เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 177 ตีงูขู่พยัคฆ์

ตอนที่ 177 ตีงูขู่พยัคฆ์

ตอนที่ 177 ตีงูขู่พยัคฆ์


พอได้ยินข่าว เสิ่นซีก็รีบรุดมาจากฝั่งร้านขายยา ประจวบเหมาะกับที่เห็นลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินกำลังถูกลุงสามเสิ่นหมิงถังและลุงสี่เสิ่นหมิงซินช่วยกันกดหัวลงบ่อน้ำพอดี

ยามปกติเสิ่นซีไม่มีทางเฉียดกรายมาที่ลานเรือนของเสิ่นหมิงเหวินแห่งนี้เด็ดขาด นั่นเป็นเพราะผู้เป็นลุงใหญ่นอกจากจะเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจแล้ว ยังชอบรังแกเด็กอย่างเขา มักจะหาข้ออ้างมาหลอกเอาเงินและจิกหัวใช้เขาอยู่เสมอ

เมื่อทอดสายตามองบุตรชายที่ถูกกดแนบปากบ่ออย่างแน่นหนา ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อกลับไม่แม้แต่จะปรายตามอง ให้ความรู้สึกราวกับว่านางเตรียมใจ "กล้ำกลืนฝืนทนสังหารบุตรชาย" จริง ๆ ทว่าเสิ่นซีเพียงปรายตามองปราดเดียวก็รู้ทะลุปรุโปร่ง ว่านี่เป็นเพียงการจัดฉากเพื่อบีบให้เสิ่นหมิงเหวินกลับใจเท่านั้น เพียงแต่ว่าแผนการนี้ช่างแยบยลยิ่งนัก ทำให้เสิ่นหมิงเหวินตื่นตระหนกจนไม่มีสติไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนได้เลย

"ท่านแม่... ข้าไม่ได้ทำร้ายน้องรอง เขาหนีไปเองจริง ๆ นะ น้องสาม น้องสี่ พวกเจ้าอย่าผลักพี่ใหญ่สิ หรือไม่พวกเจ้าก็ส่งตัวข้าไปที่ว่าการอำเภอ ให้ข้าไปอธิบายให้คนของทางการฟังให้กระจ่างเถิด..."

เสิ่นหมิงเหวินสติแตกไปอย่างสิ้นเชิง ความฮึกเหิมที่คิดจะตัดขาดจากครอบครัวมลายหายไปจนหมดสิ้น เวลานี้เขาทำได้เพียงอธิบายอย่างสุดชีวิต ทว่าฮูหยินเฒ่ากลับทำหูทวนลม

เสิ่นหมิงเหวินจำต้องพร่ำอ้อนวอนต่อไป "ท่านแม่ ปล่อยข้าไปเถอะ... พอไปถึงฝูโจว น้องรองก็พาข้าไปเที่ยวเตร่ตามหอคณิกา คิดว่าเขาคงจะหอบเงินหนีไปกับพวกนางโลมเหล่านั้นแล้ว... เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าจริง ๆ นะ ขอท่านแม่โปรดพิจารณาด้วยเถิด ลูกกลับไปแล้วจะเชื่อฟังท่านอย่างแน่นอน จะตั้งใจอ่านตำรา ไม่ทำตัวเหลวไหลอีกแล้ว..."

พอได้ยินคำพูดประโยคนี้ สีหน้าของหลี่ซื่อก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด นางเกือบจะเอ่ยปากให้บุตรชายทั้งสองดึงตัวเสิ่นหมิงเหวินกลับมาแล้ว ทว่าด้วยความรอบคอบ นางจึงยั้งปากไว้ หากเสิ่นหมิงเหวินเพิ่งหลุดปากว่าจะกลับไปตั้งใจอ่านตำรา แล้วนางปล่อยตัวเขาทันที ประเดี๋ยวพอเสิ่นหมิงเหวินตั้งสติได้ ก็คงจะมองออกถึงเล่ห์กลในเรื่องนี้ แล้วก็คงจะหนีออกจากบ้านอีกเป็นแน่

"ตอนนี้เพิ่งมาคิดอยากตั้งใจอ่านตำรารึ? ทำร้ายน้องรองของเจ้าจนปางตาย ถึงเพิ่งจะมาสำนึกได้ มันสายไปแล้ว! ไอ้ลูกทรพี ข้าไม่อยากเก็บเจ้าไว้ทำร้ายผู้อื่นอีก!"

ท่าทีเด็ดขาดของหลี่ซื่อ ทำให้เสิ่นหมิงเหวินรู้สึกสิ้นหวังอย่างที่สุด

เสิ่นหมิงซินกับเสิ่นหมิงถังไม่ได้เพียงแค่กดเขาลงไปในบ่อเท่านั้น แต่ยังพยายามจะดึงมือของเสิ่นหมิงเหวินที่ยึดขอบบ่อเอาไว้ออกมาด้วย เสิ่นหมิงเหวินดิ้นรนอยู่สองที ทว่าเขาเป็นเพียงปัญญาชน จะไปมีเรี่ยวแรงสู้เสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงซินที่คุ้นชินกับการทำไร่ทำนาได้อย่างไร?

หลี่ซื่อเอ่ยต่อ "ไอ้ลูกทรพีผู้นี้ สั่งสอนอย่างไรก็ไม่ฟัง โยนลงบ่อไปเถอะ ดูสิว่าสวรรค์จะยอมให้อภัยเจ้าหรือไม่!"

ท่าทีเด็ดเดี่ยวของหลี่ซื่อ ทำให้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินคิดว่านางคงจะลงมือสังหารจริง ๆ จึงรีบพุ่งเข้าไปห้ามปรามฮูหยินเฒ่า โจวซื่อเอ่ยขึ้น "ท่านแม่ ในเมื่อตอนนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมของพี่รอง มิสู้ละเว้นพี่ใหญ่ไปก่อน รอจนสืบความจริงกระจ่างแล้วค่อยลงโทษก็ยังไม่สายนะเจ้าคะ"

เสิ่นหมิงจวินก็ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมด้วย "ใช่แล้วขอรับท่านแม่ ตอนที่พี่ใหญ่มาถึงเมืองถิงโจว เขาก็อยู่ในสภาพที่ตกระกำลำบาก ไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน ดูไม่เหมือนคนที่หอบเงินหนีมาเลย... ท่านแม่สอบถามให้กระจ่างก่อนเถอะขอรับ"

เสิ่นซีที่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ดูเหมือนว่าไม้ตายของฮูหยินเฒ่าในครั้งนี้ จะไม่ได้มีไว้แค่ข่มขวัญเสิ่นหมิงเหวินเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว เกรงว่าคงจะจงใจใช้ตีงูขู่พยัคฆ์ เพื่อข่มขวัญสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินไปในคราวเดียวกันด้วย

ลูกชายพอโตขึ้นแล้วก็ปกครองยาก ยิ่งพอลูกชายมีภรรยา ในใจคนเป็นแม่ก็ย่อมต้องคิดว่าลูกชายจะหลงเมียจนลืมแม่ หลี่ซื่อจึงอาศัยการลงโทษเสิ่นหมิงเหวินในครั้งนี้ ทำให้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินรู้ซึ้งว่า ขอเพียงข้าไม่ยินยอม ข้าอยากให้ลูกตาย ลูกก็ต้องตาย พวกเจ้าคิดจะแยกบ้านไปอยู่กันตามลำพังงั้นรึ? ฝันไปเถอะ!

หลี่ซื่อผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ พลางตวาดลั่น "โยนลงบ่อไป!" ท่าทีของนางเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม แม้หลี่ซื่อจะเป็นสตรีที่ถูกมัดเท้าจนเล็กจิ๋ว ทว่ารัศมีความน่าเกรงขามยามที่นางสะบัดแขนเสื้อเดินมุ่งหน้าไปทางประตูนั้น กลับไม่ได้ด้อยไปกว่าบุรุษอกสามศอกเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงซินได้ยินคำสั่ง คนหนึ่งก็คว้าหัว อีกคนก็คว้าขาตรง ๆ เตรียมจะจับเสิ่นหมิงเหวินหย่อนลงไปในบ่อแบบหัวคะมำ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เสิ่นหมิงซินได้รับคำสั่งลับจากฮูหยินเฒ่ามาแล้ว ในจังหวะนี้เขาจึงจงใจผ่อนแรงลงเล็กน้อย แสร้งทำเป็น "จับไม่แน่น" ปล่อยให้เสิ่นหมิงเหวินดิ้นหลุดจากสองเท้ามาได้

ในยามความเป็นความตาย เสิ่นหมิงเหวินเรี่ยวแรงมหาศาลผิดหูผิดตา เขาผลักเสิ่นหมิงถังกระเด็นออกไปสุดแรง

เมื่อเสิ่นหมิงเหวินหลุดพ้นจากการจับกุม เขาก็รู้ดีว่าไม่อาจวิ่งหนีไปไหนได้ ขาทั้งสองข้างของเขาย่อมไม่มีทางวิ่งเร็วกว่าน้องชายทั้งสามคนเป็นแน่ เขาก้าวพรวด ๆ สองก้าวไปที่ประตู ทรุดตัวคุกเข่าดังกึกลงกับพื้น เกาะขาผู้เป็นมารดาแน่น น้ำหูน้ำตาไหลพรากพลางคร่ำครวญว่า

"ท่านแม่... ท่านเชื่อลูกเถิด ลูกไม่ได้ทำร้ายน้องรองจริง ๆ เป็นน้องรองที่หลอกลวงข้า หอบเงินหนีไป... เดิมทีลูกแค่คิดจะพักอยู่ที่เมืองถิงโจวสักระยะเพื่อคลายความกลัดกลุ้ม แล้วก็จะกลับอำเภอหนิงฮว่า... ลูกทำใจจากท่านแม่และลูกเมียไม่ได้... ท่านแม่ กลับไปแล้วลูกจะปิดประตูนั่งสำนึกผิด ทบทวนตำราอย่างตั้งใจ ขอท่านแม่โปรดละเว้นลูกด้วยเถิด..."

เมื่อหลี่ซื่อเห็นท่าทีขี้ขลาดตาขาวของเสิ่นหมิงเหวิน ภายในใจก็ยิ่งเดือดดาล ทว่านางก็ไม่ได้คิดจะจับเสิ่นหมิงเหวินโยนลงบ่อให้จมน้ำตายจริง ๆ เมื่อเห็นว่าได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการแล้ว นางก็แค่นเสียงเย็นชา "ตอนนี้น้องรองของเจ้ายังไม่รู้ชะตากรรม ข้าจะละเว้นเจ้าไปก่อน ทว่าโทษตายละเว้น โทษเป็นยากหลีกเลี่ยง เจ้ารอง ไปหาไม้พลองมา!"

เสิ่นหมิงซินกวาดสายตามองไปรอบลานบ้าน ก่อนจะหยิบไม้คานหาบของจากมุมลานมายื่นให้หลี่ซื่อ

หลี่ซื่อตวาดลั่น "กดตัวเขาไว้!"

เสิ่นหมิงถังและเสิ่นหมิงซินจับเสิ่นหมิงเหวินกดลงกับขอบบ่อน้ำอีกครั้ง เสิ่นหมิงซินถึงขั้นลงมือปลดสายรัดเอวของเสิ่นหมิงเหวินออกโดยตรง

เมื่อโจวซื่อเห็นท่าไม่ดี สถานที่แห่งนี้ย่อมไม่ใช่สถานที่ที่สตรีเช่นนางจะทนอยู่ได้อีกต่อไป จึงรีบก้มหน้าเดินออกไปนอกประตู ทว่ากลับพบเสิ่นซียืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างนอก นางจึงรีบคว้าแขนเสิ่นซีกึ่งลากกึ่งจูงเดินไปทางปากตรอกทันที

ขณะที่ถูกผู้เป็นแม่ลากตัวไปนั้น เสิ่นซียังคงได้ยินเสียงร้องโหยหวนดั่งสุกรถูกเชือดของเสิ่นหมิงเหวินแว่วตามหลังมา "อ๊าก! เจ็บ เจ็บ ท่านแม่ เบาหน่อย อ๊าก อ๊าก..."

เสิ่นซีฟังแล้วรู้สึกขนลุกซู่ ทุกครั้งที่เสิ่นหมิงเหวินแผดเสียงร้อง ร่างกายของโจวซื่อก็จะสะดุ้งเฮือกตามไปด้วย เห็นได้ชัดว่าวิธีการลงโทษเสิ่นหมิงเหวินของหลี่ซื่อนั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของนางอย่างรุนแรง

ตลอดเวลาที่ผ่านมา โจวซื่อมักจะครุ่นคิดหาวิธีเอ่ยปากขอแยกบ้านกับฮูหยินเฒ่าอยู่เสมอ ทว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ในครั้งนี้ นางก็สัมผัสได้ถึงอำนาจบารมีอันเด็ดขาดของฮูหยินเฒ่า เกรงว่าหลังจากนี้ไปอีกนานแสนนาน ลูกสะใภ้อย่างนางคงไม่กล้าไปท้าทายอำนาจของหลี่ซื่ออีกเป็นแน่

…… ……

ยามดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง เสิ่นหมิงจวินยังไม่กลับมา โจวซื่อเฝ้าอยู่ในร้านขายยาด้วยอาการจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้กระทั่งยามมีลูกค้ามาซื้อยา ก็ปล่อยให้เสี่ยวอวี้ที่เป็น "คนทำบัญชี" เป็นผู้คอยต้อนรับ

กระทั่งฮุ่ยเหนียงกลับมา โจวซื่อก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น

ฮุ่ยเหนียงส่งสายตาตั้งคำถามไปยังเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่เพิ่งเดินออกมาจากหลังฉากกั้น เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าเบา ๆ บ่งบอกว่านางเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก

"พี่สาว ข้ากลับมาแล้ว" ฮุ่ยเหนียงเดินเข้าไปทักทายโจวซื่อ

โจวซื่อได้สติกลับคืนมา นางฝืนยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเดินกลับไปนั่งเหม่อลอยอยู่หลังโต๊ะบัญชีต่อ

ฮุ่ยเหนียงดึงตัวเสิ่นซีเข้าไปในห้องโถงด้านหลังพลางเอ่ยถาม "เสี่ยวหลาง แม่ของเจ้าเป็นอะไรไปหรือ?"

เสิ่นซีทอดถอนใจ ก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลเสิ่นให้ฟังคร่าว ๆ ฮุ่ยเหนียงถึงได้พยักหน้าเข้าใจ นางกับโจวซื่อเป็นพี่น้องที่สนิทชิดเชื้อกัน โจวซื่อมีหลายเรื่องที่ไม่ยอมปริปากบอกสามี ทว่ากลับไม่เคยปิดบังนางเลยแม้แต่น้อย โจวซื่อวาดหวังอยู่เสมอว่าจะหลุดพ้นจากการบงการของฮูหยินเฒ่าตระกูลเสิ่นให้ได้โดยเร็ว วันนี้การที่ฮูหยินเฒ่าลงโทษเสิ่นหมิงเหวิน เรียกได้ว่าเป็นการตีภูเขาขู่พยัคฆ์ เชือดไก่ให้ลิงดู ทำให้โจวซื่อตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปไม่น้อยทีเดียว

"แม่ของเจ้ากำลังอารมณ์ไม่ดี อย่าเพิ่งไปกวนใจนาง เข้าใจหรือไม่?" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยเตือนประโยคหนึ่ง ก่อนที่ตนเองจะเตรียมเดินไปพูดคุยปลอบประโลมโจวซื่อ

ทว่าคราวนี้กลับเป็นเสิ่นซีที่ดึงตัวฮุ่ยเหนียงเอาไว้ "ท่านน้า ปล่อยให้ท่านแม่ได้ใช้ความคิดทบทวนตัวเองเงียบ ๆ เถิดขอรับ ช่วงหลายวันนี้พวกเรากำลังแย่งชิงแหล่งสินค้ากับพวกคนแซ่ซูอยู่มิใช่หรือ ท่านน้าช่วยเล่าสถานการณ์อย่างละเอียดให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงเลิกม่านขึ้น ทอดสายตามองโจวซื่อที่กำลังนั่งเหม่อลอย ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา จากนั้นจึงหันกลับมาบอกเล่าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ให้ฟังอย่างละเอียด

ซูเจ้อชีกับบรรดาสหายพ่อค้าเร่ของเขา ลงมือในคราวนี้ได้อย่างเด็ดขาดโหดเหี้ยมยิ่งนัก พวกเขาผูกขาดสมุนไพรและเกลือหลวงจากทั่วทุกสารทิศที่มุ่งหน้ามายังเมืองถิงโจว วันนี้ตั้งราคาหนึ่ง พรุ่งนี้ก็โก่งราคาให้สูงขึ้นไปอีก ฮุ่ยเหนียงส่งคนไปรับซื้อ ทว่ากลับกว้านซื้อมาได้เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น นั่นเป็นเพราะซูเจ้อชีได้ลั่นวาจาไว้ก่อนแล้วว่า ไม่ว่าสมาคมการค้าแห่งเมืองถิงโจวจะเสนอราคารับซื้อสูงเพียงใด เขาก็พร้อมจะทุ่มราคาให้สูงกว่าหนึ่งขั้นเสมอ

"เสี่ยวหลาง หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ เงินทองของพวกเราคงจะยืนหยัดต่อไปได้อีกไม่นาน ถึงเวลานั้นเกรงว่าคงต้องขาดทุนย่อยยับ บรรดาหลงจู๊ร้านขายยาและร้านขายเกลือในเมืองต่างก็เริ่มพากันถอดใจแล้ว เพราะนี่มันคือการผลาญเงินทิ้งชัด ๆ ร้านขายยาและร้านขายเกลือเหล่านั้นเริ่มแอบติดต่อกันลับหลังแล้ว บางคนก็อยากจะยอมประนีประนอมกับหลงจู๊ซู ส่วนบางคนก็เตรียมจะถอนตัวออกจากสมาคมการค้า แล้วฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเอง"

โจวซื่อก็มีเรื่องทุกข์ใจในแบบของโจวซื่อ แต่หากนำมาเทียบกันแล้ว ความกลัดกลุ้มของฮุ่ยเหนียงกลับมีมากกว่าหลายเท่านัก

เสิ่นซีส่ายหน้า "ท่านน้า ตอนนี้จะมาถอดใจไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นความทุ่มเทที่ผ่านมาจะสูญเปล่าเอาได้ อันที่จริงเรื่องราวไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ท่านคิดหรอกนะขอรับ ราคาของสมุนไพรและเกลือหลวงฝั่งเมืองถิงโจวพุ่งสูงทะลุเพดานปานนี้ ข่าวคราวย่อมต้องแพร่สะพัดไปยังเมืองและอำเภอข้างเคียงอย่างรวดเร็ว หรือแม้กระทั่งไปเข้าหูบรรดาพ่อค้าเร่ในแถบเจ้อเจียงและเจียงซี เมื่อถึงเวลานั้นย่อมต้องมีเกลือหลวงและสมุนไพรจำนวนมหาศาลทะลักเข้ามาอย่างแน่นอน รอดูเถิดว่าซูเจ้อชีจะมีปัญญากว้านซื้อไว้ได้ทั้งหมดหรือไม่!"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า เพราะคำพูดของเสิ่นซีนั้นมีเหตุผลยิ่งนัก

เรื่องพรรค์นี้ ขอเพียงหยัดยืนสู้ต่อไปได้ ย่อมต้องคว้าชัยชนะมาครองได้อย่างแน่นอน เพราะต่อให้กลุ่มของซูเจ้อชีจะมีเม็ดเงินหนาเพียงใด ก็ไม่มีทางทนผลาญทุนรอนติดต่อกันได้นานเกินครึ่งปีหรอก

สมาคมการค้ากำลังผลาญเงินก็จริง ทว่าเงินที่ซูเจ้อชีต้องทุ่มจ่ายไปนั้นมีมากกว่าหลายเท่านัก

"แต่เสี่ยวหลางเอ๋ย น้ากลัวว่าสมาคมการค้าจะเป็นฝ่ายทนไม่ไหวเสียก่อนน่ะสิ ร้านขายยาและร้านขายเกลือในเมืองดูท่าแล้วสินค้าคงจะขาดตลาดในอีกไม่ช้า หากไปถึงขั้นสินค้าขาดตลาดจริง ๆ หลงจู๊ซูก็จะขนสินค้าเข้ามาในเมือง แล้วตั้งราคาขายให้สูงลิบลิ่ว ถึงเวลานั้นทางการย่อมต้องออกหน้ามาบีบบังคับให้พวกเรายอมประนีประนอม เมื่อถึงเวลานั้นนอกจากจะต้องสูญเงินแล้ว ยังต้องก้มหน้ายอมแพ้ให้พวกหลงจู๊ซูอีก..."

ฮุ่ยเหนียงยกเอาความวิตกกังวลของตนขึ้นมากล่าวอีกครั้ง

เสิ่นซีมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา "ท่านน้า ข้ามีวิธีหนึ่ง ไม่รู้ว่าท่านน้ายินดีจะลองทำดูหรือไม่ขอรับ?"

"หืม?" ฮุ่ยเหนียงมองออกว่า แผนการของเสิ่นซีต้องไม่ใช่แผนการที่ขาวสะอาดนัก มิเช่นนั้นคงไม่ต้องอ้อมค้อมเช่นนี้ "เจ้าว่ามาสิ"

เสิ่นซีหยิบแผนภูมิประเทศเมืองถิงโจวที่เขาวาดขึ้นเองออกมา นี่คือสิ่งที่เขาอาศัยการอ้างอิงจากบันทึกท้องถิ่นที่เคยอ่านในชาติปางก่อน ผนวกกับข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่เคยได้รับตอนไปขุดค้นแหล่งโบราณคดีในแถบฝูเจี้ยน นำมาค่อย ๆ วาดและเติมเต็มรายละเอียดให้สมบูรณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

"ท่านน้า ท่านดูสิ ทิศเหนือของเมืองถิงโจวคือเมืองเซ่าอู่ ทิศตะวันออกคือเมืองเหยียนผิง ทิศตะวันออกเฉียงใต้คือเมืองจางโจว ทิศใต้คือเมืองเฉาโจวแห่งมณฑลกว่างตง ทิศตะวันตกคือเมืองก้านโจวแห่งมณฑลเจียงซี เมืองรอบข้างที่ตั้งอยู่ติดกับถิงโจวของเราล้วนไม่มีเมืองใหญ่ ๆ ตั้งอยู่เลย แม้ภายในอาณาเขตจะมีถนนหลวงอยู่หลายสาย ทว่าสินค้าส่วนใหญ่ล้วนอาศัยการขนส่งผ่านแม่น้ำถิงเจียงและแม่น้ำหมิ่นเจียงเป็นหลัก"

"ในเวลานี้ ซูเจ้อชีได้ตั้งจุดรับซื้อดักไว้ที่รอยต่อของแม่น้ำถิงเจียงและแม่น้ำหมิ่นเจียงซึ่งเชื่อมต่อกับเมืองถิงโจว สกัดกั้นสมุนไพรและเกลือหลวงจากทั่วทุกสารทิศที่มุ่งหน้ามายังถิงโจวเอาไว้จนหมดสิ้น ด้วยเหตุนี้ ต่อให้พวกเราจะขนส่งสมุนไพรและเกลือหลวงมาทางบก ก็ไม่อาจหล่อเลี้ยงความต้องการของทั้งแปดอำเภอทั่วทั้งเมืองได้เพียงพอหรอกขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงพินิจดูอย่างละเอียด ก่อนหน้านี้นางไม่เคยใช้วิธีการเช่นนี้ในการพิจารณาดินแดนที่ตนเองเหยียบย่ำอยู่เลย แผนที่ฉบับนี้ละเอียดลออยิ่งนัก ไม่เพียงแต่จะวาดเมืองใหญ่ แม่น้ำสายหลัก และแม่น้ำสาขาไว้อย่างชัดเจน ถนนหลวงที่เชื่อมต่อแต่ละเมืองและอำเภอก็ยังปรากฏให้เห็นอย่างครบถ้วน กระทั่งตำแหน่งที่ตั้งของกองกำลังทหาร สำนักตระเวน สถานีม้าเร็ว และเหอป๋อสั่ว ก็ล้วนถูกระบุเอาไว้ทั้งหมด

(เชิงอรรถผู้แปล: เหอป๋อสั่ว (河泊所) หน่วยงานสำนักเจ้าท่าและจัดเก็บภาษีทางน้ำในยุคโบราณ)

ฮุ่ยเหนียงถึงขั้นหลงลืมเรื่องที่กำลังสนทนากันอยู่ไปชั่วขณะ จมดิ่งลงไปในความตื่นตาตื่นใจดั่งการได้ทอดสายตามองขุนเขาน้อยใหญ่เบื้องล่าง

(เชิงอรรถผู้แปล: ทอดสายตามองขุนเขาน้อยใหญ่เบื้องล่าง (一览众山小) วรรคทองจากบทกวี "วั่งเยวี่ย" (望岳) ของตู้ฝู่ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง สื่อถึงความรู้สึกอันยิ่งใหญ่เมื่อได้ยืนมองโลกกว้างจากมุมที่สูงกว่า)

"ท่านน้า ท่านฟังข้าพูดอยู่หรือไม่ขอรับ?" เมื่อเสิ่นซีเห็นท่าทางจดจ่อปานนั้นของฮุ่ยเหนียง ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มอย่างขออภัย "น้าฟังอยู่ เจ้าพูดต่อเถิด"

เสิ่นซีจึงเอ่ยต่อไปว่า "ซูเจ้อชีกับบรรดาพ่อค้าเจียงหนานผูกขาดแหล่งสินค้าเอาไว้ได้ อันที่จริงคนพวกนั้นก็เหมือนกับสมาคมการค้าของพวกเรา ภายในย่อมต้องมีความขัดแย้งกันอย่างแน่นอน ซูเจ้อชีดึงตัวคนเหล่านี้มาร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ทว่าต่อให้ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะเป็นฝ่ายชนะ นั่นก็เป็นการชนะที่บอบช้ำอย่างสาหัส เขาอาจจะชดเชยผลประโยชน์ให้คนเหล่านี้ไม่ได้เสมอไปหรอกขอรับ"

"พวกเราสามารถเริ่มลงมือจากฝั่งพ่อค้าเจียงหนานจากภายในได้ สินค้าที่พวกเขากว้านซื้อมาด้วยราคาสูงลิ่วจากแม่น้ำถิงเจียงและแม่น้ำหมิ่นเจียงนั้น ย่อมไม่มีทางเก็บอมไว้ในมือได้ตลอดไปหรอก มีแต่จะต้องขนส่งไปยังปลายน้ำ หรือไม่ก็ยอมขาดทุนขนส่งทางบกไปยังกว่างตง เจียงซี และที่อื่น ๆ เพื่อเทขาย พวกเราก็แอบติดต่อกับพ่อค้าเจียงหนานเหล่านี้อย่างลับ ๆ หรือไม่ก็ใช้ช่องทางการจัดซื้อของพวกเราไปแอบกว้านซื้อมา แล้วค่อยลอบส่งมายังเมืองถิงโจวผ่านทางเส้นทางน้ำ"

"เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความลับแตก พวกเราจะไม่ขนส่งกลับมาขายที่เมืองถิงโจวโดยตรง แต่จะนำไปหลอกขายคืนให้ซูเจ้อชีในราคาสูงลิ่วระหว่างทางอีกทอดหนึ่ง ทำเช่นนี้ ซูเจ้อชีก็จะต้องรับซื้อสินค้าในราคาสูงไปพร้อม ๆ กับการเทขายสินค้าในราคาต่ำ แล้วหลังจากนั้นยังต้องใช้ราคาสูงลิ่วเพื่อกว้านซื้อสินค้าที่ตัวเองเพิ่งเทขายออกไปกลับมาอีก... ท่านน้าคิดว่าเขาจะยืนหยัดรับมือกับเรื่องแบบนี้ไปได้นานแค่ไหนกันขอรับ?"

จบบทที่ ตอนที่ 177 ตีงูขู่พยัคฆ์

คัดลอกลิงก์แล้ว