- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 179 ตั๋วเงิน
ตอนที่ 179 ตั๋วเงิน
ตอนที่ 179 ตั๋วเงิน
ช่วงเที่ยงของวันที่สองนับจากที่หลี่ซื่อเดินทางมาถึงเมืองถิงโจว นางก็ออกเดินทางกลับสู่อำเภอหนิงฮว่า การเดินทางกลับในครั้งนี้นางได้พาตัวเสิ่นหมิงเหวินกลับไปด้วย โดยเตรียมการจะกักขังเขาไว้ให้อ่านตำราอยู่แต่ในบ้าน
ทว่าก็ไม่จำเป็นต้องส่งเสิ่นหมิงเหวินกลับไปขังไว้ที่ห้องใต้หลังคาในบ้านเดิมที่หมู่บ้านเถาฮวาหรอก เพราะตอนนี้หลี่ซื่อก็ย้ายกลับมาพำนักอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่าแล้ว นางจึงอยากจะรั้งตัวเสิ่นหมิงเหวินให้อยู่ใกล้สายตา เพื่อให้สะดวกต่อการดูแลควบคุมมากกว่า
การที่ฮูหยินเฒ่าเดินทางมาเยือนเมืองถิงโจวในครั้งนี้ คนที่วุ่นวายที่สุดก็คือเสิ่นหมิงจวิน นอกจากจะต้องคอยดูแลปรนนิบัติอย่างนอบน้อมเคารพยิ่งแล้ว ตอนที่ฮูหยินเฒ่าจะกลับ เขายังต้องไปหาซื้อของขวัญตามท้องถนนอีกด้วย เมืองถิงโจวเจริญรุ่งเรืองกว่าตัวอำเภอมากนัก ข้าวของหลายอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ทางอำเภอหนิงฮว่าไม่มี ของขวัญห่อเล็กห่อใหญ่จึงถูกยัดจนแน่นขนัดเต็มรถม้า
นอกเหนือจากนี้ เสิ่นหมิงจวินยังได้นำเบี้ยหวัดรายเดือนของเดือนนี้ รวมถึงเงินปันผลที่โจวซื่อผู้เป็นภรรยาได้รับจากร้านขายยา มอบให้หลี่ซื่อจนหมดเกลี้ยงอีกด้วย
แท้จริงแล้วการที่หลี่ซื่อเดินทางมาเมืองถิงโจวในครั้งนี้ จุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อมาดูว่าลูกชายและลูกสะใภ้แอบซุกซ่อนเงินทองลับหลังนางไว้หรือไม่ หลังจากที่นางแวะไปดูเรือนเช่าหลังเล็กของครอบครัวเสิ่นหมิงจวิน และพบว่าข้าวของเครื่องใช้ล้วนมีแต่ของเก่าคร่ำคร่า กระทั่งเสื้อผ้าใหม่ก็ไม่มีให้เห็น นางถึงได้วางใจเดินทางกลับไป
อันที่จริงตอนที่โจวซื่อเขียนจดหมายไปหาฮูหยินเฒ่า นางก็ได้จัดการเก็บรวบรวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ซื้อหาให้คนในครอบครัวในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บรรจุลงหีบแล้วขนไปไว้ในห้องของฮุ่ยเหนียงเรียบร้อยแล้ว กะว่ารอให้ฮูหยินเฒ่ากลับไปก่อนค่อยขนกลับมา ในช่วงไม่กี่วันนี้ นางยังกำชับอย่างเข้มงวดให้ทุกคนในครอบครัวสวมใส่แต่เสื้อผ้าชุดเก่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตบตาฮูหยินเฒ่านั่นเอง
การที่หลี่ซื่อเข้าเมืองมาในครั้งนี้ ถือเป็นการตักเตือนโจวซื่อไปในตัว ว่าไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ตนมีหุ้นส่วนอยู่ในโรงพิมพ์ โรงผลิตยา และโรงเงินออกไปเด็ดขาด มิเช่นนั้นทรัพย์สินทั้งหมดอาจจะสูญสลายไปก็เป็นได้
หากฮูหยินเฒ่าล่วงรู้ความจริงเข้า แล้วส่งลูกชายคนอื่นมาครอบครองโรงพิมพ์แทน ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาก็คงจะสูญเปล่า
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงต้นเดือนล่าเยวี่ยอย่างรวดเร็ว
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)
ตั้งแต่เข้าสู่ฤดูหนาว หิมะก็ตกลงมาติดต่อกันหลายระลอก อากาศหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ สงครามการค้าระหว่างสมาคมการค้ากับกลุ่มพ่อค้าเร่เจียงหนานอย่างซูเจ้อชี ในที่สุดก็ปิดฉากลง หลังจากต้องเผชิญกับสภาวะซบเซามานานหลายเดือน ในที่สุดบรรดาร้านขายยาและร้านขายเกลือในเมืองก็ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาอันสดใสในเดือนล่าเยวี่ยอันหนาวเหน็บนี้
ซูเจ้อชีระดมเงินทุนลงใต้มาหลายระลอก เตรียมพร้อมจะสู้ยิบตากับสมาคมการค้าเมืองถิงโจวให้รู้ดำรู้แดง เพื่อบีบบังคับให้ฮุ่ยเหนียงยอมศิโรราบ และเขาจะได้ผูกขาดการค้าหนังสือภาพและภาพมงคลปีใหม่แบบสีแต่เพียงผู้เดียว
ทว่าสิ่งที่ซูเจ้อชีไม่เคยล่วงรู้เลยก็คือ สินค้าที่เขากว้านซื้อกลับไปในราคาสูงลิ่วนั้น ล้วนถูกสหายที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจส่งต่อให้แก่พ่อค้าคนกลางที่สมาคมการค้าเมืองถิงโจวจัดหามา และพ่อค้าคนกลางเหล่านี้ก็ไม่ได้ขนส่งสินค้ากลับเมืองถิงโจวโดยตรง ทว่ากลับส่งไปยังแม่น้ำถิงเจียงและแม่น้ำหมิ่นเจียง เพื่อหลอกขายคืนให้ซูเจ้อชีอีกทอดหนึ่ง ไป ๆ มา ๆ เช่นนี้ ซูเจ้อชีที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็สูญเสียเงินก้อนโตไปอย่างมหาศาล และด้วยความที่มีเจ้าบุญทุ่มหน้าโง่อย่างเขารับซื้ออยู่ ปริมาณสมุนไพรและเกลือหลวงจากทั่วทุกสารทิศที่หลั่งไหลมายังถิงโจวก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ
ทางฝั่งฮุ่ยเหนียงก็อาศัยเส้นทางขนส่งทางบก ลำเลียงสมุนไพรและเกลือหลวงจากเมืองเฉาโจวแห่งมณฑลกว่างตง และเมืองก้านโจวแห่งมณฑลเจียงซี มาแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา สมุนไพรและเกลือหลวงในทั้งแปดอำเภอของเมืองถิงโจวจะอยู่ในภาวะขาดแคลน ทว่าราคากลับไม่ผันผวนมากนัก ยิ่งไปกว่านั้น ยามที่ซูเจ้อชีปล่อยข่าวลือในเมืองเพื่อปั่นหัวให้ราษฎรแตกตื่นแห่กันไปกักตุนสินค้า บรรดาร้านขายยาและร้านขายเกลือก็งัดเอาวิธีการเดิมที่เคยใช้รับมือกับพ่อค้าเสบียงจากทางเหนือมาใช้ นั่นคือการจัดฉากขนส่งสินค้าจำนวนมากลงคลังอย่างเอิกเกริก ทำให้กระแสการแห่กักตุนสินค้าดำรงอยู่เพียงไม่กี่วันก็สงบลงอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้น พอมีข่าวลือทำนองเดียวกันนี้แพร่สะพัดออกมาอีก ราษฎรในเมืองก็ไม่มีใครหลงเชื่ออีกต่อไป
หลังจากหยัดยืนสู้อย่างยากลำบากมานานสามเดือน ในที่สุดซูเจ้อชีก็หมดหน้าตัก เขาต้องหลบหนีออกจากอาณาเขตฝั่งตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนไปอย่างหัวซุกหัวซุน กระทั่งสมุนไพรและเกลือหลวงที่เดิมทีเขาตั้งใจจะนำมาขายในเมืองถิงโจวหลังจากบีบให้สมาคมการค้ายอมศิโรราบได้สำเร็จ ก็ยังต้องยอมเทขายแบบขาดทุนให้แก่ "พ่อค้าเร่จากเจียงซี" เพื่อนำเงินไปชดใช้หนี้สิน ซึ่งอันที่จริงพ่อค้าเร่จากเจียงซีเหล่านี้ก็คือคนที่ฮุ่ยเหนียงจ้างมาสวมรอยนั่นเอง
นี่ก็เป็นกลยุทธ์ที่เสิ่นซีคิดขึ้นมาเช่นกัน เมื่อล่วงรู้ว่าซูเจ้อชีกำลังประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุน ด้านหนึ่งก็ให้ฮุ่ยเหนียงแสร้งส่งคนไปเจรจากับซูเจ้อชี เพื่อลวงให้ซูเจ้อชีหลงคิดว่าสมาคมการค้าเมืองถิงโจวกำลังจะพังทลายลงอยู่รอมร่อ ขณะเดียวกันก็ให้คนไปเสนอปล่อยกู้ให้แก่ซูเจ้อชี โดยแสดงความใจกว้างยอมรับสินค้าของเขาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
จิ้งจอกเฒ่าที่บุกป่าฝ่าดงทำการค้ามาหลายปีอย่างซูเจ้อชี หลังจากตรวจสอบอย่างคร่าว ๆ จนแน่ใจว่าพ่อค้าเหล่านี้มาจากเจียงซี ไม่ใช่ถิงโจว เขาก็ยอมนำสินค้าไปค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงิน ผลสุดท้ายก็ยิ่งถลำลึกลงไปทุกที
ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตงเยวี่ยเป็นต้นมา ด้วยราคาที่พุ่งสูงปรี๊ดอย่างต่อเนื่อง สมุนไพรและเกลือหลวงจำนวนมหาศาลก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่เมืองถิงโจว ซูเจ้อชีตระหนักดีว่าไร้หนทางจะกอบกู้สถานการณ์แล้ว จึงตัดสินใจหนีทัพออกจากสมรภูมิไปก่อนที่จะหมดตัวจริง ๆ
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนตงเยวี่ย (冬月) เดือน 11 ตามปฏิทินจันทรคติจีน)
วันที่สี่เดือนล่าเยวี่ย ฮุ่ยเหนียงเริ่มสะสางบัญชี หลังจากคำนวณอย่างละเอียด นางก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า สงครามการค้ากับซูเจ้อชีในครั้งนี้ สมาคมการค้านอกจากจะไม่ขาดทุนแล้ว กลับทำกำไรสุทธิได้ถึงเกือบหนึ่งหมื่นตำลึง
เงินเหล่านี้ล้วนเป็นทุนรอนที่ซูเจ้อชีเก็บสะสมมาทั้งสิ้น กลับถูกฮุ่ยเหนียงจับเสือมือเปล่าชิงมาได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ฮุ่ยเหนียงก็ไม่จำเป็นต้องนำรายได้ของโรงพิมพ์มาชดเชยความสูญเสียตลอดสามเดือนที่ผ่านมาให้แก่ร้านขายยาและร้านขายเกลือในเมืองอีกต่อไป เงินจำนวนนี้นอกจากจะนำมาชดเชยส่วนที่จ่ายเกินไปได้อย่างเหลือเฟือแล้ว สมาคมการค้ายังมีรายได้ก้อนโตเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย
หลังจากเสร็จสิ้นศึกในครั้งนี้ ฮุ่ยเหนียงก็ไม่ได้แอบยักยอกเงินแม้แต่ตำลึงเดียว นอกจากจะนำไปชดเชยให้แก่ร้านขายยาและร้านขายเกลือในสมาคมเป็นจำนวนสามถึงสี่พันตำลึงแล้ว เงินที่เหลือทั้งหมดก็ถูกนำไปสมทบเข้าบัญชีของสมาคมการค้า
ชั่วพริบตาเดียว สมาคมการค้าก็กลายเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีทรัพย์สินมหาศาล ผนวกกับโฉนดที่ดินและโฉนดบ้านของสำนักงานใหญ่สมาคมการค้าที่ฮุ่ยเหนียงกว้านซื้อมาไว้ก่อนหน้านี้ สมาคมการค้าก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และมีศักยภาพในการแข่งขันกับภายนอกมากยิ่งขึ้น
…… ……
เมื่อเข้าสู่เดือนล่าเยวี่ย ปราศจากภัยคุกคามจากกลุ่มของซูเจ้อชีแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็สามารถกลับมาทุ่มเทดูแลกิจการของตนเองได้อย่างสบายใจ
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ โรงเงินเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขยายสาขาจากหนึ่งแห่งเพิ่มเป็นแปดแห่งแล้ว ทุกอำเภอภายใต้การปกครองของเมืองถิงโจวล้วนมีสาขาย่อยตั้งอยู่ ฮุ่ยเหนียงถึงขั้นวางแผนจะขยายสาขาไปยังเมืองและอำเภอข้างเคียง เพื่ออำนวยความสะดวกในการรองรับเงินฝากและการปล่อยกู้ให้มากขึ้น
กิจการของโรงพิมพ์ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะยอดขายภาพมงคลปีใหม่แบบสี เพราะเป็นสิ่งที่ถูกอกถูกใจราษฎร เมื่อใกล้ถึงช่วงสิ้นปี ทุกครัวเรือนล้วนต้องการซื้อหาไปประดับบ้าน ผนวกกับระบบการขายส่งที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้พ่อค้ารายย่อยก็สามารถเดินทางมาบรรทุกสินค้าจากในเมืองถิงโจวไปขายต่อได้ ส่งผลให้โรงพิมพ์กอบโกยกำไรในช่วงปลายปีนี้ไปได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ทว่ายอดขายของหนังสือภาพกลับประสบปัญหาบางอย่างขึ้น
ซูเจ้อชีมีเส้นสายกว้างขวางในแถบเจียงหนาน ผนวกกับช่องทางการจัดจำหน่ายของสมาคมการค้าเองก็ยังขยายไปได้ไม่ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าพื้นเมืองของเมืองถิงโจว หรือสินค้าอย่างหนังสือภาพ ล้วนวางขายได้เพียงแค่ในแถบฝูเจี้ยนและกว่างตงกว่างซีเท่านั้น ยังไม่สามารถเจาะตลาดเจียงหนานได้เสียที
"...ท่านน้า ฉวยโอกาสช่วงสิ้นปีนี้ ทางที่ดีที่สุดคือไปตั้งสาขาสมาคมการค้าเมืองถิงโจวที่เมืองหนานจิงด้วยเลย ในเวลาเดียวกันก็ไปเปิดโรงเงินที่นั่น ติดต่อประสานงานกับบรรดาพ่อค้าคนกลางทั่วเมืองหนานจิง เพื่อขึ้นไปแทนที่จุดยืนของคนแซ่ซูในแถบเจียงหนานขอรับ"
คืนวันที่สี่เดือนล่าเยวี่ย เสิ่นซีฉวยโอกาสตอนที่คนในบ้านหลับสนิทกันหมดแล้ว แอบลอบเข้าไปในห้องของฮุ่ยเหนียงที่ร้านขายยาเพื่อปรึกษาหารือเรื่องราวอีกครั้ง
ฮุ่ยเหนียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ปูทับด้วยพรมขนสัตว์ บนโต๊ะหนังสือเบื้องหน้าเต็มไปด้วยสมุดบัญชีของสมาคมการค้า เสิ่นซีนั่งอยู่บนเตียงทางด้านหลังเฉียงไปทางด้านข้างของฮุ่ยเหนียง ท่อนล่างห่มคลุมด้วยผ้าห่ม แม้ภายนอกลมหนาวจะพัดกระหน่ำ ทว่าเสิ่นซีกลับสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอันเข้มข้นที่แผ่ซ่านอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้
ฮุ่ยเหนียงหันกลับมามอง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "สมาคมการค้าเพิ่งก่อตั้งมาได้ปีกว่า อยากจะให้ผู้คนในแถบเจียงหนานยอมรับ เกรงว่าคงจะไม่ง่ายดายปานนั้นหรอก"
"ดังนั้นพวกเราถึงต้องไปตั้งสาขาโรงเงินก่อนอย่างไรล่ะขอรับ รอจนมีคนมาฝากเงินในโรงเงินมากขึ้น เงินทุนของพวกเราก็จะยิ่งคล่องตัว ผู้คนในอิ้งเทียนฝู่ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหนานจิงและบรรดาเมืองอำเภอในสังกัด ถึงจะยิ่งยินดีมาร่วมทำการค้ากับพวกเรา"
(เชิงอรรถผู้แปล: อิ้งเทียนฝู่ (应天府) เขตการปกครองในอดีต เป็นที่ตั้งของเมืองหนานจิง (นานกิง) ซึ่งเป็นเมืองหลวงสำรองของราชวงศ์หมิง)
เสิ่นซีเลิกผ้าห่มแล้วกระโดดลงจากเตียง เดินเข้าไปยืนเคียงข้างฮุ่ยเหนียง เงยหน้าขึ้นมองเอกสารสัญญากองพะเนินที่กองอยู่มุมหนึ่งบนโต๊ะ สัญญาเหล่านี้คือหลักฐานการฝากเงินและกู้เงินของบรรดาพ่อค้าจากต่างถิ่นในโรงเงิน "ท่านน้า ดูเหมือนว่าวันข้างหน้าพวกเราจะต้องพิมพ์ตั๋วเงินออกมา เพื่อใช้แทนที่สัญญาเหล่านี้แล้วล่ะขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้ว "ตั๋วเงินคือสิ่งใดหรือ?"
เสิ่นซียิ้มบาง ๆ พลางอธิบายลักษณะให้ฮุ่ยเหนียงฟังคร่าว ๆ "ก็คล้ายกับตั๋วเงินของทางการนั่นแหละขอรับ เพียงแต่ว่าพวกเราจะเป็นคนพิมพ์ขึ้นมาเอง วัสดุที่ใช้ก็เป็นกระดาษหนังวัวหรือกระดาษเยื่อหม่อน พวกเรามีโรงพิมพ์ สามารถพิมพ์แบบสอดสีได้ หากนำไปเทียบกับตั๋วเงินที่ทางการพิมพ์ออกมา คุณภาพสมควรจะดีกว่ามาก ผนวกกับตราประทับที่มองเห็นได้และสัญลักษณ์ลับที่ซ่อนไว้ บวกกับการลงนามประทับรอยนิ้วมือของทั้งสองฝ่าย โอกาสที่จะเกิดปัญหาก็มีไม่มากหรอกขอรับ"
"ยามที่พ่อค้ามาฝากเงินก็จะได้รับตั๋วเงินไป เงินส่วนนี้พวกเราจะไม่นำไปปล่อยกู้ จะทำหน้าที่แค่เก็บรักษาไว้ให้ โดยคิดค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาตามสัดส่วนที่กำหนด เพื่อให้พวกเขาสามารถเบิกถอนเงินข้ามพื้นที่ได้ พวกเขาถึงขั้นสามารถใช้ตั๋วเงินนี้ไปชำระหนี้ค่าสินค้ากับพ่อค้าคนอื่นได้เลย ขอเพียงตั๋วเงินถูกต้อง โรงเงินของพวกเราก็ต้องจ่ายเงินสดให้พวกเขาขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอย่างละเอียด หากเป็นไปตามความหมายของเสิ่นซี นั่นก็เท่ากับว่าโรงเงินได้ริเริ่มพิมพ์ธนบัตรกระดาษออกมาเพื่อใช้หมุนเวียนในตลาด โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการเลย
อันว่าตั๋วเงินนั้น มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งแล้ว ทว่าตั๋วเงินประเภทนี้โดยพื้นฐานแล้วจัดอยู่ในประเภท "ตั๋วสัญญา" นอกเสียจากจะเป็นธนบัตรกระดาษที่พิมพ์โดยทางการ อย่างเช่น "เจี้ยวจื่อ" "ฮุ่ยจื่อ" และ "ตั๋วเงินต้าหมิงเป่าเชา" มิเช่นนั้นก็เป็นได้แค่หลักฐานการเบิกถอนเงิน ไม่อาจนำไปใช้เป็นเงินตราเพื่อหมุนเวียนในตลาดได้
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวจื่อ (交子) และ ฮุ่ยจื่อ (会子) คือตั๋วเงินหรือธนบัตรกระดาษที่ออกโดยทางการในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือและซ่งใต้ตามลำดับ ถือเป็นธนบัตรกระดาษยุคแรก ๆ ของโลก)
ทว่าธนบัตรกระดาษที่ทางการพิมพ์ออกมานั้น ด้วยเหตุที่เบื้องหลังไม่มีเงินตำลึงหรือเหรียญทองแดงของจริงคอยหนุนหลัง มูลค่าจึงลดฮวบลงตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับในท้องตลาดมากนัก
"เกรงว่าคงจะไม่เหมาะกระมัง"
เมื่อต้องเผชิญกับเรื่องใหญ่โตปานนี้ ฮุ่ยเหนียงจะกล้าเสี่ยงอย่างง่ายดายได้อย่างไร "หากมีคนปลอมแปลงขึ้นมา แล้วพวกเราแยกแยะไม่ออก ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นคงใหญ่หลวงนัก"
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "เช่นนั้นท่านน้าไม่เชื่อมั่นในฝีมือของโรงพิมพ์พวกเรางั้นหรือขอรับ?"
"ฝีมือจะดีเพียงใด สักวันก็ต้องมีคนถอดรหัสลอกเลียนแบบได้อยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ผู้อื่นจะปลอมแปลงไม่ได้ แต่ทางฝั่งทางการล่ะ... เรื่องนี้รอให้ผ่านไปสักระยะค่อยนำมาหารือกันใหม่เถิด"
แม้ปากของฮุ่ยเหนียงจะเอ่ยปฏิเสธ ทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ข้อเสนอของเสิ่นซีนั้นมีแรงดึงดูดใจต่อนางอย่างมหาศาล
ช่วงก่อนหน้านี้ตอนที่ตระเตรียมก่อตั้งโรงเงิน เสิ่นซีเคยนำเสนอแนวคิดเรื่องการ "เบิกถอนเงินต่างถิ่น" มาแล้วจริง ๆ ทว่าในยุคสมัยที่การสื่อสารยังไม่เจริญก้าวหน้าเช่นนี้ การจะทำให้สำเร็จนั้นยากเย็นแสนเข็ญนัก
สัญญาเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงได้ง่ายมาก ฝากเงินไว้ที่หนึ่ง พอไปเบิกอีกที่หนึ่งก็ยากที่จะแยกแยะรอยนิ้วมือและลายเซ็นของผู้ฝาก ว่าสัญญาฉบับนั้นเป็นของแท้หรือของปลอม ทว่าหากใช้วิธีการออก "ตั๋วเงิน" ที่มีรูปแบบตายตัว เรื่องราวก็จะง่ายดายขึ้นมาก แต่ข้อแม้คือต้องรับประกันได้ว่า "ตั๋วเงิน" นั้นเป็นสิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจปลอมแปลงได้ ในเวลานี้แม้แต่ตั๋วเงินต้าหมิงเป่าเชาที่ทางการพิมพ์ออกมาและยังคงหมุนเวียนอยู่ในตลาด ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกปลอมแปลง แล้วนับประสาอะไรกับ "ตั๋วเงิน" ที่ชาวบ้านพิมพ์ขึ้นมาเองเล่า?
เสิ่นซียังคงขายแนวคิดของตนต่อไป "หากพวกเราจะพิมพ์ตั๋วเงิน ก็จะเพิ่มสัญลักษณ์ลับเข้าไปให้มากหน่อย แล้วก็จัดทำระบบหมายเลขกำกับ ตั๋วเงินทุกใบล้วนมีหมายเลขตายตัว ตั๋วเงินที่มีหมายเลขเดียวกัน ทันทีที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินแล้วก็จะถูกทำลายทิ้ง ไม่สามารถนำมาเบิกถอนที่โรงเงินซ้ำเป็นครั้งที่สองได้ ตั๋วเงินแต่ละหมายเลขก็จะมีสัญลักษณ์ลับที่แตกต่างกันออกไป นอกเสียจากหลงจู๊ใหญ่ที่พวกเราส่งไปประจำตามโรงเงินแต่ละแห่งแล้ว คนอื่นไม่มีทางล่วงรู้กฎเกณฑ์ของตราประทับลับพวกนี้หรอกขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงยังคงลังเลใจเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ตั๋วเงินของราชวงศ์หมิงอย่างตั๋วเงินต้าหมิงเป่าเชานั้นถูกตีพิมพ์ออกมาจนเกลื่อนกลาด จนถึงปัจจุบันก็ใกล้จะถูกตลาดขับไล่ออกไปเต็มทีแล้ว
เสิ่นซีเองก็รู้ดีว่า รอให้อีกสิบกว่าปีผ่านพ้นไปจนถึงรัชศกเจิ้งเต๋อ ตั๋วเงินต้าหมิงเป่าเชาก็จะปิดฉากลงจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง และด้วยเหตุนี้เอง ตลาดจึงยิ่งต้องการธนบัตรกระดาษที่มีความน่าเชื่อถือมาใช้เป็นสื่อกลางในการหมุนเวียน
(เชิงอรรถผู้แปล: รัชศกเจิ้งเต๋อ (正德) เป็นยุคสมัยของจักรพรรดิหมิงอู่จง (จูโฮ่วจ้าว) ซึ่งเป็นช่วงที่ธนบัตรของทางการเสื่อมค่าลงจนไร้มูลค่า ระบบเศรษฐกิจจึงเปลี่ยนไปใช้ก้อนเงินตำลึงและเศษเงิน เป็นสื่อกลางในการหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ)
ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างตั๋วเงินที่โรงเงินพิมพ์ขึ้น กับธนบัตรกระดาษของทางการก็คือ โรงเงินจะไม่มีทางพิมพ์ตั๋วเงินออกมาอย่างพร่ำเพรื่อ ทุกครั้งที่พิมพ์ตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งตำลึงออกมา ย่อมต้องมีเงินหนึ่งตำลึงฝากเก็บไว้ในโรงเงิน และเงินตำลึงที่ใช้สำหรับเบิกถอนด้วยตั๋วเงินนั้น โดยเนื้อแท้แล้วก็จะถูกแยกออกจากเงินที่รับฝากและปล่อยกู้ของโรงเงินอย่างชัดเจน
การออกและเบิกถอนตั๋วเงิน จะใช้วิธีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเก็บรักษา และจะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้ ทำเช่นนี้ก็จะสามารถรับประกันมูลค่าที่ตายตัวของตั๋วเงินแต่ละใบได้ ว่าจะไม่มีทางเพิ่มมูลค่า และไม่มีทางเสื่อมค่าลง มูลค่าที่ระบุไว้เท่าไรก็คือเท่านั้น กระจ่างชัดเจนแก่ใจในพริบตาเดียว