- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 170 เด็กอัจฉริยะ
ตอนที่ 170 เด็กอัจฉริยะ
ตอนที่ 170 เด็กอัจฉริยะ
หลายร้อยปีให้หลัง ร้านขายยาขายยาสำเร็จรูปย่อมไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับหมอสักเท่าใดนัก ทว่าในยุคสมัยนี้ ไม่มีมีดผ่าตัด ไม่มีวิทยาการล้ำหน้าอย่างการเจาะเลือดหรือตรวจวิเคราะห์โรค หมอตรวจรักษาผู้ป่วย อาศัยเพียงการตรวจดูอาการแล้วเขียนเทียบยาให้ นี่ถือเป็นช่องทางหาเงินเพียงหนทางเดียวของพวกเขา
การที่ร้านขายยาวางขายยาสำเร็จรูป ย่อมเป็นการริดรอนอำนาจในการเขียนเทียบยาของหมอ ทำให้กิจการของพวกเขาได้รับผลกระทบอย่างหนัก ผลกำไรก็หดหายไปเป็นอันมาก
เมื่อฮุ่ยเหนียงล่วงรู้ความจริง นางจึงตัดสินใจหาทางรับมือ
หากต้องการให้ร้านขายยายังคงความเจริญรุ่งเรืองดังแต่ก่อน ย่อมต้องสร้างความโดดเด่นเหนือร้านอื่น เพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่า ยาสำเร็จรูปที่ร้านขายยาตระกูลลู่ปรุงขึ้น ล้วนคัดสรรมาจากสมุนไพรชั้นเลิศ ส่วนสมุนไพรที่จัดตามเทียบยาของหมอและสมุนไพรที่วางขายตามร้านขายยาต่าง ๆ ในเมืองถิงโจวก็ล้วนมีคุณภาพทัดเทียมกัน ทั้งยังมีราคาเป็นมาตรฐานเดียวกัน
เสิ่นซีเสนอให้ผู้ป่วยมา "ยืนยันด้วยประสบการณ์จริง" โดยให้ฮุ่ยเหนียงเป็นผู้ออกทุน จัดการแสดงหนานซี่รอบพิเศษขึ้นในเมืองสักสองสามรอบ และอาศัยจังหวะพักครึ่งของการแสดง เชิญชวนครอบครัวผู้ป่วยมาช่วยป่าวประกาศสรรพคุณยาสำเร็จรูปและสมุนไพรของร้านขายยาตระกูลลู่ วิธีการป่าวประกาศที่เสิ่นซีตั้งชื่อว่า "การโฆษณา" นี้ ทำให้ฮุ่ยเหนียงรู้สึกแปลกใหม่เป็นอย่างยิ่ง เดิมทีนางก็มีความคิดว่าในเมื่อหาเงินมาได้ก็ควรจะตอบแทนคืนสู่ชาวบ้านอยู่แล้ว ข้อเสนอของเสิ่นซีจึงได้รับการตอบรับจากนางอย่างกระตือรือร้น
(เชิงอรรถผู้แปล: หนานซี่ (南戏) แปลว่า งิ้วแดนใต้ เป็นศิลปะการแสดงงิ้วหรือละครเวทีโบราณที่ถือกำเนิดขึ้นทางตอนใต้ของจีน เริ่มแพร่หลายตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวน สืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงราชวงศ์หมิง)
ฮุ่ยเหนียงเริ่มติดต่อคณะงิ้วหนานซี่ในเมืองให้มาตั้งโรงเตี้ยมแสดง เพื่อดึงดูดผู้ชม บทงิ้วที่ใช้แสดงเสิ่นซีจึงเป็นผู้ลงมือแต่งขึ้นมาเอง โดยมุ่งหวังให้การแสดงทุกรอบสามารถสร้างความฮือฮาได้
วันที่ยี่สิบสองเดือนห้า ฮุ่ยเหนียงเดินทางไปที่โรงเตี๊ยมด้วยตนเอง เพื่อชำระค่าที่พักที่ค้างไว้ให้หงจั๋วจนครบถ้วน ทั้งยังมอบเงินให้เขาอีกสิบตำลึง เพื่อให้เขาใช้เป็นทุนรอนเดินทางกลับเมืองหลวง
เสิ่นซีมิได้ไปพบหงจั๋วอีก แต่ภายหลังได้ฟังจากฮุ่ยเหนียงว่า หงจั๋วเริ่มเก็บกวาดสัมภาระเตรียมตัวจะเดินทางออกจากเมืองถิงโจวแล้ว คาดว่าคงภายในสองสามวันนี้
ทางฝั่งสถานศึกษา ทุกสิ่งล้วนดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น
เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการเล่าเรียนของเสิ่นซี ทุกวันหลังเลิกเรียน เฝิงฮว่าฉีจะเพิ่มคาบเรียนให้เสิ่นซีอีกครึ่งชั่วยาม นับตั้งแต่ก่อตั้งสถานศึกษามาจนถึงบัดนี้ เสิ่นซีสามารถท่องจำเนื้อหาในห้าคัมภีร์หลักได้อย่างขึ้นใจ เฝิงฮว่าฉีจึงตัดสินใจที่จะเริ่มถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการเขียนบทความและการตีโจทย์พั่วถีให้แก่เสิ่นซีอย่างเป็นทางการ
ในอดีตลูกศิษย์ที่เฝิงฮว่าฉีเคยพร่ำสอน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องอายุสิบสองสิบสามปีจึงจะได้สัมผัสกับความรู้ในระดับนี้ เพราะการเขียนบทความนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสอบเคอจวี่ กอปรกับเนื้อหาในส่วนของการตีโจทย์เรียงความแปดขา ตลอดจนขั้นตอน เฉิงถี ฉี่เจี่ยง หรู่ถี ฉี่กู่ จงกู่ โฮ่วกู่ และซู่กู่ ศิษย์คนหนึ่งจำต้องรับการอบรมสั่งสอนในด้านนี้ราวสามถึงสี่ปี จึงจะสามารถเข้าร่วมการสอบถงเซิงได้ และต้องผ่านการทดสอบทั้งสามด่านคือระดับอำเภอ ระดับเมือง และระดับท้องถิ่น จึงจะได้เป็นซิ่วไฉ มีวุฒิบัณฑิตติดตัว
กล่าวคือ คนทั่วไปอย่างน้อยก็ต้องอายุสิบห้าสิบหกปีจึงจะพอมีสิทธิลงสอบซิ่วไฉ ส่วนจะสอบผ่านหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทว่าในยามนี้เสิ่นซีอายุยังไม่ถึงเก้าขวบ หากได้สัมผัสกับการเขียนบทความโดยตรง เสิ่นซีก็อาจจะสามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้ตั้งแต่อายุสิบสองสิบสามปี
เฝิงฮว่าฉีจึงไปขอปรึกษาหารือเรื่องนี้กับสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินและฮุ่ยเหนียงด้วยความระมัดระวัง
แม้ว่ายามนี้สิ่งที่เสิ่นซีแสดงออกมา จะเป็นเพียงการท่องจำเนื้อหาห้าคัมภีร์หลักได้เท่านั้น กว่าจะถึงขั้นแตกฉานในหลักปรัชญาอย่างถ่องแท้ยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ทว่าเพียงเท่านี้ก็ทำให้เฝิงฮว่าฉีรู้สึกแล้วว่าเขาคือยอดอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยาก
เฝิงฮว่าฉีวาดหวังให้ศิษย์ของตนสักคนสามารถสอบได้เป็นจิ้นซื่อ เพราะนี่คือเครื่องยืนยันความสำเร็จในชีวิตการเป็นอาจารย์ของเขา และเสิ่นซีก็คือผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้ปณิธานอันยิ่งใหญ่ของเขาเป็นจริง จะไม่ให้เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจได้อย่างไร
(เชิงอรรถผู้แปล: จิ้นซื่อ (进士) คือบัณฑิตผู้สอบผ่านการสอบเข้ารับราชการระดับสูงสุด (รอบเตี้ยนซื่อหรือการสอบหน้าพระพักตร์) ซึ่งมักจัดขึ้นเพียงสามปีต่อหนึ่งครั้ง ผู้ที่คว้าป้ายทองจิ้นซื่อมาครองได้ ถือเป็นยอดคนเหนือคนที่จะได้รับการแต่งตั้งเข้ารับตำแหน่งขุนนางทันที ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่ปัญญาชนในยุคโบราณใฝ่ฝัน)
หลังจากเฝิงฮว่าฉีบอกเล่าจุดประสงค์ของตนออกไป ไม่เพียงแต่สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินเท่านั้น แม้แต่ฮุ่ยเหนียงเองก็มีสีหน้างุนงงสับสน เรื่องราวช่างมาถึงกะทันหันเกินไปแล้ว
"...ท่านอาจารย์ เสี่ยวหลางบ้านข้าเพิ่งจะเริ่มเรียนห้าคัมภีร์หลักได้ไม่นาน จะให้รีบข้ามไปเรียนอย่างอื่นเร็วปานนี้ ข้าเกรงว่าเขาจะรับไม่ไหวน่ะสิขอรับ" เสิ่นหมิงจวินมีท่าทีลังเล
แต่ก่อนพวกเขาเคยวาดหวังให้บุตรชายได้สัมผัสกับความรู้ที่ลึกซึ้งกว่านี้โดยเร็ว ทว่าในยามนี้เสิ่นซีเพิ่งจะเริ่มเรียนห้าคัมภีร์หลักมาได้เพียงสองสามเดือน อาจารย์กลับมาบอกกล่าวเตรียมจะให้เสิ่นซี "ข้ามขั้น" ต่อไปเสียแล้ว สิ่งนี้ทำให้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินและฮุ่ยเหนียงพากันคิดไปว่า เป็นเพราะนายหญิงของสถานศึกษาคนใหม่คือฮุ่ยเหนียง เฝิงฮว่าฉีจึงคิดจะใช้วิธีดึงยอดกล้าหวังให้โตไวกับเสิ่นซี เพื่อประจบประแจงผู้เป็นนาย
(เชิงอรรถผู้แปล: ดึงยอดกล้าหวังให้โตไว (拔苗助长) ฝืนเร่งรัดให้เกิดผลสำเร็จเร็วเกินไป จนกลับกลายเป็นผลร้าย)
แม้ฮุ่ยเหนียงจะเชื่อมั่นในความสามารถของเสิ่นซีเป็นอย่างมาก ทว่าเมื่อเป็นเรื่องของการศึกษาเล่าเรียน นางกลับไม่กล้าที่จะฝืนเร่งรัดให้เกิดผลลัพธ์โดยเร็ว
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาคลางแคลงใจของสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินและฮุ่ยเหนียง เฝิงฮว่าฉีก็ถอนใจพลางกล่าวว่า "ทุกท่าน ชายชราอย่างข้า นับตั้งแต่ได้สัมผัสกับศิษย์อย่างเสิ่นซีเป็นครั้งแรก ก็สัมผัสได้ทันทีว่าเขามีพรสวรรค์ล้ำเลิศเกินคนทั่วไป ต่อให้เรียกว่าเด็กอัจฉริยะก็มิถือว่ากล่าวเกินจริง"
"ตลอดครึ่งปีกว่ามานี้ สี่ตำราห้าคัมภีร์ เขาสามารถจดจำได้ขึ้นใจเพียงแค่มองผ่านตา บรรดาอรรถาธิบายคัมภีร์ก็สามารถยกมากล่าวอ้างได้อย่างสละสลวย ข้าสอนหนังสือมานานปี ศิษย์ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศปานนี้ เพิ่งจะเคยพบเจอเป็นคราแรกในชีวิต ข้าเพียงเกรงว่าสติปัญญาอันตื้นเขินของตนเองจะไปขัดขวางอนาคตของเขา จึงทำได้เพียงพร่ำสอนและทุ่มเทฟูมฟักเขาอย่างสุดกำลังเท่านั้น"
สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินสบตากันแวบหนึ่ง
เรื่องการศึกษาเล่าเรียนนั้นพวกเขานั้นมืดแปดด้าน เมื่อเฝิงฮว่าฉีเอ่ยชมพรสวรรค์ของเสิ่นซีเสียเลิศลอยปานนี้ พวกเขาจึงไม่เข้าใจว่าถ้อยคำเหล่านี้คือความจริงหรือเพียงคำเยินยอ
ฮุ่ยเหนียงพอจะมีวิสัยทัศน์อยู่บ้าง จึงพยักหน้ากล่าวว่า "ในเมื่อท่านอาจารย์กล่าวเช่นนี้ จะรบกวนทดสอบความรู้ของเสี่ยวหลางต่อหน้าพวกเราสักคราได้หรือไม่เจ้าคะ?"
เฝิงฮว่าฉีพยักหน้ายิ้มรับ "เช่นนั้นก็ดี นี่คือคัมภีร์ชุนชิวจั่วซื่อจ้วนที่ข้าเพิ่งสอนเสิ่นซีไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ตำราเล่มนี้เป็นหนึ่งในสิบสามคัมภีร์หลักของปรัชญาขงจื๊อ เมื่อวานข้าเคยทดสอบเขาไปแล้วสองครา เนื้อหาภายในนั้นเขาล้วนตอบได้อย่างลื่นไหล วันนี้ก็ขอเชิญฮูหยินลู่ช่วยเป็นผู้ตรวจสอบด้วยเถิด"
(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ชุนชิวจั่วซื่อจ้วน (春秋左氏传) นิยมเรียกสั้นๆ ว่า จั่วจ้วน (左传) เป็นหนึ่งในสิบสามคัมภีร์หลักของปรัชญาขงจื๊อ มีเนื้อหาอธิบายและขยายความบันทึกประวัติศาสตร์ในคัมภีร์ชุนชิว (春秋) อย่างละเอียด ถือเป็นตำราประวัติศาสตร์เชิงพงศาวดารที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคโบราณ)
เฝิงฮว่าฉียื่นคัมภีร์จั่วจ้วนเล่มหนึ่งมาให้ ฮุ่ยเหนียงรับมาเปิดดูแวบหนึ่ง คัมภีร์ของสำนักขงจื๊อที่ลึกซึ้งเข้าใจยากปานนี้ นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน เพียงแค่อ่านผ่าน ๆ ก็รู้สึกว่าถ้อยคำช่างเข้าใจยากยิ่งนัก ทำเอาปวดเศียรเวียนเกล้าไปหมด
เมื่อเสิ่นซีมาถึง การทดสอบของเฝิงฮว่าฉีก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
เฝิงฮว่าฉีสั่งให้เสิ่นซีท่องจำเนื้อหาบางส่วนของคัมภีร์จั่วจ้วน เสิ่นซีเงยหน้าขึ้นแล้วเริ่มท่องจำทันที โดยไม่มีท่าทีส่ายหัวไปมาตามประสาบัณฑิตทั่วไป ความเร็วในการท่องของเขานั้นรวดเร็วยิ่งกว่าความเร็วในการอ่านของฮุ่ยเหนียงเสียอีก ฮุ่ยเหนียงใช้ปลายนิ้วชี้ไล่ตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษ พอถึงช่วงท้ายก็ไล่ตามไม่ทัน แม้แต่จะพลิกหน้ากระดาษก็ยังทำไม่ทัน
รอจนเขาท่องจบ เฝิงฮว่าฉีก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า "ท่องจำเนื้อหาได้จนหมดสิ้น ทว่าหากไม่เข้าใจความหมาย ย่อมถือว่าไม่ถูกต้องนัก เสิ่นซี เจ้าจงอธิบายความหมายของหลักปรัชญาในท่อนนี้มาซิ"
เสิ่นซีตอบคำถามได้อย่างฉะฉานทุกประการ
หลังจากนั้นเฝิงฮว่าฉีก็ดูคล้ายจะจงใจตั้งคำถามให้ยากขึ้น จึงเอ่ยต่อว่า "อิ่งเข่าซูผู้นี้ เป็นคนเช่นไร?"
เสิ่นซีตอบว่า "อิ่งเข่าซูคือขุนนางใหญ่แห่งแคว้นเจิ้ง เมื่อเจิ้งจวงกงขึ้นครองราชย์ ต้วนผู้เป็นน้องชายบังเกิดความทะเยอทะยานก่อกบฏ เจิ้งจวงกงจึงยกทัพไปปราบปราม ภายหลังล่วงรู้ว่าอู่เจียงผู้เป็นมารดาลอบสมคบคิดกับต้วน จึงได้ลั่นวาจาสาบานว่า 'หากยังไม่ถึงน้ำพุเหลือง (ปรโลก) จะขอไม่พบหน้ากันอีก' เมื่ออิ่งเข่าซูได้ยินดังนั้น จึงเสนออุบาย 'ขุดดินจนถึงน้ำพุ แล้วทำอุโมงค์เพื่อพบปะกัน' ทำให้เจิ้งจวงกงและมารดากลับมาปรองดองกันดังเดิม คนรุ่นหลังจึงยกย่องว่าเขาคือผู้มีความกตัญญูอย่างแท้จริง ทว่าในภายหลัง อิ่งเข่าซูกลับถูกกงซุนจื่อตูลอบยิงเกาทัณฑ์ใส่จนสิ้นชีพขอรับ"
เสิ่นซีตอบคำถามได้อย่างฉะฉาน สำหรับเกร็ดประวัติศาสตร์เหล่านี้เขาย่อมเชี่ยวชาญราวกับพลิกฝ่ามือ เฝิงฮว่าฉีพยักหน้าชื่นชมไม่ขาดคาบ
เฝิงฮว่าฉีหันไปมองฮุ่ยเหนียง "ฮูหยินลู่มีข้อขัดข้องอันใดหรือไม่?"
ศิษย์อาจารย์โต้ตอบกันไปมา ฮุ่ยเหนียงได้แต่ดูจนงุนงงไปหมด นางฝืนยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า "เรื่องเหล่านี้ สตรีชาวบ้านอย่างข้าจะไปเข้าใจได้อย่างไร? หากท่านอาจารย์เห็นว่าดี ก็เอาตามนี้เถิดเจ้าค่ะ"
เฝิงฮว่าฉีหันไปสอบถามความเห็นของสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินอีกครา เมื่อได้รับคำอนุญาต จึงให้เสิ่นซีข้ามชั้นเป็นครั้งที่สองในรอบครึ่งปีอย่างเป็นทางการ เปลี่ยนจากการศึกษาห้าคัมภีร์หลัก มาเป็นการเรียนรู้เคล็ดวิชาการเขียนบทความ
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เสิ่นซีสามารถเขียนบทความได้อย่างเป็นทางการแล้ว วิชาความรู้มากมายที่อัดแน่นอยู่ในท้องเขาก็จะได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เสียที ไม่จำต้องคอยปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป
……
……
วันที่ยี่สิบสี่เดือนห้า หงจั๋วออกเดินทางกลับเมืองหลวง
เช้าตรู่วันนั้นหงจั๋วก็มารออยู่ที่หน้าประตูร้านขายยา เพื่อรอให้เสิ่นซีเดินผ่านระหว่างไปสถานศึกษา
หลังจากพักฟื้นมาได้ระยะหนึ่ง อาการบาดเจ็บของหงจั๋วก็หายดีแล้ว ยามนี้เขาผลัดเปลี่ยนมาสวมชุดที่สะอาดสะอ้าน บนใบหน้าไร้ซึ่งความคึกคะนองลำพองใจดั่งเช่นตอนที่เพิ่งมาถึง ทว่ากลับเพิ่มพูนร่องรอยความกร้านโลกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากยิ่งขึ้น
"...สหายตัวน้อย เจ้าพูดถูก ยามนี้ข้าไร้ความสามารถ ไม่มีหน้าไปพบน้องเซี่ยจริง ๆ ข้าคิดตกแล้วล่ะ ข้าจะกลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้ ในการสอบช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ข้าจะต้องสอบได้จวี่เหรินให้จงได้ ส่วนปีหน้าก็ต้องไปสอบเพื่อให้มีชื่อบนป้ายทองคำมาให้ได้ ถึงเวลานั้น ข้าจะกลับมาที่เมืองถิงโจวอีกครา แล้วใช้เกี้ยวแปดคนหามมารับน้องเซี่ยแต่งเข้าประตูบ้านไป"
(เชิงอรรถผู้แปล:
สอบได้จวี่เหริน (中举) การสอบผ่านคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล หรือการสอบเซียงซื่อ
มีชื่อบนป้ายทองคำ (金榜题名) สอบผ่าน / ประสบความสำเร็จในการสอบขุนนาง)
หงจั๋วกล่าววาจาโอ่อ่าห้าวหาญ ราวกับได้ตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ ทว่าเมื่อเข้าหูเสิ่นซี มันกลับกลายเป็นเพียงการกล่าววาจาเลื่อนลอยดีแต่พูดเท่านั้น
การสอบได้เป็นจวี่เหรินนั้นพอจะมีความหวังอยู่บ้าง ทว่าจิ้นซื่อนั้นใช่จะสอบผ่านกันได้ง่ายๆ หรือ? หงจั๋วอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ด้วยความยากของการสอบเคอจวี่ ขนาดอายุห้าสิบสอบได้เป็นจิ้นซื่อยังนับว่าอายุน้อย เรียนไปสอบไปจนแก่เฒ่า เกรงว่ากว่าหงจั๋วจะสอบได้เป็นจิ้นซื่อจริงๆ หลานของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็คงโตพอจะวิ่งไปซื้อซีอิ๊วได้แล้วล่ะกระมัง
(เชิงอรรถผู้แปล:
อายุห้าสิบสอบได้จิ้นซื่อยังนับว่าอายุน้อย (五十少进士) เป็นสำนวนที่สะท้อนให้เห็นถึงความหฤโหดของการสอบขุนนางในยุคโบราณ เนื่องจากการสอบรอบเตี้ยนซื่อหรือการสอบหน้าพระพักตร์ จัดขึ้นเพียงสามปีต่อหนึ่งครั้ง และรับจำนวนน้อยมาก บัณฑิตส่วนใหญ่จึงต้องใช้เวลาสอบหลายสิบปี บางคนสอบจนผมหงอกก็ยังไม่ผ่าน ผู้ที่สอบผ่านในวัย 50 ปีจึงถือว่ายังอายุน้อยและประสบความสำเร็จเร็วแล้ว
วิ่งไปซื้อซีอิ๊ว (打酱油) ศัพท์สแลงยุคใหม่ในความคิดของเสิ่นซี หมายถึงเด็กที่โตพอจะเดินไปทำธุระเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกบ้านได้แล้ว หรือเปรียบเปรยถึงการที่เวลาล่วงเลยไปเนิ่นนาน)
ทว่าเสิ่นซีก็ยังไม่คิดจะทำลายความกระตือรือร้นของหงจั๋ว จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจไปว่า "ข้าจะคอยดูความสำเร็จของท่านนะ!"
หงจั๋วมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน หัวเราะพลางกล่าวว่า "สหายตัวน้อย แม้เราจะเพิ่งรู้จักกันได้เพียงสองสามเดือน ทว่าข้ารู้สึกได้ว่าเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ วันหน้าหากข้ากลับมาเยือนเมืองถิงโจวอีกครา ย่อมต้องตอบแทนเจ้าด้วยของขวัญชิ้นใหญ่อย่างแน่นอน"
เสิ่นซีพยักหน้ายิ้มรับ ทว่าลึก ๆ ในใจกลับไม่เห็นพ้องด้วย
ด้วยการคมนาคมที่แสนจะไม่สะดวกสบายในยุคปัจจุบันนี้ โอกาสแปดเก้าในสิบส่วน หงจั๋วคงจะไม่ได้เหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตเมืองถิงโจวอีกแล้ว ทว่าเสิ่นซีกลับรู้สึกว่าตนเองน่าจะมีโอกาสได้พบกับหงจั๋วอีกครา เพราะเขาคือผู้ที่มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องบุกเบิกเส้นทางไปสู่เมืองหลวงแห่งราชวงศ์หมิงให้จงได้
ทั้งสองสนทนาพาทีกันอย่างเบิกบานใจ หงจั๋วมิได้มองเสิ่นซีเป็นเพียงเด็กน้อยอีกต่อไป ทว่ากลับมองประดุจสหายรุ่นราวคราวเดียวกันเสียมากกว่า
ก่อนจะจากไป หงจั๋วปรายตามองไปทางหน้าประตูร้านขายยาแวบหนึ่ง ภายในใจเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ยามนี้เขาวาดหวังที่สุดก็คือการได้เห็นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ออกมาส่งตน เช่นนั้นเขาไม่เพียงแต่จะได้ระบายความในใจ ทว่ายังจะได้นำแผนการของตนบอกกล่าวให้ผู้ที่เฝ้าคะนึงหาในใจได้รับรู้ด้วย
แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ได้พบหน้าหญิงงามเลยแม้แต่เงา หงจั๋วดั้นด้นมาเยือนเมืองถิงโจวหนนี้ ช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มากที่สุดก็เป็นเพียงการประจันหน้ากันโดยมีฉากกั้นขวางกั้นไว้เท่านั้น ท้ายที่สุดก็ถือว่าไร้วาสนาต่อกัน
หงจั๋วสะพายห่อผ้า ลากฝีเท้าอันหนักอึ้งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกของเมือง
การมาเยือนเมืองถิงโจวหนนี้ ทำให้หงจั๋วเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นไม่น้อย ได้เพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต ดั่งคำกล่าวที่ว่า 'อ่านตำราหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นหลี่' แม้ชีวิตของเขาจะได้พานพบกับความผิดหวัง ทว่าในอนาคตสิ่งนี้อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เขามุมานะบากบั่นก็เป็นได้
(เชิงอรรถผู้แปล: อ่านตำราหมื่นเล่ม เดินทางหมื่นหลี่ (读万卷书行万里路) สำนวนจีนหมายถึง นอกจากการแสวงหาความรู้จากตำราแล้ว ยังต้องออกเดินทางเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์จริงในการใช้ชีวิตด้วย)
เสิ่นซีมองตามแผ่นหลังของหงจั๋วพลางตกอยู่ในห้วงความคิด หรือว่าการปรากฏตัวของเขา จะทำให้เส้นทางชีวิตของหงจั๋วแปรเปลี่ยนไปแล้ว?
หรือบางทีในเส้นประวัติศาสตร์ดั้งเดิม หลังจากที่หงจั๋วมาถึงเมืองถิงโจว เขาอาจจะได้รับการให้อภัยจากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ แล้วได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดั่งนกยวนยางเคียงคู่ ทว่านั่นก็ทำให้ในหน้าประวัติศาสตร์ หงจั๋วผู้นี้กลายเป็นเพียงคนธรรมดาที่มิได้ทิ้งร่องรอยใด ๆ เอาไว้เลย
(เชิงอรรถผู้แปล: นกยวนยางเคียงคู่ ปรับสำนวนมาจาก (双宿双飞) แปลตรงตัวว่า นกคู่รังบินเคียง หมายถึงการครองรักอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข)
เมื่อผ่านเหตุการณ์ในคราวนี้ ไม่แน่ว่าในวันข้างหน้า หงจั๋วอาจจะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นขุนนางเลื่องชื่อแห่งยุคเลยก็เป็นได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าด้วยความจนใจ การปรากฏตัวของเขาถือเป็นตัวแปรที่ผิดแผกไปจากเดิมจริง ๆ ประวัติศาสตร์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบงันเพราะการมาเยือนของเขา นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ประวัติศาสตร์ได้มาถึงทางแยกแล้ว อารยธรรมจีนในภายภาคหน้า อาจจะไม่ได้ดำเนินไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้อีกต่อไป