- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 173 ภาพวาดมารดา
ตอนที่ 173 ภาพวาดมารดา
ตอนที่ 173 ภาพวาดมารดา
หนิงเอ๋อร์ก็เป็นเพียงเด็กรับใช้ที่โดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่ง แม้จะเป็นเพียงสาวใช้ ทว่าในใจกลับใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้โบยบินไปเกาะกิ่งไม้สูง กลายเป็นฮูหยินน้อยที่มีชีวิตสุขสบายไม่ต้องทำงานหนัก ทว่าน่าเสียดายที่ชายคนรักของนางมิได้ถูกตาต้องใจในตัวนาง หากแต่เป็นสูตรยาสำเร็จรูปที่อยู่ในหัวของนางต่างหาก
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าหนิงเอ๋อร์จะคิดสั้นฆ่าตัวตาย หลังจากนั้นนอกจากจะให้นางหยุดพักผ่อนแล้ว ยังให้ลวี่เอ๋อร์และหงเอ๋อร์ผลัดเปลี่ยนกันคอยดูแล ปรนนิบัติพัดวีหนิงเอ๋อร์ราวกับเป็นฮูหยินน้อยจริง ๆ อย่างไรอย่างนั้น
ทว่าหลังจากที่หนิงเอ๋อร์จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไปได้สองวัน นางก็กลับมาฮึดสู้ตั้งใจทำงานอีกครั้ง เพราะใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลสำคัญฮุ่ยเหนียงมักจะแจกอั่งเปา นางรู้ดีว่าฮุ่ยเหนียงมีรางวัลและบทลงโทษที่ชัดเจน หากนางยังคงแอบอู้ต่อไป คาดว่าเงินรางวัลในอั่งเปาคงจะหดหายไปมิใช่น้อย
หลายเดือนมานี้ กิจการโรงเงินขยายตัวอย่างรวดเร็ว ยอดเงินฝากเพิ่มขึ้นจากช่วงแรกเริ่มที่มีเพียงหนึ่งถึงสองร้อยตำลึง จนกระทั่งถึงช่วงต้นเดือนแปดก็มียอดสูงถึงหกพันกว่าตำลึงแล้ว เงินฝากที่โรงเงินรับเข้ามามีจำนวนเกินกว่าเงินทุนตั้งต้นของโรงเงินไปเสียแล้ว
เมื่อมีเงิน ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ ฮุ่ยเหนียงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่มีคนมากู้ยืม นางจะต้องตรวจสอบประวัติและมูลค่าของทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันอย่างเข้มงวด ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาประเมินราคาก่อนจึงจะเจรจารายละเอียดการกู้ยืม โรงเงินเปิดบริการปล่อยกู้มาได้ไม่ถึงครึ่งปี เงินกู้ก้อนแรกที่ปล่อยออกไปยังไม่ทันได้เก็บคืนมา ฮุ่ยเหนียงเกรงว่าจะเกิดการแห่ถอนเงินขึ้นในตลาด จึงเตรียมเงินสำรองสภาพคล่องไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนี่กลับกลายเป็นข้อจำกัดที่ขัดขวางการเติบโตของโรงเงินเสียเอง
ในเดือนแปดนี้ เรื่องที่ตระกูลเสิ่นให้ความสำคัญที่สุดมิใช่เรื่องการค้า ทว่าเป็นการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) ที่จัดขึ้นในเมืองเอกของมณฑล
(เชิงอรรถผู้แปล: การสอบระดับมณฑล หรือ เซียงซื่อ (乡试) การสอบคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล สอบผ่านได้เป็น "จวี่เหริน")
เสิ่นหมิงเหวิน ลุงใหญ่ของเสิ่นซี หลังจากผ่านการ "ทนทรมาน" มาตลอดสามปี ในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่สนามสอบอีกครั้ง เดิมทีเขาคือความหวังในการฟื้นฟูตระกูลเสิ่น ทั้งยังเป็นหยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิตของหลี่ซื่อ ขอเพียงเขาสามารถสอบได้จวี่เหริน ฐานะของตระกูลเสิ่นย่อมแปรเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างแน่นอน
(เชิงอรรถผู้แปล: สอบได้จวี่เหริน (中举) สอบผ่านระดับมณฑลเซียงซื่อ หรือการสอบคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล)
อย่างไรเสียหลี่ซื่อก็แก่ชราและร่างกายอ่อนแอ ไม่อาจเดินทางไปเป็นเพื่อนเสิ่นหมิงเหวินเพื่อสอบที่เมืองเอกได้ และนางก็ไม่อนุญาตให้ภรรยาและบุตรของเสิ่นหมิงเหวินติดตามไปด้วย ทำเพียงให้บุตรชายคนรองอย่างเสิ่นหมิงโหย่ว ผู้ที่บริหารร้านน้ำชาจนขาดทุนย่อยยับเป็นผู้ติดตามไป
แม้เวลาจะล่วงเลยมาหนึ่งปีแล้ว หลี่ซื่อก็ยังคงโกรธเคืองเสิ่นหมิงเหวินอยู่ ทว่าเมื่อเป็นเรื่องสำคัญระดับฟื้นฟูวงศ์ตระกูล นางก็ยังคงระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันมิให้บุตรชายคนโต "หอบเงินหนี" นางจึงมอบหมายให้เสิ่นหมิงโหย่วเป็นผู้กุมเงินทองทั้งหมดเอาไว้ หลังจากนั้นหลี่ซื่อก็พักอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่าด้วยความวางใจ เพื่อรอคอยข่าวดีเรื่องบุตรชายมีชื่อบนป้ายทองคำ
(เชิงอรรถผู้แปล: มีชื่อบนป้ายทองคำ ปรับบริบทมาจาก (桂榜高中) หมายถึงการสอบผ่าน หรือมีชื่อติดประกาศผลการสอบเป็นขุนนาง)
การสอบระดับมณฑลจัดขึ้นในเดือนแปด สอบทั้งหมดสามรอบ รอบละสามวัน สถานที่สอบของมณฑลฝูเจี้ยนตั้งอยู่ที่ฝูโจว ที่อันเป็นที่ตั้งของที่ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน นับตั้งแต่เสิ่นหมิงเหวินและเสิ่นหมิงโหย่วสองพี่น้องเดินทางไปเมืองเอกเมื่อสองเดือนก่อน เสิ่นหมิงจวินก็เฝ้าชะเง้อรอคอยข่าวดีส่งมาทุกวี่ทุกวัน
ยามนี้เสิ่นหมิงจวินทำงานได้อย่างราบรื่นสมดั่งใจปรารถนา เบี้ยหวัดในแต่ละเดือนมีประมาณสองตำลึง พอถึงช่วงเทศกาลหรือวันหยุดก็ยังมีเงินพิเศษให้อีก รายได้ต่อปีแทบจะไล่เลี่ยกับนายอำเภอขั้นเจ็ด เมื่อรวมกับเงินปันผลที่โจวซื่อได้รับจากร้านขายยา เงินที่ส่งกลับบ้านในแต่ละเดือนก็มีมากถึงห้าตำลึง เรียกได้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้แทบจะประคับประคองตระกูลเสิ่นเอาไว้ด้วยกำลังของตนเอง
ทว่าในฐานะลูกชายคนสุดท้องของบ้าน เสิ่นหมิงจวินถูกปลูกฝังความคิดมาตั้งแต่เด็กว่า ขอเพียงพี่ใหญ่สามารถโดดเด่นเหนือผู้คน เขาก็จะพลอยได้รับอานิสงส์เสวยสุขไปด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะทำสิ่งใด เขาจึงยินดีทำเพื่อสนับสนุนการสอบเคอจวี่ของเสิ่นหมิงเหวินไปเสียหมด
เสิ่นหมิงจวินราวกับถูกหลี่ซื่อล้างสมองมาอย่างไรอย่างนั้น ต่อให้ยามนี้เขาพำนักอยู่ในตัวเมือง ครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างสุขสบายชุ่มชื่น ต่อให้เสิ่นหมิงเหวินสอบได้จวี่เหรินก็แทบจะไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดต่อชีวิตของพวกเขา ทว่าเขาก็ยังคงเฝ้าคิดถึงเรื่องนี้ทั้งวันทั้งคืน จนถึงขั้นละเลยหน้าที่การงานในมือไปบ้าง
"...น้องหญิง หากพี่ใหญ่สอบได้จวี่เหรินและได้เป็นขุนนาง วันหน้าต่อให้พวกเราทำมาค้าขายก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกผู้ใดรังแกอีกแล้ว" ช่วงค่ำวันที่เก้าขณะกำลังกินข้าว เสิ่นหมิงจวินก็บ่นพึมพำกับโจวซื่ออีกครา เมื่อลองคำนวณวันเวลาดู วันนี้เสิ่นหมิงเหวินคงจะก้าวเข้าสู่สนามสอบไปแล้ว
โจวซื่อพยักหน้ายิ้มรับ สตรีชาวบ้านที่ไม่เคยร่ำเรียนหนังสืออย่างนางย่อมไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลยสักนิด ทว่าก็พอจะเดาได้ว่าการที่ในบ้านมีคนเป็นขุนนางเพิ่มมาอีกคน ย่อมต้องมีแต่ข้อดีอย่างแน่นอน
ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าเสิ่นหมิงจวินนั้นคิดตื้นเขินเกินไปนัก
เงื่อนไขเบื้องต้นของการเป็นขุนนางคือเสิ่นหมิงเหวินต้องสอบได้จวี่เหริน ซึ่งความเป็นไปได้นี้ก็มีไม่มากอยู่แล้ว หากเปรียบว่าในยุคสมัยนี้ซิ่วไฉจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์หายาก เช่นนั้นจวี่เหรินก็ย่อมจัดอยู่ในกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ มิเช่นนั้นแล้วเหตุใดจวี่เหรินถึงสามารถเข้ารับตำแหน่งขุนนางได้เล่า? ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เสิ่นหมิงเหวินโชคดีสอบได้จวี่เหรินจริง การจะเป็นขุนนางก็ยังต้องอาศัยเส้นสายและเงินทองในการวิ่งเต้น เสิ่นหมิงเหวินก็มิได้มีคนรู้จักในราชสำนัก ฐานะทางบ้านก็มิได้ร่ำรวย แล้วเขาจะอาศัยสิ่งใดไปเข้ารับตำแหน่งขุนนางที่มีตำแหน่งว่างอยู่จริง ๆ เล่า?
ต่อให้เสิ่นหมิงเหวินจะได้เป็นขุนนาง เขาก็ต้องเป็นขุนนางในเมืองถิงโจวถึงจะเข้าที มิเช่นนั้นเขาก็ไม่อาจคุ้มครองกิจการที่ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อร่วมกันทำอยู่ในยามนี้ได้หรอก
"ท่านพ่อ สองปีมานี้ท่านลุงใหญ่เอาแต่พำนักอยู่ที่โรงเตี๊ยมในอำเภอหนิงฮว่า เกรงว่าคงจะไม่ได้ตั้งใจอ่านตำราสักเท่าใดนัก การจะสอบให้ได้จวี่เหรินคงจะยากเกินไปกระมังขอรับ?" เสิ่นซีคิดจะสาดน้ำเย็นใส่ท่านพ่อราคาถูกของตนสักหน่อย เพื่อให้เขายอมรับความเป็นจริง แล้วตั้งหน้าตั้งตาเป็นหลงจู๊โรงพิมพ์ต่อไปเสียยังมีอนาคตกว่า
โจวซื่อกลับชิงด่าทอขึ้นมาก่อน "ไอ้เด็กตัวแสบ เจ้ารู้เรื่องอันใดกัน! ปีนี้ลุงใหญ่ของเจ้าสอบประเมินผลซุ่ยเข่าได้คะแนนดีเยี่ยมเชียวนะ ขนาดท่านย่าของเจ้ายังรู้สึกเลยว่า ไม่ควรเอาแต่ขังเขาไว้... การสอบได้เป็นหลิ่นเซิงระดับหัวกะทิ ย่อมพิสูจน์ได้ว่าลุงใหญ่ของเจ้ามีวิชาความรู้ที่แท้จริง! เจ้าเด็กบ้า เจ้ารีบสอบเป็นซิ่วไฉให้แม่เจ้าดูก่อนเถิด แม่เจ้าจะได้ตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้เจ้าสอบได้จวี่เหรินได้ไหมเล่า?"
เสิ่นซีวางชามและตะเกียบลง แลบลิ้นปลิ้นตา ก่อนจะเดินกลับห้องของตนไป
เขาพอมองออกแล้วว่า หลายต่อหลายครั้งเวลาที่เขาคิดจะเอ่ยเตือนสติสักหน่อย ท่านแม่ก็จะกระโดดออกมาหนุนหลังท่านพ่อก่อนเสมอ อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นสามีภรรยากัน ต่อให้ในยามปกติจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหรือขุ่นเคืองใจกันบ้าง ทว่าพอต้องเผชิญหน้ากับเรื่องราวต่าง ๆ พวกเขากลับรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเสียอย่างนั้น
เสิ่นซีกลับเข้ามาในห้อง จุดตะเกียงให้สว่าง หยิบตำราเหวินจางเจิ้งจง ซึ่งเป็นสุดยอดตำราประมวลบทความราชการที่เจินเต๋อซิ่ว บัณฑิตแห่งสำนักฮั่นหลินในยุคราชวงศ์ซ่งเป็นผู้รวบรวมออกมาจากชั้นหนังสืออย่างลวก ๆ พลิกอ่านไปได้สองสามหน้า ใครจะไปรู้ว่าอ่านอย่างไรก็ไม่เข้าหัวเลยสักนิด
(เชิงอรรถผู้แปล: ตำราเหวินจางเจิ้งจง (文章正宗) ตำรารวบรวมบทความชั้นเลิศ)
หากจะกล่าวถึงวิชาความรู้ของเสิ่นซีในยามนี้ ย่อมนับว่าสูงส่งกว่าซิ่วไฉทั่วไปอยู่มากโข ทว่าการสอบเคอจวี่นั้น มิใช่ว่ามีวิชาความรู้ที่แท้จริงแล้วจะสอบผ่านเสมอไป มันยังขึ้นอยู่กับรสนิยมของขุนนางผู้ตรวจข้อสอบ ตลอดจนความเข้าใจและการประยุกต์ใช้กับโจทย์สอบอันแสนจะพลิกแพลงบางข้อด้วย
อย่างเช่นพวกอรรถาธิบายความหมายของคัมภีร์เหล่านั้น มีคำตอบที่ค่อนข้างตายตัว ย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่าสำหรับการเขียนเรียงความแปดขานั้น ถือเป็นการวัดไหวพริบเฉพาะหน้าล้วน ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ในท้ายที่สุดก็ไม่มีเกณฑ์การคัดเลือกที่ตายตัว หากขุนนางผู้ตรวจข้อสอบตวัดพู่กันให้เจ้าผ่าน เจ้าก็ผ่าน ทว่าหากขุนนางผู้ตรวจข้อสอบไม่ให้เจ้าผ่าน ต่อให้เจ้าเขียนได้วิจิตรพิสดารล้ำเลิศปานใดก็ไร้ประโยชน์
(ต่อไปนี้ขอใช้คำว่าเรียงความแปดขาแทนปากู่เหวินนะครับ)
ไม่นานนักหลินไต้ก็เดินเข้ามาในห้อง
เด็กหญิงน้อยล้างหน้าบ้วนปากเรียบร้อยแล้วก่อนจะเข้ามาในห้อง เท้าเล็ก ๆ เปลือยเปล่าเหยียบรองเท้าเกี๊ยะไม้เดินดัง "ก๊อบแก๊บ" เข้ามา
เด็กหญิงน้อยช่างโชคดีนัก เพราะไม่ต้องรัดเท้า เวลาเดินจึงมั่นคงยิ่งนัก ยามนี้นางกำลังอยู่ในช่วงอายุสิบเอ็ดสิบสองปีซึ่งเป็นวัยที่ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เดิมทีนางก็สูงกว่าเสิ่นซีอยู่เกือบครึ่งค่อนศีรษะอยู่แล้ว ยามนี้พอเสิ่นซีไปยืนเทียบกับนาง ศีรษะของเขายังสูงไม่ถึงไหล่ของนางด้วยซ้ำ
"รีบออกไปล้างหน้าล้างเท้าเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่งั้นเหม็นตายชัก!"
หลินไต้ขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะหาวหวอดเดินไปที่เตียงนอน
วันนี้คือวันที่เก้า ประจวบเหมาะกับเป็นวันหยุดพักผ่อนของเสิ่นซีที่ไม่ต้องไปเรียนพอดี นางกับลู่ซีเอ๋อร์เอาแต่ตามพัวพันเสิ่นซีมาทั้งวัน ยามนี้ร่างกายจึงอ่อนล้าอยู่บ้าง จึงไม่ได้รบเร้าให้เสิ่นซีเล่านิทานให้อีก
เสิ่นซีเห็นหลินไต้นั่งรวบเข่าอยู่ริมเตียง ราวกับภรรยาตัวน้อยที่กำลังรอสามีเข้านอนพร้อมกัน ลึก ๆ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ยามนี้เขาอายุยังน้อยเกินไป หากโตกว่านี้อีกสักสองสามปี จะทำสิ่งใดก็คงจะง่ายดายกว่านี้ ไม่เพียงแต่จะได้แต่งงานกับหลินไต้ เปลี่ยนนางให้เป็นหญิงสาวอย่างแท้จริงเท่านั้น ทว่ายังสามารถเข้าสอบเคอจวี่ได้อย่างเปิดเผยผ่าเผย และใช้ความรู้ความสามารถที่แท้จริงเพื่อแสดงความโดดเด่นเหนือผู้คนได้อีกด้วย
"ท่านแม่บอกว่า วันหน้าพวกเรานอนด้วยกันไม่ได้อีกแล้ว อีกสองสามวันข้าก็ต้องย้ายกลับไปอยู่ห้องข้าง ๆ แล้ว" หลินไต้เม้มปากเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
เสิ่นซีพลิกตัวตะแคงข้าง มือยังคงถือตำราเหวินจางเจิ้งจงอ่านต่อไป ปากก็ส่งเสียงรับคำคราหนึ่ง "อ้อ"
หลินไต้เอ่ยด้วยความไม่พอใจว่า "นี่ ข้าจะไปนอนห้องข้าง ๆ แล้วนะ ตอนกลางคืนเจ้านอนคนเดียวจะไม่กลัวหรือไง?"
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ พลางกล่าวว่า "เจ้ากลัวความมืดเองมากกว่ากระมัง อย่าได้โยนทุกเรื่องมาลงที่หัวข้าสิ"
หลินไต้กระโดดลงจากเตียง สวมรองเท้าเกี๊ยะไม้เดินตึงตังมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสิ่นซี คว้าแย่งตำราไปจากมือเขา จ้องมองเสิ่นซีด้วยสายตาตัดพ้อ ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นอย่าให้บอกเลยว่าดูน้อยอกน้อยใจเพียงใด "เจ้าคนใจดำ ข้าดีต่อเจ้าปานนี้ เจ้ากลับไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์ข้าเลยสักนิดหรือ?"
เสิ่นซีกางมือออกสองข้าง "ไต้เอ๋อร์ เจ้าก็แค่ย้ายไปนอนห้องข้าง ๆ ตรงกลางมีเพียงประตูบานเดียวกั้นอยู่ ตอนที่เจ้าเพิ่งมาถึงใหม่ ๆ พวกเราก็ไม่ได้นอนเตียงเดียวกันหรอกหรือ? ถึงเจ้าจะคิดถึงข้า เจ้าก็เดินมาหาข้าได้นี่นา"
"บ้าที่สุด!" หลินไต้โยนตำราใส่อกของเสิ่นซี "คนใจดำ คนใจดำ"
กล่าวจบหลินไต้ก็เดินกลับไปที่เตียง มุดตัวเข้าไปในผ้าห่มทันที ส่งเสียงสวบสาบเล็กน้อย เสิ่นซีไม่แน่ใจว่านางกำลังร้องไห้หรือไม่ แต่คาดว่าแม่หนูน้อยไม่น่าจะเปราะบางปานนั้น หากเรื่องแค่นี้ก็ต้องร้องไห้โวยวาย เช่นนั้นก็ไม่ใช่หลินไต้ผู้เข้มแข็งแล้ว
เสิ่นซีอ่านตำราต่อไปอีกครู่หนึ่ง ถึงค่อยลองเดินไปดูสถานการณ์ที่ข้างเตียง
หลินไต้อิงแอบอยู่ด้านในเตียง ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มพลางส่งเสียงสะอื้นไห้ เสิ่นซีชะโงกหน้าเข้าไปดูให้แน่ชัด เพราะสัมผัสได้ถึงลมหายใจ หลินไต้จึงหันหน้ามาพอดี ทำให้ดวงตาและจมูกของทั้งสองประสานกัน... แม่หนูน้อยใบหน้างดงามดั่งดอกหลีฮวายามต้องหยาดฝน ร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียจนดูน่าสงสารยิ่งนัก
(เชิงอรรถผู้แปล: งดงามดั่งดอกหลีฮวายามต้องหยาดฝน (梨花带雨) สำนวนเปรียบเปรยถึงสตรีรูปงามที่กำลังร้องไห้อย่างน่าทะนุถนอม)
"ไต้เอ๋อร์ หากเจ้าไม่อยากแยกเตียงนอนกับข้า แต่ก็ไม่อยากไปบอกท่านแม่ อย่างมากข้าก็เป็นคนไปบอกให้เองก็สิ้นเรื่อง อย่างไรเสียพวกเราก็ยังเด็ก เรื่องบางเรื่อง... ก็ยังไม่อาจทำได้" เสิ่นซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
หลินไต้ปาดน้ำตา เอ่ยถามด้วยความงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก "เรื่องอะไรที่ไม่อาจทำได้หรือ?"
เสิ่นซีหัวเราะเบา ๆ "ก็เรื่องของผู้ใหญ่อย่างไรเล่า เจ้าไม่เข้าใจหรอก"
"ถุย มีแต่เจ้านั่นแหละที่เข้าใจ" หลินไต้ด่าค้อน "ใครเขาอาลัยอาวรณ์เจ้ากัน ข้าก็แค่คิดถึงท่านแม่ ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านแม่จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง"
"ท่านแม่ของเจ้าย่อมต้องอยู่สุขสบายดีแน่ เผลอ ๆ นางอาจจะกำลังคิดถึงไต้เอ๋อร์อยู่เช่นกัน บางทีเวลานี้นางอาจจะกำลังรำพึงว่า ลูกสาวสุดที่รักของแม่ ตอนนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง คิดถึงแม่บ้างหรือไม่นะ?"
พูดพลาง เสิ่นซีก็รวบตัวหลินไต้เข้ามากอดไว้ในอ้อมแขนอย่างเป็นธรรมชาติ มือก็ลูบแผ่นหลังนางอย่างแผ่วเบา
หลินไต้เม้มปากครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้า "ข้าคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน ข้ากลัวที่สุดว่าจะจำใบหน้าของนางไม่ได้..."
เสิ่นซียังคงปลอบโยนอย่างอ่อนโยนต่อไป "มีคำกล่าวไว้ว่า เด็กหญิงเมื่อโตขึ้นย่อมแปรเปลี่ยนไปสิบแปดประการ ยิ่งโตก็ยิ่งงดงาม ท่านแม่ของเจ้าเองก็คงจะจำรูปร่างหน้าตาของเจ้าได้ไม่ชัดเจนนักแล้ว ทว่าสายเลือดข้นกว่าน้ำ วันหน้าหากได้พบกัน พวกเจ้าต้องจำกันและกันได้อย่างแน่นอน"
(เชิงอรรถผู้แปล: เด็กหญิงเมื่อโตขึ้นย่อมแปรเปลี่ยนไปสิบแปดประการ (女大十八变) สำนวนเปรียบเปรยถึงเด็กหญิงที่เมื่อโตเป็นสาวแล้ว รูปร่างหน้าตาจะสวยขึ้นผิดหูผิดตา)
"จริงหรือ?" ใบหน้าเล็ก ๆ ของหลินไต้ยังคงดูน้อยอกน้อยใจอยู่บ้าง "เจ้าโกหก ตอนนี้ข้าแทบจะจำใบหน้าของท่านแม่ไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ..."
เสิ่นซีลอบคิดในใจ ได้เวลาที่ข้าจะต้องงัดพรสวรรค์ด้านการวาดภาพของตนเองออกมาใช้อีกคราแล้วสิ เขาคลายอ้อมแขนที่กอดหลินไต้ ท่ามกลางสายตาที่ไม่เข้าใจของนาง เขากลับเอ่ยด้วยรอยยิ้มแย้มว่า:
"เพียงแค่วาดใบหน้าของท่านแม่เจ้าออกมา ก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ? อาศัยตอนที่เจ้ายังจำได้ เจ้าก็ลองอธิบายรูปร่างหน้าตาของนางมา เจ้าเป็นคนบอก ข้าจะเป็นคนวาด เมื่อวาดเสร็จแล้ว เจ้าก็หยิบขึ้นมาดูบ่อย ๆ ต่อให้วันหน้าได้พบกัน เจ้าก็สามารถนำภาพวาดไปเทียบเพื่อจดจำนางได้มิใช่หรือ?"
หลินไต้มีท่าทีดีใจขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าก็พลันนึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้ "เจ้าไม่เคยเห็นหน้าท่านแม่ข้าด้วยซ้ำ จะวาดออกมาได้อย่างไร"
เสิ่นซีดึงหลินไต้ลงจากเตียง เดินมาที่โต๊ะ เสิ่นซีนั่งลงบนเก้าอี้พลางกล่าวด้วยท่าทีน่าเกรงขามดั่งผู้นำครอบครัวว่า "ภรรยารัก ฝนหมึกให้สามีทีเถิด"
"ไม่รู้จักอาย ผู้ใดเป็นภรรยารักของเจ้ากัน"
หลินไต้แม้ปากจะบ่น ทว่าก็ยังคงฝนหมึกให้อย่างว่าง่าย ทว่าเสิ่นซีกลับหยิบแท่งถ่านออกมาจาก "กล่องดินสอ" ที่เขาสลักขึ้นมาจากไม้ด้วยตนเอง
"เจ้าบอกมา ข้าจะวาด ตรงไหนไม่เหมือนก็ค่อยแก้ จนกว่าจะวาดออกมาเป็นรูปท่านแม่ในใจของเจ้าได้สำเร็จ"
หลินไต้รู้สึกแปลกใหม่ ทว่ากลับไม่รู้ว่าจะพรรณนารูปร่างหน้าตาของมารดาตนเองอย่างไรดี นางจำได้เพียงความงดงามและความเมตตาปรานีของมารดา นอกเหนือจากนั้นก็ไม่อาจเอ่ยอธิบายสิ่งใดออกมาได้เลย ทว่าเสิ่นซีกลับลงมือวาดไปแล้ว เขาเริ่มวาดภาพเหมือนของหญิงงามขึ้นมาภาพหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงหันไปมองหลินไต้ พลางเอ่ยถามว่า "เหมือนหรือไม่?"
หลินไต้ส่ายหน้าไปมา