านี่จะเป็นผลพวงมาจากเรื่องการหลอกแต่งงานในคราวก่อน หากเป็นเช่นนั้น นางอาจจะถูกฮุ่ยเหนียงพาลโกรธเอาก็ได้

เสิ่นซีเอ่ยปลอบใจ "หนิงเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกลัวหรอก ต่อให้เป็นพวกนั้นก็ไม่เป็นไร คนพวกนั้นมีเจตนาชั่วร้าย เจ้าเองก็เป็นเหยื่อเหมือนกันนี่นา"

ตลอดทางหนิงเอ๋อร์เอาแต่ก้มหน้าไม่ปริปากพูดจา ด้วยเพราะอาการจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้นางเกือบจะถูกรถม้าที่แล่นผ่านมาชนเข้า เสิ่นซีมองออกว่า แม้ภายนอกหนิงเอ๋อร์จะดูเหมือนไม่เป็นอะไรแล้วหลังจากต้องเผชิญกับความสะเทือนใจจากการถูกหลอกให้แต่งงาน ทว่าภายในใจของนางก็ยังคงไม่อาจสงบลงได้เลย

เมื่อเสิ่นซีกลับมาถึงร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็เรียกเขาขึ้นไปบนชั้นสอง ถึงขั้นเรียกเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขึ้นไปด้วย เพื่อปรึกษาหารือกันว่าใครกันที่กล้าเหิมเกริมถึงเพียงนี้ ถึงขั้นกล้ามาบุกทำลายร้านอย่างอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้

"ไม่ได้แจ้งทางการหรือขอรับ?"

หลังจากเสิ่นซีรับฟังสถานการณ์คร่าว ๆ จนจบ เขาก็เอ่ยปากถามขึ้น

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าเบา ๆ "อยากจะรอให้เจ้ากลับมาปรึกษากันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะแจ้งทางการหรือไม่... แม้คราวนี้คนที่มาจะมุ่งเป้าไปที่ร้านขายยาเพียงอย่างเดียว แต่ก็ยากจะรับประกันได้ว่าพวกมันจะไม่ไปก่อเรื่องชั่วช้าที่อื่นอีก... ข้าได้ส่งคนไปแจ้งข่าวที่โรงผลิตยาและโรงพิมพ์แล้ว กำชับให้พวกเขาระมัดระวังตัวให้ดี เมื่อครู่ฝางเจี่ยแวะมา บอกว่าคนกลุ่มนั้นออกนอกเมืองไปแล้ว ฟังจากสำเนียงไม่น่าจะใช่คนท้องถิ่น และยังบอกอีกว่าอย่าไปแจ้งทางการให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลย"

(เชิงอรรถผู้แปล: ฝางเจี่ย (坊甲) คือ ตำแหน่งหัวหน้าชุมชน หรือผู้ดูแลความสงบเรียบร้อยประจำย่านในเขตเมืองของจีนโบราณ ทำหน้าที่คล้ายผู้ใหญ่บ้าน คอยดูแลทุกข์สุขและเป็นหูเป็นตาให้กับทางการ)

เสิ่นซีแค่นเสียงอย่างดูแคลน "ฝางเจี่ยคงกลัวว่าพวกเราจะหาเรื่องเดือดร้อนไปให้เขาสินะขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เท่ากับเป็นการยอมรับกลาย ๆ เป็นเพราะคราวที่แล้วตอนที่โรงพิมพ์ถูกทุบทำลาย ฮุ่ยเหนียงแจ้งทางการไปก่อนหนหนึ่งแล้ว หลังจากนั้นก็ยังไปร่วมมือกับสมาคมการค้าตอบโต้อย่างดุเดือด เรื่องราวใหญ่โตลุกลามบานปลายจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือชาวบ้านร้านตลาด ต่างก็หวาดหวั่นฮุ่ยเหนียงกันทั้งสิ้น ด้วยเกรงว่านางจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีก

โจวซื่อเอ่ยถาม "ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าว่าเป็นฝีมือผู้ใดกัน?"

เสิ่นซีส่ายหน้า "ข้าไม่ใช่ขงเบ้งนะขอรับ จะได้หยั่งรู้ไปเสียทุกเรื่อง... ทว่าคาดเดาดูแล้วก็คงหนีไม่พ้นคนไม่กี่กลุ่มหรอก ไม่คนแซ่ซู ก็บรรดาพ่อค้าเสบียงจากแดนเหนือ พ่อค้าสมุนไพรจากซูหาง หรือไม่ก็พวกลูกหลานขุนนางเศรษฐีจอมเสเพลในเมือง..."

สีหน้าของสตรีทั้งห้องล้วนดูไม่จืด สี่กลุ่มนี้ไม่มีกลุ่มใดที่ต่อกรได้ง่ายเลยสักนิด

ลำพังแค่ซูเจ้อชีเพียงคนเดียว ก็ป่วนเมืองถิงโจวจนฟ้าถล่มดินทลายแล้ว ส่วนพวกพ่อค้าเสบียงแดนเหนือกับพ่อค้าสมุนไพรซูหางก็ดูเหมือนจะมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา สำหรับพวกเกาฉงและคุณชายเหอ บิดาของพวกเขาก็ล้วนเป็นขุนนางบิดามารดาของเมืองถิงโจวแห่งนี้

"เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า?" ฮุ่ยเหนียงมีสีหน้าวิตกกังวล "เพิ่งจะสงบสุขไปได้ไม่กี่วัน เหตุใดความเดือดร้อนถึงมาเยือนถึงหน้าประตูอีกแล้ว? หากกลับมาเปิดร้าน คนในร้านขายยาก็มีแต่สตรีและเด็ก จะไปรับมือไหวได้อย่างไร? ที่นี่ก็อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอและที่ว่าการเมืองพอสมควร ต่อให้เกิดเรื่องแล้วแจ้งทางการ บรรดาเจ้าหน้าที่ก็คงรุดมาไม่ทันท่วงทีหรอก!"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับมีท่าทีเยือกเย็นยิ่งนัก "พี่สาวทั้งสอง หรือว่าช่วงนี้พวกเราจะจ้างคนมาช่วยดูแลร้านดีหรือไม่เจ้าคะ?"

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า "การจ้างคนก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ทว่าสิ่งที่พวกเราควรทำมากที่สุดในเวลานี้ คือต้องรีบสืบให้กระจ่างแต่เนิ่น ๆ ว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นคนมาก่อกวน การจะสืบข่าวจากฝั่งทางการนั้นยากเย็นนัก ดูท่าคงต้องอาศัยเส้นสายจากพวกคนในยุทธภพตามท้องถนนในเมืองเสียแล้ว... อย่าได้ดูแคลนคนเหล่านี้เชียวนะขอรับ พวกเขาคลุกคลีอยู่ระหว่างโลกเบื้องหน้าและเบื้องหลัง หากมีลมพัดหญ้าไหวอันใด อย่าหวังว่าจะรอดพ้นสายตาพวกเขาไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราจะมัวแต่เป็นฝ่ายตั้งรับให้เขาต้อนตีอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องบ่มเพาะกองกำลังของตัวเองได้แล้ว..."

สตรีทั้งสามเบนสายตามองมาที่เสิ่นซีพร้อมกัน แววตาเต็มไปด้วยความฉงน โจวซื่อขมวดคิ้ว "ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าพึมพำอะไรของเจ้า แม่ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย?"

มีบางเรื่องที่เสิ่นซีไม่อาจอธิบายให้พวกนางฟังได้ อย่างเช่นเรื่องการบ่มเพาะกองกำลังในยุทธภพ เสิ่นซีเคยมีความคิดทำนองนี้มาตั้งแต่ตอนอยู่อำเภอหนิงฮว่าแล้ว หากจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ สมาคมการค้าจะตัดขาดจากคนในโลกมืดไม่ได้ ต้องรู้จักใช้ประโยชน์จากกองกำลังของพวกนักเลงอันธพาล ทางที่ดีที่สุดคือรวบรวมพวกเขาให้เป็นปึกแผ่น ยอมควักเงินเลี้ยงดูพวกเขา นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้คนพวกนี้มาก่อกวนได้แล้ว หากมีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้น ก็ยังสามารถเรียกตัวมาเป็นผู้คุ้มกันได้อีกด้วย ทำเช่นนี้สมาคมการค้าก็จะมีรากฐานที่มั่นคงยามขยายกิจการออกไปภายนอก

ใช้ไม้อ่อนไม่ได้ พวกเราก็ยังมีไม้แข็ง คิดจะรังแกพวกเราด้วยวิชามารงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!

ในเวลานี้เสิ่นซีทำได้เพียงหันไปมองฮุ่ยเหนียง "ท่านน้า เอาอย่างคราวก่อนเถิดขอรับ ท่านลองไปติดต่อกับพรรคพวกในเมืองดู สืบข่าวให้ได้ว่าท้ายที่สุดแล้วเป็นฝีมือของผู้ใด พวกเราจะได้เตรียมรับมือถูก"

"เช่นนั้นช่วงหลายวันนี้ พวกเราจะเปิดร้านหรือไม่เจ้าคะ?"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยความร้อนรนใจอยู่บ้าง ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อมีกิจการใหญ่โต ไม่ได้ใส่ใจกับรายได้เพียงเล็กน้อยของร้านขายยา ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะไม่อนาทรร้อนใจไม่ได้ รายได้ที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้รับจากร้านขายยา คือแหล่งรายได้จุนเจือครอบครัวตระกูลเซี่ยทั้งครอบครัว ช่วงใกล้สิ้นปีเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่ร้านขายยากอบโกยกำไรได้มากที่สุดในรอบปี เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงไม่อยากให้ปิดร้านไปเฉย ๆ เช่นนี้

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า "ควรเปิดก็ต้องเปิด มิเช่นนั้นคนภายนอกไม่รู้จะเอาไปลือกันเสีย ๆ หาย ๆ อย่างไรบ้าง... หาคนมาช่วยเก็บกวาดสักหน่อย พยายามเปิดร้านให้ได้ในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน"

เมื่อปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้น โจวซื่อกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ลงไปชั้นล่างเพื่อเก็บกวาดข้าวของ เสิ่นซีจึงฉวยโอกาสนี้ นำแนวคิดเรื่องการรวบรวมกองกำลังในยุทธภพของเมืองถิงโจวมาเล่าให้ฮุ่ยเหนียงฟัง

ฮุ่ยเหนียงยิ้มขื่น "เสี่ยวหลาง ความคิดของเจ้าดีก็จริง ทว่า... ตอนนี้น้าหัวหมุนรับมือแทบไม่ทันแล้ว ช่วงสิ้นปีเรื่องราวมันเยอะ น้ายุ่งเกินไปจริง ๆ เรื่องพวกนี้เอาไว้หลังปีใหม่ค่อยว่ากันเถิด ตอนนี้ต้องสืบให้รู้แน่ชัดก่อนว่าแท้จริงแล้วเป็นฝีมือผู้ใด พวกเราจะได้ระแวดระวังตัวไว้"

…… ……

ร้านขายยากลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น

ฮุ่ยเหนียงจัดหาคนมาคอยเฝ้าจับตาดูอยู่ที่หน้าประตูเป็นพิเศษ หากมีเหตุอันใดเกิดขึ้น ก็ให้รีบวิ่งไปแจ้งทางการที่ที่ว่าการอำเภอหรือที่ว่าการเมืองทันที ทว่าผ่านไปสองวันเต็ม ๆ ทั้งร้านขายยาและโรงพิมพ์ก็ไร้วี่แววคนมาก่อกวน ภายในใจของฮุ่ยเหนียงจึงผ่อนคลายลง ลอบบริกรรมคาถาอมิตาภพุทธอยู่ในใจ หลงคิดว่าเคราะห์กรรมได้ผ่านพ้นไปแล้ว

ทว่าเสิ่นซีกลับยังไม่วางใจ จึงให้ซ่งเสี่ยวเฉิงไปสืบข่าวในเมือง ไม่นานก็ล่วงรู้มาว่าแท้จริงแล้วคนเหล่านั้นยังไม่ได้จากไปไหน พวกมันกบดานอยู่ในโรงเตี๊ยมแถวท่าเรือ ดูเหมือนกำลังซุ่มวางแผนการร้ายที่ใหญ่โตกว่าเดิมอยู่

แม้จะยังไม่กระจ่างชัดว่าคนกลุ่มนี้ถูกผู้ใดส่งมา ทว่าตามที่ซ่งเสี่ยวเฉิงบอกกล่าว คนเหล่านี้ล้วนมีสำเนียงจาก "ทางเหนือ" ทั้งสิ้น

หลังจากที่ซ่งเสี่ยวเฉิงเดินทางจากอำเภอหนิงฮว่ามายังเมืองถิงโจว เขาก็ได้รู้จักกับบุคคลระดับ "ลูกพี่" อยู่หลายคน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่อพยพจากอำเภอหนิงฮว่ามาทำมาหากินที่นี่ เดิมทีซ่งเสี่ยวเฉิงก็เป็นคนกว้างขวางมีเพื่อนฝูงมากอยู่แล้ว เมื่อมาสวมบทบาทเป็นผู้ดูแลโรงพิมพ์ในเมือง ก็ย่อมหวังจะได้รับการคุ้มครองจาก "ลูกพี่ในยุทธภพ" เหล่านี้ จึงได้มีการติดต่อคบหากับคนพวกนี้อยู่บ้าง

ทว่าคนเหล่านี้แม้ภายนอกจะดูเบ่งกล้ามวางก้ามใหญ่โต แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่สมาชิกระดับแกนนำของพรรคพวกในถิงโจวเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่เมืองถิงโจวมีการขนส่งทางน้ำ กองกำลังในยุทธภพจึงแบ่งออกเป็น "พรรคทางน้ำ" และ "พรรคทางบก" ในพรรคทางน้ำนั้นรวมถึงสำนักขนส่งทางน้ำและกองเรือ เป็นต้น ส่วนพรรคทางบกนั้น ไม่มากก็น้อยล้วนมีส่วนพัวพันกับพวกกบฏที่เคยก่อความวุ่นวายนอกเมืองก่อนหน้านี้

หากนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว คนของพรรคทางบกจะมีความโหดเหี้ยมอำมหิตมากกว่า

คนของพรรคทางบกดำรงชีพด้วยวิธีการลักเล็กขโมยน้อยและปล้นชิงเป็นหลัก ในขณะที่คนของพรรคทางน้ำจะหาเลี้ยงชีพผ่านการคุ้มกันเรือ จัดกลุ่มกุลีลากจูงเรือ และการไปรับจ้างแบกหามสินค้าตามท่าเรือ

บรรดาคนที่ซ่งเสี่ยวเฉิงรู้จักมักจี่ ล้วนเป็นคนที่ทำงานอยู่ในพรรคทางน้ำทั้งสิ้น คนของพรรคทางน้ำเหล่านี้มีนิสัยที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือไม่ค่อยชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน... ขอเพียงเรื่องราวไม่ได้มาลูบคมถึงหัว ต่อให้เป็นเรื่องใหญ่โตปานฟ้าถล่มก็จะไม่ยอมออกหน้าเด็ดขาด

คราวก่อนที่กลุ่มร้านหนังสือบงการคนให้มาทุบทำลายโรงพิมพ์ ก็เป็นการยืมมือคนของพรรคทางบกให้มาช่วยนั่นเอง

เสิ่นซีทำความเข้าใจโครงสร้างของกองกำลังในยุทธภพภายในเมืองอย่างคร่าว ๆ แล้ว ก็เริ่มวางแผนว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถดึงกองกำลังใต้ดินขุมนี้มาใช้สอยให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้

ในบรรดากิจการที่ฮุ่ยเหนียงบริหารจัดการอยู่เวลานี้ มีเพียงโรงเงินเท่านั้นที่จ้างผู้คุ้มกันมาเฝ้าอยู่ไม่กี่คน ทว่าหากโรงเงินถูกคนหมายตาเข้าละก็ ด้วยกำลังคนของโรงเงินในปัจจุบัน ย่อมไม่มีทางรับมือได้อย่างแน่นอน

ในยุคสมัยนี้ การปล้นโรงเงินนั้นมีความเสี่ยงต่ำกว่าการปล้นธนาคารในอีกหลายร้อยปีให้หลังมากนัก ยากจะรับประกันได้ว่าคนของพรรคทางบกเหล่านั้น จะไม่ยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อหวังรวยทางลัด

จบบทที่ ตอนที่ 180 คาดเดาเรื่องราวในยุทธภพได้ยากยิ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว