- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 172 บุรุษไร้ใจ
ตอนที่ 172 บุรุษไร้ใจ
ตอนที่ 172 บุรุษไร้ใจ
หลังจากสนทนาเรื่องโรงพิมพ์จบลง ฮุ่ยเหนียงก็วางสมุดบัญชีลง เตรียมตัวจะไปตรวจนับสมุนไพรที่คลังสินค้าในลานเรือนด้านหลัง ในตอนนั้นเอง หนิงเอ๋อร์ก็แอบกระตุกเสื้อของเสิ่นซีจากด้านหลัง
เสิ่นซีนึกขึ้นได้ว่าในเมื่อรับปากหนิงเอ๋อร์ไว้แล้ว เอ่ยปากช่วยสักหน่อยก็ไม่เสียหาย "ท่านน้าฮุ่ยเหนียง ที่บ้านของพี่หนิงเอ๋อร์มีญาติมาหา จะให้นางหยุดพักพรุ่งนี้สักวันได้หรือไม่ขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงหันขวับมามองเสิ่นซีด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะปรายตามองหนิงเอ๋อร์ ขมวดคิ้วเอ่ยว่า "ยังเป็นคนเดิมที่มาคราวก่อนงั้นหรือ?"
เสิ่นซีกะพริบตาปริบ ๆ ดูท่าเรื่องนี้คงจะมีเงื่อนงำแอบแฝงอยู่เป็นแน่
"เจ้าค่ะ นายหญิง"
หนิงเอ๋อร์ก้มหน้าลง "เขาเป็นญาติผู้พี่ของข้า บอกว่าอยากจะพาข้าไป... ขอนายหญิงโปรดเมตตาส่งเสริมด้วยเถิดเจ้าค่ะ" พูดจบหนิงเอ๋อร์ก็คุกเข่าลงกับพื้นแล้วโขกศีรษะให้ฮุ่ยเหนียง
สีหน้าของฮุ่ยเหนียงดูไม่ค่อยสู้ดีนัก อาจจะเป็นเพราะนางมีความทรงจำที่ไม่ดีต่อ "ญาติผู้พี่" ในปากของหนิงเอ๋อร์ นางหันหลังกลับ โดยไม่คิดจะประคองหนิงเอ๋อร์ที่กำลังคุกเข่าโขกศีรษะร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลหลากขึ้นมา "เจ้าลองว่ามาซิ เขาเป็นญาติของเจ้าจริงหรือ?"
"จริงเจ้าค่ะ..."
น้ำเสียงของหนิงเอ๋อร์แฝงความลังเลอยู่บ้าง เสิ่นซีมองปราดเดียวก็รู้ว่านางกำลังโกหก "ข้ากับญาติผู้พี่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ภายหลังข้าถูกขายไปเป็นสาวใช้ในจวนเศรษฐี ก็เลยต้องพลัดพรากจากกัน การกลับมาพบกันครานี้ เขา... เขาบอกว่าจะตบแต่งข้าเป็นภรรยาเจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงมีท่าทีรำคาญใจอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่านางก็ไม่เชื่อคำพูดของหนิงเอ๋อร์เช่นกัน ตอนที่นางซื้อตัวสาวใช้เหล่านี้กลับมา ก็ได้สืบสาวราวเรื่องภูมิหลังของพวกนางจนกระจ่างแจ้งแล้ว หนิงเอ๋อร์เคยบอกว่าตนเองโดดเดี่ยวอ้างว้างไร้ที่พึ่งมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนเลย จู่ ๆ ยามนี้กลับมีญาติผู้พี่โผล่มา ซ้ำยังคิดจะพานางไปอีก เรื่องนี้ย่อมต้องมีสิ่งใดผิดปกติเป็นแน่
"เช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ให้เขามาพบข้า หากเขาจริงใจต่อเจ้า ข้าก็จะไม่สร้างความลำบากให้พวกเจ้าหรอก" ฮุ่ยเหนียงกล่าวจบก็เดินสะบัดหน้าปั้นปึ่งไปทางลานเรือนด้านหลัง แท้จริงแล้วที่นางโกรธมิใช่เพราะเสียดายที่จะขาดสาวใช้ไปสักคน ต่อให้เป็นช่วงที่บ้านเมืองขัดสน เรื่องการขายลูกชายลูกสาวก็พบเห็นได้ดาษดื่นจนชินตา การจะหาซื้อเด็กสาวกลับมาทำงานสักคนมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่านางแค่รู้สึกว่าอุตส่าห์อยู่ร่วมกับหนิงเอ๋อร์มาเนิ่นนานปานนี้ อย่างไรก็สมควรจะมีความผูกพันกันบ้างมิใช่หรือ? เด็กคนนี้พอนึกจะไปก็ไป ช่างไร้เยื่อใยไร้น้ำใจเสียจริง
เมื่อฮุ่ยเหนียงไม่สนใจไยดีหนิงเอ๋อร์ โจวซื่อจึงสวมบทเป็นคนดี เข้าไปพยุงหนิงเอ๋อร์ให้ลุกขึ้น พลางหัวเราะร่ากล่าวว่า "ลุกขึ้นเถิด ตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้า ข้ายังไม่ทันได้พบกับท่านพี่ของข้าเลยนะ นังหนูอย่างเจ้า ช่างมีวาสนาดีเสียจริง ฮุฮุ... รอจนเจ้าออกเรือนไปเมื่อใด ท่านน้าคนนี้จะมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เจ้าสักชิ้นก็แล้วกัน"
โจวซื่อเป็นคนมีน้ำใจ ประกอบกับในยามปกติหนิงเอ๋อร์มักจะเลือกสรรแต่ถ้อยคำหวานหูมาประจบประแจงต่อหน้าโจวซื่อ โจวซื่อจึงมีความประทับใจที่ดีต่อหนิงเอ๋อร์มาโดยตลอด
เสิ่นซีวิ่งตามไปถึงคลังสินค้าในลานเรือนด้านหลัง คว้ามือของฮุ่ยเหนียงเอาไว้ "ท่านน้าฮุ่ยเหนียง ท่านจะให้พี่หนิงเอ๋อร์แต่งงานออกไปจริง ๆ หรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงทรุดตัวลงนั่ง พลางทอดถอนใจ "ถ้าไม่ทำเช่นนั้นแล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า? หนิงเอ๋อร์เองก็เป็นลูกมีพ่อมีแม่ ยามนี้โตเป็นสาวแล้ว คิดอยากจะออกเรือน พวกเราก็สมควรจะส่งเสริมนาง วันหน้าค่อยไปซื้อสาวใช้คนใหม่กลับมาก็สิ้นเรื่อง"
"ท่านน้า หากพี่หนิงเอ๋อร์แต่งงานออกไปจริง ๆ ข้าเกรงว่าพวกซิ่วเอ๋อร์จะมีท่าทีเปลี่ยนไปน่ะสิขอรับ... ท่านลองคิดดูสิ หากต่อไปพวกนางเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการหาคนแต่งงานด้วย แล้วพวกนางจะยังมีกะจิตกะใจทำงานให้ดีอยู่อีกหรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงถึงกับนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก
สิ่งที่เกิดขึ้นในยามนี้คือพฤติกรรมอุปาทานหมู่ เดิมทีหนิงเอ๋อร์ก็เหมือนกับสาวใช้คนอื่น ๆ ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว สิ่งที่ทุกคนคิดคือหาเงินให้ได้มาก ๆ เพื่อเก็บหอมรอมริบเป็นสินสอด หวังว่าวันข้างหน้าจะได้แต่งเข้าบ้านสามีที่ดี ๆ สักบ้าน ทว่าเมื่อหนิงเอ๋อร์กลายเป็นตัวอย่างแรกให้เห็น บรรดาสาวใช้คนอื่น ๆ ก็ย่อมจะรู้สึกว่า ต่อให้ทำงานเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ก็สู้เอาเวลาไปมองหาบุรุษดี ๆ สักคนไม่ได้ อย่างไรเสียฮุ่ยเหนียงก็ใจดี ขอเพียงพวกนางมีชายในดวงใจ ก็สามารถขอออกเรือนได้เสมอ
"แล้วจะทำเช่นไรดีเล่า? ข้าตกลงรับปากไปแล้ว หากยามนี้จะปฏิเสธ มันจะไม่ดูใจจืดใจดำเกินไปหน่อยหรือ?" บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเต็มไปด้วยความลังเลใจ
เสิ่นซีเอ่ยว่า "พรุ่งนี้ก็ให้คนผู้นั้นมาพบตามเดิมเถิดขอรับ เพียงแต่ท่านน้าต้องเอ่ยถึงเรื่อง 'ไถ่ตัว' ตอนที่พวกเราซื้อตัวหนิงเอ๋อร์กลับมาก็เสียเงินไปมิใช่หรือขอรับ? ในเมื่อตอนนี้ญาติผู้พี่ของหนิงเอ๋อร์บอกว่าจะตบแต่งนาง หากไม่ยอมจ่ายเงินไถ่ตัวให้พวกเราแล้วจะใช้ได้หรือขอรับ? ต่อให้พวกเราได้เงินมา ก็สามารถแอบมอบให้หนิงเอ๋อร์เก็บไว้เป็นทุนรอนติดตัวได้ หากวันข้างหน้าคนผู้นั้นไม่ดีต่อนาง นางก็ยังสามารถใช้เงินก้อนนี้หาทางหนีทีไล่ให้ตนเองได้"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย "ไม่ว่าอย่างไร พรุ่งนี้รอดูหน้าคนก่อนค่อยว่ากันก็แล้วกัน"
เสิ่นซีกำชับเป็นพิเศษ ว่าให้รอเขากลับมาก่อนแล้วค่อยเจรจาเรื่องการออกเรือนของหนิงเอ๋อร์ ฮุ่ยเหนียงก็ตกปากรับคำ
วันรุ่งขึ้น ตอนที่เสิ่นซีเลิกเรียน เป็นซิ่วเอ๋อร์ที่ไปรอรับเขาอยู่ที่หน้าสถานศึกษา เมื่อกลับมาถึงบ้าน หน้าประตูร้านขายยาก็มีเกี้ยวหลังหนึ่งจอดรออยู่แล้ว ฟังจากที่คนหามเกี้ยวพูดคุยกัน ดูเหมือนว่าจะมารับ "ฮูหยินน้อย" อะไรสักอย่าง เสิ่นซีลอบคิดในใจ "ญาติผู้พี่" ของหนิงเอ๋อร์ผู้นี้ก็ถือว่ากล้าลงทุนทุ่มทุนสร้างอยู่ไม่น้อย ทว่าไม่รู้เลยว่าคนผู้นี้มีจุดประสงค์อันใดกันแน่
เสิ่นซีเดินไปถึงห้องโถงด้านหลัง ในยามนี้การเจรจาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ชายหนุ่มอายุราว ๆ ยี่สิบปีสวมชุดหรูหรา ทว่ากลับดูหลวมโคร่งไม่พอดีตัว กำลังปรึกษาหารือเรื่องราวอยู่กับฮุ่ยเหนียง
หนิงเอ๋อร์ยืนอยู่ด้านหลังคนผู้นั้น ทอดสายตามองชายในดวงใจด้วยความรักใคร่เสน่หา
"...ส่วนเรื่องเงินไถ่ตัวนั้น ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ประเดี๋ยวข้าจะให้คนส่งเงินยี่สิบตำลึงมาให้ เพื่อเป็นสินน้ำใจตอบแทนฮูหยินลู่ที่ช่วยดูแลน้องหนิงของข้ามาตลอดหลายวันมานี้"
ตอนที่ฮุ่ยเหนียงซื้อตัวหนิงเอ๋อร์มา นางจ่ายเงินไปเพียงสิบตำลึงเท่านั้น ยามนี้คุณชายผู้นี้กลับเสนอเงินให้เป็นสองเท่าในคราวเดียว นับว่าแสดงความจริงใจมาอย่างเต็มเปี่ยม นางจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธ
ในตอนนั้นเอง เสิ่นซีก็เดินเข้ามาหา พลางยิ้มกล่าว "คุณชายท่านนี้ดูหน้าตาคุ้นเคยยิ่งนัก"
"หืม?"
ชายหนุ่มผู้นั้นมองเสิ่นซี พิจารณาดูอย่างละเอียด ทว่ากลับจำไม่ได้เลยสักนิดว่าเคยพบเสิ่นซีที่ใด "นี่คือ?"
ฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะอ้าปากตอบ เสิ่นซีก็ชิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า "ญาติผู้พี่จำข้าไม่ได้แล้วหรือขอรับ? ข้าคือน้องชายของพี่หนิงเอ๋อร์อย่างไรเล่า นางไม่เคยเล่าเรื่องข้าให้ท่านฟังเลยหรือ?"
พอชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งตกใจ ปรายตามองหนิงเอ๋อร์พลางเอ่ยถามว่า "น้องหนิง นี่มัน..."
"มะ... ไม่ใช่นะเจ้าคะ..."
สีหน้าของหนิงเอ๋อร์พลันแปรเปลี่ยนไปทันที "คุณชายน้อย ท่านอย่าได้พูดส่งเดชไป บ่าวจะมีวาสนาได้มีน้องชายเช่นท่านได้อย่างไรเจ้าคะ?"
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นถึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่แท้ก็แค่การทักคนผิดมั่วซั่วไปเอง ขณะที่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกนั้น เขาก็ลอบปาดเหงื่อเย็นที่ผุดซึมเต็มหน้าผากไปด้วย
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "คุณชายท่านนี้โปรดอภัยด้วย ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ท่านกับพี่หนิงเอ๋อร์ผูกพันสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กใช่หรือไม่ขอรับ?"
"ย่อมใช่แน่นอน"
ชายหนุ่มจัดแจงคอเสื้อให้เข้าที่ นั่งหลังตรงแน่ว "ข้ากับน้องหนิงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน มารดาของน้องหนิง ข้าก็เรียกว่าท่านอาหญิง"
"อ้อ... เช่นนั้นมารดาของพี่หนิงเอ๋อร์แซ่อะไรหรือขอรับ?" เสิ่นซีซักไซ้ต่อ
ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ "ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?" พอพูดประโยคนี้ออกไป เขาเองก็รู้สึกว่าหลุดปาก ครั้นเพิ่งจะอ้าปากแก้ตัว เสิ่นซีก็แสร้งทำเป็นประหลาดใจ "บิดาของคุณชายกับมารดาของพี่หนิงเอ๋อร์เป็นพี่น้องกันมิใช่หรือขอรับ? หรือว่าคุณชายแม้แต่แซ่ของตัวเองก็ยังไม่รู้?"
"มะ... ไม่ใช่นะ..." ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก พยายามอธิบายเป็นพัลวัน "พะ... เพียงแต่สองครอบครัวไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กัน มารดาของ... น้องหนิง นางแต่งงานออกเรือนไปอยู่ต่างถิ่น..."
เสิ่นซีพยักหน้า ถือเสียว่ายอมรับคำอธิบายที่ฟังไม่ขึ้นอย่างที่สุดนี้ "เช่นนั้นไม่ทราบว่าตอนเด็ก ๆ คุณชายเรียกพี่หนิงเอ๋อร์ว่าอะไรหรือขอรับ?"
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ข้าก็เรียกนางว่าน้องหนิงมาตลอด แท้จริงแล้วหนิงเอ๋อร์ตอนเด็ก ๆ ก็ว่านอนสอนง่ายมาก"
คราวนี้แม้แต่หนิงเอ๋อร์ก็เริ่มจะทนฟังต่อไปไม่ไหว ก้มหน้าลงราวกับยอมจำนนต่อความผิดพลาด
เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้บอกชายหนุ่มผู้นี้ว่า เดิมทีนางไม่ได้ชื่อหนิงเอ๋อร์ หากแต่เป็นชื่อที่เสิ่นซีตั้งให้หลังจากที่ฮุ่ยเหนียงซื้อตัวนางกลับมา นางรู้สึกว่าชื่อ "หนิงเอ๋อร์" ฟังดูอ่อนโยนและเป็นกุลสตรี ประกอบกับยามปกติคนรอบข้างก็เรียกขานเช่นนี้ นางจึงบอกผู้อื่นไปว่าตนเองชื่อหนิงเอ๋อร์ ด้วยสติปัญญาของนาง ย่อมคาดไม่ถึงว่าเสิ่นซีจะสรรหาคำถามที่แสนจะเจ้าเล่ห์เพทุบายเช่นนี้มาดักทางได้
เสิ่นซีหัวเราะกล่าวว่า "คุณชาย ข้าคงต้องขอเตือนท่านสักหน่อย เดิมทีพี่หนิงเอ๋อร์ไม่ได้ชื่อหนิงเอ๋อร์ หากแต่ชื่อว่าสวีชิง หลังจากที่นางมาอยู่บ้านพวกเรา ถึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นหนิงเอ๋อร์ขอรับ"
เมื่อเสิ่นซีกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกไป ไม่เพียงแต่ชายหนุ่มที่ประหลาดใจ แม้แต่ฮุ่ยเหนียงและหนิงเอ๋อร์ก็ยังมองเสิ่นซีด้วยสายตางุนงง
หนิงเอ๋อร์เบิกตากว้าง "คุณชายน้อย ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ..."
"พี่หนิงเอ๋อร์มีผ้าเช็ดหน้าปักลายซ่อนไว้ผืนหนึ่ง ยามปกติไม่ยอมให้พวกซิ่วเอ๋อร์แตะต้องเลย บนนั้นมีตัวอักษร 'ชิง' ปักอยู่ นั่นน่าจะเป็นผ้าที่มารดาของพี่หนิงเอ๋อร์ปักให้ด้วยตนเองหลังจากที่พี่สาวเกิดมา เป็นผ้าแพรปักลายซูโจว และก่อนหน้านี้ตอนที่มีพ่อค้าจากซูโจวมาปลูกฝีดาษ พี่หนิงเอ๋อร์ก็คอยซักถามถึงสถานการณ์ของครอบครัวตระกูลสวีครอบครัวหนึ่งอยู่ตลอด ข้าจึงคิดว่าน่าจะเป็นเพราะพี่หนิงเอ๋อร์แซ่สวี และมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ซูโจว จึงได้เอ่ยปากถามเช่นนั้น ไม่ทราบว่าข้าทายถูกหรือไม่ขอรับ?"
หนิงเอ๋อร์ก้มหน้าลงอีกครา พยักหน้าเบา ๆ "คุณชายน้อยกล่าวไม่ผิดเจ้าค่ะ"
เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ฟังการวิเคราะห์ของเสิ่นซี ก็หลุดหัวเราะออกมา "เสี่ยวหลาง เจ้านี่ช่างช่างสังเกตเสียจริง ขนาดข้าที่เป็นนายหญิงแท้ ๆ ยังไม่เคยรู้เลยว่าหนิงเอ๋อร์มีภูมิหลังเช่นนี้ ดูท่าวันหน้าคงต้องเรียกนางว่าชิงเอ๋อร์เสียแล้ว"
เสิ่นซีหันไปมองชายหนุ่มที่มีท่าทีนั่งไม่ติดที่ผู้นั้นอีกครา "คุณชายท่านนี้ นอกจากจะไม่ได้เป็นอะไรกับหนิงเอ๋อร์แล้ว ซ้ำยังไม่ใช่คุณชายจากตระกูลเศรษฐีที่ไหนอีกด้วย ข้าดูแล้วท่านก็เป็นเพียงลูกจ้างทำงานให้ผู้อื่น พอจะรู้หนังสืออยู่บ้าง... อื้อ น่าจะเป็นเสมียนดูแลบัญชีอยู่ในร้านขายยา ไม่ทราบว่าข้าพูดถูกหรือไม่ขอรับ?"
"จะ... เจ้าพูดส่งเดชอะไรของเจ้า?" ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ สีหน้าตื่นตระหนกตกใจ ทำตัวไม่ถูก อาการเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เสิ่นซีพูดนั้นไม่มีผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นซีส่ายหน้าด้วยความจนใจ "เสียแรงที่พี่หนิงเอ๋อร์คิดว่าท่านคือผู้ที่สามารถฝากฝังชีวิตไว้ได้ ทว่ากลับไม่รู้เลยว่าท่านเพียงแค่อยากจะหลอกใช้คน เพื่อให้ได้เทียบยาสำเร็จรูปของโรงงานผลิตยาพวกเราไป"
"เบื้องหลังของท่าน น่าจะมีคนคอยบงการอยู่ และคงไม่ได้มีแค่คนเดียวด้วย คนพวกนี้น่าจะเป็นพ่อค้าสมุนไพรแถบเจียงเจ้อ ดังนั้นสำเนียงการพูดของท่านจึงติดสำเนียงทางนั้นมา หนิงเอ๋อร์เดิมทีก็เป็นคนซูโจว พอได้ยินสำเนียงของท่านก็เลยรู้สึกคุ้นเคยสนิทสนมเป็นพิเศษ ท่านเองก็อาศัยจุดนี้มาซื้อใจนาง และวางแผนร่วมกับนางใช้วิธีนี้ เพื่อให้ท่านน้าของข้ายอมปล่อยนางโบยบินไปกับท่าน"
คุณชายหนุ่มผู้นั้นมีสีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง เมื่อถูกเสิ่นซีแทงใจดำเปิดโปงแผนการร้ายจนอับอายขายหน้า แท้จริงแล้วตัวเขาเองก็เป็นเพียงลูกสมุนรับใช้ที่ถูกส่งมาเท่านั้น หากรับตัวหนิงเอ๋อร์ไปได้ และได้สัญญาขายตัวของนางมาครอบครอง นางก็ต้องยอมให้พวกเขาสับโขกใช้งานมิใช่หรือ? กว่าครึ่งปีที่ผ่านมาหนิงเอ๋อร์ทำหน้าที่จัดยาให้ร้านขายยา ย่อมรู้สูตรยาสำเร็จรูปแต่ละชนิดจนทะลุปรุโปร่ง การได้ตัวหนิงเอ๋อร์ไป ก็เท่ากับได้ "สูตรลับประจำตระกูล" ของร้านขายยาตระกูลลู่ไปครอบครอง จะยังมีหนทางใดที่สะดวกสบายและรวดเร็วไปกว่านี้อีกหรือ?
"ท่าน!"
หนิงเอ๋อร์จ้องมองคนผู้นี้ด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ถ้อยคำหวานหูเหล่านั้นก่อนหน้านี้ จะเป็นเพียงกลอุบายเพื่อหลอกล่อเอาสูตรยาสำเร็จรูปที่นางรู้ไปเท่านั้น
ชายหนุ่มประสานมือคารวะ "ขออภัยด้วย ผู้น้อยยังมีธุระต้องไปจัดการ ไม่รบกวนแล้ว ขอลาตรงนี้เลย"
เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ย่อมถือว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย เมื่อความแตก ชายหนุ่มจึงรีบจ้ำอ้าวออกจากร้านขายยา พาเกี้ยวของตนเผ่นหนีไปอย่างทุลักทุเล
หนิงเอ๋อร์วิ่งตามไปจนถึงหน้าประตู เมื่อเห็นคนผู้นั้นเดินจากไปไกลแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะเกาะกรอบประตูร้องไห้โฮออกมาด้วยความปวดใจ
ฮุ่ยเหนียงคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นนี้ เดิมทีนางยังคิดจะส่งเสริมหนิงเอ๋อร์ ให้นางได้ออกเรือนมีที่พึ่งพิงที่ดี ส่วนเรื่องที่เสิ่นซีบอกว่าให้รอเขากลับมาก่อนค่อยเจรจาเรื่องแต่งงาน นางก็มิได้ใส่ใจมากนัก
คาดไม่ถึงว่าจะเกือบนำภัยพิบัติครั้งใหญ่มาสู่ตัวเสียแล้ว
หากมิใช่เพราะเสิ่นซีมีสายตาเฉียบแหลมดุจคบเพลิงสังเกตเห็นว่ามีเงื่อนงำ นางไม่เพียงแต่จะทำสูตรยาสำเร็จรูปของร้านขายยาตัวเองรั่วไหล ทว่ายังทำลายความสุขชั่วชีวิตของหนิงเอ๋อร์ไปด้วย หลังจากที่คนพวกนั้นหลอกเอาสูตรยาไปจากหนิงเอ๋อร์ได้แล้ว หนิงเอ๋อร์ก็เท่ากับหมดสิ้นมูลค่าใด ๆ ดีไม่ดีอาจจะถูกขายต่อไปยังหอนางโลมเลยก็เป็นได้ การที่หนิงเอ๋อร์คิดจะกลับมาที่ร้านขายยาอีกครั้งจึงเป็นเพียงความเพ้อฝันเกินตัวอย่างแท้จริง
(เชิงอรรถผู้แปล: สายตาเฉียบแหลมดุจคบเพลิง (慧眼如炬) มีสายตาที่มองเรื่องราวหรือผู้คนได้อย่างทะลุปรุโปร่ง)
โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่กำลังง่วนอยู่กับการค้าขายหน้าร้านไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น รอจนพวกนางสอบถามเรื่องราวจากฮุ่ยเหนียงจนกระจ่าง โจวซื่อก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?"
ฮุ่ยเหนียงกล่าวด้วยความหวาดหวั่นหลังผ่านพ้นเหตุการณ์ "เคราะห์ดีที่ได้เสี่ยวหลาง มิเช่นนั้น ข้าคงกลายเป็นคนบาปไปแล้ว"
บรรดาสาวใช้ทั้งซิ่วเอ๋อร์ เสี่ยวอวี้ และหงเอ๋อร์ พากันเดินเข้ามาพยุงหนิงเอ๋อร์ให้ลุกขึ้น ยามนี้หนิงเอ๋อร์ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบขาดใจ เดิมทีนางหลงนึกไปว่าตนเองจะได้กลายเป็นฮูหยินน้อย ได้เสวยสุขในความมั่งคั่ง ทว่าสุดท้ายกลับเป็นเพียงสิ่งลวงตาดั่งควันเมฆผ่านตา เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้นางอย่างใหญ่หลวง
(เชิงอรรถผู้แปล: สิ่งลวงตาดั่งควันเมฆผ่านตา (过眼云烟) สิ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่จีรังยั่งยืน)