- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 174 ความในใจของเด็กสาวผู้ปราดเปรื่อง
ตอนที่ 174 ความในใจของเด็กสาวผู้ปราดเปรื่อง
ตอนที่ 174 ความในใจของเด็กสาวผู้ปราดเปรื่อง
การที่เสิ่นซีจะวาดรูปมารดาในดวงใจของหลินไต้ให้ออกมาเหมือนจริงทุกประการนั้น ยังคงมีความยากลำบากอยู่บ้าง เขาเริ่มต้นจากส่วนที่ง่ายที่สุดอย่างทรงผม ไล่ลงมาที่โครงหน้า จากนั้นจึงเป็นคิ้วและจมูก ลักษณะรูปพรรณสัณฐานเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้คนได้ง่ายดายที่สุด
ขั้นตอนสุดท้ายคือการวาดดวงตาและริมฝีปากซึ่งยากเย็นที่สุด ก่อนจะค่อย ๆ ปรับแต่งรายละเอียดเฉพาะจุดไปทีละน้อย
เมื่อเค้าโครงร่างของบุคคลปรากฏชัดเจน เสิ่นซียังต้องแต่งแต้มรายละเอียดที่จำเป็นเพิ่มเติมลงไป เช่น สีหน้าแววตา และการตกกระทบของแสงเงา เพื่อให้บุคคลในภาพวาดดูเสมือนคนจริงมากที่สุด
หลังจากง่วนอยู่กว่าสองชั่วยาม ในที่สุดหลินไต้ก็ร้องอุทานด้วยความปีติยินดีว่า "ใช่แล้ว... ใช่แล้ว... นี่คือท่านแม่ของข้า..."
แม่หนูน้อยประคองภาพเหมือนของมารดาไว้ในมือ น้ำตาแห่งความปีติไหลรินอาบสองแก้ม
เสิ่นซีลอบระบายลมหายใจยาวอย่างโล่งอก ลำพังเพียงดวงตาคู่นั้น เขาก็ต้องทดลองวาดไปไม่ต่ำกว่าร้อยแบบ ในที่สุดก็สามารถ "ปะติดปะต่อ" ภาพเหมือนบุคคลจนเสร็จสมบูรณ์ได้สำเร็จ
เมื่อมองดูท่าทางเปี่ยมสุขของหลินไต้ ในใจเสิ่นซีก็อดสะท้อนสะท้านมิได้ ช่างเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร เพียงแค่ได้เห็นภาพวาดของท่านแม่ก็ตื่นเต้นดีใจถึงเพียงนี้ ทว่าเมื่อลองตรึกตรองดูให้ดี เกรงว่าชั่วชีวิตนี้แม่หนูน้อยคงไม่มีวาสนาได้พบหน้ามารดาอีกแล้วกระมัง
มารดาของหลินไต้เป็นนักโทษหลบหนี และพลัดหลงกับหลินไต้ในละแวกอำเภอหนิงฮว่า หากมารดาของนางยังมีชีวิตอยู่ ก็สุดจะหยั่งรู้ได้ว่าถูกคุมตัวส่งไปยังที่แห่งใด ใต้หล้าแห่งต้าหมิงนี้กว้างใหญ่ไศลนัก การจะได้หวนกลับมาพบหน้ากันอีกครั้งช่างยากเย็นแสนเข็ญเสียนี่กระไร?
แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คือการที่มารดาของหลินไต้ยังคงกบดานอยู่ในเมืองถิงโจวหรือละแวกใกล้เคียง ด้วยเส้นสายของฮุ่ยเหนียงในปัจจุบัน บางทีอาจอาศัยสมาคมการค้าช่วยสืบหาเบาะแสอย่างลับ ๆ ได้
ทว่าเรื่องนี้เสิ่นซีมิได้คิดจะแพร่งพรายให้โจวซื่อล่วงรู้ หลินไต้เองก็เก็บงำความลับนี้ไว้ในใจตลอดมา ด้วยเกรงว่าหากหลุดปากออกไปแล้วจะทำให้โจวซื่อรังเกียจ... ท้ายที่สุดแล้ว หลินไต้ก็คือบุตรีของขุนนางต้องโทษ ซึ่งตามเดิมแล้วสมควรถูกเนรเทศให้ไปรับใช้ในเจี้ยวฟางซือ
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวฟางซือ (教坊司) สำนักสังคีตหลวง เป็นหน่วยงานดูแลการแสดงดนตรีและร่ายรำของราชสำนัก แต่มักถูกใช้เป็นสถานที่ลงทัณฑ์ โดยกักขังและบังคับให้สตรีจากครอบครัวขุนนางต้องโทษตกเป็นคณิกาหลวง)
นับตั้งแต่หลินไต้ได้ครอบครองภาพเหมือนของมารดา จู่ ๆ นางก็กลายเป็นเด็กร่าเริงแจ่มใสขึ้นมา ยามที่นางแย้มยิ้มให้เสิ่นซีก็ยิ่งดูงดงามหวานล้ำจับใจ
หลินไต้จัดวางภาพวาดไว้ในจุดที่สะดุดตาที่สุด ยามว่างเว้นจากสิ่งใดเป็นต้องชะเง้อมองอยู่ร่ำไป ทว่าก่อนเข้านอน นางกลับปรายตามองเสิ่นซีด้วยแววตาน่าสงสาร ก่อนจะสอดภาพวาดเก็บไว้ในหน้าหนังสืออย่างอาลัยอาวรณ์ เสิ่นซีดูออกทะลุปรุโปร่งว่า นางอยากจะ "กอดท่านแม่" นอนใจจะขาด แต่ก็กลัวว่าตอนหลับจะเผลอทับภาพวาดจนยับยู่ยี่ ภายในใจจึงว้าวุ่นสับสนยิ่งนัก
"หากเจ้าชอบ ก็เอาภาพท่านแม่ของเจ้าวางไว้ข้างหมอนสิ"
หลินไต้ส่ายหน้าดิก "ข้าทำท่านแม่หล่นหายไปแล้ว จะทำภาพท่านแม่พังอีกไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นข้าจะไม่มีท่านแม่อีกต่อไปแล้ว"
เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น "ข้าความจำดี สลักรูปโฉมท่านแม่ไว้ในใจจนขึ้นใจแล้ว หากเจ้าทำพัง ข้าก็แค่วาดให้ใหม่ก็สิ้นเรื่อง"
"จริงหรือ?"
หลินไต้ยิ้มแย้มเบิกบาน รีบกระโดดลงจากเตียงไปหยิบภาพเหมือนมารดาออกมาจากหนังสือ นางประคองไว้ในมือ ไม่ได้นำไปวางไว้ข้างหมอนแต่อย่างใด ทว่ากลับทาบไว้แนบอก สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขล้นปรี่
ครู่ต่อมานางคล้ายนึกสิ่งใดขึ้นได้ จึงชะโงกหน้าเข้ามา แล้วประทับริมฝีปากลงบนแก้มของเสิ่นซีอย่างสุดแสนจะรักใคร่ ท่าทีเอียงอายเขินอายของแม่หนูน้อยทำเอาเสิ่นซีเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปชั่วขณะ
พอถึงวันรุ่งขึ้น เสิ่นซีก็สละเวลามาวาดภาพเหมือนเพิ่มอีกสองแผ่นอย่างซื่อสัตย์ เขาไม่อาจรับประกันได้ว่าวันข้างหน้าจะยังสามารถวาดรูปโฉมของแม่ยายได้มีชีวิตชีวาประดุจของจริงเช่นนี้อีกหรือไม่ เมื่อวาดเสร็จ เขาก็จัดการซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด ไม่ยอมให้หลินไต้รู้ มิเช่นนั้นคราวหน้านางมาขอให้เขาวาดให้ เขาก็จะชวดรางวัลเป็นรอยจุมพิตหอมกรุ่นน่ะสิ
นับแต่นั้นเป็นต้นมา หลินไต้ก็มักจะพกภาพเหมือนติดตัวไว้เสมอ คอยโอ้อวดกับลู่ซีเอ๋อร์ว่านางเองก็มีท่านแม่เช่นกัน ลู่ซีเอ๋อร์จึงวิ่งมาตอแยเสิ่นซี รบเร้าให้เสิ่นซี "วาดท่านแม่" ให้นางบ้างให้จงได้
"...ซีเอ๋อร์ เจ้าได้เจอท่านแม่ของเจ้าทุกวันอยู่แล้ว ยังต้องให้ข้ามาวาดให้อีกหรือ?"
ลู่ซีเอ๋อร์ยังเยาว์วัยนัก สิ่งที่โปรดปรานที่สุดคือการเอาชนะคะคานกับหลินไต้ อะไรก็ตามที่หลินไต้มี นางก็ต้องมีให้ได้เช่นกัน
ลู่ซีเอ๋อร์ร้องไห้โวยวาย "ไม่ยอม ไม่ยอม ข้าจะให้พี่เสิ่นซีวาดท่านแม่ให้ข้าบ้าง วันข้างหน้าข้าจะได้เห็นหน้าท่านแม่ตลอดเวลา..."
เสิ่นซีจนปัญญาอย่างแท้จริง จึงจำต้องตวัดพู่กันวาดภาพเหมือนของฮุ่ยเหนียงแผ่นหนึ่งส่งให้ลู่ซีเอ๋อร์ สำหรับเขาแล้ว นี่นับเป็นเรื่องที่ลื่นไหลถนัดมืออย่างยิ่ง
เมื่อได้ท่านแม่ในภาพวาดมาครอง ลู่ซีเอ๋อร์ถึงได้ยอมเปลี่ยนเสียงสะอื้นเป็นรอยยิ้ม
หลินไต้เห็นภาพฉากนี้เข้า ดวงตา จมูก และริมฝีปากจิ้มลิ้มก็ย่นเข้าหากัน นางแค่นเสียงเบา ๆ "อะไร ๆ ก็จะแย่งข้าหมด ช่างเป็นเด็กนิสัยเสียจริง ๆ"
ลู่ซีเอ๋อร์หาได้สนใจไยดีไม่ นางกำ "ท่านแม่" ของนางแน่นแล้ววิ่งฉิวออกไปนอกประตู ทว่ายังไม่ทันพ้นธรณีประตู "ท่านแม่" ก็ร่วงแหมะลงกับพื้นเสียแล้ว นางรีบคว้าขึ้นมาเป่าฝุ่นฟู่ ๆ แต่ทว่ากระดาษวาดภาพกลับมีรอยปริขาดเสียแล้ว
เรื่องการเก็บรักษาข้าวของ หลินไต้ละเอียดลออพิถีพิถันกว่าลู่ซีเอ๋อร์มากนัก นางลงมือประดิษฐ์กรอบรูปขึ้นมาด้วยตัวเอง แล้วสอดภาพวาดไว้ตรงกลาง เช่นนี้ต่อให้ตกกลางคืนจะกอดไว้แนบอกนอน ก็ไม่ต้องคอยพะวงว่าจะเผลอทับจนพังอีก
นับตั้งแต่มีภาพเหมือนแผ่นนี้ อาการฝันร้ายยามค่ำคืนของแม่หนูน้อยก็ลดน้อยลง หลายคราที่เสิ่นซีสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เขามักจะเห็นรอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้าของหลินไต้ เป็นรอยยิ้มที่ทั้งหวานล้ำและสงบสุข ประหนึ่งเจ้าหญิงนิทราก็มิปาน
…… ……
เวลาล่วงเลยเข้าสู่เทศกาลจงชิว แม้ยามปกติฮุ่ยเหนียงจะมีภารกิจรัดตัว ทว่านางก็ยังสละเวลาเตรียมการสำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ล่วงหน้าไว้ไม่น้อย
บรรดาคนงานและลูกจ้างของโรงพิมพ์ โรงผลิตยา และโรงเงิน ล้วนได้รับเงินรางวัลพิเศษรับเทศกาลกันถ้วนหน้า ทางฝั่งสมาคมการค้าก็มีการมอบของกำนัลไปมาหาสู่กัน ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องตระเตรียมของขวัญสำหรับมอบให้แก่เหล่าพ่อค้าวาณิชที่เดินทางสัญจรไปมา เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณที่คอยอุดหนุนกิจการของสมาคมมาโดยตลอด
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลจงชิว (中秋节) หรือเทศกาลไหว้พระจันทร์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สุดของชาวจีน เนื่องจากเป็นช่วงที่พระจันทร์เต็มดวงสว่างไสวที่สุด จึงเป็นสัญลักษณ์ของการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันของคนในครอบครัว โดยมีธรรมเนียมสำคัญคือการชมจันทร์และรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ร่วมกัน)
วันที่สิบสามเดือนแปด ของกำนัลที่กองสุมอยู่ในคลังสินค้าลานเรือนด้านหลังร้านขายยา มีปริมาณมากมายยิ่งกว่าของไหว้บรรพบุรุษที่ตระเตรียมไว้เมื่อปลายปีที่แล้วเสียอีก
วันนี้ตั้งแต่เข้าสู่ยามเฉิน สถานศึกษาก็ได้จัดการทดสอบประเมินผล ชั้นเรียนที่แตกต่างกันย่อมมีข้อสอบที่แตกต่างกัน ชั้นเรียนที่เสิ่นซีร่ำเรียนอยู่นั้นเน้นการทดสอบเที่ยจิงและม่ออี้อย่างละยี่สิบข้อ และปิดท้ายด้วยการเขียนเรียงความแปดขาอีกหนึ่งบท
(เชิงอรรถผู้แปล:
ยามเฉิน (辰时) ช่วงเวลา 07.00 - 09.00 น.
เรียงความแปดขา (八股文) รูปแบบการเขียนเรียงความสำหรับการสอบเคอจวี่ในยุคราชวงศ์หมิงและชิง มีโครงสร้างการเขียนที่เคร่งครัดตายตัว)
อันว่าเที่ยจิงนั้น คือการนำเนื้อหาสี่ตำราห้าคัมภีร์มาปิดทับตัวอักษรบางตัวไว้ แล้วให้ผู้เข้าสอบเติมคำลงในช่องว่าง ซึ่งคล้ายคลึงกับข้อสอบเติมคำในวิชาภาษาของยุคหลัง ส่วนม่ออี้นั้น คือการให้ผู้เข้าสอบเขียนตอบอรรถาธิบายความหมายของคัมภีร์ ซึ่งเทียบได้กับข้อสอบอัตนัยตอบสั้น ๆ ในยุคหลัง ผู้เข้าสอบเพียงแค่ท่องจำคัมภีร์และตำราอรรถาธิบายต่าง ๆ ให้ขึ้นใจก็สามารถตอบได้แล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: สี่ตำราห้าคัมภีร์ (四书五经) ตำราเรียนหลักในลัทธิขงจื๊อ ใช้ในการสอบคัดเลือกขุนนาง)
สิ่งเดียวที่นับเป็นความยากลำบากก็คือจื้ออี้ หรือการเขียนเรียงความแปดขานั่นเอง
หัวข้อการสอบในครั้งนี้คือ "ขงจื๊อกล่าวแก่เหยียนยวนว่า เมื่อถูกเรียกใช้ก็ลงมือทำ เมื่อถูกละทิ้งก็ซ่อนตัวเร้นกาย ผู้ที่ทำได้เช่นนี้คงมีเพียงข้ากับเจ้ากระมัง"
(เชิงอรรถผู้แปล: ขงจื๊อกล่าวแก่เหยียนยวนว่า... (子谓颜渊曰,用之则行,舍之则藏,惟我与尔有是夫) วรรคทองจากคัมภีร์หลุนอวี่ บทซู่เอ๋อร์ ว่าด้วยการวางตัวของวิญญูชนตามอุดมการณ์ขงจื๊อ)
เสิ่นซีรู้กระจ่างแก่ใจว่าประโยคนี้มาจากคัมภีร์หลุนอวี่ บทซู่เอ๋อร์ เป็นคำกล่าวที่ขงจื๊อเอ่ยกับเหยียนยวน ศิษย์เอกที่ท่านโปรดปรานที่สุด ความหมายคือเมื่อแว่นแคว้นต้องการเรียกใช้งานเจ้า เจ้าก็จงใช้สติปัญญาความสามารถดำเนินการตามอุดมการณ์ของตน ผลักดันแนวคิดทั้งหลายให้ลุล่วง แต่หากแว่นแคว้นไม่ต้องการใช้งานเจ้า เจ้าก็จงเก็บงำอุดมการณ์และแผนการเหล่านั้นไว้ ผู้ที่สามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติและซื่อตรง เกรงว่าคงจะมีเพียงข้ากับเจ้าเท่านั้นที่มีวิสัยทัศน์และการวางตัวเช่นนี้
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์หลุนอวี่ (论语) ตำราที่รวบรวมคำสอนของขงจื๊อ เป็นหนึ่งในสี่ตำราหลักอันศักดิ์สิทธิ์)
อันว่า 'เรียงความแปดขา' นั้น มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า 'การกล่าววาจาแทนอริยปราชญ์' นั่นคือเนื้อหาหลักจำต้องใช้น้ำเสียงและมุมมองของขงจื๊อและเมิ่งจื่อในการถ่ายทอด การตีโจทย์เรียงความแปดขาของเสิ่นซีในครั้งนี้คือ 'จังหวะอันควรแก่การแสดงออกและเร้นกายของปราชญ์ เฝ้ารอผู้มีวิสัยทัศน์จึงค่อยเผยชี้แนะ' จากนั้นตัวอักษรหกร้อยกว่าตัวก็ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างลื่นไหลรวดเดียวจบ
เวลาในการสอบคือสามชั่วยาม ไปสิ้นสุดลงในยามเว่ย เฝิงฮว่าฉีหยิบกระดาษคำตอบของเสิ่นซีขึ้นมาตรวจดูก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งเที่ยจิงและม่ออี้ล้วนให้คะแนนเต็ม และเมื่อได้เห็นเรียงความแปดขาของเสิ่นซี เขาก็ถึงกับอดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะร้องชมเชย ดึงดูดให้อาจารย์อีกหลายท่านเข้ามารุมล้อมมุงดู ท้ายที่สุดทุกคนก็ลงความเห็นตรงกันให้ประเมินผลอยู่ในระดับ "ดีเลิศ"
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามเว่ย (未时) ช่วงเวลา 13.00 - 15.00 น.)
สอบเสร็จแล้ว สถานศึกษาเสวียเอ๋อร์ก็ให้หยุดพักเป็นเวลาสามวัน
เมื่อเสิ่นซีกลับมาถึงร้านขายยา ก็เห็นลานเรือนด้านหลังมีของขวัญที่ฮุ่ยเหนียงซื้อกลับมากองสุมอยู่เต็มไปหมด ชั่วขณะนั้นความซุกซนแบบเด็ก ๆ ก็พลุ่งพล่าน เขาจัดการแกะกล่องของขวัญเหล่านี้ออกดูทีละกล่องแล้วค่อยปิดกลับเข้าไปใหม่ ด้วยความที่ยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง พอเห็นของอร่อยจึงหยิบออกมาชิมดูสักหน่อย จากนั้นก็แบ่งให้ลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้กินด้วย พอฮุ่ยเหนียงรู้เข้าก็บ่นตำหนิอยู่สองสามประโยค สั่งให้เสิ่นซีจัดเก็บกล่องของขวัญเข้าที่ให้เรียบร้อย แล้วก็ไม่ได้สนใจเอาความอะไรอีก
สมาคมการค้าหยุดทำการเป็นเวลาสามวันในวันที่สิบสี่ สิบห้า และสิบหกเดือนแปด ในช่วงเวลาดังกล่าวงดรับเจรจาธุรกิจใด ๆ ทางด้านโรงเงินเองก็ประกาศปิดทำการเช่นกัน กว่าจะกลับมาเปิดให้บริการตามปกติก็ต้องรอจนถึงวันที่สิบเจ็ด
ตามข้อเสนอของเสิ่นซี โรงเงินจะหยุดทำการสองวันในทุก ๆ วันที่ห้าและวันที่หกของสวิ่น (รอบสิบวัน) และในช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวันสำคัญก็จะปิดทำการเช่นกัน ประการแรกก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภายในโรงเงินได้สะสางบัญชีและจัดเก็บเงินตรา ประการที่สองคือเพื่อให้ราษฎรได้วางแผนการฝากและถอนเงินอย่างสมเหตุสมผล ต่อให้ต้องเผชิญกับการแห่ถอนเงิน ก็ยังสามารถอาศัยช่วงเวลาหยุดสองวันนี้มาจัดการเติมเงินทุนให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยได้
ก่อนหน้านี้ตอนที่หยุดทำการเป็นครั้งแรก มีราษฎรบางส่วนเข้าใจผิดคิดว่าโรงเงินล้มละลาย จึงทำให้เกิดกระแสการแห่ถอนเงินระลอกเล็ก ๆ ขึ้น ทว่าหลังจากนั้นเมื่อโรงเงินกลับมาเปิดทำการตามปกติ ราษฎรถึงได้รู้ความจริงว่าโรงเงินก็แค่หยุดพักตามปกติเท่านั้น คลื่นลมในครั้งนี้กลับสร้างผลลัพธ์เชิงโฆษณาในระดับหนึ่ง ทำให้มีผู้คนมาฝากเงินมากกว่าเดิมเสียอีก
เย็นวันที่สิบสามเดือนแปด ฮุ่ยเหนียงแจกของขวัญให้แก่ผู้คนในร้านขายยาล่วงหน้า สาวใช้ทุกคนล้วนได้รับอั่งเปา ส่วนโจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต่างก็ได้รับ "ของขวัญชิ้นใหญ่" คนละชิ้น ซึ่งก็คือเครื่องประดับทองและเงินอีกเช่นเคย
โจวซื่อรับมาสองครั้งจนเคยชินเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ทว่านี่เป็นครั้งแรกของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ยามที่นางได้รับกำไลทองก็ถึงกับทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
"...พี่สาว เงินปันผลและเบี้ยหวัดรายเดือนก็ไม่เคยขาดตกบกพร่องข้าเลย ข้า... จะกล้ารับของขวัญล้ำค่าเยี่ยงนี้อีกได้อย่างไรเจ้าคะ?" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รีบบ่ายเบี่ยง ด้วยเพราะนางต้องหาเลี้ยงครอบครัว จึงไม่เคยรับเงินปันผลของร้านขายยาขาดไปแม้แต่เหวินเดียวเลยสักครั้ง เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็นเพียงหมอประจำร้าน ทว่ารายได้หลักของร้านขายยานั้นแท้จริงแล้วมาจากการขายยาสำเร็จรูปต่างหาก
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางกล่าว "ครึ่งปีมานี้ กิจการโรงผลิตยาของเราดีมาก ได้รับใบสั่งซื้อชุดใหญ่ติดต่อกันหลายเจ้า ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ อันที่จริงโรงผลิตยาก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของร้านขายยา บัดนี้ทำกำไรได้แล้ว สมควรแบ่งปันให้น้องสาวบ้างถึงจะถูก"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถึงได้ยอมเก็บกำไลทองไว้อย่างนอบน้อมเกรงใจ
กำไลทองที่ฮุ่ยเหนียงมอบให้นางนั้น มีน้ำหนักถึงสองตำลึงเต็ม เมื่อคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินและทองในปัจจุบัน ก็นับว่าเทียบเท่ากับรายได้สองเดือนที่นางได้รับจากร้านขายยาเลยทีเดียว
ด้วยเหตุที่วันที่สิบห้าเดือนแปด เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต้องกลับไปอยู่เป็นเพื่อนครอบครัว ส่วนโจวซื่อเองก็ต้องฉลองเทศกาลกันตามลำพังครอบครัวสี่คน ดังนั้นการจัดเทศกาลของร้านขายยาจึงถูกร่นเข้ามาล่วงหน้าสองวัน
คืนนั้นฮุ่ยเหนียงได้ตระเตรียมขนมไหว้พระจันทร์และของกินเล่นบางส่วน ทั้งยังเตรียมหม้อไฟไว้ด้วย นางเอ่ยปากเชิญเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ให้อยู่ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน เพื่อฉลองค่ำคืนแห่งการอยู่พร้อมหน้ากันที่ร้านขายยา
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่เคยลิ้มรสหม้อไฟมาก่อน จึงไม่ค่อยคุ้นชินกับวิธีการกินรูปแบบนี้นัก ทว่าหลังจากได้ลิ้มลองแล้ว นางกลับเอ่ยปากชมไม่ขาดปาก
รอจนกินข้าวเสร็จ สาวใช้ก็เข้ามาเก็บกวาดโต๊ะอาหาร ฮุ่ยเหนียง โจวซื่อ และเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่งล้อมวงกัน นอกจากจะพูดคุยสัพเพเหระแล้ว ยังปรึกษาหารือถึงแผนการพัฒนาใหญ่ ๆ บางส่วนของร้านขายยาในวันข้างหน้าอีกด้วย
ระหว่างที่คุยเล่นอยู่นั้น ในมือของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยังคงถือบทกวีอารามดอกท้อที่นางคัดลอกเอาไว้ ฮุ่ยเหนียงยิ้มกล่าว "นึกไม่ถึงเลยว่าน้องสาวจะโปรดปรานบทกวีและกาพย์กลอนอะไรพวกนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าจะชอบอ่านพวกหนังสือนิทานอิงประวัติศาสตร์บ้างหรือไม่?"
"บทนิทานอิงประวัติศาสตร์คือสิ่งใดกันหรือเจ้าคะ?"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ สองปีมานี้ต้องวิ่งเต้นดูแลจัดการเรื่องราวภายในบ้าน จึงไม่มีเวลาว่างไปสัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่ตามท้องตลาดเลยแม้แต่น้อย
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะ "ก็เป็นพวกนิทานเรื่องราวต่าง ๆ หากน้องสาวรู้สึกเบื่อหน่าย จะลองนำไปอ่านฆ่าเวลาดูก็ไม่เลว ที่ข้ามีอยู่หลายเล่ม ล้วนเป็นของที่โรงพิมพ์เราตีพิมพ์ขึ้นเองทั้งสิ้น เดี๋ยวข้าจะให้เสี่ยวอวี้ไปหยิบมาให้เจ้า"
ฮุ่ยเหนียงเรียกตัวเสี่ยวอวี้มา สั่งให้นางขึ้นไปบนบ้านเพื่อหยิบ 'ซัวงักฉวนจ้วน' และ 'ถงหลินจ้วน' ที่นางเคยอ่านจบไปตั้งนานแล้วลงมามอบให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์
(เชิงอรรถผู้แปล: 1. ซัวงักฉวนจ้วน (说岳全传) หรือ "ตำนานวีรบุรุษงักฮุย / ตำนานงักฮุย'" เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่เล่าถึงวีรกรรมความกล้าหาญและความจงรักภักดีของขุนศึก เยว่เฟย (งักฮุย) ผู้ปกป้องราชวงศ์ซ่งจากการรุกรานของเผ่าจิน 2. ถงหลินจ้วน (童林传) เป็นเรื่องเล่าแนวจอมยุทธ์ (ต่อมาถูกนำมาเขียนเป็นนิยาย) เล่าเรื่องราวการผจญภัยของยอดฝีมือผมทรงเปีย นามว่า "ถงหลิน" ผู้คิดค้นวิชาหมัดแปดทิศ (ปากว้าจ่าง) หมายเหตุ: ผลงานทั้งสองเรื่องนี้ถือกำเนิดขึ้นในยุคราชวงศ์ชิง (ยุคหลังราชวงศ์หมิง) ซึ่งเสิ่นซีได้นำเรื่องราวในอนาคตที่ตนจำได้มาเขียนพิมพ์ขาย)
หนังสือตั้งหนาเตอะ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หยิบขึ้นมามั่ว ๆ เล่มหนึ่ง เปิดดูอยู่หลายหน้าก็รู้สึกว่าน่าสนุกดี จึงตัดสินใจนำกลับไปค่อย ๆ อ่านที่บ้าน
"ของพวกนี้ล้วนเป็นฝีมือเสี่ยวหลางเขียนขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่รู้จริง ๆ ว่าในหัวสมองเล็ก ๆ ของเขามีอะไรซ่อนอยู่กันแน่" สายตาที่ฮุ่ยเหนียงทอดมองเสิ่นซีเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู "หากน้องสาวอ่านจบแล้ว ที่ข้ายังมีอีก ตอนนี้ยังไม่ได้วางขายในตลาด หากรู้สึกว่าอ่านตัวอักษรแล้วเหนื่อยล้าเกินไป ก็ยังมีหนังสือภาพอีกนะ"
"อืม"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พยักหน้า ก่อนจะเผลอทอดสายตากลับไปยังบทกวีในมืออีกครั้งโดยไม่รู้ตัว นางเอ่ยถามขึ้นลอย ๆ ว่า "พี่สาวทั้งสอง พวกท่านเคยได้ยินชื่อของหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงผู้นี้บ้างหรือไม่เจ้าคะ?"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย "ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูอยู่บ้าง ทว่าข้ากลับนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินมาจากที่ใด เหตุใดน้องสาวจึงถามเช่นนี้เล่า?"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทอดถอนใจ "บทกวีอารามดอกท้อบทนี้กำลังโด่งดังเป็นที่นิยมไปทั่วทั้งเมืองในช่วงนี้ มีข่าวลือว่าเด็กคนหนึ่งเป็นผู้แต่งขึ้น ทว่าแท้จริงแล้วเจ้าของบทกวีตัวจริงกลับเป็นคนที่มีนามว่าหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงต่างหาก คนผู้นี้ประพันธ์กวีได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก สมควรเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่ง ทว่าข้ากลับไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขามาก่อนเลย จึงรู้สึกสงสัยใคร่รู้เจ้าค่ะ"
"เด็กเป็นคนแต่งหรือ?" ฮุ่ยเหนียงทอดสายตามองไปทางเสิ่นซีอย่างสุดจะหักห้ามใจ ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ทันที "เรื่องนั้นเกรงว่าคงต้องลองถามเสี่ยวหลางดูแล้วล่ะ เจ้าลองเปิดดูหน้าแรกของบทนิทานอิงประวัติศาสตร์พวกนั้นดูสิ ทุกเล่มน่าจะประทับชื่อนี้เอาไว้ เมื่อก่อนตอนที่เสี่ยวหลางวาดภาพให้แก่นายอำเภอเยี่ยแห่งอำเภอหนิงฮว่า เขาก็ใช้นามแฝงนี้เช่นกัน"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เปิดบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ออกดู ก็เห็นตราประทับตราหนึ่งประทับหราอยู่บนหน้ากระดาษแผ่นแรก ด้วยเพราะเป็นอักษรจ้วน ตอนที่นางเปิดอ่านคร่าว ๆ ก่อนหน้านี้จึงไม่ได้ใส่ใจนัก บัดนี้เมื่อลองพิจารณาดูให้ดี ๆ ก็เป็นคำว่า 'หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง' จริง ๆ ด้วยมิใช่หรือ?
(เชิงอรรถผู้แปล: อักษรจ้วน (篆体字) รูปแบบตัวอักษรจีนโบราณที่มักใช้ในการแกะสลักตราประทับ)
"เสี่ยวหลาง เจ้ารู้จักผู้ประพันธ์บทกวีบทนี้ด้วยหรือ?" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น มองไปทางเสิ่นซีด้วยความปรีดา
เสิ่นซียิงฟันแสร้งทำเป็นไขสือ "ข้าไม่รู้จักหรอกขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงเอ็ดด้วยความหมั่นไส้ "ไอ้เด็กเหม็น ยังไม่รีบมาเล่าต้นสายปลายเหตุให้ท่านน้าเซี่ยของเจ้าฟังอีกรึ?"
"ข้าไม่รู้จักจริง ๆ นะขอรับ"
เสิ่นซีปั้นหน้าขื่นขมเดินเข้าไปหา "อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงคนนี้ กับหลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงของข้า จะเป็นคนเดียวกันหรือไม่?"