- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 171 สารทฤดูสีทอง
ตอนที่ 171 สารทฤดูสีทอง
ตอนที่ 171 สารทฤดูสีทอง
ต้นเดือนแปด ฤดูร้อนอันอบอ้าวเพิ่งจะผ่านพ้น ท้องฟ้าโปร่งโล่งเบาสบาย เสิ่นซีเล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาแห่งใหม่ได้ดุจดั่งปลาได้น้ำ แม้อายุยังไม่ถึงเก้าขวบ ทว่าเขากลับได้ร่ำเรียนร่วมกับนักเรียนอายุสิบสี่สิบห้าปีแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: ดั่งปลาได้น้ำ (如鱼得水) เป็นสำนวนหมายถึง การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและเหมาะสม ทำให้สามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่และลื่นไหลถนัดมือ)
ในบรรดานักเรียนร่วมชั้น ที่นั่งของเขาถูกจัดไว้ด้านหน้าสุด เพื่อความสะดวกในการมองเห็นกระดานดำ
หลังจากมีกระดานดำ ประสิทธิภาพการเรียนการสอนของสถานศึกษาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เมื่อสถานศึกษาอื่น ๆ ได้ยินว่ามีของดีเช่นนี้ ต่างก็จ้างช่างมาทำขึ้นใช้บ้าง
แต่ก่อนเสิ่นซีจัดอยู่ในกลุ่มเด็กตัวเล็กที่มักจะถูกรังแกได้ง่าย ทว่าในสถานศึกษาแห่งใหม่นี้ ฐานะของเขากลับไม่ธรรมดา ฮุ่ยเหนียงผู้เป็นเจ้าของสถานศึกษาคือประธานสมาคมการค้า เจี้ยวอวี้เฝิงฮว่าฉีและอาจารย์อีกหลายท่านต่างก็ให้ความสำคัญกับเขาเป็นพิเศษ นักเรียนที่นี่ล้วนเป็นบุตรหลานของสมาคมการค้า เสิ่นซีที่อยู่ท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้น แม้อายุจะน้อยทว่าก็อยู่ในระดับลูกพี่ใหญ่ ไม่มีผู้ใดกล้าตอแย
วันหนึ่งหลังเลิกเรียน เพื่อนร่วมชั้นที่นั่งอยู่ด้านหลังเสิ่นซีนามว่าหลี่ฉี ก็ตบไหล่เขาเบา ๆ "เสิ่นซี วันนี้พวกข้าสองสามคนเตรียมจะไปร่ำสุราที่ร้านเหล้าให้เมามายกันสักครา เจ้าจะไปหรือไม่?"
หลี่ฉีอายุมากกว่าเสิ่นซีห้าปี ปีนี้อายุสิบสี่แล้ว อีกสองสามปีก็ถึงวัยที่สมควรออกเรือน
คนกลุ่มนี้กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นหัวขบถ พวกเขาไม่ชอบไปจับปลาที่ริมแม่น้ำ หรือปีนต้นไม้ล้วงรังนกซึ่งเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ ชอบเล่นกันอีกต่อไป มุ่งแต่จะเลียนแบบการกระทำของผู้ใหญ่
"พวกเรายังอยู่ในวัยเล่าเรียน การไปดื่มสุราให้เมามายคงจะไม่ค่อยเหมาะสมนักกระมัง? "
เสิ่นซีตอบปฏิเสธไปตรง ๆ ในยุคสมัยนี้ ขอเพียงเป็นปัญญาชน แทบทุกคนล้วนดื่มสุราเป็นกันทั้งสิ้น แม้แต่เฝิงฮว่าฉีในยามปกติก็ยังมักจะให้ภรรยาหรือบุตรไปซื้อสุรากลับมาสักสองสามตำลึง เพื่อเชิญสหายเก่าแก่มานั่งจิบสุราและประพันธ์บทกวีด้วยกัน
หลี่ฉีหัวเราะร่วน "จะกลัวอันใดกัน หลี่ไป๋ร่ำสุราหนึ่งโต่วประพันธ์กวีร้อยบท ลูกผู้ชายอกสามศอก ต้องดื่มพันจอกไม่เมามายถึงจะเรียกว่ามีฝีมือ... เจ้าวางใจเถิด พวกข้าไม่เอาไปแพร่งพรายให้คนนอกฟังหรอก เจ้าคออ่อน ก็แค่จิบสักสองจอกพอให้รู้รสชาติก็พอแล้ว"
"ยามนี้คนในบ้านเข้มงวดกับข้านัก พวกเจ้าไปกันเองเถิด" เสิ่นซียังคงโบกมือปฏิเสธความหวังดีของหลี่ฉี
หลี่ฉีก็ไม่ได้คะยั้นคะยอ พวกเขาล้วนเป็นเด็กโตแล้ว เดิมทีที่ชักชวนเสิ่นซีไปด้วยก็เพียงเพื่อแสดงความเป็นมิตรต่อนายน้อยของสถานศึกษาแห่งนี้ ทว่าพวกเขาก็รู้ดีว่าเสิ่นซีอายุยังน้อย การให้สัมผัสกับสุราเร็วเกินไปก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก
รอจนเสิ่นซีเก็บย่ามหนังสือเสร็จเตรียมจะเดินออกจากประตู หยางเหวินเจาที่น้ำมูกไหลยืดก็ยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว พอเห็นเสิ่นซี หยางเหวินเจาส่งยิ้มกว้าง เอ่ยทักทายว่า "ญาติผู้พี่ ข้าอยากไปเล่นที่บ้านท่านจังเลย"
หยางหลิงเหอเป็นสมาชิกสมาคมการค้ารุ่นแรก ๆ การที่เขาให้บุตรชายมาเล่าเรียนที่สถานศึกษาแห่งใหม่นี้ ก็เพื่อประหยัดค่าซู่ซิวที่จะมอบให้อาจารย์ ในสถานศึกษาของฮุ่ยเหนียงที่เปิดรับเฉพาะบุตรหลานสมาคมการค้า เด็กแต่ละคนที่ถูกส่งมาเพียงแค่จ่ายค่าตำราเรียนพื้นฐานเล็กน้อยเท่านั้น ทุนรอนที่ใช้ในการจัดการศึกษา หากมิได้เบิกจ่ายจากค่าธรรมเนียมรายฤดูของสมาคมการค้า ก็เป็นฮุ่ยเหนียงที่เป็นผู้รับผิดชอบเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: ค่าธรรมเนียมรายฤดู (季费) ค่าธรรมเนียมที่เก็บเป็นรายฤดู หรือรายไตรมาส ที่สมาคมกำหนดไว้)
ผ่านไปครึ่งปี จำนวนนักเรียนในสถานศึกษาก็มีมากถึงเก้าสิบกว่าคนแล้ว
แม้หยางเหวินเจาจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสิ่นซี ทว่ายามนี้เขายังคงเรียนอยู่ในชั้นเบิกปัญญา นอกจากการเรียนคัมภีร์หลุนอวี่แล้ว ก็มีเรียนซานไป่เชียน และคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน ซึ่งล้วนเป็นตำราเรียนขั้นพื้นฐานทั้งสิ้น
(เชิงอรรถผู้แปล:
คัมภีร์หลุนอวี่ (论语) ตำราที่รวบรวมคำสอนของขงจื๊อ เป็นตำราเล่มแรกที่นักเรียนต้องเรียน
ซานไป่เชียน (三百千) คำเรียกรวมตำราเบิกปัญญายอดนิยม 3 เล่ม ได้แก่ คัมภีร์สามอักษร คัมภีร์ร้อยแซ่ และคัมภีร์พันอักษร
คัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน (幼学琼林) ตำราสารานุกรมสำหรับเด็ก รวบรวมความรู้รอบตัวมากมายที่เสิ่นซีเขียนขึ้น)
"เลิกเรียนแล้วไม่ยอมกลับบ้าน ไม่กลัวท่านอาเขยจะตีเอาหรือ?"
หยางเหวินเจาหดคอเล็กน้อย หัวเราะแฮะ ๆ "ขอเพียงบอกว่าอยู่บ้านญาติผู้พี่ ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่ตีข้าหรอกขอรับ"
เสิ่นซีนึกถึงเจ้าเด็กคนนี้ ทุกครั้งที่ไปเล่นที่บ้าน มักจะถูกเด็กหญิงน้อยทั้งสองอย่างหลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์รังแกอยู่เสมอ ทว่าเขากลับยังคงวิ่งตามต้อย ๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับพวกชอบความเจ็บปวดอย่างไรอย่างนั้น บางครั้งหยางเหวินเจาถูกรังแกจนน่าอนาถเกินไป เสิ่นซีถึงกับทนดูไม่ไหว ทว่าเจ้าตัวกลับยังคงกระตือรือร้นที่จะเข้าหาพวกนาง
เสิ่นซีถอนใจ "เจ้าไปไม่กลัวถูกทุบตีจนหน้าบวมปูดเป็นหัวหมูหรือไง?"
หยางเหวินเจาหัวเราะร่า "พี่สาวทั้งสองดีกับข้ามากเลยนะขอรับ ไม่เพียงแต่เล่นเป็นเพื่อนข้า ยังมีของอร่อย ๆ ให้ข้ากินอีก จะรังแกข้าได้อย่างไร?"
เสิ่นซีคิดในใจ ที่แท้ก็โดนของกินอร่อย ๆ ซื้อใจไปแล้วนี่เอง ด้วยความหวังดีต่อร่างกายของหยางเหวินเจา เสิ่นซีจึงบอกปัดคำขอที่จะไปเยือนที่บ้านอย่างนุ่มนวล เสิ่นซีตั้งใจจะปลุกปั้นเด็กหญิงน้อยทั้งสองให้เป็นกุลสตรี ทว่าการมีอยู่ของหยางเหวินเจา กลับจะชักนำพวกนางให้เดินเข้าสู่เส้นทางของนางมารร้ายเสียมากกว่า ช่องโหว่ที่อันตรายนี้จะเปิดให้ไม่ได้เด็ดขาด
พอเดินออกจากสถานศึกษา หนิงเอ๋อร์ก็ยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว
แต่ก่อนเสิ่นซีไปสถานศึกษาและกลับบ้านเพียงลำพัง ทว่าช่วงฤดูร้อนในเมืองมีพวกโจรลักพาตัวเด็กปรากฏตัวขึ้น หลังจากมีเด็กผู้ชายหายตัวไปติดต่อกันหลายคน ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็อกสั่นขวัญแขวน นับแต่นั้นมาไม่ว่าเสิ่นซีจะไปเรียนหรือกลับบ้าน ก็ต้องให้หนิงเอ๋อร์และซิ่วเอ๋อร์ผลัดเปลี่ยนกันมารับมาส่ง ด้วยเกรงว่าเสิ่นซีจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นระหว่างทาง
"คุณชายน้อย ประเดี๋ยวกลับไป ช่วยเอ่ยปากกับนายหญิงให้ข้าสักคำ ให้ข้าหยุดพักสักวันได้หรือไม่เจ้าคะ?" ตอนที่ใกล้จะถึงร้านขายยา จู่ ๆ หนิงเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
เสิ่นซีปรายตามองหนิงเอ๋อร์แวบหนึ่ง "พี่สาวมีธุระอันใดหรือ?"
"มะ... ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้า... ข้ามีญาติมาหา พรุ่งนี้ข้าอยากจะไปเยี่ยมเสียหน่อย..." หนิงเอ๋อร์มีท่าทีลุกลี้ลุกลน
เสิ่นซีคิดในใจว่า คงจะแอบไปพลอดรักกับชายหนุ่มล่ะสิไม่ว่า
หนิงเอ๋อร์ถือว่าเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวที่สุดในบรรดาสาวใช้ทั้งห้า นับตั้งแต่ตอนแรกที่คิดจะ "ยั่วยวน" เขา เขาก็รู้แล้วว่าหนิงเอ๋อร์รู้จักกลเม็ดมัดใจบุรุษอยู่บ้าง ทว่าพอเสิ่นซีลองคิดใคร่ครวญดู หนิงเอ๋อร์นอกจากจะมารับมาส่งเขาไปเรียนแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสได้ออกไปนอกร้านขายยาเลย การจะออกไปทำความรู้จักกับคุณชายกระเป๋าหนักนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ บางทีอาจจะมีคุณชายสักคนแวะมาจัดยา แล้วถูกนาง "ทอดสะพาน" เข้าให้ก็เป็นได้
"สองวันนี้ที่ร้านขายยายุ่งมากนัก ขาดเจ้าไปสักคนอาจจะหมุนตัวกันไม่ทัน เหตุใดเจ้าไม่รออีกสองสามวันให้ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ก่อนแล้วค่อยขอลาหยุดเล่า?"
"เขา..." หนิงเอ๋อร์อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เล็กน้อย "อีกสองวันเขาก็จะกลับแล้วเจ้าค่ะ"
เสิ่นซีเบ้ปาก ข้ออ้างของหนิงเอ๋อร์ช่างฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย ยังจะมาอ้างว่าเป็นญาติอีกนะ อย่าว่าแต่นางมิใช่คนท้องถิ่น หากแต่ถูกหยาผัวขายมาจากต่างเมือง ต่อให้นางมีญาติพี่น้องอยู่จริง ก็ไม่มีทางสืบรู้ได้หรอกว่านางอาศัยอยู่ในเมืองถิงโจวแห่งนี้
(เชิงอรรถผู้แปล: หยาผัว (牙婆) แม่สื่อค้าทาส หรือสตรีที่เป็นนายหน้าค้ามนุษย์ จัดหาบ่าวไพร่)
เสิ่นซีจึงกล่าวว่า "เช่นนั้นรอท่านน้าฮุ่ยเหนียงกลับมา ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน"
อย่างไรเสียหนิงเอ๋อร์ก็อายุใกล้จะสิบหกแล้ว นับเป็นวัยดอกท้อแรกแย้ม การที่นางอยากจะหาบุรุษคนรักเพื่อออกเรือนก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าผิด ตอนที่ฮุ่ยเหนียงซื้อตัวพวกนางกลับมาก็เคยบอกไว้แล้วว่าวันข้างหน้าจะให้พวกนางออกเรือนไป มิได้ตั้งใจจะให้อยู่รับใช้ข้างกายจนกลายเป็นสาวแก่คาเรือน ทว่าหนิงเอ๋อร์ลงนามสัญญาขายตัวไว้ถึงสิบห้าปี เพิ่งจะมาอยู่ได้เพียงสองปีก็คิดจะไปเสียแล้ว ทำเช่นนี้ก็ดูจะฟังไม่ขึ้นอยู่บ้าง
(เชิงอรรถผู้แปล: ดอกท้อแรกแย้ม ปรับบริบทมาจาก (春心萌动) หมายถึงจิตใจของหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่เริ่มรู้จักความรัก หรือเริ่มมีความรู้สึกปรารถนาในเพศตรงข้าม)
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีคุณชายจากตระกูลเศรษฐีมาถูกใจนางเข้าจริง ก็คงไม่ตบแต่งนางกลับไปเป็นภรรยาเอก อย่างมากก็คงเป็นได้เพียงภรรยาลับหรืออนุภรรยา ถึงเวลานั้นก็ต้องทนให้ผู้คนกลั่นแกล้งข่มเหง มิสู้รั้งอยู่ที่ร้านขายยาเพื่อหาเงินเลี้ยงดูตนเอง รอจนวันข้างหน้าเก็บหอมรอมริบเป็นสินสอดได้มากพอ ค่อยหาคนซื่อสัตย์สุจริตแต่งงานด้วยไปชั่วชีวิตไม่ดีกว่าหรือ
(เชิงอรรถผู้แปล: ภรรยาลับ (外室) ภรรยาน้อยหรือเมียเก็บที่เลี้ยงดูไว้ข้างนอก ไม่ได้ตบแต่งเข้าบ้านอย่างเป็นทางการ)
เมื่อกลับมาถึงร้านขายยา กลับเห็นฮุ่ยเหนียงกลับมาถึงก่อนตั้งนานแล้ว ทำให้เสิ่นซีรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
กิจการของร้านขายยาซบเซาลงเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากฮุ่ยเหนียงว่าจ้างคณะงิ้วมาแสดง แล้วถือโอกาสให้ครอบครัวผู้ป่วยมายืนยันด้วยประสบการณ์จริงเพื่อทำการโฆษณาป่าวประกาศ กิจการร้านขายยาก็กลับมาเฟื่องฟูยิ่งกว่าช่วงต้นปีที่รุ่งเรืองที่สุดเสียอีก
ในยามปกติ ฮุ่ยเหนียงมักจะวุ่นวายอยู่กับกิจธุระของสมาคมการค้าและโรงเงิน ต่อให้กลับมาเร็ว นางก็จะแวะเวียนไปตรวจตราที่โรงพิมพ์เสียหน่อย
หลังจากผ่านพ้นช่วงปีใหม่ โรงพิมพ์ก็ได้รับคำสั่งซื้อหนังสือภาพแบบสีหลายชุดจากซูเจ้อชี เรียกได้ว่าแทบจะไม่เคยหยุดพักเครื่องเลย ในยามนี้โรงพิมพ์ไม่เพียงแต่จะพิมพ์หนังสือภาพแบบสี ทว่าหนังสือภาพจากแม่พิมพ์ไม้ที่เป็นแบบขาวดำก็มิได้หยุดหย่อน โรงพิมพ์ผ่านการขยายกิจการมาแล้วหลายครา ในตอนนี้เพียงแค่โรงพิมพ์ฝั่งเมืองถิงโจว ก็สามารถรักษายอดพิมพ์หนังสือภาพรายวันไว้ได้ราว ๆ สองพันเล่ม เครื่องพิมพ์แต่ละแท่นนั้นเปรียบเสมือนเครื่องจักรผลิตเงินอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อพ้นเดือนแปดไปแล้ว โรงพิมพ์ก็จะเริ่มพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่ เพื่อเตรียมไว้สำหรับวางจำหน่ายในช่วงปลายปี
อาจกล่าวได้ว่า โรงพิมพ์ได้ก้าวเข้าสู่ระบบระเบียบอย่างเต็มตัวแล้ว ในช่วงที่โรงเงินยังไม่เติบโตแข็งแกร่ง กิจการนี้นับได้ว่าเป็นกิจการที่ทำกำไรได้มากที่สุดในเมืองถิงโจวเลยก็ว่าได้
"เสี่ยวหลาง เจ้ากลับมาได้จังหวะพอดีเลย"
ฮุ่ยเหนียงเรียกเสิ่นซีให้ไปหาที่หน้าโต๊ะบัญชี พร้อมกับยกเก้าอี้มาให้เขายืนเหยียบ "นี่คือหนังสือภาพแบบสีที่หลงจู๊ซูให้คนส่งมาให้ บอกว่าทางเมืองหนานจิงเกิดการคัดลอกเถื่อน ซ้ำยังบอกอีกว่าอาจจะเป็นการขโมยเคล็ดลับไปจากพวกเรา... เจ้าลองดูสิ"
เสิ่นซีหยิบขึ้นมาพลิกดูอย่างลวก ๆ หนังสือภาพที่อยู่ตรงหน้าเล่มนี้ นอกเหนือจากปกหน้าและปกหลังที่มีความแตกต่างกัน รวมถึงสีของกระดาษที่ดูซีดจางกว่าเล็กน้อยแล้ว รายละเอียดการผลิตในส่วนอื่น ๆ ล้วนคล้ายคลึงกับของแท้เป็นอย่างมาก แม้กระทั่งความหนาบางของกระดาษก็ยังใกล้เคียงกัน
"ท่านน้าฮุ่ยเหนียง แล้วหลงจู๊ซูหมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?"
เสิ่นซีรู้สึกมาตลอดว่าซูเจ้อชีผู้นี้เป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ ยามนี้ร่วมกันทำกิจการหนังสือภาพแบบสีมาได้กว่าครึ่งปี จิ้งจอกเฒ่าผู้นี้ไม่แน่ว่าอาจจะเตรียมงัดลูกไม้มาใช้อีกแล้วก็เป็นได้
"เขาอยากให้พวกเราลดราคาลง"
คำตอบของฮุ่ยเหนียงมิได้ผิดไปจากที่เสิ่นซีคาดการณ์ไว้ "หากในท้องตลาดปรากฏหนังสือภาพที่ถูกคัดลอกเถื่อนออกมาเป็นจำนวนมาก ย่อมส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายสินค้าอย่างหนัก หากไม่ยอมลดราคาก็คงไม่ได้... ทว่าเรื่องหนังสือภาพนั้น เจ้าเป็นผู้ตัดสินใจมาโดยตลอด ครานี้ท่านน้ายังคงเชื่อฟังความเห็นของเจ้า"
เสิ่นซีส่ายหน้าปฏิเสธทันที "ไม่ได้เด็ดขาดขอรับ ใครจะไปรู้ว่านี่มิใช่แผนการของตาเฒ่าแซ่ซูที่แอบเล่นตุกติกขึ้นมาเอง?"
โจวซื่อสอดคำขึ้นมา "พวกเราก็กอบโกยผลกำไรมาได้ไม่น้อย การจะหาลูกค้าประจำสักคนมิใช่เรื่องง่าย ยามนี้ยอมได้กำไรน้อยลงอีกสักนิดก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ"
"ท่านแม่ ท่านน้าขอรับ ยามนี้พวกเรารับผิดชอบเพียงแค่การพิมพ์หนังสือภาพเท่านั้น ผู้ที่กุมช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างแท้จริงคือซูเจ้อชี และผู้ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเป็นตัวการเล่นตุกติกอยู่เบื้องหลังก็คือเขาผู้นี้ ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเราทำการค้ากับเขา เขาก็เคยให้คนไปลอกเลียนแบบหนังสือภาพขาวดำของพวกเรามาแล้ว... ไอ้หนังสือภาพแบบสีที่ทำออกมาคัดลอกเถื่อนเล่มนี้ ข้าดูแล้วยังไงก็เป็นของที่พิมพ์ออกมาจากโรงพิมพ์ของพวกเราชัด ๆ"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "จะเป็นไปได้อย่างไร? ฝีมือการผลิตนี้... สีสันเช่นนี้ เทียบของพวกเราไม่ติดเลยสักนิด..."
"ท่านน้าฮุ่ยเหนียง ท่านอาจจะไม่ทราบ หนังสือภาพที่พวกเราพิมพ์ออกมานั้น ล้วนใช้กระดาษของมณฑลฝูเจี้ยนในท้องถิ่นทั้งสิ้น หากทางเมืองหนานจิงคัดลอกหนังสือภาพจริง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะต้องรอนแรมแสนไกลขนส่งกระดาษจากมณฑลฝูเจี้ยนไปถึงที่นั่น ท่านลองดูกระดาษนี่สิขอรับ เหมือนกับกระดาษที่โรงพิมพ์ของพวกเราใช้เปี๊ยบ แม้กระทั่งกรรมวิธีการรีดกระดาษก็ยังเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ตาเฒ่าแซ่ซูผู้นั้นอาจจะเล่นแง่กับเรื่องการพิมพ์ได้ ทว่ากระดาษแผ่นนี้เขาไม่มีทางปลอมแปลงได้แน่นอน"
ฮุ่ยเหนียงลองพิจารณาดูอย่างละเอียด ทว่านางไม่รู้วิธีแยกแยะคุณภาพของกระดาษเลยสักนิด
"เสี่ยวหลาง เจ้ากำลังจะบอกว่าหลงจู๊ซูใช้หนังสือภาพที่พวกเราขายให้เขา ไปจ้างให้คนใช้วิธีฟอกสีและกรรมวิธีอื่น ๆ ทำให้สภาพมันแย่ลง จากนั้นก็เอามาสวมรอยว่าเป็นของคัดลอกเถื่อนที่ขายตามท้องตลาด เพื่อฉวยโอกาสมากดราคาพวกเรางั้นหรือ?" ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถาม
เสิ่นซีพยักหน้า "เป็นเช่นนั้นแน่แท้ขอรับ!"
ฮุ่ยเหนียงยังคงมีท่าทีวิตกกังวล "หากพวกเราไม่สนใจไยดี แล้วหลงจู๊ซูตัดคำสั่งซื้อของพวกเราไปดื้อ ๆ เช่นนั้นคนที่ต้องสูญเสียก็ยังคงเป็นพวกเราอยู่นะ"
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "เขาตัดคำสั่งซื้อไปสิยิ่งดี ท่านน้าลืมไปแล้วหรือขอรับ ยามนี้เบื้องหลังพวกเราคือสมาคมการค้า... นับตั้งแต่หลายเดือนก่อนที่สมาคมการค้าลงไปจัดซื้อชาฤดูใบไม้ผลิโดยตรงจากแถบทะเลสาบต้งถิงหู ทะเลสาบซีหู ทะเลสาบไท่หู และเมืองเยวี่ยหยาง พอเข้าสู่ฤดูร้อนก็ยังได้ติดต่อไปยังบรรดาเจ้าของที่ดินในแถบมณฑลส่านซี เหอหนาน และซานตง ทำให้มีช่องทางจัดหาข้าวฟ่างและข้าวสาลีที่มั่นคง ยามนี้ของดีประจำถิ่นจากทั่วทุกสารทิศในต้าหมิงพวกเราล้วนสามารถจัดซื้อได้ด้วยตนเอง แล้วไฉนสินค้าที่พวกเราผลิตขึ้น จะไม่อาจจัดจำหน่ายออกไปผ่านช่องทางเหล่านี้ได้เล่าขอรับ? พวกเราไม่ควรเอาแต่พึ่งพาซูเจ้อชีให้ช่วยจัดจำหน่ายหนังสือภาพไปตลอดหรอกนะ ถึงเวลาที่พวกเราจะต้องบุกเบิกตลาดด้วยตัวเองแล้ว"
อย่างไรเสียโรงพิมพ์ก็เป็นกิจการที่ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำที่สุดในบรรดาร้านค้าและโรงงานทั้งหมด จู่ ๆ จะมาบอกให้ตัดขาดช่องทางจัดจำหน่ายเดิมเพื่อไปบุกเบิกตลาดเอาเอง ฮุ่ยเหนียงก็รู้สึกไม่ค่อยมั่นใจนัก นางครุ่นคิดอยู่ครึ่งค่อนวันจึงเอ่ยว่า "เรื่องนี้ให้พี่สาวเป็นคนตัดสินใจเถิด อย่างไรเสียพี่สาวต่างหากที่เป็นหลงจู๊ใหญ่ของโรงพิมพ์"
โจวซื่อกลับส่ายหน้า การตัดสินใจเรื่องสำคัญแทบทั้งหมดของโรงพิมพ์ ล้วนเป็นเสิ่นซีและฮุ่ยเหนียงที่ปรึกษาหารือกันเพื่อหาข้อสรุป นางไม่อยากก้าวก่ายในเรื่องนี้
ท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงจึงกล่าวว่า "หากหลงจู๊ซูต้องการจะตัดคำสั่งซื้อจริง ๆ เช่นนั้นพวกเราค่อยไปสอบถามจากบรรดาพ่อค้าเร่ที่เดินทางเข้าออกเมืองถิงโจวเป็นประจำดูแล้วกัน ว่าพวกเขามีความสนใจที่จะรับช่วงต่อกิจการนี้หรือไม่..."