เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 178 ท่านแม่ตั้งครรภ์แล้ว

ตอนที่ 178 ท่านแม่ตั้งครรภ์แล้ว

ตอนที่ 178 ท่านแม่ตั้งครรภ์แล้ว


กลยุทธ์ที่เสิ่นซีนำเสนอนั้น คล้ายคลึงกับกลศึกที่เรียกว่า "ใช้สงครามเลี้ยงสงคราม" คือการปล้นชิงทรัพยากรในระหว่างการทำศึก แล้วนำทรัพยากรเหล่านั้นมาเสริมกำลังเพื่อปล้นชิงทรัพยากรให้มากยิ่งขึ้น เป็นการขยายวงล้อมของสงครามออกไป

แม้แผนการของเสิ่นซีจะแยบยล ทว่าฮุ่ยเหนียงฟังแล้วกลับส่ายหน้า "เสี่ยวหลาง ตอนนี้พวกเราไม่อาจแน่ใจได้ว่าพ่อค้าเจียงหนานเหล่านั้นจะยินยอมร่วมมือกับพวกเราหรือไม่ หากความแตกขึ้นมา ชื่อเสียงของสมาคมการค้าก็จะเสื่อมเสียเอาได้"

"ท่านน้า ท่านอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจรูปแบบการทำงานของพวกคนแซ่ซูน่ะสิขอรับ"

เสิ่นซีค่อย ๆ อธิบายอย่างละเอียด "คนแซ่ซูเพียงแต่อ้างชื่อสหายพ่อค้าเร่เจียงหนานเหล่านั้น เพื่อมารุมกดดันพวกเราก็เท่านั้น พ่อค้าเจียงหนานเหล่านั้นไม่ได้โง่นะขอรับ เรื่องพรรค์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขาเลย แล้วเหตุใดพวกเขาต้องยอมควักกระเป๋าออกแรงด้วยเล่า?"

"ดังนั้น คนแซ่ซูจึงใช้วิธีให้พ่อค้าเจียงหนานเหล่านี้ออกหน้าในฐานะผู้ร่วมมือ โดยเขาจะเป็นผู้ออกทุนเองทั้งหมด สินค้าที่กว้านซื้อมาได้ก็จะนำไปปล่อยให้พ่อค้าเจียงหนานเหล่านี้ในราคาทุน เพื่อให้พวกเขานำไปกระจายขายที่เมืองอื่น พอขายหมดก็มารับสินค้าชุดใหม่จากคนแซ่ซูไปอีก หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้คนแซ่ซูมีเงินทุนกลับมาหมุนเวียนเพื่อต่อกรกับพวกเราต่อไปได้"

ฮุ่ยเหนียงเลิกคิ้วเรียวงามขึ้น ท่าทางสับสนงุนงง "เสี่ยวหลาง เจ้าไปรู้เรื่องนี้มาจากที่ใดกัน?"

"ข้าใช้ตรงนี้คิด ไม่ได้ใช้หูฟังมาหรอกขอรับ"

เสิ่นซีชี้ไปที่หัวของตัวเอง "พ่อค้าพวกนั้นไม่สนหรอกว่าสินค้าจะถูกส่งไปขายให้ใครที่ไหน ต่อให้รู้รูปแบบการทำงานของคนแซ่ซู ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปพัวพันมากนักหรอก ไม่มีใครรู้ว่าคนแซ่ซูจะหยุดรับซื้อเมื่อใด การกว้านซื้อสินค้าไร้ประโยชน์ชุดใหญ่ปานนี้มาตุนไว้ ต่อให้รับมาในราคาทุน ก็เสี่ยงที่จะขายไม่ออกและต้องกอดสินค้าตายไปเปล่า ๆ"

"แต่พวกเราต่างออกไป... พวกเรารับซื้อมา แล้วแอบเอาไปหลอกขายให้คนแซ่ซู พวกเราก็จะได้กำไรก้อนโตจากส่วนต่างนี้ ถึงแม้คนแซ่ซูจะเลิกรับซื้อแล้ว สมาคมการค้าของพวกเราก็กำลังขาดแคลนสินค้าพอดี กระจายสินค้าไปตามร้านค้าต่าง ๆ ในสมาคม ไม่นานก็ระบายออกไปได้หมด ยังไงพวกเราก็ไม่มีทางขาดทุนหรอกขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าข้อเสนอของเสิ่นซีนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ นางตบเข่าฉาด หัวเราะร่วนพลางเอ่ยว่า "ความคิดนี้ดียิ่งนัก ข้าจะรีบไปอธิบายรายละเอียดให้คนในสมาคมการค้าฟังเดี๋ยวนี้แหละ เสี่ยวหลางเอ๋ย น้าขาดเจ้าไม่ได้จริง ๆ"

สองวันที่ผ่านมา ฮุ่ยเหนียงเอาแต่กลัดกลุ้มเรื่องเงินทุนและช่องทางการจัดซื้อ ทว่าพอได้ฟังคำพูดของเสิ่นซี จู่ ๆ นางก็กลับมากระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ดูเปล่งปลั่งงดงามยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ทั้งที่เพิ่งจะกลับมาจากสำนักงานใหญ่สมาคมการค้าได้ไม่ทันไร ชั่วพริบตาฮุ่ยเหนียงก็รีบรุดกลับไปที่สมาคมการค้าอีกครั้ง

เมื่อเสิ่นซีเดินกลับมาที่ห้องโถงหลัก โจวซื่อก็มองไปทางประตูพลางพึมพำ "น้องสาวเพิ่งกลับมาแท้ ๆ เหตุใดจึงออกไปอีกแล้วเล่า?"

"ท่านแม่ พวกเราสมควรไปเยี่ยมท่านย่ากับท่านพ่อหรือไม่ขอรับ?" เสิ่นซีเอ่ยเตือน

โจวซื่อทอดถอนใจ "เมื่อครู่พ่อของเจ้ากลับมาบอกแล้วว่า วันนี้ท่านย่ากับลุงสาม ลุงสี่ของเจ้าจะพักที่โรงเตี๊ยม คืนนี้พ่อของเจ้าจะไปช่วยดูแล พรุ่งนี้ก็จะส่งพวกเขากลับออกจากเมืองถิงโจวแล้ว เจ้าจงตั้งใจอ่านตำราไปเถอะ เรื่องในบ้านไม่ต้องเป็นห่วง"

เสิ่นซีกะพริบตาปริบ ๆ "ท่านแม่ ท่านดูมีเรื่องกลุ้มใจนะขอรับ"

โจวซื่อยิ้มขื่น "เรื่องกลุ้มใจของแม่ ก็มีแค่เรื่องที่อยากให้เจ้าได้ดิบได้ดีเร็ว ๆ นี่แหละ ส่วนเรื่องอื่นแม่ไม่กล้าคิดหรอก รอให้เจ้าโตขึ้นแล้วประสบความสำเร็จ แม่ก็จะได้อยู่อย่างสุขสบาย อุแหวะ..."

พูดอยู่ดี ๆ โจวซื่อก็ทำท่าจะอาเจียนขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เรื่องนี้ทำให้เสิ่นซีรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก

เสิ่นซีคิดในใจ หรือว่าท่านแม่จะเอาแต่กังวลเรื่องของตระกูลเสิ่น จนสองวันนี้พักผ่อนและกินอาหารผิดเวลาไป?

เสิ่นซีสุดจะหักห้ามใจ รีบเข้าไปประคองมารดา พร้อมกับแอบจับชีพจรของนาง ทว่าเพิ่งจะสัมผัสได้เพียงครู่เดียว เสิ่นซีก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงรีบชักมือกลับทันที

โจวซื่อไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีแปลกประหลาดของเสิ่นซี นางพุ่งตัวไปอาเจียนที่ลานด้านหลัง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รีบตามไปดูอาการ ผ่านไปไม่นานก็มีเสียงตะโกนด้วยความปีติยินดีดังแว่วมา "พี่สาว นี่มันชีพจรคนท้องนี่เจ้าคะ... ท่านมีข่าวดีแล้วเจ้าค่ะ..."

โจวซื่อถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ "มิน่าเล่า หลายวันนี้ถึงได้รู้สึกแปลก ๆ ที่แท้ก็เป็นเพราะเจ้าตัวเล็กในท้องนี่เอง"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ประคองโจวซื่อกลับมา ตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง และซักถามอาการเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ถึงได้เม้มปากยิ้มพลางเอ่ยว่า "พี่สาวน่าจะตั้งครรภ์ได้เกือบสองเดือนแล้วกระมัง วันข้างหน้าต้องพักผ่อนให้มาก ๆ นะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะจัดยาสักสองเทียบให้พี่สาว ทางที่ดีควรทำจิตใจให้สงบ บำรุงร่างกายให้มาก ๆ นะเจ้าคะ"

ถึงอย่างไรโจวซื่อก็ไม่ใช่การตั้งครรภ์ท้องแรก ถือว่าเป็นคน "มีประสบการณ์" มาแล้ว เรื่องหลายเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คอยพร่ำเตือน พอตกดึกฮุ่ยเหนียงกลับมา โจวซื่อก็เล่าเรื่องที่ตนตั้งครรภ์ให้ฟัง ฮุ่ยเหนียงก็แสดงความยินดี "พี่สาว นี่เป็นเรื่องน่ายินดีแท้ ๆ ดูท่าตระกูลเสิ่นจะมีสมาชิกเพิ่มอีกแล้ว... พี่สาวมีบุตรชายที่แสนประเสริฐอย่างเสี่ยวหลางแล้ว เด็กที่เกิดมาใหม่ในวันข้างหน้าย่อมต้องเป็นมังกรหงส์ในหมู่คนอย่างแน่นอน"

โจวซื่อเอ่ยอย่างอ่อนใจ "ลำพังมีไอ้เด็กทึ่มแค่คนเดียว ข้าก็แทบจะรับมือไม่ไหวอยู่แล้ว หากมีเพิ่มมาอีกคน เกรงว่าบ้านคงจะไม่สงบสุขเป็นแน่"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มกริ่ม "ดูพี่สาวพูดเข้าสิ ทำราวกับพี่เขยจะไม่สนใจไยดีพี่สาวกระนั้นแหละ... นี่ไง ยังมีพี่เขย มีข้า แล้วก็มีหนิงเอ๋อร์ ซิ่วเอ๋อร์ พวกนางคอยช่วยดูแล รับรองได้เลยว่าตอนที่พี่สาวคลอดลูกออกมา พี่สาวไม่ต้องเหนื่อยยากดูแลเองหรอก แม้แต่แม่นมข้าก็จะจ้างมาจากข้างนอก พี่สาวแค่วางใจลงได้ก็พอแล้ว"

ทว่าด้วยเรื่องราวความวุ่นวายในตระกูลเสิ่น แม้ว่าโจวซื่อจะตั้งครรภ์ แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกยินดีปรีดาเท่าที่ควร ตามหลักแล้วในเวลาเช่นนี้ สามีควรจะอยู่เคียงข้างร่วมยินดีกับนาง ทว่าตอนนี้กลับมีเพียงฮุ่ยเหนียงที่คอยปลอบประโลมดูแลเอาใจใส่ ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอ้างว้างอยู่บ้าง

ซิ่วเอ๋อร์และสาวใช้คนอื่น ๆ ต่างพากันดีอกดีใจ ยามปกติพวกนางก็เคารพรักโจวซื่อเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บางคนก็เคยบ่นพึมพำว่าเหตุใดโจวซื่อถึงยังไม่มีน้องชายหรือน้องสาวให้เสิ่นซีเสียที? ทว่าพวกนางล้วนเป็นเพียงเด็กสาวบริสุทธิ์ จึงไม่ค่อยประสีประสาเรื่องการคลอดบุตรของสตรี พอตกดึกกินข้าวเสร็จ สาวใช้ก็จับกลุ่มคุยจ้อกแจ้กจอแจ เรื่องที่คุยกันก็หนีไม่พ้นเรื่องเด็กในท้องของโจวซื่อ

สีหน้าของหลินไต้ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก นางอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตเห็น แอบมานั่งลงข้างกายเสิ่นซี พลางถามด้วยสีหน้าใสซื่ออยากรู้อยากเห็นว่า "นี่ ทำไมตอนที่ท่านพ่อกับท่านแม่นอนด้วยกัน ถึงได้ตั้งท้อง แต่พวกเรากลับไม่เป็นอะไรเลยล่ะ?"

เสิ่นซีปรายตามองนาง ก่อนจะเอ่ยอย่างหมั่นไส้ "ก็เพราะเจ้ายังเด็กอยู่น่ะสิ"

หลินไต้สบถออกมา "เพ้ย! เจ้านั่นแหละที่เด็กกว่าข้า เมื่อก่อนยังเคยหลอกข้าเลย... ว่าหอมแก้มกันก็จะท้อง ฮึ เจ้าต้องรู้เรื่องนี้อยู่แล้วแต่ไม่ยอมบอกข้า แล้วคิดจะแอบทำให้ข้าท้องใช่หรือไม่…”

เสิ่นซีแอบคิดในใจ ตอนนี้ข้าน่ะมีใจแต่ไร้กำลังต่างหากล่ะ รอให้ข้าโตขึ้นอีกสักสองสามปีเถอะ ต่อให้เจ้าไม่เตือน ข้าก็จะทำให้เจ้าท้องป่อง กลายเป็นสตรีที่มีความสุขที่สุดในโลกให้ดู

อีกด้านหนึ่ง ลู่ซีเอ๋อร์ก็วิ่งเข้ามา นางตรงไปตรงมายิ่งกว่าหลินไต้เสียอีก ทรุดตัวนั่งแหมะลงบนตักของเสิ่นซี "พี่เสิ่นซี ทำไมข้าถึงไม่มีน้องชายหรือน้องสาวบ้างล่ะเจ้าคะ?"

เสิ่นซีไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี หลินไต้ที่อยู่ข้าง ๆ จึงทำหน้าทะเล้นใส่ "ก็เพราะเจ้าไม่มีท่านพ่ออย่างไรล่ะ"

เดิมทีคิดว่าลู่ซีเอ๋อร์จะต้องเก็บไปใส่ใจ นึกไม่ถึงว่าลู่ซีเอ๋อร์จะเลียนแบบท่าทางของหลินไต้ ทำหน้าทะเล้นกลับไปบ้าง พลางแลบลิ้นปลิ้นตา "พี่ไต้เอ๋อร์ ท่านก็ไม่มีท่านพ่อเหมือนกันนั่นแหละ"

เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองตัวติดกันแจทุกวัน จึงรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี พูดไปก็แปลก ตอนแรกทั้งสองจ้องจะจับผิดเป็นศัตรูกันแท้ ๆ ทว่าตอนนี้ แม้พวกนางจะชอบต่อล้อต่อเถียงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับแทบไม่เคยทะเลาะเบาะแว้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการลงไม้ลงมือ ต่อให้มีเรื่องขัดใจกันบ้าง ผ่านไปคืนเดียวก็เปลี่ยนอาวุธสงครามเป็นหยกและแพรพรรณ จูงมือกันไปวิ่งเล่นเสียแล้ว หลินไต้ไม่เคยรังแกลู่ซีเอ๋อร์ที่อายุน้อยกว่า ส่วนลู่ซีเอ๋อร์ก็ไม่เคยวางก้ามทำตัวเป็นคุณหนูเอาแต่ใจเหมือนที่ทำกับหนิงเอ๋อร์และสาวใช้คนอื่น ๆ พี่น้องคู่เล็กนี้จึงสนิทกันดั่งตังเม

(เชิงอรรถผู้แปล: เปลี่ยนอาวุธสงครามเป็นหยกและแพรพรรณ (化干戈为玉帛) สำนวนเปรียบเปรยถึงการยุติข้อพิพาทหรือความขัดแย้ง แล้วหันมาผูกมิตรเจรจาสันติ)

คืนนั้นโจวซื่อค้างคืนที่ห้องของฮุ่ยเหนียง เสิ่นซีรั้งอยู่บนชั้นสองของร้านขายยา นอนบนเตียงของลู่ซีเอ๋อร์ร่วมกับหลินไต้

ปีนี้พอเข้าสู่ฤดูร่วง อากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว เพิ่งจะเดือนเก้าก็เริ่มมีน้ำค้างแข็งเกาะแล้ว แม้หลินไต้จะนอนเตียงเดียวกับเสิ่นซี แต่นางก็มักจะนอนหันหลังให้เขาเสมอ ทว่าลู่ซีเอ๋อร์กลับไม่รู้จักคำว่ารักนวลสงวนตัว พอขึ้นเตียงปุ๊บก็เอาแต่มุดเข้าสู่อ้อมอกของเสิ่นซีสุดกำลัง ร่างกายบิดไปบิดมาประหนึ่งดักแด้จักจั่นก็มิปาน

"นี่ ยังจะวุ่นวายอีก จะนอนหรือไม่นอน?" ในที่สุดหลินไต้ก็หมดความอดทน พลิกตัวกลับมาถลึงตาใส่ 'คู่รักหน้าไม่อาย' ที่กำลังลอบพลอดรักกันต่อหน้าภรรยาเอกอย่างนางด้วยแววตาตัดพ้อ

ลู่ซีเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก "พี่ไต้เอ๋อร์ วันนี้พี่เสิ่นซียังไม่ได้เล่านิทานเลย จะรีบนอนไปทำไมล่ะเจ้าคะ ฮี่ ๆ อ้อมกอดของพี่เสิ่นซีอุ่นจังเลย อุ่นกว่าของท่านแม่อีก"

หลินไต้กระชากผ้าห่มออกอย่างปั้นปึง ทำให้ตัวของลู่ซีเอ๋อร์โผล่พ้นผ้าห่มออกมาครึ่งซีก ลู่ซีเอ๋อร์จึงมุดออดอ้อนอยู่ในอ้อมอกของเสิ่นซี "พี่เสิ่นซี ดูพี่ไต้เอ๋อร์สิ นางรังแกข้า"

"เอาล่ะ ๆ"

เสิ่นซีทำได้เพียงรีบไกล่เกลี่ย "ล้วนเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน วัน ๆ ก็วิ่งเล่นด้วยกัน จะโกรธเคืองกันไปทำไม? ไต้เอ๋อร์ หากเจ้าขัดใจ อ้อมอกฝั่งนี้ของข้าเปิดกว้างต้อนรับเจ้าเสมอ ขยับเข้ามาสิ"

หลินไต้เอ็ดตะโร "ใครจะไปอยากนอนในอ้อมกอดของเจ้ากัน? ฮึ" ใบหน้าของนางดูเหมือนยังคงแง่งอนอยู่ ทว่ามุมปากที่เม้มตึงเมื่อครู่กลับคลายออกแล้ว

เป็นเพราะตอนกลางคืนยามที่ลู่ซีเอ๋อร์หลับสนิทมักจะนอนดิ้นปัดป่ายแขนขาไปมา เสิ่นซีจึงนอนหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เมื่อเสิ่นซีและหลินไต้ตามมารดากลับมาถึงลานบ้านของตน ก็พบว่าเสิ่นหมิงจวินกลับมาแล้ว พอซักถามถึงได้รู้ว่าเมื่อคืนเสิ่นหมิงจวินไม่ได้ค้างคืนที่โรงเตี๊ยม หลังจากจัดการที่พักให้มารดาและน้องชายเรียบร้อย เขาช่วยอยู่เป็นเพื่อนในช่วงครึ่งคืนแรกแล้วก็กลับมา เสิ่นหมิงจวินกลับมาถึงบ้านตอนยามจื่อสี่เค่อแล้ว พอพบว่าภรรยาไม่อยู่บ้าน ก็เดาได้ว่าคงไปนอนที่ร้านขายยาอีกเช่นเคย จึงไม่ได้ตามไปหา

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามจื่อ (子时) ช่วงเวลา 23.00 - 01.00 น. สี่เค่อเทียบเท่ากับหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นยามจื่อสี่เค่อจึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี)

"ท่านแม่กับพี่ใหญ่ พอพ้นช่วงเที่ยงก็จะออกเดินทางแล้ว ถึงตอนนั้นข้าจะไปส่งเสียหน่อย" เสิ่นหมิงจวินดูอิดโรยไม่ค่อยมีแรง เมื่อคืนตอนที่เขาเฝ้าอยู่ที่โรงเตี๊ยม ก็เอาแต่พะวงกลัวว่าเสิ่นหมิงเหวินจะหนีออกจากบ้านไปอีก จึงพักผ่อนได้ไม่เต็มอิ่มนัก

โจวซื่อพยักหน้า ก่อนจะบอกให้สามีตามนางเข้าไปในบ้าน นอกจากจะมอบเงินเป็นค่าเดินทางสำหรับส่งหลี่ซื่อกลับอำเภอหนิงฮว่าแล้ว นางยังแจ้งเรื่องที่ตนเองตั้งครรภ์ให้เขาทราบอีกด้วย

เมื่อสองสามีภรรยาเดินออกมา ความหม่นหมองบนใบหน้าของเสิ่นหมิงจวินก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เขายิ้มกว้างอย่างซื่อ ๆ ในขณะที่ใบหน้าของโจวซื่อก็ปรากฏแววตาเปี่ยมสุขดั่งหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ขึ้นมาในที่สุด

รอจนเสิ่นหมิงจวินเก็บข้าวของอย่างรีบร้อนแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยม โจวซื่อถึงได้ดึงมือเสิ่นซีมากุมไว้พลางเอ่ยถาม "เสี่ยวหลาง แม่กำลังจะมีน้องให้เจ้า เจ้าชอบหรือไม่?"

เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า "ชอบขอรับ แล้วก็ไม่ชอบด้วย"

โจวซื่อปั้นหน้าขึงขัง "ไอ้เด็กทึ่ม พูดอะไรของเจ้า? อะไรคือชอบแล้วก็ไม่ชอบ?"

"ที่ไม่ชอบ ก็เพราะวันข้างหน้าถ้าท่านแม่คลอดน้องออกมา ความรักที่ท่านแม่มีให้ข้าก็จะลดน้อยลง มีของกินของเล่นอร่อย ๆ ก็จะไม่นึกถึงข้าเพียงคนเดียวอีก ข้าอิจฉาแทบแย่เลยล่ะขอรับ ทว่าวันข้างหน้าหากมีน้องเพิ่มมาอีกคน ข้าก็จะมีคนให้คอยรังแกแล้ว ดังนั้น... ถือว่าได้อย่างเสียอย่างกระมังขอรับ ฮ่า ๆ"

โจวซื่อฟาดฝ่ามือลงบนหัวเสิ่นซีดังเพียะ "ไอ้เด็กเหม็น หากข้าคลอดน้องชายให้เจ้า แล้วเจ้ากล้ารังแกเขาละก็ คอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!"

เสิ่นซีคอตก พึมพำอุบอิบ "ท่านแม่รู้ได้อย่างไรว่าจะต้องเป็นน้องชายแน่ ๆ?"

ค่านิยมที่ฝังรากลึกในยุคสมัยนี้คือการให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี การให้กำเนิดบุตรชายนับเป็นผู้มีคุณูปการต่อครอบครัว เพราะครอบครัวจะได้แรงงานเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ด้วยฐานะของโจวซื่อในปัจจุบัน ไม่ว่าอย่างไรก็สามารถเลี้ยงดูฟูมฟักบุตรชายคนที่สองให้กลายเป็นปัญญาชนได้ วันข้างหน้าก็จะมีที่พึ่งพาเพิ่มขึ้นอีกทาง ไม่ต้องทุ่มเทฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่เสิ่นซีเพียงคนเดียวอีกต่อไป

ทว่าหากคลอดออกมาเป็นบุตรี ครรภ์นี้ก็เท่ากับสูญเปล่า ถึงอย่างไรวันข้างหน้าบุตรีก็ต้องแต่งงานออกเรือนไปอยู่ดี นับเป็น 'ตัวขาดทุน' โดยแท้

การให้กำเนิดบุตรชาย จะทำให้สถานะของโจวซื่อในตระกูลเสิ่นสูงส่งขึ้น ทว่าการให้กำเนิดบุตรี สถานะของโจวซื่อในตระกูลเสิ่นก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย

เสิ่นซีทอดถอนใจ ไม่ใช่ว่าท่านแม่ของเขามีค่านิยมรักบุตรชายชังบุตรสาวหรอก จะโทษก็ต้องโทษที่สภาพสังคมในยุคสมัยนี้ยังล้าหลัง สตรียังไม่อาจยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้ ดูท่าหนทางข้างหน้ายังคงอีกยาวไกลและหนักหนาสาหัสยิ่งนัก!

จบบทที่ ตอนที่ 178 ท่านแม่ตั้งครรภ์แล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว