- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 167 โต้เถียงด้วยเหตุผลไม่เป็นผล กลับถูกซ้อมเสียเอง
ตอนที่ 167 โต้เถียงด้วยเหตุผลไม่เป็นผล กลับถูกซ้อมเสียเอง
ตอนที่ 167 โต้เถียงด้วยเหตุผลไม่เป็นผล กลับถูกซ้อมเสียเอง
เสิ่นซีเดินตามหงจั๋วออกมา ตลอดทางเอาแต่ฟังหงจั๋วพร่ำบ่นไม่หยุดหย่อน
หงจั๋วเล่าถึงเรื่องราวในอดีตระหว่างเขากับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ว่าแต่ก่อนสองตระกูลหงและเซี่ยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเพียงใด หลังจากหมั้นหมายกันแล้ว เขาปีนขึ้นไปบนกำแพงบ้านตระกูลเซี่ย โบกมือทักทายเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จากแต่ไกล แล้วยังเพ้อเจ้ออะไรอีกว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ "เหลียวมองส่งนัยรัก" ให้เขา
เรื่องราวช่างน้ำเน่าและจำเจเสียเหลือเกิน ทำให้เสิ่นซีที่ชาติก่อนเคยดูละครรักน้ำเน่ามานับไม่ถ้วน ทนฟังต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว
"คุณชายหง แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าคนพวกนั้นอยู่ที่ใดในยามนี้?" เสิ่นซีเอ่ยขัดจังหวะ
"พวกเขาเตรียมนัดแนะกับข้าว่าเที่ยงวันนี้ให้ไปที่... หอสุราแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเมือง เพื่อดื่มฉลองความสำเร็จในการขอแต่งงานของข้า เดิมทีข้านึกว่าพวกเขาหวังดี ที่ไหนได้..." หงจั๋วทอดถอนใจ "เป็นข้าเองที่ตาถั่ว มองคนไม่ทะลุ"
เสิ่นซีถามต่ออีกว่า "ประเดี๋ยวถ้าเกิดคุยกันไม่รู้เรื่องแล้วลงไม้ลงมือกันขึ้นมา จะทำอย่างไรเล่าขอรับ?"
หงจั๋วตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด "เช่นนั้นสหายตัวน้อยก็รีบกลับไปตามคนมาช่วย แล้วก็ฝากบอกน้องสาวสกุลเซี่ยสักคำ ว่าข้าถูกซ้อมเพราะต้องการออกหน้าแทนคนของนาง มิใช่ว่าข้าตั้งใจจะสมรู้ร่วมคิดกับคนพาลเหล่านั้นหรอกนะ"
เดิมทีเสิ่นซีคิดจะบอกว่า ต่อให้ให้เขาไปตามคน เกรงว่าชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็คงหาใครไม่ได้หรอก ต้องรู้ไว้ด้วยว่าคนที่กำลังจะไปเผชิญหน้าด้วยคราวนี้ ล้วนเป็นคุณชายลูกหลานขุนนางระดับตัวเอ้ของเมืองถิงโจวทั้งนั้น เขาไปตอแยด้วยไม่ไหวหรอก ทว่าพอเห็นท่าทีขี้ขลาดตาขาวของหงจั๋วแล้ว เสิ่นซีก็ลอบคิดในใจว่า ปล่อยให้เขาโดนซ้อมเพื่อเป็นบทเรียนเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน ดีที่สุดคือรอจนหงจั๋วโดนซ้อมเสร็จ เขาค่อยไปหาคนมาหามหงจั๋วกลับไปพักที่โรงเตี๊ยม โดยไม่ต้องแจ้งให้ทางเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้เรื่องด้วยซ้ำ
ทั้งสองคนเดินทอดน่องจากฝั่งตะวันตกไปจนถึงฝั่งเหนือของเมือง ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของบรรดาขุนนางและคหบดี มองเห็นตึกสองชั้นหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่แต่ไกล กลุ่มคุณชายหนุ่มในชุดคลุมยาวกำลังนั่งร่ำสุราอยู่บนระเบียงชั้นสองที่หันหน้าออกสู่ถนน โดยมีเด็กสาวแรกรุ่นคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้างกาย
"ช่างเสื่อมเสียศีลธรรมเสียจริง!" เสิ่นซีเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา
ในยุคสมัยนี้ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านยังคงเคร่งครัด การที่ชายหญิงจะเดินร่วมทางกันในที่สาธารณะนั้นหาได้ยากยิ่ง ทว่าท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าเช่นนี้ คุณชายเหล่านี้กลับมานั่งร่ำสุราและหยอกล้อกับเด็กสาวบนระเบียงหอสุราริมถนน นับว่าเป็นเรื่องประหลาดที่หาดูได้ยากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
"ถึงแม้จะเป็นหอสุรา แต่ก็มีหญิงคณิกาแอบแฝงอยู่ภายในด้วย" หงจั๋วดูราวกับจะคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี "พอตกดึก ก็มีคนค้างอ้างแรมอยู่ไม่น้อย ภายในนั้นละลานตาไปด้วยสาวงาม... ช่างมีความสุขสำราญใจเสียเหลือเกิน"
เสิ่นซีปรายตามองหงจั๋วแวบหนึ่ง "คุณชายหงก็เคยเข้าไปหาความสุขสำราญในนั้นด้วยหรือ?"
"อ๊ะ... ไม่เคย ๆ ข้าก็แค่ฟังคนผู้นี้เล่าให้ฟังเท่านั้น ในใจข้ามีเพียงน้องสาวสกุลเซี่ย จะไปหลงระเริงในสถานที่อโคจรเช่นนั้นได้อย่างไร? สหายตัวน้อยกลับไปอย่าได้แพร่งพรายให้น้องสาวสกุลเซี่ยฟังเชียวนะ" หงจั๋วรู้ตัวว่าหลุดปากพูดอะไรผิดไป จึงรีบอธิบายแก้ตัวกับเสิ่นซีเป็นพัลวัน
เสิ่นซีเบ้ปาก แม้แต่เรื่องที่มาพบหงจั๋วเขายังไม่อยากจะเอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องที่หงจั๋วจะไปหาความสำราญเริงรมย์หรือไม่ เขายิ่งคร้านจะใส่ใจ
เมื่อมาถึงใต้ตึก เสิ่นซีก็เร้นกายเข้าไปหลบอยู่ใต้ร่มเงาของต้นหลิว แล้วเอ่ยกับหงจั๋วว่า "คุณชายหงขึ้นไปเถิดขอรับ ข้าจะรออยู่ข้างนอก หากเกิดการปะทะกันขึ้นมา ข้าจะรีบกลับไปตามคนมาช่วยทันที"
หงจั๋วมีท่าทีลังเลเล็กน้อย "ที่นี่อยู่ห่างจากบ้านเจ้า... ไกลไปสักหน่อยหรือไม่?"
"ไม่เป็นไรหรอก แถวนี้ข้ารู้จักคนอยู่บ้าง ในนั้นก็มีพวกจับกังรับจ้างแบกหามอยู่ด้วย หากลงไม้ลงมือกันจริง ข้าจะเรียกพวกเขาขึ้นไปช่วยท่านแก้สถานการณ์เอง" เสิ่นซีพูดส่งเดชไปพร้อมรอยยิ้ม
หงจั๋วหลงเชื่อเป็นตุเป็นตะ เขาจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ยืดหลังตรง แล้วเดินอาด ๆ เข้าไปในหอสุราด้วยท่าทีขึงขัง
หงจั๋วเดินดุ่ม ๆ ขึ้นไปยังชั้นสองทันที หญิงสาวที่แต่งหน้าทาปากจัดจ้านกำลังรินสุราให้คุณชายหลายคน เมื่อเหลือบไปเห็นเขา ก็เอ่ยทักทายขึ้นมาว่า "อ้าว นี่คุณชายหงมิใช่หรือ? มาอุดหนุนข้าน้อยอีกแล้วหรือเจ้าคะ?"
เสิ่นซีได้ยินดังนั้นก็เบ้ปาก ดูท่าหงจั๋วคงไม่ได้เคยแวะเวียนมาที่นี่แค่ครั้งสองครั้งเสียแล้ว
หงจั๋วกระแอมไอเล็กน้อย "แม่นางอวิ๋น วันนี้ข้ามิได้มาเพื่อหาความสำราญ แต่ทว่า..."
คุณชายร่างสูงผู้เป็นหัวโจกพรรคพวกไปก่อกวนลวนลามเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่ร้านขายยาเมื่อวานผุดลุกขึ้นยืน พลางยิ้มเยาะ "พี่หง ท่านมาสายไปหน่อยนะ... มา ๆ ๆ ต้องโดนปรับสุราสามจอกเสียก่อน!" ว่าพลางสั่งให้คนรินสุราจนปริ่มจอก แล้วยกไปส่งให้หงจั๋วด้วยตนเอง
ทีแรกเสิ่นซีนึกว่าหงจั๋วจะปัดจอกสุราทิ้งลงพื้นเพื่อแสดงความโกรธแค้น ที่ไหนได้ เขากลับรับจอกสุรานั้นมา แล้วแหงนหน้ากระดกรวดเดียวจนหมดจอก สงสัยฤทธิ์สุราคงจะไปตีกับไฟโทสะในทรวงอก ใบหน้าจึงแดงก่ำ... ไม่น่าเชื่อว่าดื่มไปเพียงจอกเดียวก็เมามายเสียแล้ว
หลังจากนั้นหงจั๋วก็ดื่มติดต่อกันอีกสองจอก คราวนี้แดงเถือกไปจนถึงลำคอ
"พี่หงช่างคอแข็งยิ่งนัก วันนี้เราจะดื่มกันให้เมามายไปข้างหนึ่ง... แม่นางอวิ๋น อย่าลืมจดค่าสุราลงบัญชีคุณชายหงด้วยล่ะ ฮ่า ๆ..." กลุ่มคุณชายเสเพลกลุ่มนี้อุตส่าห์เจอไก่อ่อนให้หลอกเอาเปรียบ หงจั๋วแส่มาให้เชือดถึงที่ หากไม่ฟันสักดาบพวกเขาก็คงจะรู้สึกกระดากใจแย่
จู่ ๆ หงจั๋วก็ตบโต๊ะดังปัง ตวาดลั่น "คิดเงินน่ะคิดได้ ทว่าต้องพูดจาให้กระจ่างแจ้งเสียก่อน!"
น้ำเสียงโกรธเกรี้ยวเหลือคณา ทว่าในคำรามตวาดนั้นกลับแฝงความหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ... อย่างไรเสียการบุกขึ้นหอสุรามาโต้เถียงเพียงลำพัง ท่าทีคุกคามก็ไม่อาจเทียบเท่าตอนมีผู้คุ้มกันมาด้วยได้
"พี่หง ท่านเป็นอะไรไปหรือ? หรือว่าวันนี้พี่หงได้ไปพบแม่นางเซี่ยมาแล้ว?" คุณชายร่างสูงยิ้มร่า "นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดี... หรือว่าด้วยความช่วยเหลือในการไกล่เกลี่ยของข้าและพี่เหอ พี่หงกับแม่นางเซี่ยจึงได้เปลี่ยนอาวุธสงครามเป็นหยกและแพรพรรณ กลับมาปรองดองกันแล้วงั้นหรือ?"
(เชิงอรรถผู้แปล: เปลี่ยนอาวุธสงครามเป็นหยกและแพรพรรณ (化干戈为玉帛) ยุติข้อพิพาทหรือความขัดแย้ง แล้วหันมาผูกมิตรเจรจาสันติ)
เมื่อถูกลบหลู่เกียรติเช่นนี้ หงจั๋วก็เลือดขึ้นหน้า คว้าป้านสุราบนโต๊ะมาเปิดฝาออก แล้วสาดสุราครึ่งป้านรดหน้าคุณชายแซ่เกาเข้าให้อย่างจัง
คุณชายเกาหน้าถอดสีทันที พรรคพวกที่อยู่ข้าง ๆ เห็นดังนั้นก็รีบพุ่งเข้าไปจับตัวหงจั๋วกดลงกับโต๊ะ คุณชายเกาใช้ผ้าเช็ดหน้าของหญิงงามกรีดกรายมาเช็ดหน้าและคอเสื้อของตนอย่างลวก ๆ ก่อนจะโยนทิ้งลงพื้น "ไอ้แซ่หง พวกข้าอุตส่าห์ไว้หน้าเจ้า แต่เจ้ากลับไม่รู้จักหน้าบางเอาเสียเลย!"
หงจั๋วเป็นชาวเหนือ รูปร่างสูงใหญ่ มีพละกำลังอยู่บ้าง แต่พอโดนคนหลายคนกดทับเอาไว้ การดิ้นรนของเขาก็ไร้ผล
เสิ่นซีที่ยืนดูอยู่ข้างล่างอดไม่ได้ที่จะร้อนใจ เขาไม่ได้ร้อนใจแทนหงจั๋ว แต่ร้อนใจแทนพวกคุณชายลูกขุนนางเหล่านั้นต่างหาก ลองคิดดูสิ มีคนสาดสุราใส่หน้าพวกเจ้า พวกเจ้ากลับแค่กดเขาลงกับโต๊ะแล้วก็เลิกรากันไปแค่นี้น่ะหรือ? อย่างน้อยก็ต้องซ้อมเขาสักยก หากไม่ซ้อมจนสะบักสะบอม ก็ต้องซ้อมจนหน้าตาบวมปูดถึงจะสมเหตุสมผลมิใช่หรือ?
ในขณะที่เสิ่นซีกำลังแอบสะใจอยู่นั้น คุณชายเหอที่ร่วมขบวนไปก่อกวนร้านขายยาเมื่อวานก็เอ่ยขึ้นมาว่า "พี่เกา เหตุใดต้องมีน้ำโหด้วยเล่า? บางทีคุณชายหงอาจจะไปรองรับอารมณ์จากแม่นางเซี่ยมา ก็เลยแสดงพฤติกรรมรุนแรงเกินกว่าเหตุเช่นนี้ มิสู้พวกเราร่ำสุรากันเสร็จแล้ว ค่อยพากันไปทวงคืนความยุติธรรมให้คุณชายหงที่นั่นดีหรือไม่? มา ๆ ๆ ดื่มสุราให้ใจเย็นลง เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีเถิด คุณชายหง รีบรินสุราให้พี่เกาเร็วเข้า?"
ภายใต้คำพูดไกล่เกลี่ยของคุณชายเหอ คนอื่น ๆ ก็ยอมปล่อยตัวหงจั๋ว พอหงจั๋วเป็นอิสระก็พุ่งเข้าใส่คุณชายเกาทันที "เกาฉง ไอ้คนโฉดชั่วต่ำช้า ข้าอุตส่าห์เลี้ยงสุราเจ้า ระบายความในใจให้ฟัง แต่เจ้ากลับพาคนไปลวนลามน้องสาวสกุลเซี่ยของข้า... ข้า... ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!"
เมื่อความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น เสิ่นซีก็วางใจลงได้เปลาะหนึ่ง
ด้านบนเปิดศึกตะลุมบอนกันอุตลุด เปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นในใจหงจั๋วถูกจุดประกายขึ้นจนหมดสิ้น เขายอมแลกด้วยชีวิตเพื่อที่จะ "โต้เถียงด้วยเหตุผล" กับเกาฉง ทว่าด้วยความที่ต้องเผชิญหน้ากับคนหมู่มาก ประกอบกับรูปร่างที่บอบบางของเขา ก็ทำได้แค่กระชากคอเสื้อเกาฉงไว้ในตอนแรก แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกคนกลุ่มใหญ่รุมกดลงไปกองกับพื้น ก่อนจะโดนรุมประเคนทั้งหมัดและเท้าเข้าใส่ไม่ยั้ง
"วันนี้พวกข้าอุตส่าห์มาประพันธ์บทกวี ดื่มสุราหาความสำราญ อารมณ์สุนทรีย์อันแสนวิเศษกลับถูกไอ้โง่เง่าอย่างเจ้าทำลายจนป่นปี้หมดแล้ว!"
เกาฉงจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ เดินเข้าไปคว้าคอเสื้อแล้ว "หิ้ว" หงจั๋วขึ้นมาจากพื้นด้วยสีหน้าเยียบเย็น "เจ้าว่ามา จะชดใช้เช่นไร?"
หงจั๋วถูกซ้อมจนหน้าบิดเบี้ยว ยิงฟันแยกเขี้ยวด้วยความเจ็บปวด ดวงตาเอาแต่เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังมองหาใครสักคน
เสิ่นซีคิดในใจ ยามนี้ไม่เผ่นหนีแล้วจะรอเมื่อใดเล่า? ทว่าจังหวะที่กำลังจะเผ่นหนี ก็พลันได้ยินเสียงแหบพร่าของหงจั๋วดังแว่วมา "สหายตัวน้อย ช่วยข้าด้วย!"
คนหลายคนบนชั้นสองพร้อมใจกันมองลงมาด้านล่าง และเห็นเสิ่นซียืนดูเรื่องสนุกอยู่ใต้ร่มไม้พอดิบพอดี
เมื่อวานเกาฉงเพิ่งไปที่ร้านขายยามา ย่อมเคยเห็นหน้าเสิ่นซี พอเห็นปราดเดียวก็เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที จึงตวาดลั่น "เร็วเข้า ไปจับ... ไปเชิญตัวเขาขึ้นมา!"
เสิ่นซีสับเท้าวิ่งหนีสุดชีวิต ทว่าน่าเสียดายที่ร่างกายของเขาอ่อนแอบอบบางเกินไป ยังไม่ทันวิ่งพ้นถนนสายนั้น ก็ถูกบ่าวรับใช้ของเกาฉงไล่ตามทัน คนเหล่านั้นหิ้วปีกเสิ่นซีพาขึ้นไปบนชั้นสอง
หงจั๋วเมื่อเห็นเสิ่นซี บนใบหน้าก็ฉายแววคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย "สหายตัวน้อย ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที"
เสิ่นซีด่ากราดด้วยความโกรธ "ไอ้คนแซ่หง ตกลงกันแล้วมิใช่หรือว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ท่านนี่มันสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นไม่เบาเลยจริง ๆ"
เกาฉงตบหน้าหงจั๋วไปฉาดหนึ่ง ตวาดว่า "ได้ยินหรือยัง ขนาดเด็กยังมองหน้าเจ้าไม่ติดเลย" พูดจบก็หันกลับมา ประสานมือคารวะเสิ่นซีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "คุณชายน้อยผู้นี้ พวกเราพบกันอีกแล้วนะ เมื่อวานที่ร้านขายยาตระกูลลู่เจ้ากับข้าเคยพบหน้ากันครั้งหนึ่ง พอจะจำได้หรือไม่?"
เสิ่นซีตีหน้าซื่อตาใสไร้เดียงสาแบบเด็ก ๆ พยักหน้าตอบรับ "ข้าเคยพบคุณชายขอรับ คุณชายรูปร่างสูงใหญ่ หล่อเหลาเอาการ สง่างามโดดเด่นเหนือผู้คน เห็นเพียงครั้งเดียวก็ยากจะลืมเลือน!"
พอเกาฉงได้ยินคนอื่นชมตนว่า "สูงใหญ่หล่อเหลา" ก็หัวเราะร่วนออกมาทันที รูปร่างที่สูงใหญ่บวกกับใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เป็นสิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต
"คุณชายน้อย ไม่ทราบว่าวันนี้เจ้ามาที่นี่ด้วยธุระอันใด? เจ้ากับ... คุณชายหงผู้นี้ มีความสัมพันธ์อันใดกันหรือ?" เกาฉงเอ่ยถามด้วยท่าทีเมตตาปรานี
เสิ่นซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "คนแซ่หงผู้นี้ เอาแต่ไปตามตื๊อพี่สาวเซี่ยที่ร้านขายยาของพวกเราอยู่เรื่อย พี่สาวเซี่ยก็บอกแล้วว่าตัดขาดกับเขาเด็ดขาด แต่เขาก็ยังไม่ยอมตัดใจ ท่านแม่ข้าบอกว่า หากเจอเขาก็ให้ไล่ตะเพิดไปเสีย วันหน้าหากพี่สาวเซี่ยจะหาบ้านสามี ก็ต้องหาคุณชายตระกูลขุนนางเมืองถิงโจวในท้องถิ่น อย่างเช่นคุณชายที่หล่อเหลาราวกับพานอันกลับชาติมาเกิดผู้นี้แหละขอรับ"
(เชิงอรรถผู้แปล: พานอันกลับชาติมาเกิด (潘安再世) พานอันเป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์จีน ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุรุษที่หล่อเหลาที่สุด สำนวนนี้จึงใช้เปรียบเปรยถึงชายที่มีรูปงามมาก)
พูดจาประจบสอพลอสักสองสามประโยคก็ไม่เสียภาษีเสียหน่อย ต่อให้คนพวกนี้จะไม่ไร้เหตุผลเพียงใด เสิ่นซีก็ไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะกล้าลงไม้ลงมือกับเด็กเล็ก ๆ อย่างเขา?
เกาฉงได้ยินดังนั้นก็ดีใจยิ่ง "พูดได้ดี มานี่ มอบรางวัลให้เจ้าสองเหวิน เอาไปซื้อขนมกินเสีย"
เสิ่นซีรับเงินมา พลางทำหน้าตาน่าสงสาร "ขอบคุณคุณชายขอรับ ข้า... ข้าไปได้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ?"
เกาฉงนึกตรึกตรองดู อย่างไรเสียเสิ่นซีก็เป็นคนของร้านขายยาตระกูลลู่ ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธองค์ ได้ยินคนทางบ้านบอกว่า วิธีการปลูกฝีดาษวัวที่ร้านขายยาตระกูลลู่คิดค้นขึ้นช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้นับไม่ถ้วน ฮ่องเต้ทรงเบิกบานพระทัยยิ่งนัก ทรงกำชับให้ทางการมณฑลฝูเจี้ยนและเมืองถิงโจวคอยดูแลช่วยเหลืออย่างลับ ๆ ลู่ซุนซื่อผู้นี้มีชื่อขึ้นทะเบียนในราชสำนักแล้ว ไม่ควรไปตอแยด้วยง่าย ๆ
(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่เห็นแก่หน้าพระสงฆ์ก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธองค์ (不看僧面还要看佛面) สำนวนเปรียบเปรย หมายถึงแม้จะไม่ไว้หน้าบุคคลหนึ่ง แต่ก็ต้องไว้หน้าผู้ที่คอยหนุนหลังหรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น)
ทว่า เมื่อวานเกาฉงเพิ่งถูกลู่ซุนซื่อตวาดใส่ต่อหน้าธารกำนัล ทำให้เสียหน้าอยู่ไม่น้อย แต่หากจะมาระบายอารมณ์กับเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งก็ดูจะเสียเกียรติเกินไปหน่อย
"คุณชายน้อย คนที่ด่าข้าเมื่อวานนี้... คือแม่ของเจ้าหรือ?" สีหน้าของเกาฉงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เสิ่นซีแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "นั่นคือหลงจู๊ของพวกเรา เป็นหมอเทวดาหญิงที่โด่งดังแห่งเมืองถิงโจวอย่างไรเล่าขอรับ ส่วนท่านแม่ของข้าเอาแต่ยืนอยู่หลังโต๊ะบัญชี ไม่เคยเอ่ยปากพูดคุยกับคุณชายเลยนะขอรับ"
"เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว เจ้าไปได้ ส่วนไอ้คนแซ่หงนี่..." เกาฉงตวาดลั่น "โยนมันลงไปจากชั้นสองเสีย!"
คุณชายเหอมีท่าทีอิดออดเล็กน้อย "พี่เกา โยนเขาลงไปเช่นนี้ หากเกิดเหตุอันใดจนถึงแก่ชีวิต..."
ยามนี้หงจั๋วถูกซ้อมจนเหลือเพียงลมหายใจรวยริน เอ่ยด้วยความยากลำบากว่า "พี่เกา ไว้ชีวิตด้วย..."
"อยากให้ข้าไว้ชีวิตเจ้างั้นหรือ? ย่อมได้"
เกาฉงหยิบพู่กันบนโต๊ะขึ้นมา "ฤดูใบไม้ผลิใกล้จะผ่านพ้น วันนี้พวกข้าอุตส่าห์มารวมตัวกันประพันธ์กวีอยู่ที่นี่ นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเสียอารมณ์เพราะถูกเจ้าขัดจังหวะ ค่าสุรามื้อนี้เจ้าต้องจ่ายแน่ แต่พวกข้าจะลงโทษให้เจ้าแต่งบทกวีมาสักบท หากแต่งได้เข้าท่า พวกข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปสักหน ทว่าหากทำไม่ได้ คนเก่งอย่างท่านก็จงกระโดดลงไปจากตรงนี้ด้วยตัวเองเสียเถิด หากตกลงไปไม่ถึงตาย เรื่องราวบาดหมางก็ให้ถือเป็นอันเลิกรากันไป!"
หงจั๋วมองลงไปจากระเบียงชั้นสอง แม้จะไม่สูงมากนัก ทว่าด้วยสภาพของเขาในยามนี้ หากกระโดดลงไปแล้วจะรักษาชีวิตครึ่งหนึ่งที่เหลือรอดเอาไว้ได้หรือไม่ก็ยังยากจะบอกได้
เดิมทีตั้งใจล่องใต้มาเพื่อขอสานต่อวาสนารักกับน้องสาวสกุลเซี่ยของเขา มาบัดนี้นอกจากคนรักจะยังไม่ยอมให้อภัยแล้ว เขายังหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวไปตอแยกับกลุ่ม "สหายรู้ใจ" ที่ชอบก่อเรื่องวุ่นวายพวกนี้เข้าอีก ช่างเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนโดยแท้
"จะเขียนหรือไม่เขียน?" คนที่จับตัวหงจั๋วไว้ตะคอกถาม
"พู่กัน... เอาพู่กันมาให้ข้า ข้าจะเขียนเดี๋ยวนี้"
หงจั๋วรับพู่กันที่คนข้าง ๆ ยื่นให้มา แม้แต่พู่กันก็ยังจับไว้ไม่อยู่ แล้วประสาอะไรกับการแต่งบทกวีเล่า
เสิ่นซีเห็นภาพฉากนี้แล้วก็รู้สึกหวั่นใจ หากหงจั๋วเขียนไม่ออก แล้วต้องกระโดดลงไปจากชั้นสอง คาดว่าคงได้สิ้นใจตายไปจริง ๆ เป็นแน่
เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ เพราะถึงอย่างไร เขาก็เป็นต้นเหตุให้หงจั๋วต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้