- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 168 พี่ถัง ขออภัยล่วงหน้าก็แล้วกัน
ตอนที่ 168 พี่ถัง ขออภัยล่วงหน้าก็แล้วกัน
ตอนที่ 168 พี่ถัง ขออภัยล่วงหน้าก็แล้วกัน
หงจั๋วถูกซ้อมจนสะบักสะบอมบาดเจ็บไปทั้งตัว ร่างกายที่สั่นเทาทำให้พู่กันในมือพลอยสั่นระริกตามไปด้วย ยังไม่ทันจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษ หยดน้ำหมึกสองสามหยดก็ร่วงหล่นลงไปเสียก่อน
พอจรดพู่กันเขียนลงไปอีกครา สิ่งที่ปรากฏบนกระดาษกลับมิใช่ตัวอักษร หากแต่เป็นรอยน้ำหมึกดวงใหญ่
"ว่าอย่างไร ไม่ไว้หน้าคุณชายเกาของพวกเรา อยากจะกระโดดลงไปจากตึกใช่หรือไม่?"
เกาฉงยังไม่ทันเอ่ยปาก กลุ่มสหายเลวทรามของเขาก็ชิงหาเรื่องเสียก่อน พวกเขากระชากหงจั๋วไปที่ริมระเบียงชั้นสองเพื่อข่มขู่ ท่าทางราวกับว่าหากพูดจากันไม่รู้เรื่องก็จะผลักเขาตกลงไปจริง ๆ
หงจั๋วร้องลั่น "ข้า... รอให้ข้าสงบสติอารมณ์สักครู่แล้วค่อยเขียน!"
เกาฉงแค่นเสียงเย็น "ปล่อยมือ หากเขาเขียนไม่ออก ก็ให้เขากระโดดลงไปเอง แขนขาจะหัก หรือถึงขั้นตกตาย ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา"
ความวุ่นวายบนชั้นสองดึงดูดความสนใจของผู้คนสัญจรไปมา ฝูงชนบนท้องถนนจึงเริ่มมามุงดูมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นสภาพทุลักทุเลของหงจั๋วที่ใบหน้าแนบชิดอยู่กับระเบียง ผู้คนก็รู้หลบรู้หลีก เว้นที่ว่างไว้เป็นวงกว้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาหล่นลงมาทับใส่ตนเอง
เดิมทีเสิ่นซีได้รับอิสระแล้ว คิดจะลงจากตึกแล้วจากไปเสีย ทว่าเมื่อเห็นสภาพหงจั๋วที่มือเกาะระเบียงร่างอ่อนปวกเปียกทรุดกองอยู่กับพื้น อย่าว่าแต่ความหยิ่งทะนงของปัญญาชนเลย แม้แต่ศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐานของลูกผู้ชายก็ยังไม่เหลือ
เสิ่นซีวางแผนการเจ้าเล่ห์แต่เดิมก็เพียงเพื่อหวังให้หงจั๋วถอดใจล่าถอยไปเอง แต่พอมาเห็นสภาพอเนจอนาถของหงจั๋วในยามนี้ เขากลับรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นคนบาปไปเสียแล้ว
"คุณชายเกา ข้าขอช่วยเขาแต่งบทกวีได้หรือไม่ขอรับ?" เสิ่นซีโพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง
สายตาทุกคู่หันขวับมามอง เกาฉงกระตุกมุมปากเบา ๆ เอ่ยว่า "คุณชายน้อย เจ้าอยากจะช่วยเขางั้นหรือ?"
เสิ่นซีลูกตาดำกลอกกลิ้งไปมา พยักหน้ากล่าวว่า "ท่านแม่บอกว่า ช่วยชีวิตคนได้บุญกุศลแรงกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น คุณชายหงผู้นี้รอนแรมแสนไกลจากเมืองหลวงมาเพื่อพบพี่สาวเซี่ย ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เป็นเพราะเขารนหาที่เอง ทว่าหากเขาตกลงไปแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ก็คงรู้สึกผิดต่อมโนธรรมในใจอยู่บ้าง ข้าเชื่อว่าคุณชายเกาก็เป็นคนที่มีเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่ ย่อมไม่บีบคั้นให้เขาต้องถึงทางตันหรอกขอรับ"
ยามที่เสิ่นซีเอ่ยปากก็แฝงถ้อยคำประจบสอพลอเกาฉงไปด้วย การกล่าวว่าคุณชายลูกขุนนางผู้นี้ "มีเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่" ก็เพื่อหวังให้อีกฝ่ายบังเกิดความสงสารขึ้นมาบ้างสักนิดก็ยังดี
เกาฉงพยักหน้าเล็กน้อย ถือว่ายอมรับเหตุผลของเสิ่นซี "เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า เจ้าลองแต่งบทกวีอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับวสันตฤดูมาสักบท หากเหมาะสม วันนี้ข้าจะละเว้นโทษฐานล่วงเกินให้ไอ้คนแซ่หงนี่สักหน"
บรรดาลูกสมุนของเกาฉงมองเสิ่นซีด้วยสายตาเหยียดหยาม หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นว่า "เห็นแก่ที่เจ้ายังเด็ก มาเขียนสิ"
เสิ่นซีทำหน้าลำบากใจ "โต๊ะสูงเกินไป ข้าเอื้อมไม่ถึงขอรับ!"
"ยกกระดาษพู่กันไปวางบนพื้นสิ! เรื่องแค่นี้ยังต้องให้บอก วันหน้าข้าจะกล้าพาพวกเจ้าออกไปไหนมาไหนด้วยได้อย่างไร? เอาล่ะ คุณชายน้อย พอกลับไปพบแม่นางเซี่ย ก็อย่าลืม ช่วยพูดแต่เรื่องดีๆ ของพวกข้า ให้นางฟังด้วยล่ะ" เกาฉงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มร้ายกาจ
"อืม" เสิ่นซีพยักหน้ารับคำ
คุณชายเหอมีรอยยิ้มกรุ้มกริ่มผุดขึ้นที่มุมปาก "พี่เกา หรือว่าท่านมีใจให้แม่นางเซี่ยที่พบเมื่อวานจริง ๆ?"
เกาฉงโคลงหัวไปมา "รูปร่างหน้าตาของแม่นางเซี่ยเจ้าก็เห็นแล้วนี่ รูปโฉมจัดว่าเป็นเลิศ แม้รูปร่างจะสูงไปสักหน่อย ขาก็ยาวไปสักนิด แต่หากตบแต่งกลับมาเป็นอนุภรรยาก็นับว่าไม่เลว นอกจากจะช่วยรักษาโรคระงับความเจ็บป่วยได้แล้ว ยังช่วยหาเงินได้อีก เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว วันหน้าหากน้องเหอไปเป็นแขกที่จวนข้า ข้าจะให้นางรินสุราเป็นเพื่อนเจ้าสักสองสามจอก ให้เจ้าได้ลิ้มรสชาติแห่งความอ่อนโยนดูบ้าง... ฮ่า ๆ"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหงจั๋ว ถ้อยคำของคนทั้งสองช่างหยาบโลนต่ำช้าเสียเหลือเกิน หงจั๋วที่เป็นผู้ชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน แค้นใจจนแทบอยากจะกระโดดลงจากชั้นสองไปตายเสียให้พ้น ๆ
ทว่ายามนี้เขานั่งกองอยู่หน้าคอกกั้น แม้แต่เรี่ยวแรงจะลุกขึ้นยืนยังไม่มี
เสิ่นซีถอนหายใจ สถานการณ์บีบบังคับ แม้เขาเองก็อยากจะด่ากราดออกไป ทว่าสุดท้ายก็กลืนคำด่าลงคอไป ยอดคนย่อมไม่ยอมเสียเปรียบซึ่งหน้า ขอผ่านด่านนี้ไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
เสิ่นซีจับพู่กันขึ้นมา พลางครุ่นคิดว่าจะเขียนบทกวีบทใดดี
หากจะให้เขียนบทกวีราชวงศ์ถังหรือราชวงศ์ซ่งสักบท สำหรับเขาย่อมมิใช่เรื่องยากเย็นอันใด ทว่ายุคสมัยนี้คือราชวงศ์หมิง ยุคทองที่มียอดกวีถือกำเนิดขึ้นมากมายได้ผ่านพ้นไปแล้ว หากจะหาบทกวีที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้และมีชื่อเสียงจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ แท้จริงแล้วนับนิ้วดูได้เลย
ทว่าในยุคสมัยเดียวกับเสิ่นซี กลับมีอยู่ท่านหนึ่ง
เสิ่นซีนึกถึงถังหยิน ยอดกวีและจิตรกรเอกผู้เลื่องชื่อแห่งราชวงศ์หมิง ต่อให้เวลาผ่านไปอีกหลายร้อยปี ชื่อเสียงก็ยังคงกึกก้องไม่เสื่อมคลาย ทว่าในยามนี้ ถังหยินยังคงคร่ำเคร่งอ่านตำราอยู่แต่ในบ้านที่เมืองซูโจวเพื่อเตรียมตัวสอบเคอจวี่ ยังไม่อาจหลุดพ้นจากลาภยศสรรเสริญ แล้วออกร่อนเร่พเนจรดื่มด่ำกับธรรมชาติได้อย่างอิสระเสรี
(เชิงอรรถผู้แปล: ถังหยิน (唐寅) บัณฑิตและจิตรกรเอกแห่งยุคราชวงศ์หมิง ในบริบทศิลปิน/บัณฑิต มักเป็นที่รู้จักในนาม "ถังป๋อหู่" (唐伯虎))
เสิ่นซีจรดพู่กันลงไป พลางรำพึงในใจ "พี่ถัง ขออภัยล่วงหน้าก็แล้วกัน..."
แม้แต่ไวยากรณ์ในการแต่ง ก็ยังได้รับอิทธิพลมาจาก "ถังป๋อหู่" ท่านนั้น
เสิ่นซีนั่งยองๆ อยู่บนพื้น จับพู่กันเริ่มเขียนลงไป "ณ หมู่บ้านดอกท้อ(เถาฮวา)มีอารามดอกท้อ ในอารามดอกท้อมีเซียนดอกท้อ เซียนดอกท้อปลูกต้นท้อ เด็ดดอกท้อไปแลกเงินซื้อสุรา..."
นี่คือจุดสูงสุดของผลงานกวีนิพนธ์ตลอดชีวิตของถังหยิน บทกวีอารามดอกท้อ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนจิตใจที่แท้จริงในช่วงบั้นปลายชีวิตของถังป๋อหู่
(เชิงอรรถผู้แปล: บทกวีอารามดอกท้อ (桃花庵歌) หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของถังหยิน ประพันธ์ขึ้นหลังจากที่เขาหมดอนาคตในเส้นทางขุนนาง เนื้อหาจึงมิใช่เพียงการพรรณนาถึงความเรียบง่ายและอิสระเสรี ทว่ายังแฝงการตัดพ้อและเยาะเย้ยผู้คนที่มัวเมาในลาภยศสรรเสริญ ถือเป็นภาพสะท้อนจิตวิญญาณอันเด็ดเดี่ยวและปลงตกต่อโลกของเขาอย่างแท้จริง)
เมื่อเสิ่นซีจรดพู่กันเขียนวรรคแรก คนทางนั้นก็ปรายตามองมา ทว่าทีแรกกลับไม่ได้ใส่ใจอันใด พอมองจากไกลๆ เห็นคำว่า "ดอกท้อ" อยู่หลายคำ จะถือว่าเป็นบทกวีชมวสันตฤดูก็คงไม่ผิดนัก อันที่จริงเสิ่นซีกำลังเขียนสิ่งใดอยู่พวกเขาก็หาได้แยแสไม่ เพียงแค่เกาฉงได้กล่าววาจาแทะโลมเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จนหนำใจ ซ้ำยังทำให้หงจั๋วเจ็บปวดเจียนตายได้ เท่านี้เขาก็รู้สึกสาแก่ใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นงดงามก็จริง ทว่าค่านิยมความงามของผู้คนในยุคนี้กลับยกย่องสตรีที่มีรูปร่างเล็กกะทัดรัดอ้อนแอ้น รูปร่างที่สูงราวห้าฉื่อสองชุ่นเศษของนางจึงถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตั้งแต่ต้น ยิ่งไปกว่านั้น แม้ใบหน้ารูปไข่ของนางจะงดงามชวนมอง ทว่าใบหน้ากลมอิ่มดุจจันทร์เพ็ญอันเป็นลักษณะแห่งความมั่งคั่งต่างหากเล่า จึงจะเป็นที่โปรดปรานของบรรดาครอบครัวขุนนางคหบดี ซ้ำร้ายยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีเท้าขนาดธรรมชาติที่มิได้ผ่านการรัดเท้า ซึ่งในสายตาของลูกหลานขุนนางเหล่านี้ ถือเป็นตำหนิข้อด้อยอย่างร้ายแรง
(เชิงอรรถผู้แปล: มาตราวัดความยาวในสมัยราชวงศ์หมิง 1 ฉื่อ (尺) ยาวประมาณ 32 เซนติเมตร ส่วนสูง ห้าฉื่อสองชุ่นเศษจึงเทียบเท่ากับประมาณ 168 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับสตรีนอกจากนี้ในยุคนั้นสตรีที่ไม่ได้รัดเท้าให้เล็กจิ๋วเป็น "ดอกบัวทองคำ" จะถูกเรียกว่าผู้มี "เทียนจู๋" (天足 - เท้าสวรรค์/เท้าธรรมชาติ) ซึ่งขัดกับค่านิยมความงามของสตรีชนชั้นสูงอย่างยิ่ง)
ปลายพู่กันของเสิ่นซีไม่หยุดนิ่ง เขาเขียนอย่างลื่นไหลจนเต็มหน้ากระดาษ ดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างทีละน้อย เกาฉงทนความอยากรู้อยากเห็นในใจไม่ไหว จึงเดินเข้ามาดูตัวอักษรของเสิ่นซีก่อน พยักหน้ายิ้มรับ "ตัวอักษรของคุณชายน้อยผู้นี้ เขียนได้ไม่เลวทีเดียว"
เสิ่นซีไม่ถูกรบกวนเลยแม้แต่น้อย บทกวีใต้ปลายพู่กันค่อย ๆ ร้อยเรียงเป็นประโยค และประกอบขึ้นเป็นบท
เมื่อฝากฝังความรู้สึกไว้ในบทกวี เสิ่นซีก็ค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกอันเปิดกว้างไร้กังวลเฉกเช่นเดียวกับตอนที่ถังป๋อหู่แต่งบทกวีนี้ ทุกขีดเขียนล้วนแฝงไปด้วยมนต์ขลังอันสงบนิ่งปลีกวิเวกจากโลกภายนอก
เมื่อเสิ่นซีเขียนวรรคสุดท้ายของบทกวีจบลงที่ว่า "ผู้อื่นหัวเราะเยาะข้าว่าบ้าคลั่ง ข้ากลับหัวร่อผู้คนที่มองไม่ทะลุปรุโปร่ง หลุมศพวีรชนแห่งอู่หลิงอยู่ที่ใดกัน ยามไร้บุปผาไร้สุราก็ล้วนถูกไถกลบกลายเป็นทุ่งนา" เกาฉงก็อ่านเนื้อความก่อนหน้านั้นจบไปรอบหนึ่งแล้วพอดี
(เชิงอรรถผู้แปล: "อู่หลิง" (五陵) หรือ สุสานทั้งห้าแห่งราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของบรรดาขุนนางและคหบดีผู้มั่งคั่ง ในบทกวีนี้กวีใช้เปรียบเปรยถึงเหล่าผู้มีอำนาจวาสนาและวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ทว่าสุดท้ายเมื่อสิ้นอายุขัยและกาลเวลาผ่านพ้นไป หลุมศพอันโอ่อ่าก็ล้วนผุพัง ถูกชาวบ้านไถกลบกลายเป็นเพียงทุ่งนาไร้คนเหลียวแล)
เมื่อเห็นเสิ่นซีวางพู่กัน เสียงพึมพำอ่านในใจของเกาฉง ก็ปะปนไปกับเสียงอ่านเบา ๆ ของคุณชายหลายคนที่อยู่ข้างกาย
"ข้าเขียนเสร็จแล้ว"
เสิ่นซีวางพู่กันลง บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา "คุณชายหงไปได้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ?"
เกาฉงอ่านบทกวีจบก็โบกมือ "ช้าก่อน" เขาหันไปสอบถามที่มาของบทกวีจากคนข้างกายเสียก่อน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดตอบได้เลยสักคน ลูกหลานขุนนางเหล่านี้ แม้ปกติจะหยิ่งยโสโอหัง ทว่าก็ซึมซับรับฟังมาตั้งแต่เด็ก ย่อมผ่านตากับบทกวีมาไม่น้อย การที่ไม่มีใครรู้จักบทกวีที่เด็กคนหนึ่งเขียนขึ้นมาเลยสักคน ทำให้เกาฉงรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้าง
"คุณชายน้อย บทกวีนี้... คงมิใช่เจ้าเป็นคนแต่งหรอกกระมัง?" สีหน้าของเกาฉงดูไม่ค่อยสู้ดีนัก เดิมทีเขาเพียงอยากให้เสิ่นซีเขียนบทกวีเกี่ยวกับทิวทัศน์วสันตฤดูมาส่ง ๆ สักบท แล้วค่อยหาข้ออ้างปล่อยตัวหงจั๋วไป
ที่ควรซ้อมก็ซ้อมไปแล้ว ที่ควรลงโทษก็ลงโทษไปแล้ว ยามนี้หงจั๋วมีสภาพน้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้าจนดูไม่ได้ โทสะของเกาฉงย่อมมลายหายไปตั้งนานแล้ว ทว่าจู่ ๆ เสิ่นซีกลับหยิบบทกวีที่เลิศล้ำจนผู้คนตื่นตะลึงออกมา ทำให้เขารู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง
เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น "คุณชายเกา ท่านประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว ข้าอายุยังไม่ถึงเก้าขวบ จะแต่งบทกวีชั้นเลิศเช่นนี้ได้อย่างไรขอรับ? นี่เป็นบทกวีที่นักพรตเฒ่าผู้ท่องยุทธภพท่านหนึ่งเป็นคนแต่ง ข้าก็แค่คัดลอกตามมาเท่านั้นเอง"
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง"
เกาฉงคลายความสงสัย เขานึกในใจว่าเด็กที่อายุยังไม่ถึงเก้าขวบ ไม่มีทางแต่งบทกวีที่ยอดเยี่ยมไร้ที่ติเช่นนี้ออกมาได้เป็นแน่ "ในเมื่อเจ้าคัดลอกของผู้อื่นมา อย่างไรก็ควรลงนามของคนผู้นั้นไว้เสียหน่อย... ผลงานชิ้นนี้ข้าขอเก็บสะสมไว้ก็แล้วกัน!"
เสิ่นซีเดินเข้าไป หยิบพู่กันขึ้นมาอีกครา ทว่ากลับไม่รู้ว่าจะลงนามของผู้ใดดี
บทกวีนี้เขาคัดลอกมานั้นเป็นเรื่องจริง ทว่าหากจะลงนามของถังหยินผู้เป็นเจ้าของผลงานตัวจริงก็ดูจะไม่เหมาะสม ถังหยินอยู่ที่เมืองซูโจว วันหน้าวันตาความลับมิแตกเอาหรอกหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ถังหยินยังไม่ถึงวัยที่จะแต่งบทกวีนี้ ตอนนี้กรรมสิทธิ์ผลงานของบทกวีบทนี้ตกเป็นของเขาแล้ว ต่อให้ในอนาคตถังหยินจะแต่งขึ้นมาอีก นั่นก็ถือว่าคัดลอกของเขาไปต่างหาก
ช่างน่ากระอักกระอ่วนใจเสียจริง!
เสิ่นซีจนปัญญา ทำได้เพียงลงนามส่ง ๆ ไป เหมือนกับตอนที่เขาลงนามเขียนบทนิทานอิงประวัติศาสตร์ เขาตวัดพู่กันเขียนอักษรห้าตัวลงไป: "หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง"
(เชิงอรรถผู้แปล: หลานหลิงเซี่ยวเซี่ยวเซิง (兰陵笑笑生 - บัณฑิตผู้หัวเราะเยาะโลกแห่งหลานหลิง) นามแฝงของผู้ประพันธ์วรรณกรรมเรื่อง "จินผิงเหมย" หรือ บุปผาในกุณฑีทอง ซึ่งในยุคนี้ยังไม่ปรากฏชื่อนี้ เสิ่นซีจึงนำมาใช้เป็นนามแฝงของตนเอง)
เสิ่นซีลอบคิดในใจ แม้ข้าจะไม่แน่ใจว่าท่านคือใคร แต่ตอนนี้ข้าได้สร้างชื่อเสียงให้ท่านแล้วนะ
หลังจากเสิ่นซีเขียนเสร็จ เกาฉงเห็นแล้วก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นามห้าตัวอักษรนี้เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน ทว่าต้าหมิงเพิ่งจะผ่านพ้นยุคราชวงศ์หยวนของชาวมองโกลมา ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นชนต่างเผ่าเป็นผู้แต่งบทกวีก็เป็นได้ อีกทั้งชื่อนี้ดูคล้ายกับนามปากกาเสียมากกว่า อย่างไรเสียบทกวีนี้ก็มีความหมายลึกซึ้งยอดเยี่ยม ลายพู่กันก็ยิ่งงดงาม เขาจึงไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจอีก
"เอาล่ะ วันนี้ข้าจะเห็นแก่หน้าคุณชายน้อยอย่างเจ้า เรื่องราวต่าง ๆ พวกข้าจะไม่เอาความอีก"
เกาฉงเก็บผลงานบทกวีนั้นไป "ไอ้คนแซ่หง รีบไสหัวกลับเมืองหลวงไปซะ! บุ๋นไม่อาจจับพู่กันพิทักษ์ใต้หล้า บู๊ไม่อาจควบม้าสยบแผ่นดิน คิดจะมาป้วนเปี้ยนในเมืองถิงโจวแห่งนี้ ก็หัดชั่งน้ำหนักดูเงาหัวตัวเองเสียบ้าง!"
เกาฉงกล่าวจบ ก็พากลุ่มคนลงจากตึกไป ทิ้งภาระการชำระเงินไว้ให้หงจั๋ว
เมื่อผู้คนที่อยู่เบื้องล่างเห็นว่าเรื่องสนุกจบลงแล้ว ต่างก็หัวเราะเฮฮาก่อนจะแยกย้ายกันไป คนเหล่านี้ไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบางว่าเกิดอันใดขึ้น แม้จะนึกเห็นใจอยู่บ้าง ทว่าโลกใบนี้ช่างโหดร้าย เรื่องที่มิใช่ธุระกงการของตน ต่างก็ถือเป็นเพียงงิ้วฉากหนึ่งให้ยืนดูสนุกๆ เท่านั้น
เสิ่นซีคิดจะเข้าไปพยุงหงจั๋วให้ลุกขึ้น ทว่าหงจั๋วกลับดื้อด้านนอนแหม็บอยู่ที่เดิมไม่ยอมลุก เดิมทีก็แค่น้ำตาซึมอยู่เงียบ ๆ แต่ยามนี้กลับร้องห่มร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่ขาดสาย
"เถ้าแก่เนี้ย พอจะหาคนมาช่วยข้าพยุงเขากลับไปได้หรือไม่ขอรับ?"
เสิ่นซีล้วงเอาถุงเงินออกมาจากเอวของหงจั๋ว จัดการจ่ายค่าสุราไปก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงเอ่ยขอร้องสตรีที่แต่งหน้าทาปากจัดจ้านผู้นั้นด้วยน้ำเสียงวิงวอนเล็กน้อย
"แหม คุณชายน้อย เจ้าเรียกข้าว่าเถ้าแก่เนี้ย ฟังแล้วทำเอาใจข้าสั่นระรัวไปหมด... จริงสิ ไม่ทราบว่า 'เถ้าแก่เนี้ย' มีความหมายว่าอย่างไรหรือ?"
เสิ่นซีหัวเราะแฮะ ๆ "ก็เป็นคำชมว่าท่านงดงามอย่างไรเล่าขอรับ"
"เป็นเช่นนี้เอง คำเรียกขานนี้ช่างดีนัก เห็นเจ้าอายุยังน้อย นอกจากจะแต่งบทกวีได้ดีแล้ว แม้แต่การพูดจาก็ยังช่างมีอารมณ์ขัน พี่สาวชอบเด็กเจ้าปัญญาที่แสนฉลาดหลักแหลมเช่นเจ้าเป็นที่สุดเลย" สตรีผู้นั้นใช้มือลูบไล้ใบหน้าของเสิ่นซีเบา ๆ ทำเอาเสิ่นซีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก นางยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มเย้ายวนนั้นแฝงไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจ
เสิ่นซีลอบคิดในใจ สมกับเป็นแม่เล้าของหญิงคณิกาแอบแฝงจริง ๆ ขนาดเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ก็ยังไม่ยอมเว้น
สตรีผู้นั้นเรียกเสี่ยวเอ้อร์จากลานเรือนด้านหลังมาช่วยเสิ่นซีพยุงหงจั๋วลงจากตึก
ระหว่างเดินอยู่บนถนน จู่ ๆ เสิ่นซีก็ฉุกคิดถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้ เขาไม่รู้เลยว่าปกติแล้วหงจั๋วพักอยู่ที่ใด
"คุณชายหง ยามนี้จะให้ส่งท่านไปที่ใดขอรับ?"
เสิ่นซีเอ่ยถามไปประโยคหนึ่ง ทว่ากลับไม่ได้รับเสียงตอบรับจากหงจั๋ว ยามนี้หงจั๋วมีสภาพจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวราวกับคนไร้วิญญาณ เสิ่นซีถอนหายใจ "ช่างเถิด ส่งท่านไปหาหมอรักษากระดูกและบาดแผลฟกช้ำก่อนก็แล้วกัน"
เดิมทีบ้านของตนก็เปิดร้านขายยาอยู่แล้ว หากจะหาหมอก็ควรส่งไปที่ร้านขายยาตระกูลลู่ ทว่าเสิ่นซีไม่อยากให้คนในครอบครัวล่วงรู้เรื่องที่หงจั๋วถูกซ้อม จึงทำได้เพียงส่งเขาไปหาหมอที่อื่น
บรรดาหมอในตัวเมือง หลังจากร้านขายยาตระกูลลู่เริ่มขายยาสำเร็จรูป กิจการของพวกเขาก็ซบเซาลงไปถนัดตา เสิ่นซีต้องสอบถามอยู่นานกว่าจะหาหมอรักษากระดูกและบาดแผลฟกช้ำพบสักคน
เมื่อเข้าไปด้านใน พอหมอผู้นั้นเห็นเข้าก็รีบเอ่ยปากทันที "หากเป็นเรื่องที่ไปขึ้นโรงขึ้นศาลมา อาการบาดเจ็บนี้ข้าไม่รับรักษานะ"
เสิ่นซีรีบอธิบาย "ท่านหมอโปรดวางใจ ไม่ใช่เรื่องคดีความหรอกขอรับ เพียงแต่ไปมีเรื่องชกต่อยกับผู้อื่นที่หอสุรา จนได้รับบาดเจ็บมาเท่านั้นเอง"
"ร่างกายอ่อนแอบอบบางถึงเพียงนี้ยังจะไปทำเก่งหาเรื่องชกต่อย ช่างรนหาที่ตายเสียจริง" หมอบ่นอุบ รอจนใส่ยาพอกแผลให้หงจั๋วเสร็จสรรพ ก็เขียนเทียบยา สั่งให้เสิ่นซีไปจัดยาที่ร้านขายยา
ท้ายที่สุดหมอกล่าวกำชับเป็นพิเศษว่า "อย่าได้ไปร้านขายยาตระกูลลู่เชียวล่ะ ที่นั่นน่ะจิตใจโฉดชั่วนัก"
(เชิงอรรถผู้แปล: จิตใจโฉดชั่ว (心黑) จิตใจโหดเหี้ยม อำมหิต หรือหน้าเลือด ขูดเลือดขูดเนื้อผู้อื่น)
เสิ่นซีรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง "ท่านหมอรู้ได้อย่างไรว่าที่นั่นจิตใจโฉดชั่ว? หรือว่าท่านเคยถูกร้านขายยาตระกูลลู่หลอกลวงมาก่อนหรือขอรับ?"
หมอผู้นั้นแค่นเสียงเย็น ทว่ามิได้เอ่ยอธิบายอันใด
เสิ่นซีทอดถอนใจ หมอในเมืองเหล่านี้ต่างก็รู้ดีว่าเหตุใดกิจการของตนจึงซบเซาลง จึงได้เริ่มชี้หน้าด่าทอลับหลัง ทำลายชื่อเสียงของร้านขายยาตระกูลลู่อย่างลับ ๆ