เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 176 เจ้าจงไปอย่างสงบเถอะ

ตอนที่ 176 เจ้าจงไปอย่างสงบเถอะ

ตอนที่ 176 เจ้าจงไปอย่างสงบเถอะ


เมื่อเสิ่นหมิงเหวินมาถึงเมืองถิงโจว ย่อมไม่อาจพำนักอยู่ที่บ้านของเสิ่นหมิงจวินได้

โจวซื่อเป็นธุระจัดการเช่าเรือนเดี่ยวที่มีลานบ้านเป็นสัดส่วนให้เขาโดยเฉพาะ อ้างว่าเพื่อให้เขามีสถานที่เงียบสงบสำหรับอ่านตำรา ทว่าช่วงไม่กี่วันที่พำนักอยู่ในเมืองนี้ เสิ่นหมิงเหวินกลับไม่เคยอยู่ติดบ้านเลยสักวัน พอเช้าตรู่ก็รีบรุดไปยังโรงพิมพ์ อ้างว่าเตรียมตัวจะไปเรียนรู้วิธีการพิมพ์หนังสือภาพแบบสีจากเสิ่นหมิงจวิน

วันที่สี่เดือนเก้า โจวซื่อแอบไหว้วานคนให้นำข่าวเรื่องเสิ่นหมิงเหวินมาที่เมืองถิงโจว ไปแจ้งแก่แม่สามีที่อำเภอหนิงฮว่า คาดคะเนว่าอีกไม่กี่วัน ฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อก็คงจะรีบรุดจากอำเภอหนิงฮว่ามาที่นี่เป็นแน่

วันที่หกเดือนเก้า หลังเลิกเรียนเสิ่นซีกลับมาถึงบ้าน จึงได้รู้ว่าซูเจ้อชีมาเยือนในวันนี้

(เชิงอรรถผู้แปล: ซูเจ้อชี (苏遮柒) พ่อค้าเร่รายใหญ่ คู่ค้าของโรงพิมพ์ตระกูลลู่)

นับตั้งแต่กลางเดือนแปดเป็นต้นมา ซูเจ้อชีก็ได้ระงับใบสั่งซื้อหนังสือภาพแบบสี สาเหตุหลักเป็นเพราะคราวก่อนเขาอ้างเรื่องที่มีหนังสือภาพแบบสีซึ่งเกิดจากการคัดลอกเถื่อนโผล่มาตามท้องตลาดเพื่อมากดราคา ทว่ากลับถูกฮุ่ยเหนียงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด จึงผูกใจเจ็บเรื่อยมา

ซูเจ้อชีคิดว่าขอเพียงเขาระงับใบสั่งซื้อ ทางฝั่งฮุ่ยเหนียงย่อมต้องยอมศิโรราบเป็นแน่ ทว่าผ่านไปไม่นานเขากลับได้ข่าวว่ามีหนังสือภาพแบบสีสองชุดจากเมืองถิงโจวหลั่งไหลเข้าไปยังเมืองหนานชางและหางโจวเมื่อช่วงปลายเดือนแปด ซ้ำราคาขายปลีกยังต่ำกว่าราคาหนึ่งร้อยยี่สิบเหวินที่เขากำหนดไว้ก่อนหน้านี้อยู่ราวสิบเหวิน เรื่องนี้ทำให้ซูเจ้อชีโกรธจัดจนขาดสติ จงใจมาหาฮุ่ยเหนียงเพื่อ "ทวงถามความยุติธรรม"

การค้าขายล้วนอิสระเสรี สมัครใจกันทั้งสองฝ่าย เดิมทีฮุ่ยเหนียงรับปากว่าจะมอบหมายให้ซูเจ้อชีเป็นตัวแทนจำหน่ายหนังสือภาพในแถบเจียงหนาน ทว่าซูเจ้อชีกลับเป็นฝ่ายยุติความร่วมมือเอง ฮุ่ยเหนียงถึงได้อาศัยช่องทางของสมาคมการค้าขนส่งหนังสือภาพออกไปจำหน่ายยังสถานที่ต่าง ๆ

ฮุ่ยเหนียงมิได้ทำผิดต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้าแต่อย่างใด ทว่าเบื้องหลังของซูเจ้อชีนั้นมีขั้วอำนาจหนุนหลัง การมาเยือนในครั้งนี้เขาจึงมั่นใจเต็มเปี่ยมไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว

"...หลงจู๊ซูสนิทสนมคุ้นเคยกับคหบดีใหญ่หลายคนในแถบเจียงหนานเป็นอย่างดี ครั้งนี้พวกเขาเตรียมตัวจะทำสงครามตัดราคากับพวกเรา ด้วยขนาดของสมาคมการค้าในปัจจุบัน เกรงว่าคงไม่อาจต่อกรกับพวกเขาได้" ใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเต็มไปด้วยความกังวลใจ

ลำพังเพียงเมือง ๆ เดียว ต่อให้รวบรวมร้านค้ารายย่อยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทว่าในด้านศักยภาพการแข่งขันก็ยังคงสู้พ่อค้าหลวงอย่างซูเจ้อชีที่สืบทอดกิจการมาหลายชั่วอายุคนไม่ได้อยู่ดี

เบื้องหลังของซูเจ้อชีมีกำลังทรัพย์สนับสนุนอย่างไม่ขาดสาย ซ้ำยังมีหุ้นส่วนทางการค้าอยู่อีกมากมาย เขาบุกป่าฝ่าดงทำการค้ามาหลายสิบปี ทรัพย์สินและเส้นสายที่สั่งสมอยู่ในมือนั้นเหนือล้ำเกินกว่าที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้

เสิ่นซีเอ่ยถาม "ท่านน้า แล้วคนแซ่ซูพูดว่าอย่างไรกันแน่ขอรับ?"

"เขาบอกว่า นอกเสียจากพวกเราจะยอมขายหนังสือภาพแบบสีให้เขาในราคาสามสิบเหวิน และหลังจากนี้กิจการภาพมงคลปีใหม่แบบสีก็ต้องยกให้เขาเป็นคนดูแล มิเช่นนั้นนอกจากจะบีบให้พวกเราทำธุรกิจต่อไปไม่ได้แล้ว พวกเขายังจะโก่งราคาเสบียงอาหาร สุรา เกลือหลวง สมุนไพร และวัตถุดิบอื่น ๆ ที่จัดสรรให้พวกเราอีกด้วย... พวกเขาจะตัดขาดการขนส่งเสบียงและสินค้าทุกอย่างที่มุ่งหน้ามายังเมืองถิงโจว พร้อมทั้งสกัดกั้นการขนส่งทางน้ำไปพร้อม ๆ กัน ถึงเวลานั้นจุดจบของพวกเราคงจะยิ่งอเนจอนาถกว่านี้แน่"

ฮุ่ยเหนียงมีทีทียอมประนีประนอมอยู่บ้าง "ข้าลองตรึกตรองดูแล้ว จะมาทำลายผลประโยชน์ของร้านค้าทั้งหมดในสมาคมการค้า เพียงเพราะกิจการของครอบครัวเราครอบครัวเดียวไม่ได้หรอก"

เสิ่นซีส่ายหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า "น่าเสียดายที่ช่องทางการจัดซื้อที่พวกเราเสนอไปยังไม่สมบูรณ์พร้อม อันที่จริงในด้านการขนส่งสินค้า สิ่งที่พวกเราขาดแคลนเป็นหลักก็คือกองเรือและสำนักรถม้า ด้วยกำลังทรัพย์ของสมาคมการค้าในเวลานี้ อาจจะยังไม่อาจต่อกรกับพวกเขาได้ ทว่าหากนำเงินที่ฝากไว้ในโรงเงินออกมาใช้ ก็น่าจะพอสูสีอยู่บ้าง..."

ฮุ่ยเหนียงหน้าถอดสีด้วยความตกใจ "เสี่ยวหลาง ทำเช่นนี้ได้อย่างไร? เงินในโรงเงินล้วนมีไว้สำหรับปล่อยกู้ ตอนนี้รับฝากเงินมาได้ราว ๆ กว่าหนึ่งหมื่นตำลึง หากนำออกมาใช้ดื้อ ๆ เช่นนี้ หากเผชิญกับการแห่ถอนเงินของราษฎรจะทำเช่นไร?"

เสิ่นซีทอดถอนใจ "ท่านน้า นี่ท่านยังดูไม่ออกอีกหรือขอรับ? ตอนนี้คนแซ่ซูแค่อยากจะฉวยโอกาสตอนที่กิจการของพวกเรายังไม่เติบโตแข็งแกร่ง ไปร่วมมือกับบรรดาพ่อค้าต่างถิ่นที่ไม่พอใจสมาคมการค้า มารุมตีวงล้อมปราบปรามพวกเรา หากพวกเราเลือกที่จะยอมศิโรราบ พวกเขาจะยอมรามือแต่โดยดีหรือ? มีการข่มขู่ครั้งแรก ย่อมต้องมีครั้งที่สอง หากพวกเราไม่จัดการปราบความกำเริบเสิบสานของพวกเขาลงเสียให้ราบคาบ เช่นนั้นสมาคมการค้าจะก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสิ่งใดกันเล่า?"

ฮุ่ยเหนียงถึงกับเงียบกริบไร้วาจาจะโต้แย้ง

แท้จริงแล้วนางก็เข้าใจดี โรงพิมพ์นับได้ว่าเป็นรากฐานของกิจการทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วหากเทียบผลกำไรกันแล้ว ในเวลานี้แม้แต่โรงเงินก็ยังทาบไม่ติด

หากยอมศิโรราบเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่ารายได้ส่วนใหญ่ของโรงพิมพ์ล้วนต้องตกไปอยู่ในมือของซูเจ้อชี โรงพิมพ์จะตกต่ำกลายเป็นเพียงโรงงานรับจ้างผลิตราคาถูกอย่างสิ้นเชิง และในท้ายที่สุดซูเจ้อชีก็จะยิ่งเหิมเกริม ขโมยเคล็ดลับไปพิมพ์ขายเอง กระทั่งม้วนเสื่อกลับมาบีบบังคับสมาคมการค้า เพื่อคั้นเอาผลประโยชน์ไปให้เขามากยิ่งขึ้น

"ท่านน้า ท่านควรจะเรียกประชุมสมาชิกทั้งหมดของสมาคมการค้า เพื่อชี้แจงสถานการณ์ในปัจจุบันให้กระจ่างชัด บรรดาหลงจู๊ของร้านค้าต่าง ๆ ในสมาคม ตอนนี้พวกเขาอาจจะรู้สึกว่ากิจการของโรงพิมพ์ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขา ทางที่ดีที่สุดคือให้พวกเรายอมเสียสละผลประโยชน์ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา แต่ท่านน้าลองบอกพวกเขาดูสิว่า หากมีการประนีประนอมในครั้งนี้เกิดขึ้น สมาคมการค้าก็จะเป็นเพียงชื่อที่ไร้ตัวตน หลังจากนี้ก็จะต้องถูกบรรดาพ่อค้าเร่รายใหญ่เหล่านั้นกดขี่ข่มเหงอย่างแน่นอน ท่านน้าสามารถรับปากว่าจะนำผลกำไรส่วนหนึ่งของโรงพิมพ์ออกมาเป็นทุนรอนสำหรับสงครามการค้าในครั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนในสมาคมการค้าได้รับรู้ถึงความมุ่งมั่นที่จะสู้ยิบตาของท่านน้าอย่างไรล่ะขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงกำหมัดแน่น พลางหันไปมองโจวซื่อที่มีสีหน้ามืดครึ้ม "ถึงอย่างไรพี่สาวก็เป็นหลงจู๊ใหญ่ของโรงพิมพ์ พี่สาวมีความเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?"

โจวซื่อไม่มีความคิดเห็นเป็นของตนเองนัก จึงพยักหน้าตอบ "ให้น้องสาวเป็นคนตัดสินใจก็แล้วกัน"

เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเสิ่นซีและโจวซื่อ ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ นางตัดสินใจที่จะลงมือสู้อย่างเต็มที่สักตั้ง

…… ……

ฮุ่ยเหนียงปฏิบัติตามข้อเสนอของเสิ่นซี วันรุ่งขึ้นจึงเรียกประชุมสมาชิกทั้งหมดของสมาคมการค้า นางเสนอว่าจะนำผลกำไรหนึ่งไตรมาสของโรงพิมพ์ออกมาเป็นค่าชดเชยให้แก่ร้านค้าต่าง ๆ ที่สนับสนุนการทำสงครามตัดราคากับพ่อค้าเร่เจียงหนานในครั้งนี้ ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากหอผู้อาวุโสและบรรดาหลงจู๊ของร้านค้าต่าง ๆ ในสังกัดเป็นอย่างดี

ในเมื่อซูเจ้อชีคิดจะตัดขาดเสบียงและสินค้าทุกอย่างที่มุ่งหน้ามายังเมืองถิงโจว เช่นนั้นก็ต้องมีคนดักกว้านซื้อในราคาสูงอยู่ระหว่างทางเป็นแน่ สมาคมการค้าเมืองถิงโจวจึงตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยการไปกว้านซื้อสินค้าจากเมืองและอำเภอข้างเคียงในราคาที่สูงกว่า ส่วนเรื่องเงินทองนั้น ส่วนต่างที่สูงกว่าราคาต้นทุนเดิมทั้งหมด ทางโรงเงินและฮุ่ยเหนียงจะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายให้เอง

(เชิงอรรถผู้แปล: ตาต่อตาฟันต่อฟัน (针锋相对 - zhēn fēng xiāng duì) ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน แปลตรงตัวว่า ปลายเข็มชนปลายเข็ม หมายถึงตอบโต้กันอย่างเผ็ดร้อน ไม่ยอมกัน)

สองปีมานี้ อาศัยการบริหารจัดการโรงพิมพ์ ร้านขายยา โรงผลิตยา และโรงเงิน ฮุ่ยเหนียงก็สะสมเงินทุนไว้ในมือได้ถึงหกเจ็ดพันตำลึง ครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เป็นของโจวซื่อ เมื่อนำมารวมกับเงินฝากในโรงเงิน และเงินทุนที่ร้านค้าต่าง ๆ รวบรวมมาให้ เบ็ดเสร็จแล้วก็รวบรวมเงินได้ถึงสี่หมื่นตำลึง เพื่อนำมาใช้ทำสงครามตัดราคากับซูเจ้อชีและเหล่าพ่อค้าเร่เจียงหนาน

สงครามการค้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟันในครั้งนี้ สินค้าหลักที่ได้รับผลกระทบคือเกลือหลวงและสมุนไพร เพราะหากเทียบกันแล้ว ใบชา สุรา และเสบียงอาหารมีแหล่งจัดหาที่หลากหลายกว่า ทำให้บรรดาพ่อค้าเร่เจียงหนานไม่อาจ 'ตัดขาด' การส่งสินค้าไปยังเมืองถิงโจวได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่วนเกลือหลวงและสมุนไพรนั้น แม้จะเป็นสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันของราษฎร ทว่าช่องทางการจัดส่งค่อนข้างมีจำกัด จึงง่ายต่อการถูกซูเจ้อชีและพ่อค้าเจียงหนานเหล่านี้ผูกขาดแหล่งสินค้า

ตั้งแต่กลางเดือนเก้าเป็นต้นมา ปริมาณการจัดส่งเกลือหลวงและสมุนไพรในเมืองถิงโจวก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ ราคาของสินค้าทั้งสองชนิดนี้ภายในเมืองเริ่มพุ่งสูงขึ้น ทว่าในช่วงริเริ่มก่อตั้งสมาคมการค้านั้น ทางการได้ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดว่าต้องรักษาระดับราคาสินค้าในแปดอำเภอทั่วทั้งเมืองให้คงที่ ข้อเรียกร้องที่ฮุ่ยเหนียงมีต่อสมาคมการค้าก็เช่นกัน ไม่ว่าราคาต้นทุนที่รับมาจะสูงลิบลิ่วเพียงใด ก็ห้ามผลักภาระต้นทุนนั้นไปให้ราษฎรตาดำ ๆ เป็นอันขาด

ในขณะเดียวกับที่สงครามการค้ากำลังปะทุขึ้น ทางฝั่งตระกูลเสิ่นเองก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเช่นกัน

หลี่ซื่อ ฮูหยินเฒ่าตระกูลเสิ่น เดินทางเข้าเมืองถิงโจวเป็นครั้งแรกในชีวิต นางพาลูกชายคนที่สาม เสิ่นหมิงถัง และลูกชายคนที่สี่ เสิ่นหมิงซิน มา "คิดบัญชี" กับเสิ่นหมิงเหวินด้วยกัน

จดหมายฉบับนั้นเป็นฝีมือของโจวซื่อ ทว่าก่อนหน้านี้นางก็ได้ปรึกษาหารือกับเสิ่นหมิงจวินแล้ว

แม้เสิ่นหมิงจวินไม่อยากหักหลังพี่ใหญ่ แต่เขาก็เห็นด้วยกับเหตุผลของโจวซื่อที่ว่าครอบครัวต้อง "ปรองดองกันไว้ก่อน" ผนวกกับเสิ่นหมิงจวินเองก็ไม่อยากทนดูเสิ่นหมิงเหวินตกต่ำลงไปมากกว่านี้ ดังนั้นต่อเรื่องที่โจวซื่อเขียนจดหมายไปบอกกล่าวหลี่ซื่อ เขาก็เลยนิ่งเงียบยอมรับ

เสิ่นหมิงเหวินถูกหลี่ซื่อและน้องชายทั้งสองมาดักรอหน้าประตูบ้าน ในสภาพที่เขาไม่ระแคะระคายเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

พลบค่ำวันนั้น เสิ่นหมิงเหวินเพิ่งกลับมาจากโรงพิมพ์ ทันทีที่เปิดประตูหน้าลานบ้านออก ชั่วพริบตาที่เห็นเงาร่างของมารดาและน้องชายทั้งสอง เขาก็ชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะหันหลังกลับแล้วสับขาเตรียมวิ่งหนี ทว่ากลับถูกเสิ่นหมิงจวินที่ตามมาด้วยกันขวางหน้าเอาไว้เสียก่อน

"...น้องเล็ก เจ้าทำร้ายข้า เจ้าทำแผนการใหญ่ของข้าพังพินาศ..."

ภายนอกเสิ่นหมิงเหวินดูบึกบึน ทว่าแท้จริงแล้วกลับมีดีแค่เปลือก ด้วยเพราะขาดการออกกำลังกายจึงมีรูปร่างอ้วนฉุ แล้วเรี่ยวแรงของเขาจะไปสู้เสิ่นหมิงจวินที่หนุ่มแน่นและแข็งแรงกว่าได้อย่างไร?

ฮูหยินเฒ่าไม่อยากขายหน้าประชาชี จึงสั่งให้ลูกชายทั้งสามลากตัวเสิ่นหมิงเหวินเข้าไปในลานบ้าน หลี่ซื่อนั่งลงบนเก้าอี้ที่โจวซื่อยกลงมาให้ พลางตวาดลั่น "พูดมา เจ้าจะกลับไปกับข้า หรือจะอยู่ที่นี่?"

เสิ่นหมิงเหวินถูกกดให้นั่งคุกเข่าลงกับพื้น สองมือถูกมัดด้วยเชือก ทว่าเขากลับพยายามเชิดหน้าขึ้นอย่างสุดชีวิต ทำทีเป็นไม่ยอมจำนน "ลูกยอมตายแต่จะไม่ยอมกลับไป"

"เช่นนั้นเจ้าก็จงไปตายเสียเถอะ... เฮ้อ ถือเสียว่าข้าไม่เคยให้กำเนิดบุตรชายเช่นเจ้าก็แล้วกัน... พวกเจ้า จับตัวไอ้ลูกทรพีผู้นี้โยนลงบ่อน้ำไปเสีย!"

กลางลานบ้านมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง ปากบ่อแคบแต่ภายในกว้างขวาง ทันทีที่หลี่ซื่อออกคำสั่ง เสิ่นหมิงซินกับเสิ่นหมิงถังก็รีบลากตัวเสิ่นหมิงเหวินตรงดิ่งไปยังปากบ่อน้ำทันที

เสิ่นหมิงเหวินหน้าถอดสีด้วยความตกใจ "น้องสาม น้องสี่ พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ?"

เสิ่นหมิงถังน้องสามเป็นคนพูดไม่เก่ง ทว่าเสิ่นหมิงซินน้องสี่นั้นได้ตกลงกับหลี่ซื่อไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว ถึงตอนนี้เขาจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปาก "พี่ใหญ่ โปรดอภัยให้ด้วย ท่านแม่บอกว่าท่านทำร้ายพี่รองจนตาย ถึงได้ไม่กล้ากลับบ้าน... แทนที่จะส่งท่านไปให้ทางการตัดหัว สู้ให้ท่านปลิดชีพตัวเองเสียยังจะดีกว่า จะได้ไม่แปดเปื้อนชื่อเสียงของตระกูลเสิ่นเรา"

เสิ่นหมิงเหวินถูกลากมาถึงปากบ่อ สองมือของเขายึดขอบบ่อไว้แน่น ร้องตะโกนแก้ต่างเสียงหลง "น้องรองเขาหอบเงินหนีไปแล้ว ทิ้งข้าให้ตกระกำลำบากอยู่ที่เมืองเอกของมณฑลเพียงลำพัง ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นหรือตาย?"

หลี่ซื่อตวาดลั่น "พวกเจ้าสองพี่น้องเดินทางไปด้วยกัน บัดนี้เจ้ากลับมาเพียงคนเดียว ซ้ำยังไม่ยอมกลับบ้าน นี่มันไม่ชัดเจนหรืออย่างไร ว่าเจ้าเป็นคนทำร้ายเจ้ารองมัน?"

"ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่ได้ทำนะ..." เวลานี้เสิ่นหมิงเหวินจะไปห่วงศักดิ์ศรีอะไรได้อีก ศีรษะถูกน้องชายทั้งสองกดให้มุดลงไปในปากบ่อ แม้จะยังไม่ถึงขั้นหัวทิ่มตกลงไป แต่ความอวดดีของเขาก็เหือดหายไปจนหมดสิ้นแล้ว เขาเอาแต่พร่ำอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนตอนท้ายก็ร้องโหยหวนอ้อแอ้ฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่รู้ว่ากำลังตะโกนอะไรอยู่

หลี่ซื่อโบกมือ ทำทีเป็นกล้ำกลืนฝืนทนตัดใจลา "ตายเสียก็ดี ไอ้ลูกทรพีพรรค์นี้ เก็บไว้จะมีประโยชน์อันใด? ลูกเอ๋ย เจ้าตายไปแล้วก็อย่าได้โทษเคืองแม่เลย แม่จะช่วยดูแลลูก ๆ ของเจ้าให้เป็นอย่างดี... ส่วนภรรยาของเจ้า แม่จะให้นางแต่งงานใหม่ ไม่ยอมให้นางต้องลำบากหรอก เจ้าจงไปอย่างสงบเถอะ ชาติหน้าก็พยายามไปเกิดเป็นคนดีแล้วกันนะ!"

เสิ่นหมิงเหวินตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ

ในยุคสมัยนี้ หากมารดามองว่าบุตรชายอกตัญญู ต่อให้สังหารบุตรชายทิ้งก็ไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เสิ่นหมิงเหวินสติแตกกระเจิดกระเจิง ไม่อาจแยกแยะได้เลยว่า แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงแผนการที่จัดฉากขึ้นมาเพื่อจัดการเขาตั้งแต่ต้น

จบบทที่ ตอนที่ 176 เจ้าจงไปอย่างสงบเถอะ

คัดลอกลิงก์แล้ว