เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 175 ลุงใหญ่มาพึ่งพิง

ตอนที่ 175 ลุงใหญ่มาพึ่งพิง

ตอนที่ 175 ลุงใหญ่มาพึ่งพิง


การที่เสิ่นซีบอกว่าไม่รู้จักหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงนั้น อันที่จริงก็ไม่ได้โกหก เขาไม่รู้จักมหากวีผู้ยิ่งใหญ่ที่แต่งสุดยอดวรรณกรรมตำนานอย่าง 'หลี่เหลียนเหมย' (จินผิงเหมย) ในประวัติศาสตร์จริง ๆ นั่นแหละ กระทั่งว่าคนผู้นี้เป็นใคร ในหน้าประวัติศาสตร์ก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากมาย ทว่าหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงที่ปรากฏตัวขึ้นในเมืองถิงโจว ณ ขณะนี้ แท้จริงแล้วก็คือตัวเขาเองนี่แหละ

ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้ว "เสี่ยวหลาง ในเมื่อเจ้าไม่รู้จัก แล้วเหตุใดจึงต้องยืมชื่อของเขามาประพันธ์หนังสือด้วยเล่า?"

เสิ่นซีถึงกับใบ้กิน หาคำมาอธิบายไม่ได้

เมื่อฮุ่ยเหนียงเห็นท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเสิ่นซี ก็อดหัวเราะเย้าแหย่ไม่ได้ "อย่าบอกนะว่าหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงผู้นี้ อันที่จริงแล้วก็คือตัวเจ้าเอง?"

เสิ่นซีรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน "ท่านน้า ท่านก็ยกย่องข้าเกินไปแล้ว ข้าจะไปมีความสามารถแต่งบทกวีที่แม้แต่พี่สาวเซี่ยยังชื่นชอบได้อย่างไร? คนที่ชื่อหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงนั้นมีอยู่จริง ทว่าไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน ข้าเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ แต่งบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ออกมาก็คงแขวนชื่อตัวเองไม่ได้กระมัง? จึงจำต้องอาศัยชื่อของปราชญ์อาวุโสผู้นี้มาแอบอ้าง! ส่วนบทกวีนั่น ก็สมควรเป็นฝีมือของเขาเช่นกัน... พี่สาวเซี่ย ข้าจะกล้าหลอกลวงท่านได้อย่างไรเล่า?"

เสิ่นซีเริ่มตระหนักว่า การหาข้อแก้ตัวมากลบเกลื่อนเรื่องนี้ช่างยากเย็นแสนเข็ญ จะโทษก็ต้องโทษที่เขาดันเคยชินกับการใช้ชื่อ 'หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง' จนติดเป็นนิสัยเสียแล้ว

ยามปกติเสิ่นซีมักจะมีวาจาที่ผิดแผกไปจากครรลองคนทั่วไปอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งฮุ่ยเหนียงก็เคยชินเสียแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ มีเพียงเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เท่านั้นที่เริ่มจับตาดูกิริยาวาจาในแต่ละวันของเสิ่นซีมากขึ้นอีกหลายส่วน

ค่ำคืนนี้ นับเป็นเรื่องยากที่ครอบครัวใหญ่จะได้มาอยู่รวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา ตามธรรมเนียมเดิม จึงยังคงเป็นหน้าที่ของเสิ่นซีในการเล่านิทานให้ทุกคนฟัง

เรื่องที่เสิ่นซีหยิบยกมาเล่าในคราวนี้คือ 'ฮ่องสิน' เริ่มตั้งแต่ตอนที่เทพธิดาหนี่วาจุดธูปเปิดเรื่อง ตามด้วยนาจาป่วนทะเล เจียงจื่อหยาลงจากเขา และจิวอ๋องเยือนผู้มีปราชญ์ เรื่องราวทั้งหมดล้วนสนุกสนานเข้มข้น ทุกคนต่างตั้งอกตั้งใจฟังกันอย่างเพลิดเพลิน มีเพียงเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ดูเหมือนนางจะเอาแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องตัวตนของหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงอยู่ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้นางรู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างห่างไกลจากนางเหลือเกิน ทว่าเมื่อล่วงรู้ว่าบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ที่ตีพิมพ์จากโรงพิมพ์ประทับชื่อของคนผู้นี้ ภายในใจนางก็แอบตั้งตารอคอยอย่างเงียบ ๆ ราวกับว่าจะสามารถพบเจอคนผู้นี้ได้ทุกเมื่อ

เด็กสาวผู้นี้ เป็นผู้หลงใหลในบทกวีอย่างแท้จริง นางมีความเคารพเลื่อมใสต่อกวีจากก้นบึ้งของหัวใจ ในบทกวีอารามดอกท้อนั้น ได้ถ่ายทอดสภาวะอันปล่อยวางและหลุดพ้นจากตัวตน ซึ่งทำให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหล การที่นางยึดถือคนผู้นี้เป็นดั่งยอดกวีในดวงใจ ล้วนเป็นเพียงการแสวงหาที่พึ่งพิงทางจิตใจ เพื่อให้ลืมเลือนความทุกข์ยากที่ชีวิตนางต้องเผชิญมา

ผ่านพ้นเทศกาลจงชิว อากาศก็เริ่มหนาวเย็นลงเรื่อย ๆ

ฤดูหนาวในปีนี้มาเยือนเร็วกว่าปกติ เสิ่นซีสวมใส่เสื้อผ้าหนาเตอะมาแต่เนิ่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น หลังเลิกเรียนกลับมา ด้วยเพราะลมแรงจึงออกไปวิ่งเล่นข้างนอกไม่ได้ ชั้นเรียนที่จัดเตรียมไว้ให้เด็กหญิงตัวน้อยทั้งสองโดยเฉพาะ จึงจำต้องย้ายจากลานเรือนเข้ามาอยู่ด้านในห้องแทน

การสอบระดับมณฑลสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือนแปด กระดาษคำตอบของการสอบมณฑลฝูเจี้ยนจะต้องถูกส่งไปยังเมืองเป่ยจิงเพื่อตรวจให้คะแนน กว่าจะประกาศผลก็ต้องใช้เวลาเกือบสองเดือน บรรดาซิ่วไฉที่เดินทางไปสอบที่เมืองหลวงของมณฑล มักจะเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อรอฟังข่าว

ปลายเดือนแปด จู่ ๆ เสิ่นหมิงจวินก็ได้รับจดหมายจากอำเภอหนิงฮว่า แจ้งว่านับตั้งแต่เสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงโหย่ว สองพี่น้องเขียนจดหมายกลับมาที่บ้านก่อนการสอบระดับมณฑลจะเริ่มต้นขึ้น หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง

เสิ่นหมิงจวินร้อนรนใจอย่างหนัก อย่างไรเสียก็เป็นพี่ใหญ่และพี่รองของตน จำนวนครั้งที่พวกเขาเดินทางไปเมืองเอกของมณฑลนั้นก็นับครั้งได้ การสอบระดับมณฑลเมื่อหกปีก่อนและสามปีก่อน ล้วนมีเสิ่นหมิงโหย่วเดินทางไปเป็นเพื่อนเสิ่นหมิงเหวิน หลี่ซื่อเองก็คิดว่าการสอบในครั้งนี้คงจะไม่มีปัญหาอะไร ใครจะไปรู้ว่าดันมาเกิดเรื่องขึ้นหลังจากการสอบสิ้นสุดลงเสียได้

ทางฝั่งอำเภอหนิงฮว่าโกลาหลอลหม่านกันไปหมด ท้ายที่สุดแล้วคนที่คอยอยู่เคียงข้างฮูหยินเฒ่าที่อำเภอหนิงฮว่าก็มีเพียงเสิ่นหมิงถัง พี่สามผู้ซื่อบื้อ เมื่อฮูหยินเฒ่าไร้ซึ่งแผนการในใจ จึงจำต้องเรียกตัวเสิ่นหมิงซิน น้องสี่ที่อยู่เฝ้าหมู่บ้านเถาฮวา และเสิ่นหมิงจวิน น้องห้าที่มารับจ้างอยู่ในเมือง กลับไปปรึกษาหารือหาทางออกร่วมกัน

ทว่าในสายตาของโจวซื่อ มีความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าในสิบส่วนที่ฮูหยินเฒ่าคงจะสั่งให้เสิ่นหมิงจวินเดินทางไปเมืองเอกของมณฑลเป็นแน่ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงอันตรายระหว่างทาง อย่างน้อย ๆ นางก็คงจะไม่ได้เจอหน้าสามีไปอีกหนึ่งถึงสองเดือน

"...ลุงใหญ่กับลุงรองต่างก็ตั้งตนสถาปนามานานแล้ว การกระทำสิ่งใดย่อมรู้จักกาลเทศะ การที่ท่านพี่กลับไปเช่นนี้รังแต่จะไร้ประโยชน์ สู้ส่งจดหมายไปหาท่านแม่ ให้ท่านแม่จ้างคนไปสืบข่าวคราวที่เมืองเอกของมณฑลจะดีกว่า ส่วนเรื่องเงินทอง อย่างมากพวกเราก็เป็นคนออกเอง"

(เชิงอรรถผู้แปล: ตั้งตนสถาปนา (而立之年) สำนวนอ้างอิงจากคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื๊อ หมายถึง บุคคลที่อยู่ในช่วงอายุ 30 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรจะตั้งตัวและมีความมั่นคงในชีวิตแล้ว)

คราวนี้ไม่ว่าอย่างไร โจวซื่อก็ไม่ยอมปล่อยให้เสิ่นหมิงจวินกลับไปอำเภอหนิงฮว่าเด็ดขาด นางมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าสามีถูกแม่สามีบงการมากเกินไป ขอเพียงหลี่ซื่อเอ่ยปาก ไม่ว่าเรื่องอะไรเสิ่นหมิงจวินก็จะทำให้สำเร็จให้จงได้ นี่มันเข้าข่ายเอาแต่แม่ไม่เอาเมียชัด ๆ ต่อให้โจวซื่อจะโอนอ่อนผ่อนตามสามีสักเพียงใด แต่ในใจก็ยังแอบตะขิดตะขวงใจอยู่ดี

"ตอนนี้ดินแดนแถบฝูเจี้ยนไม่ค่อยสงบสุขนัก หากพี่ใหญ่และพี่รองเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา..."

ท่าทีของเสิ่นหมิงจวินแน่วแน่มาก สิ่งที่เขาห่วงใยคือตระกูลเสิ่นทั้งตระกูล... นี่ยังคงเป็นผลพวกจากแนวคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า 'ตระกูลเสิ่นเจริญรุ่งเรือง ข้าก็เจริญรุ่งเรือง' จึงคิดอยู่เสมอว่าหากเป็นเรื่องของตระกูลเสิ่น เขาต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อจัดการให้จงได้

โจวซื่อขุ่นเคืองอยู่ในใจ ทว่าไม่อาจอาละวาดใส่สามีได้ จึงหันหลังเดินออกจากประตูมุ่งหน้าไปยังฝั่งร้านขายยา เสิ่นซีเห็นผู้เป็นแม่อึดอัดคับข้องใจ ภายในใจเขาก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี ภรรยาบ้านไหนจะปรารถนาให้สามีจากบ้านไปยาวนานเล่า? ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงโหย่วเพิ่งจะกลับช้าไปเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ฮูหยินเฒ่าก็ถึงกับมองว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายเสียแล้ว กระทั่งเรื่องที่เสิ่นหมิงเหวินอาละวาดขอแยกบ้านก่อนหน้านี้ นางก็ไม่เก็บมาใส่ใจอีกต่อไป

เสิ่นซีเดินเข้าไปในห้อง เห็นเสิ่นหมิงจวินกำลังจัดเตรียมห่อผ้าเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับบ้านเกิด เขาก็ลอบถอนหายใจ "ท่านพ่อ ท่านจะกลับไปอำเภอหนิงฮว่าเพื่อไปพบท่านย่าจริง ๆ หรือขอรับ?"

"เสี่ยวหลาง ลุงใหญ่ของเจ้าคือความหวังของคนทั้งครอบครัวเรา หากเขาเป็นอะไรไป ตระกูลเสิ่นของเราก็จบสิ้นแล้วล่ะ วางใจเถอะ ขอเพียงมีข่าวคราวของลุงใหญ่เจ้า ข้าจะรีบกลับมาทันที"

เสิ่นซีคิดในใจ ช่างเป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบจริง ๆ น่าเสียดายที่ไม่อาจปรองดองได้กับทั้งแม่และเมีย หากวันข้างหน้าเขาแต่งงานมีภรรยา ก็อาจจะตกที่นั่งลำบากในการตัดสินใจระหว่างโจวซื่อกับภรรยาของตนเช่นกันกระมัง เดิมทีเสิ่นซีคิดจะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมเสิ่นหมิงจวินสักสองประโยค ทว่าก็ลังเลไม่กล้าเอ่ยปาก ความกตัญญูที่เสิ่นหมิงจวินมีต่อมารดา แท้จริงแล้วก็ไม่มีสิ่งใดน่าตำหนิ

นี่อาจจะเป็นความโศกเศร้าของการเกิดเป็นชายกระมัง!

เช้าตรู่วันที่หนึ่งเดือนเก้า เสิ่นหมิงจวินจัดเตรียมสัมภาระพร้อมออกเดินทาง แม้ว่าเมื่อคืนโจวซื่อจะโกรธเกรี้ยวจนหนีไปนอนกับฮุ่ยเหนียง ทว่าเช้าวันนี้นางก็ยังคงมาส่งเสิ่นหมิงจวินอย่างอาลัยอาวรณ์อยู่ดี

โจวซื่อพาเสิ่นซีเดินไปส่งเสิ่นหมิงจวินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของประตูเมืองทิศเหนือ ทว่ายังไม่ทันเดินพ้นสองช่วงตึก ก็บังเอิญพบกับบุรุษผู้หนึ่งที่อยู่ในสภาพมอมแมมเปื้อนฝุ่นผมเผ้ารุงรัง

ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกกำลังจะหลีกทางให้ จู่ ๆ บุรุษผู้นั้นก็ถลันเข้ามาคว้าแขนเสิ่นหมิงจวินไว้แน่น พลางตะโกนเรียกเสียงดัง "น้องเล็ก ในที่สุดก็หาเจ้าพบเสียที"

คำพูดประโยคนี้ทำเอาสองสามีภรรยาตระกูลเสิ่นตกใจจนสะดุ้งโหยง เมื่อเพ่งมองดู เสิ่นหมิงจวินก็ร้องอุทาน "พี่ใหญ่?"

เสิ่นซีเพ่งมองอย่างละเอียด ใช่เลย ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวิน! ทว่าเขากลับมาเพียงลำพัง ไร้เงาของลุงรองเสิ่นหมิงโหย่วผู้ร่วมทาง

โจวซื่อถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ เดิมทีตั้งใจจะมาส่งสามีกลับอำเภอหนิงฮว่า ในเมื่อตอนนี้หาตัวเจอแล้ว ก็หมายความว่าสามีไม่ต้องเดินทางไปแล้ว ทว่าการที่เสิ่นหมิงเหวินปรากฏตัวที่เมืองถิงโจวนั้น แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไรเลย

อำเภอฉางถิงอันเป็นที่ตั้งของเมืองถิงโจวนั้น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอำเภอหนิงฮว่า ทั้งสองเมืองแยกส่วนอยู่ในระบบนิเวศลุ่มแม่น้ำสองสายที่แตกต่างกัน การเดินทางจากฝูโจวซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางผ่านตัวอำเภอฉางถิงเลยแม้แต่น้อย นี่แสดงให้เห็นว่าเสิ่นหมิงเหวินไม่ได้แค่ ‘ผ่านมา’ อย่างแน่นอน แต่จงใจเดินทางมาหาเสิ่นหมิงจวินโดยเฉพาะ

สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินรีบพาเสิ่นหมิงเหวินกลับไปที่บ้าน ให้เขาได้สระผมและอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็หาเสื้อผ้ามาให้เขาผลัดเปลี่ยน พอได้สวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ เสิ่นหมิงเหวินก็ดูมีน้ำมีนวลและกลับมาดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกหลายส่วน

"พี่ใหญ่ ท่านมาที่เมืองถิงโจวได้อย่างไรขอรับ? ท่านไม่รู้หรือว่าช่วงนี้ท่านแม่ร้อนใจมากเพียงใด ข้าจะไปหาคนมาเขียนจดหมายส่งข่าวกลับไปให้ท่านแม่ เพื่อรายงานความปลอดภัยให้ท่านแม่สบายใจเดี๋ยวนี้แหละ" เสิ่นหมิงจวินกำลังจะก้าวเท้าออกจากประตู ทว่ากลับถูกเสิ่นหมิงเหวินดึงแขนเอาไว้เสียก่อน

เสิ่นหมิงเหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "น้องห้า เจ้าอย่าเพิ่งบอกท่านแม่นะ ข้า... คราวนี้ข้าอยากจะรั้งอยู่ที่เมืองถิงโจวไม่กลับไปแล้ว"

พอคำพูดนี้หลุดออกมา สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินก็หันขวับมาสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นแววลำบากใจยิ่งนักปรากฏชัดเจนบนใบหน้าของอีกฝ่าย

ความขัดแย้งระหว่างเสิ่นหมิงเหวินกับฮูหยินเฒ่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้ตระกูลเสิ่นตกอยู่ในสภาวะง่อนแง่นคล้ายจะแตกหัก ฮูหยินเฒ่าเอาความเคียดแค้นชิงชังที่บุตรชายคนโตไม่ได้ดั่งใจ ไปลงกับบุตรชายและลูกสะใภ้คนอื่น ๆ จนหมดสิ้น กล่าวได้ว่าการที่โจวซื่อมีระหองระแหงกับฮูหยินเฒ่า สาเหตุหลักก็สืบเนื่องมาจากการ ‘ก่อเรื่อง’ ของเสิ่นหมิงเหวินนี่แหละ

บัดนี้เสิ่นหมิงเหวินต้องการจะรั้งอยู่ที่เมืองถิงโจว ทั้งยังคิดจะปิดบังฮูหยินเฒ่า ทว่าความลับไม่มีในโลก สักวันย่อมต้องถูกเปิดเผย หากฮูหยินเฒ่าล่วงรู้เข้า นางย่อมต้องปักใจเชื่อว่าสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดให้เสิ่นหมิงเหวินหนีออกจากบ้านเป็นแน่ ฮูหยินเฒ่ารักและตามใจบุตรชายคนโตอย่างลึกซึ้ง ถึงตอนนั้นดีไม่ดีนางอาจจะเคียดแค้นแค่ ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ ทว่ากลับละเว้นโทษให้แก่ผู้เป็นต้นเหตุอย่างเสิ่นหมิงเหวินก็เป็นได้

โจวซื่อรู้สึกหนักใจอยู่บ้าง "ลุงใหญ่เจ้าคะ ท่านก็เพิ่งจะสอบเสร็จ ยังไม่ทันได้ประกาศผล เหตุใดจึงไม่กลับไปส่งข่าวให้ท่านแม่สบายใจ แต่กลับคิดเดินทางมาที่เมืองถิงโจวเล่าเจ้าคะ?"

"เฮ้อ!"

เสิ่นหมิงเหวินทอดถอนใจยาว "ข้าทำข้อสอบได้ไม่ดีนัก กลัวว่ากลับไปแล้วจะถูกท่านแม่ลงโทษ แล้วก็จับไปขังไว้ในห้องใต้หลังคาที่ชนบทอีก น้องรองเขาก็หอบเงินหนีไปแล้ว ข้าไม่มีที่ไป จึงจำต้องระหกระเหินมาพึ่งพิงพวกเจ้าที่เมืองถิงโจว"

เดิมทีสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินก็ยังไม่รู้ว่าเสิ่นหมิงโหย่วหายหัวไปที่ใด พอได้ฟังเสิ่นหมิงเหวินกล่าวเช่นนี้ พวกเขาถึงได้ตระหนักว่าทั้งพี่ใหญ่และพี่รองล้วนพึ่งพาไม่ได้พอ ๆ กัน

เสิ่นหมิงเหวินลูบท้องของตนเอง ก่อนจะเอ่ยต่อ "ช่วงที่ผ่านมานี้ข้ารอนแรมตกระกำลำบากยิ่งนัก เมื่อวานตอนเข้าเมืองมา หาพวกเจ้าไม่พบ จึงจำต้องทนหนาวนอนตามมุมถนนไปคืนหนึ่ง พอจะมี... ของกินกระแทกปากบ้างหรือไม่?"

โจวซื่ออดไม่ได้ที่จะยิ้มขื่น ทว่านางก็ยังคงพยักหน้า ก่อนจะเดินเข้าครัวไปนำกับข้าวและข้าวสวยที่เหลือจากเมื่อคืนก่อนออกมาให้

เสิ่นหมิงเหวินสวาปามดั่งหมาป่าตะกรุมตะกรามจนหมดเกลี้ยง ถึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองโจวซื่อ "ยังมีอีกหรือไม่?"

"ต้องทำใหม่แล้วเจ้าค่ะ พี่ใหญ่โปรดรอสักประเดี๋ยว"

โจวซื่อละทิ้งเรื่องการไปเปิดร้านขายยาไปเสียสนิท อย่างไรเสียนางก็บอกกล่าวกับฮุ่ยเหนียงไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้จะไปส่งเสิ่นหมิงจวิน ทางฝั่งนั้นย่อมมีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และเสี่ยวอวี้คอยดูแลจัดการให้

รอจนโจวซื่อเดินเข้าครัวไป เสิ่นหมิงเหวินถึงได้ทอดสายตามองเสิ่นหมิงจวินด้วยแววตาละอายใจ "น้องห้า ข้าอยากจะเรียนรู้เรื่องการค้าขายจากเจ้า ไม่ทราบว่าจะได้หรือไม่?"

เสิ่นหมิงจวินว้าวุ่นสับสนจนทำอะไรไม่ถูก ไม่อาจเอ่ยปากตอบรับได้ ในอดีตเขามักจะคิดอยู่เสมอว่าการเป็นลูกจ้างและการทำการค้านั้นเป็นงานชั้นต่ำ สิ่งที่เขาเฝ้าปรารถนาคือการให้พี่ใหญ่สอบผ่านการสอบระดับมณฑล (เซี่ยงซื่อ) เข้ารับราชการ แล้วช่วยดึงเขาให้หลุดพ้นจากห้วงทุกข์ ทว่าในเวลานี้ พี่ใหญ่กลับคิดจะลดตัวลงมาเกลือกกลั้วทำการค้าไปกับเขา นี่มันล้มล้างแนวคิดและค่านิยมทั้งชีวิตของเสิ่นหมิงจวินไปจนหมดสิ้น

(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบระดับมณฑล (เซี่ยงซื่อ) (乡试) การสอบคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล ผู้สอบผ่านจะได้เป็นจวี่เหรินและมีสิทธิเข้ารับราชการ)

"ถ้าน้องห้าไม่เห็นด้วย เช่นนั้นก็ช่างมันเถิด แต่ไม่ทราบว่าเจ้าพอจะหาที่พักให้ข้าในเมืองนี้ได้หรือไม่ และอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่ ทางที่ดีที่สุดคือให้เจ้าไปรับพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้ามาที่นี่ ข้า... ข้าไม่คิดจะกลับไปอีกแล้ว"

เสิ่นซีเดินตามอยู่เบื้องหลังมาตลอด พอกลับมาถึงบ้านก็คอยยืนเฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ ในใจเขาลอบคิดว่า ลุงใหญ่ผู้นี้ช่างร้ายกาจไม่เบาเลยจริง ๆ คิดจะสลัดตัวหลุดพ้นจากการบงการของฮูหยินเฒ่า แถมยังอยากใช้ชีวิตแบบชุบมือเปิบไม่ต้องออกแรงอีก ในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา เขาเอาแต่ขลุกตัวอยู่ที่โรงเตี๊ยมในอำเภอหนิงฮว่า ผลาญเงินทองของที่บ้านไปตั้งเท่าไรแล้ว? บัดนี้อาศัยจังหวะไปสอบที่เมืองเอกของมณฑล งัดลูกไม้เดิมมาใช้คิดจะหนีออกจากบ้านอีก หนีก็หนีไปเถอะ แต่นี่ยังอยากจะหอบลูกจูงเมียมาอยู่ด้วยกันอีก จะมีเรื่องดีงามปานนี้เชียวหรือ?

หากเขายอมหาเลี้ยงชีพด้วยลำแข้งตนเองก็คงจะดีอยู่หรอก แต่นี่พอมาถึงก็พล่ามคำว่า ‘ข้าจะทำการค้า’ เขาเป็นเพียงปัญญาชนคนหนึ่ง กระทั่งฟืน ข้าวสาร น้ำมัน หรือเกลือมีราคาค่างวดเท่าไรก็ยังไม่รู้ แล้วเขามีปัญญาทำการค้ากระนั้นหรือ?

พอมาถึงเมืองถิงโจว ก็เป็นได้แค่ตัวกาฝาก ให้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินคอยเลี้ยงดูปูเสื่อเขาเท่านั้นแหละ

เสิ่นซีนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่อาศัยอยู่ชนบท ยามที่แค่ผักป่าสักคำก็ยังกินไม่อิ่มท้อง หวังซื่อ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็มักจะวิ่งโร่มาขอยืมเงินที่บ้านอยู่บ่อยครั้ง เพื่อให้เขาได้เล่าเรียน โจวซื่อต้องยอมกัดฟันให้ยืมเงินไปทุกครั้ง ทว่าท้ายที่สุดแล้ว ตอนที่หวังซื่อคัดเลือกเด็กรุ่นหลานของตระกูลเสิ่นให้ไปเรียนหนังสือ นางก็ยังคงมองข้ามเสิ่นซีไปอย่างไม่ไยดี

เสิ่นซีรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นอย่างยิ่ง

สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงเหวินช่างเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ในโลกของพวกเขามีเพียงตัวเองเท่านั้น เสิ่นซีตัดสินใจแน่วแน่ว่า ต่อให้ท่านพ่อท่านแม่จะยอมปล่อยให้เสิ่นหมิงเหวินรั้งอยู่ที่เมืองถิงโจวโดยไม่บอกกล่าวหลี่ซื่อ เขาก็จะหาทางส่งคนไปบอกฮูหยินเฒ่าให้จงได้ ในโลกหล้าใบนี้ คนที่สามารถปราบเสิ่นหมิงเหวินให้อยู่หมัดได้ ก็มีเพียงหลี่ซื่อเท่านั้น

จบบทที่ ตอนที่ 175 ลุงใหญ่มาพึ่งพิง

คัดลอกลิงก์แล้ว