เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 169 หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง

ตอนที่ 169 หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง

ตอนที่ 169 หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง


หงจั๋วเมื่อผ่านเหตุการณ์ในครานี้ สภาพจิตใจก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ล้มหมอนนอนเสื่อไปในทันที

เสิ่นซีมิได้นำเรื่องที่หงจั๋วถูกซ้อมไปบอกกล่าวแก่ฮุ่ยเหนียงและคนอื่น ๆ ทำเพียงอาศัยช่วงเวลาไปเรียนและเลิกเรียนแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนเขาที่โรงเตี๊ยมสักครา หงจั๋วเอาแต่ซึมกระทือไร้ชีวิตชีวา เสิ่นซีเกรงว่าเขาจะเป็นอะไรไป จึงคอยจับชีพจรให้เขาทุกวัน ทั้งยังจัดยาด้วยตนเอง แล้วส่งให้เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมนำไปต้มให้เขาดื่ม

แม้ว่าการที่หงจั๋วถูกซ้อมนั้นจะมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการแอบโหมกระพือไฟของเสิ่นซี ทว่าเสิ่นซีก็รู้สึกว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นนับว่าทำดีที่สุดแล้ว หงจั๋วรอนแรมมาเป็นแขกต่างบ้านต่างเมือง ยามนี้ต้องมาเผชิญกับมรสุมชีวิต คนที่พอจะช่วยเหลือเขาได้ก็มีเพียงเสิ่นซีเท่านั้น

วันเวลาล่วงเลยไปเช่นนี้กว่าสิบวัน อาการบาดเจ็บตามร่างกายของหงจั๋วก็หายดีไปแล้วเจ็ดแปดส่วน ทว่าเขากลับยังคงมีท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เอาแต่ขดตัวอยู่บนเตียงไม่ออกไปไหน จนร่างกายเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวออกมาแล้ว

"คุณชายน้อย ท่านดูสิว่าพอจะช่วยชำระค่าห้องกับค่าอาหารของคุณชายหงได้หรือไม่ขอรับ?"

วันนี้เสิ่นซีแวะมาดูอาการหงจั๋วหลังเลิกเรียน ทว่ากลับถูกเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมขวางทางไว้ เจตนาของทางร้านนั้นชัดเจนยิ่งนัก หงจั๋วปักหลักอยู่ที่โรงเตี๊ยมไม่ยอมไปไหน นอกจากจะไม่จ่ายค่าที่พักแล้ว แม้แต่อาหารการกินก็ยังกินเปล่าดื่มเปล่า แม้ก่อนหน้านี้หงจั๋วจะจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบอยู่บ้าง ทว่ายามนี้เงินทองร่อยหรอจนหมดสิ้น โรงเตี๊ยมมิใช่โรงทาน อย่างไรก็ต้องเปิดประตูทำมาค้าขาย

เสิ่นซีลองสอบถามดู จึงได้รู้ว่าหงจั๋วค้างชำระเงินโรงเตี๊ยมอยู่สี่ตำลึงกว่า จำนวนเงินนี้นับว่าเกินกำลังที่เขาจะรับผิดชอบไหว

"เช่นนั้นรอให้ข้ามาจ่ายวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่? วันนี้ข้ามิได้พกเงินมาด้วย" เสิ่นซีตั้งใจจะประวิงเวลาไปสักวันหนึ่ง เพื่อกลับไปปรึกษาเรื่องนี้กับฮุ่ยเหนียง คาดว่าฮุ่ยเหนียงคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยปละละเลย ทว่าสีหน้าของเสี่ยวเอ้อร์กลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาลงทันที "ไม่มีเงินงั้นหรือ? ไม่มีเงินก็ย้ายไปอยู่ห้องเก็บฟืนเสียเถิด รอให้พรุ่งนี้นำเงินมาจ่าย ค่อยย้ายสัมภาระของเขากลับไปที่ห้องพัก"

เสี่ยวเอ้อร์ไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เดินขึ้นบันไดไปขนสัมภาระของหงจั๋วด้วยตนเอง แล้วไล่ให้หงจั๋วระเห็จไปอยู่ที่ห้องเก็บฟืน

เสิ่นซีเดินเข้าไปดูในห้องเก็บฟืน รอบด้านเต็มไปด้วยกองฟืนที่ผ่าเตรียมไว้ มุมห้องด้านหนึ่งมีเตียงไม้ตั้งอยู่ ทว่ากลับไร้ซึ่งฟูกนอนหรือผ้าห่ม มีเพียงฟางข้าวปูรองไว้ลวก ๆ เคราะห์ดีที่ยามนี้เข้าสู่ช่วงต้นฤดูร้อนแล้ว การอยู่อาศัยจึงไม่ลำบากนัก

"คุณชายหง ดูท่าคงต้องให้ท่านทนลำบากอยู่ที่นี่ไปก่อนแล้วล่ะขอรับ" เสิ่นซีเพิ่งจะเอ่ยปาก หงจั๋วก็ทิ้งตัวล้มลงบนเตียง หันหน้าเข้าหากำแพงประหนึ่งกำลังทำโทษตนเอง

เสิ่นซีส่ายหน้าด้วยความจนใจ หงจั๋วผู้นี้ช่างไร้ความมุ่งมั่นเสียจริง เพียงแค่ถูกคนรุมซ้อมไปยกหนึ่ง ซ้ำยังถูกถากถางเยาะเย้ยอีกหน่อย ก็ทำราวกับฟ้าจะถล่มลงมาอย่างไรอย่างนั้น ต่อให้พวกของเกาฉงจะกร่างเพียงใด ก็ไม่มีทางกล้าบุกไปฉุดคร่าผู้คนถึงในร้านขายยาอย่างโจ่งแจ้งเป็นแน่ "น้องเซี่ย" ของเขาก็ยังอยู่ดีมีสุขมิใช่หรือ?

เมื่อเสิ่นซีกลับมาถึงร้านขายยา ภายในร้านกลับไร้เงาลูกค้าอย่างผิดคาด

โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่งคัดแยกสมุนไพรอยู่หลังโต๊ะบัญชี สตรีทั้งสองนานทีปีหนจะได้ว่างเว้นจากงานมานั่งจับเข่าคุยกัน ส่วนบรรดาสาวใช้ต่างก็พากันไปตากสมุนไพรอยู่ที่ลานเรือนด้านหลัง

"เสี่ยวหลาง สองสามวันนี้เหตุใดเจ้าจึงเลิกเรียนกลับมาช้านัก?" โจวซื่อขมวดคิ้วมองเสิ่นซีที่กำลังด้อม ๆ มอง ๆ เดินเข้ามาในร้าน พลางปั้นหน้าตึงเอ่ยถาม

"ท่านแม่ นี่เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนแล้วมิใช่หรือขอรับ กลางวันยาวกลางคืนสั้น ท่านแม่อาจจะรู้สึกว่ากลับช้าไปบ้าง แต่แท้จริงแล้วยังเช้าอยู่เลยนะขอรับ" โจวซื่อทบทวนประโยคนี้อยู่ในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักได้ทันควัน จึงด่าสวนไปว่า "ไอ้เด็กตัวแสบ ยังคิดจะมาหลอกแม่เจ้าอีกงั้นหรือ? กลางวันยาวขึ้นเจ้าก็ควรจะกลับถึงบ้านเร็วขึ้นทุกวันสิถึงจะถูก เจ้าลองออกไปดูข้างนอกสิ พระอาทิตย์จะตกดินอยู่รอมร่อแล้ว"

เสิ่นซีรีบอธิบาย "ก็เพราะกลางวันยาวขึ้น ท่านอาจารย์จึงอยากจะสั่งสอนวิชาความรู้ให้พวกเรามากขึ้นอีกสักหน่อย เวลาเลิกเรียนก็เลยล่าช้าออกไปมิใช่หรือขอรับ?"

โจวซื่อลองคิดตาม ดูเหมือนเหตุผลจะฟังขึ้นอยู่บ้าง จึงคลายความหงุดหงิดลง

เสิ่นซีสบโอกาสวิ่งรี่ไปที่หน้าโต๊ะบัญชี เดิมทีตั้งใจจะดูว่าพอจะหยิบฉวยเงินสักสี่ตำลึงออกไปจ่ายค่าห้องให้หงจั๋วได้หรือไม่ ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าท่านแม่เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว หากเงินขาดหายไปทีเดียวถึงสี่ตำลึง ข้อหาขโมยเงินนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปตกอยู่บนหัวสาวใช้คนใด เขาจึงเลิกคิดที่จะหาเรื่องเดือดร้อนไปให้ผู้อื่น

แม้ว่าทางบ้านจะให้เงินค่าขนมมาไม่น้อย ทว่าเสิ่นซีก็มีเรื่องให้ต้องใช้สอยมากมายเช่นกัน นอกจากการจับจ่ายซื้อหาตำราที่เกี่ยวข้องกับการสอบเคอจวี่แล้ว เขายังต้องแอบแบ่งเงินค่าขนมให้หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์นำไปซื้อขนมกินเล่นอีกด้วย ดังนั้นในยามนี้เขายังมีเงินเก็บเหลือติดตัวอยู่เพียงไม่กี่ร้อยเหวินเท่านั้น เวลานี้เขาไม่มีลู่ทางหาเงินเพิ่มเลย ต่อให้คิดจะปลอมแปลงภาพวาดชื่อดังไปขายสักภาพ ก็ต้องใช้เวลาเตรียมการไปกลับกว่าสิบวัน ถึงตอนนั้น หงจั๋วคงได้อดตายอยู่ข้างถนนไปนานแล้ว

เสิ่นซีตัดสินใจว่ารอให้ถึงช่วงค่ำ ค่อยหาโอกาสไปปรึกษาเรื่องนี้กับฮุ่ยเหนียงตามลำพัง ให้ฮุ่ยเหนียงเป็นคนออกเงิน เพื่อไล่ส่งหงจั๋วผู้นี้ไปเสีย

เมื่อคิดตกแล้ว เสิ่นซีก็มานั่งทำการบ้านอยู่ข้างโต๊ะบัญชี ถือโอกาสลอบฟังบทสนทนาระหว่างเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และโจวซื่อไปด้วย

โจวซื่อและเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์สนทนากันประหนึ่งไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้น ผ่านการใช้ชีวิตร่วมกันมาสี่ห้าเดือน ความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กับโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงก็นับว่าสนิทสนมกลมเกลียวกันเป็นอย่างยิ่ง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้หนังสือเข้าใจจารีต นางเป็นฝ่ายลดทอนท่าทีลงมาเอง โดยมิได้แสดงความหยิ่งผยองวางอำนาจตามประสาผู้ที่ถือกำเนิดในตระกูลสูงศักดิ์เลยแม้แต่น้อย

สตรีที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งของครอบครัวไว้บนบ่าเช่นนาง ย่อมปรารถนาจะได้รับการทะนุถนอมดูแลจากผู้อื่นเช่นกัน ประกอบกับฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อล้วนเป็นคนจริงใจและรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกราวกับได้พบเจอพี่สาวผู้รู้ใจถึงสองคน หากมีเรื่องอันใดที่ไม่สะดวกใจจะบอกกล่าวแก่คนในครอบครัว นางก็มักจะนำมาเล่าปรับทุกข์กับโจวซื่อและฮุ่ยเหนียงอยู่เสมอ

"...น้องสาว เจ้าเป็นคนรู้หนังสือ ย่อมเข้าใจในบทกวี ทว่าข้ากลับไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ว่าบทกวีนี้มันดียังไง... ในสายตาของข้า ขอเพียงเป็นตัวหนังสือก็ดูคล้ายคลึงกันไปเสียหมด อย่างไรเสียมันก็รู้จักข้า แต่ข้าไม่รู้จักมัน มีก็แต่น้องสาวนี่แหละที่เห็นมันเป็นของล้ำค่า"

ดูเหมือนว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กับโจวซื่อกำลังสนทนาเรื่องบทกวีกันอยู่ เมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้ยินโจวซื่อเอ่ยเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากอมยิ้ม "พี่สาว อยากให้น้องลองอ่านเนื้อหาในบทกวีให้พี่ฟังหรือไม่เจ้าคะ?"

โจวซื่อพยักหน้า "เช่นนั้นน้องสาวก็ลองอ่านให้ฟังหน่อยเถิด ข้าล่ะอยากจะรู้นักว่าบทกวีนี้มันมีดีอันใด ถึงได้ทำให้เจ้าเอาแต่พร่ำพูดถึงมันให้ข้าฟังอยู่ได้"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกพับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยออกมาจากตำราแพทย์ที่นางพกติดตัวมาด้วย บนกระดาษแผ่นนั้นมีตัวอักษรขนาดเล็กเขียนไว้อย่างวิจิตรบรรจง เสิ่นซีชะโงกหน้าไปมองแวบหนึ่ง ด้วยความที่โต๊ะบัญชีค่อนข้างสูง หากเขาไม่ปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ก็ไม่มีทางมองเห็นได้อย่างชัดเจน

"ณ หมู่บ้านดอกท้อมีอารามดอกท้อ..." เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เพิ่งจะเปล่งเสียงอ่านออกมาได้เพียงประโยคเดียว เสิ่นซีก็รู้ได้ในทันทีว่านี่คือบทกวี "เพลงอารามดอกท้อ" ที่เขาแต่งขึ้นเพื่อช่วยเหลือหงจั๋ว เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะชื่นชอบมัน เมื่อมองดูท่าทีจริงจังยามที่นางอ่านบทกวี คาดว่านางคงจะโปรดปรานบทกวีและบทกลอนเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากที่เสิ่นซีจรดพู่กันแต่งบทกวีนี้ต่อหน้าธารกำนัล ก็ได้สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งเมืองถิงโจว บรรดาปัญญาชนและกวีต่างพากันเล่าลือสรรเสริญ ขนาดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่วัน ๆ เอาแต่นั่งตรวจโรคอยู่ที่ร้านขายยา ก็ยังได้รับรู้ข่าวคราวนี้เลย

สงสัยว่านางคงจะชื่นชอบมันมากเป็นพิเศษ ถึงขั้นคัดลอกเนื้อความทั้งหมดกลับมาเพื่อลิ้มรสชาติแห่งบทกวีด้วยตนเอง

รอจนนางอ่านจบ โจวซื่อก็พยักหน้าเล็กน้อย "นี่เดี๋ยวก็ต้นท้อ เดี๋ยวก็เซียนดอกท้อ ช่างอ่านยากอ่านเย็นลิ้นพันกันไปหมด ทว่าฟังดูแล้วกลับรื่นหูยิ่งนัก บทกวีนี้ผู้ใดเป็นคนแต่งกัน?"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้ายิ้ม ๆ "ชาวเมืองต่างเล่าลือกันว่าเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งเขียนขึ้นมา ทว่าก็มีคนกล่าวอีกว่าเด็กคนนั้นไปฟังผู้อื่นมาอีกทอด คนที่แต่งบทกวีนี้มิได้ใช้ชื่อแซ่จริง... หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง ชื่อนี้ฟังดูแล้วช่างมีกลิ่นอายสุนทรีย์ของบทกวียิ่งนัก"

โจวซื่อไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร แต่เสิ่นซีกลับรู้สึกทั้งขบขันและระอาใจ

หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงในฐานะมหากวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์หมิง ผู้รังสรรค์สุดยอดวรรณกรรมที่เลื่องลือระบือไกลอย่างจินผิงเหมย ย่อมมีความสำเร็จที่ไม่ธรรมดา ทว่าหากว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิงก็เป็นเพียงแค่นักเขียนนิยายประโลมโลกเชิงสังวาส ถึงขนาดที่แม้แต่ชื่อจริงของตนยังไม่กล้าลงนาม เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตน ช่างเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกเสียจริง

(เชิงอรรถผู้แปล: จินผิงเหมย (金瓶梅) หรือ บุปผาในกุณฑีทอง 1 ใน 4 สุดยอดวรรณกรรมแห่งราชวงศ์หมิง เป็นนิยายที่โด่งดังในเรื่องการตีแผ่สังคมและมีฉากเชิงสังวาส)

"ท่านแม่ ข้าทำการบ้านเสร็จแล้ว ขอตัวไปหาไต้เอ๋อร์กับซีเอ๋อร์ที่ลานเรือนด้านหลังก่อนนะขอรับ" เสิ่นซีหิ้วย่ามหนังสือเดินมุ่งหน้าไปทางลานเรือนด้านหลัง

"เสร็จเร็วปานนี้เชียว? ช่างเถิด ไปเถอะ ๆ อย่าเล่นจนเนื้อตัวมอมแมมล่ะ แล้วก็อย่ากินขนมจุบจิบด้วย เก็บพื้นที่ท้องไว้กินข้าวเย็น..."

โจวซื่อมีเรื่องให้บ่นจุกจิกมากมาย เมื่อก่อนนางมักจะชอบบ่นว่าเสิ่นหมิงจวินไม่ว่าจะมีคนอยู่หรือไม่ก็ตาม ทว่ายามนี้นางกับสามีสนิทกันดั่งตังเม จึงได้ระบายความขี้บ่นนี้ลงกับคนรอบข้างแทน

รอจนฮุ่ยเหนียงกลับมาในช่วงบ่าย เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังคงไม่กลับไป ทว่ากลับเห็นสีหน้าของฮุ่ยเหนียงดูอึมครึมเล็กน้อย "วันนี้ได้ยินคนของสมาคมการค้าเล่าว่า เห็นคุณชายหงไปอาศัยอยู่ในห้องเก็บฟืนของโรงเตี๊ยม พอสอบถามดูถึงได้รู้ว่าเมื่อหลายวันก่อนเขาถูกคนรุมซ้อม จนล้มป่วยหนัก"

เสิ่นซีคาดไม่ถึงว่าข่าวคราวของฮุ่ยเหนียงจะฉับไวปานนี้ เอาเถิด ยามนี้คงไม่ต้องแอบไปปรึกษาเป็นการส่วนตัวแล้ว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีท่าทีอึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าโจวซื่อกลับชิงเอ่ยถามขึ้นมาก่อน "ตกลงมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?"

ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "ได้ยินมาว่าเขาเมาสุราจนพลั้งปาก เอาเรื่องของน้องอวิ้นเอ๋อร์ไปเล่าให้ลูกหลานขุนนางเสเพลในเมืองสองสามคนฟัง ผลก็คือคนพวกนั้นบุกมาก่อกวนถึงร้านขายยา พอเขารู้เรื่องเข้าก็บันดาลโทสะ จึงไปตามหาคนพวกนั้นเพื่อโต้เถียงด้วยเหตุผล ผลสุดท้ายกลับถูกซ้อมจนสะบักสะบอมบาดเจ็บไปทั้งตัว..."

"สมน้ำหน้า!" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เคียดแค้นไม่หาย

เมื่อเป็นเรื่องราวความบาดหมางพัวพันระหว่างเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และหงจั๋ว ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะสอดปากพูดสิ่งใด

ฮุ่ยเหนียงจึงลองหยั่งเชิงถามดู "ประเดี๋ยวข้าเตรียมจะให้คนนำเงินไปมอบให้เขาสักหน่อย เพื่อให้เขาเดินทางออกจากเมืองถิงโจวไป น้องอวิ้นเอ๋อร์อยากจะพบหน้าเขาสักคราหรือไม่?"

"คนเยี่ยงเขา ไม่เคยล่วงรู้ถึงความยากลำบากของโลกใบนี้ มักจะคิดเสมอว่าทำสิ่งใดก็ล้วนง่ายดายไปเสียหมด มายามนี้เขาได้มาเยือนเมืองถิงโจวสักครา ก็คงพอจะทำให้เขาจดจำบทเรียนได้บ้างแล้วล่ะ ระหว่างข้ากับเขาไม่มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันอีก หากไปพบหน้าก็มีแต่จะทำให้เขาเพ้อฝันไปเองเสียเปล่า ๆ ครานี้คงต้องรบกวนพี่สาวแล้ว ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขอเพียงหักออกจากเบี้ยหวัดและส่วนแบ่งกำไรของข้าก็พอ สะสางเรื่องนี้ให้จบสิ้น วันหน้าข้าก็จะไม่ติดค้างตระกูลหงของเขาอีกต่อไป"

เสิ่นซีรู้สึกได้ว่าแม้ปากของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะบอกว่าปล่อยวางได้ ทว่าภายในใจของนางอาจจะยังปล่อยวางไม่ได้จริง ๆ ฮุ่ยเหนียงก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน จึงพยักหน้ากล่าว "วันนี้น้องสาวอย่าเพิ่งกลับไปเลย พักอยู่ที่ร้านขายยานี่แหละ ตกค่ำเราสามพี่น้องจะได้มานั่งพูดคุยกันให้สบายใจ... หมู่นี้กิจการไม่ค่อยสู้ดี พวกเราจะได้ปรึกษาหารือกันด้วย"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกว่าสภาพจิตใจของตนเองไม่ค่อยดีนัก หากกลับไปก็คงไม่แคล้วถูกคนในครอบครัวสังเกตเห็นถึงอารมณ์ที่แปรปรวน นางจึงพยักหน้ารับ

ฮุ่ยเหนียงรีบให้ซิ่วเอ๋อร์แวะไปบอกกล่าวที่บ้านตระกูลเซี่ยทันที

อาศัยช่วงเวลาก่อนมื้อค่ำที่ฮุ่ยเหนียงกำลังยืนคิดบัญชีอยู่หน้าโต๊ะบัญชีตามลำพัง เสิ่นซีก็กระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ข้าง ๆ นาง ทำเช่นนี้แล้วดูเหมือนว่าเขาจะตัวสูงกว่านางอยู่เล็กน้อย "ท่านน้าฮุ่ยเหนียง รู้หรือไม่ว่าเหตุใดหมู่นี้กิจการร้านขายยาจึงไม่สู้ดีขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงปรายตามอง พลางแย้มยิ้ม "ไม่รู้สิ เจ้ารู้หรือ?"

"อืม"

เสิ่นซีมีท่าทีเคียดแค้นอยู่บ้าง "ข้าได้ยินมาว่า หมอทั้งในและนอกเมืองต่างก็เกลียดชังที่พวกเราทำยาสำเร็จรูปแย่งลูกค้าของพวกเขา จึงพากันใส่ร้ายป้ายสีพวกเราอย่างลับ ๆ บอกว่ายาของพวกเราคุณภาพไม่ดี แถมยังมีราคาแพง เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ผู้ป่วยเหล่านั้นไปจัดยาที่อื่นแทน"

"อะไรนะ!?"

เดิมทีฮุ่ยเหนียงกำลังดีดลูกคิดอยู่ เมื่อได้ยินถ้อยคำของเสิ่นซีก็อดไม่ได้ที่จะชะงักมือ เอ่ยถามด้วยความตกตะลึงว่า "เสี่ยวหลาง เรื่องนี้เจ้าได้ยินมาจากผู้ใด?"

เสิ่นซียิ้มแฉ่ง "ท่านน้าฮุ่ยเหนียง วันนั้นที่คุณชายหงถูกซ้อมมิใช่หรือขอรับ? ข้าเป็นคนหาคนช่วยพยุงเขาไปหาหมอรักษากระดูกและบาดแผลฟกช้ำ หมอผู้นั้นไม่รู้ฐานะของข้า จึงจงใจกำชับว่าอย่ามาซื้อยาที่ร้านขายยาของพวกเรา ภายหลังข้ายังให้หานอู่เหยียแกล้งทำเป็นไปตรวจโรคกับหมอคนอื่น ๆ ในเมือง หมอพวกนั้นก็พูดเช่นนี้กันทั้งนั้น ข้าถึงได้รู้ว่า มีหมอที่คอยใส่ร้ายป้ายสีเราอยู่เบื้องหลังไม่ใช่แค่คนสองคน"

ฮุ่ยเหนียงฟังแล้วก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก หลายวันมานี้กิจการร้านขายยาค่อย ๆ ซบเซาลง นางกำลังพยายามสืบหาสาเหตุอยู่พอดี

การที่ร้านขายยาตระกูลลู่มีกิจการเจริญรุ่งเรือง เป็นผลมาจากชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทว่ายามนี้ชื่อเสียงเหล่านั้นกลับกำลังถูกบรรดาหมอในเมืองทำลายป่นปี้ นั่นก็เพราะชาวบ้านร้านตลาดยังคงเชื่อฟังคำพูดของหมอเป็นอย่างมาก หากชาวบ้านปักใจเชื่อว่ายาของร้านขายยาตระกูลลู่ไม่ดี และยานั้นยังส่งผลโดยตรงต่ออาการป่วย หรือแม้กระทั่งความเป็นความตายของผู้ป่วย แล้วพวกเขาจะกล้ามาอุดหนุนได้อย่างไร?

"คนพวกนี้ ช่างปากคอเลาะร้ายเสียจริง ทั้งที่พวกเราก็มิได้ไปล่วงเกินพวกเขาแท้ ๆ..."

เสิ่นซีฝืนยิ้มขื่น "ยังมิได้ไปล่วงเกินอีกหรือขอรับ? พวกเราเกือบจะทำให้หมอพวกนี้เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ไปทุบหม้อข้าวของผู้อื่น การที่พวกเขาจะตอบโต้กลับมา ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติล่ะกระมัง"

จบบทที่ ตอนที่ 169 หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง

คัดลอกลิงก์แล้ว