- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 166 ภรรยาสหายไม่อาจล่วงเกิน
ตอนที่ 166 ภรรยาสหายไม่อาจล่วงเกิน
ตอนที่ 166 ภรรยาสหายไม่อาจล่วงเกิน
เพื่อช่วยเหลือพ่อค้าใบชาในสมาคมการค้าจัดซื้อชาฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเวลานี้ฮุ่ยเหนียงจึงออกจากบ้านตั้งแต่ย่ำรุ่งและกลับมาเสียจนมืดค่ำ มักจะกลับมาถึงร้านขายยาก็ล่วงเข้ายามวิกาลแล้ว หนำซ้ำตกดึกยังต้องอดตาหลับขับตานอนเพื่อวางแผนการจัดซื้ออีก เดิมทีเสิ่นซีคิดจะช่วยเหลือนาง ทว่าฮุ่ยเหนียงครานี้กลับยืนกรานที่จะจัดการให้สำเร็จด้วยตนเอง ตามที่นางกล่าวอ้างคือ จะพึ่งพาเสิ่นซีไปเสียทุกเรื่องย่อมไม่ได้
กิจการยาสำเร็จรูปของร้านขายยานั้นดีเยี่ยม หมู่นี้พ่อค้าเร่ที่สัญจรไปมาในเมืองถิงโจวล้วนมีสินค้าขนส่งเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือยาสำเร็จรูปของร้านขายยาตระกูลลู่นั่นเอง
เสิ่นซีจงใจสั่งทำไหดินเผาที่สามารถปิดผนึกได้สนิทเพื่อยาสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงงานผลิตยาของตนโดยเฉพาะ ภายในบรรจุห่อยาและใส่ใบแนบที่มีเครื่องหมายป้องกันการปลอมแปลงพร้อมทั้งหมายเลขรหัสกำกับไว้ ทั้งยังประทับตรา "ตระกูลลู่" ไว้ด้านนอก นอกเหนือจากเพื่อป้องกันมิให้มีผู้ใดใส่ร้ายป้ายสีแล้ว ยังหวังว่าป้ายชื่อร้านจะโด่งดังขจรขจายไปสู่ภายนอกด้วย
ช่วงต้นเดือนห้า เมืองถิงโจวมีฝนตกหนักติดต่อกันหลายระลอก ผู้คนสัญจรบนท้องถนนจึงมีไม่มากนัก กิจการของร้านขายยาก็พลอยซบเซาลงไปไม่น้อย
วันนี้เสิ่นซีเลิกเรียนจากสถานศึกษากลับมา เห็นภายในร้านขายยามีคุณชายหนุ่มสามคนสวมชุดบัณฑิต ในมือถือพัดพับ กำลังยืนล้อมฉากกั้นที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั่งตรวจโรค พลางชี้ไม้ชี้มือและหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
คุณชายทั้งสามมีท่าทีกรุ้มกริ่มล่วงเกิน มือก็คอยแต่จะไปจับฉากกั้น เดี๋ยวผลักเข้าไปด้านใน เดี๋ยวก็ดึงออกมาด้านนอก ดูราวกับตั้งใจมาหาเรื่องอย่างไรอย่างนั้น
โจวซื่อเห็นท่าไม่ดี จึงให้หนิงเอ๋อร์เข้าไปไล่คน ทว่าคุณชายทั้งสามกลับฉวยโอกาสลวนลามหนิงเอ๋อร์ที่นับวันก็ยิ่งหน้าตางดงามขึ้น หนิงเอ๋อร์ถอยกรูดไปจนมุมกำแพง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ท่านแม่ คนพวกนี้เป็นใครกันขอรับ?" เสิ่นซีเดินไปที่หน้าโต๊ะบัญชีพลางเอ่ยถาม
โจวซื่อหงุดหงิดใจเป็นล้นพ้น "ผีสางที่ไหนจะไปรู้ล่ะ ขลุกอยู่ที่นี่มากว่าครึ่งชั่วยามแล้ว ไล่ลูกค้าเตลิดไปจนหมด... คงมิใช่คนแซ่หงนั่นส่งมาก่อกวนน้องสาวสกุลเซี่ยหรอกกระมัง?"
เสิ่นซีคิดในใจ ไม่ว่าอย่างไรหงจั๋วก็มีใจ "รักมั่นลึกซึ้ง" ต่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ สิ่งที่เขาคิดคือจะกอบกู้ความสัมพันธ์กับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับคืนมาได้อย่างไร ไม่ใช่การหาลูกหลานคหบดีเสเพลสองสามคนมาลวนลามอดีตคู่หมั้นของตนเองเช่นนี้
จังหวะนั้นพอดีมีผู้ป่วยเดินเข้ามาขอตรวจรักษา เพิ่งจะนั่งลงและยื่นมือเข้าไปทางช่องว่างของฉากกั้นตรงขอบโต๊ะ ยามที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จับชีพจร มือเรียวงามดุจหยกของนางก็เผยให้เห็นผ่านช่องว่างนั้นพอดี คุณชายทั้งสามเห็นดังนั้นก็เบิกตาค้าง พากันผลักดันเข้าไปด้านหน้า ฉากกั้นจึงล้มครืนเข้าไปด้านในทันที
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ผุดลุกขึ้นพรวด ออกแรงผลักฉากกั้นนั้นให้ล้มลงไป
"ปัง!"
ฉากกั้นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถลึงตาถมึงทึงจ้องมองคุณชายเสเพลทั้งสามตรงหน้า ตวาดถามว่า "หากพวกท่านมิได้มาตรวจรักษา ก็เชิญออกไปเสีย!"
คุณชายร่างสูงโปร่งผู้เป็นหัวโจกหัวเราะร่วนกล่าวว่า "แม่นางเซี่ยเหตุใดต้องเดือดดาลด้วยเล่า? ผู้น้อยได้ยินมาว่าแม่นางมีรูปโฉมงดงามดั่งบุปผาและจันทรา ทั้งยังเป็นถึงหมอเทวดาหญิงผู้มีมือทิพย์คืนวสันต์ วันนี้จึงตั้งใจมาคารวะโดยเฉพาะ"
(เชิงอรรถผู้แปล: มือทิพย์คืนวสันต์ (妙手回春) สำนวนที่ใช้ยกย่องแพทย์ผู้มีฝีมือล้ำเลิศ ราวกับสามารถดึงผู้ป่วยที่ใกล้ตายให้กลับมามีชีวิตชีวาดุจฤดูใบไม้ผลิได้อีกครั้ง)
สองคนที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยปากสนับสนุนเป็นพัลวัน หนึ่งในนั้นกล่าวว่า "ฉากกั้นนี้แม่นางเซี่ยเป็นคนผลักให้ล้มเองนะ หรือว่าแม่นางเซี่ยจะรีบร้อนอยากออกเรือน เลยอยากจะยลโฉมความองอาจของพวกเราทั้งสามคน? ฮ่า ๆ ๆ..."
ถ้อยคำเกี้ยวพาราสีช่างสามหาว มีความสุภาพชนของปัญญาชนอยู่ที่ใดกัน?
เสิ่นซีฟังแล้วรู้สึกหวั่นใจ หรือว่าจะเป็นคู่แข่งในแวดวงเดียวกันส่งคนมาก่อกวน?
เรื่องที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มานั่งตรวจโรคที่ร้านขายยาตระกูลลู่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองถิงโจวตั้งนานแล้ว ทว่ายามที่ชาวบ้านเอ่ยถึงล้วนแฝงไว้ด้วยความเคารพยกย่อง จรรยาบรรณแพทย์ดุจบิดามารดา เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม รักษาผู้ป่วยโรคประหลาดรักษายากให้หายดีมาแล้วไม่น้อย กอปรกับชื่อเสียงยาสำเร็จรูปของร้านขายยาตระกูลลู่นับวันยิ่งโด่งดังขจรขจาย เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงพลอยได้รับฉายาว่าหมอเทวดาหญิงไปด้วย ทำให้มีผู้ป่วยจากเมืองและอำเภออื่นเดินทางมาเพราะได้ยินชื่อเสียงเล่าลือไม่น้อย
กิจการร้านขายยาตระกูลลู่ยิ่งรุ่งเรือง กิจการร้านขายยาอื่นย่อมได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมดา แม้จะมีสมาคมการค้าคอยควบคุมดูแล แต่ก็ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่มีคนพาลลอบก่อกวน
การที่มีคนจงใจมาก่อกวนถึงร้านขายยา นับเป็นครั้งที่สองต่อจากหงจั๋ว
ทว่าหงจั๋วกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นมีสัญญาหมั้นหมาย การที่เขารอนแรมแสนไกลมาเพื่อพบหน้านางสักคราก็ใช่ว่าจะตำหนิได้ ทว่าคุณชายทั้งสามคนนี้ฟังสำเนียงก็รู้ว่าเป็นคนท้องถิ่น เจตนาของพวกเขาย่อมคุ้มค่าแก่การขบคิดให้จงหนัก
"ที่นี่คือร้านขายยา หากพวกท่านยังขืนล่วงเกินผู้น้อยต่อไป ผู้น้อยจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อทางการ" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าว
"ทางการงั้นหรือ? หึหึ ช่างไม่บังเอิญเอาเสียเลย คุณชายเหอท่านนี้ บิดาของเขาก็คือนายอำเภอแห่งอำเภอฉางถิง ไม่รู้เหมือนกันว่าใตัเท้านายอำเภอเหอจะช่วยเหลือสตรีที่ไม่เคยรู้จักมักจี่อย่างเจ้า หรือจะช่วยเหลือบุตรชายในไส้ของตนเองกันแน่?"
คุณชายร่างสูงยังคงหยอกเย้าไม่เลิกรา เผยท่าทีได้ใจไม่เกรงกลัวสิ่งใด
ที่แท้ก็เป็นบุตรหลานขุนนาง ขนาดลูกน้องที่ตามติดอยู่ข้างกาย บิดายังเป็นถึงนายอำเภอแห่งอำเภอฉางถิง เสิ่นซีลอบคิดในใจ หรือว่าเจ้าคนที่เอ่ยปากเจรจาเมื่อครู่จะมีชาติตระกูลสูงส่งยิ่งกว่า?
ในขณะที่ใบหน้างดงามของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แดงก่ำด้วยความอัดอั้น ไม่รู้จะรับมืออย่างไรดี ทันใดนั้นก็มีเสียงตวาดกร้าวลอยมาจากหน้าประตู "ออกไป!"
ทุกคนหันขวับไปมอง ก็เห็นฮุ่ยเหนียงยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าน่าเกรงขาม จ้องมองทั้งสามคนด้วยความโกรธเกรี้ยวจนไม่อาจระงับ
"จะ...เจ้าพูดว่ากระไรนะ?" เมื่อเผชิญหน้ากับคำตวาดของฮุ่ยเหนียง ชายร่างสูงก็มีน้ำเสียงอ่อนลงไปบ้าง ชั่วขณะนั้นถึงกับถูกความน่าเกรงขามของฮุ่ยเหนียงสะกดข่มเอาไว้
ฮุ่ยเหนียงตวาดลั่น "ในร้านขายยาแห่งนี้ล้วนมีแต่แม่ม่ายลูกกำพร้า พวกเจ้าตั้งใจมาก่อกวนหาเรื่อง ทำผิดจารีตประเพณีเสื่อมเสียศีลธรรมเช่นนี้ หรือว่าอยากจะปลุกปั่นให้ราษฎรก่อกบฏ?"
ไม่ว่าในยุคสมัยใด การทำเรื่องเสื่อมเสียศีลธรรมล้วนเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการปลุกปั่นให้ราษฎรก่อกบฏ อำเภอหนิงฮว่าตั้งอยู่ตรงรอยต่อสามมณฑล หมู่นี้ดินแดนหลิ่งหนานก็เกิดกบฏขึ้นบ่อยครั้ง ลุกลามมาถึงเมืองถิงโจวทำให้พลอยไม่สงบสุขไปด้วย
อย่างไรเสียร้านขายยาตระกูลลู่ก็มีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลู่ซุนซื่อยังเป็นหมอเทวดาหญิงที่ราชสำนักเคยประกาศยกย่องความดีความชอบอย่างเป็นทางการ ในเมืองถิงโจวจึงเรียกได้ว่านางคือผู้โปรดสัตว์หมื่นหลังคาเรือน
(เชิงอรรถผู้แปล: โปรดสัตว์หมื่นหลังคาเรือน (万家生佛) ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ใหญ่หลวงจนได้รับการเคารพดั่งพระโพธิสัตว์)
หากเกิดการกบฏขึ้นเพราะชาวบ้านเคียดแค้นเรื่องที่พวกเขากระทำเสื่อมเสียศีลธรรมจริง ต่อให้ทางบ้านจะมีอิทธิพลหนุนหลังอยู่บ้างก็คงรับมือไม่ไหวแน่
"แม่นางเซี่ย เช่นนั้นวันหน้าพวกเราค่อยมารื้อฟื้นความหลังสานไมตรีกันใหม่ก็แล้วกัน" คุณชายทั้งสามก่อนจะจากไปยังมิวายยื่นมือออกไปหวังจะลูบคลำเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์สักครา ทว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด
คุณชายทั้งสามหัวเราะร่วนพลางเดินจากไป รอจนคนเดินไปไกลแล้ว ฮุ่ยเหนียงจึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาได้เปลาะหนึ่ง
การดุด่าพวกอันธพาลที่มีบุตรชายของนายอำเภอปะปนอยู่ท่ามกลางธารกำนัลเช่นนี้ นางเองก็ต้องรวบรวมความกล้าอย่างหนักเช่นกัน คนอ่อนแอมักถูกรังแก หากเมื่อครู่นางไม่เอ่ยปากข่มขวัญออกไปตรง ๆ แต่กลับเดินเข้าไปพูดจาหว่านล้อมดี ๆ คุณชายทั้งสามคนนี้รังแต่จะยิ่งกำเริบเสิบสาน ดีไม่ดีแม้แต่นางเองก็อาจจะถูกล่วงเกินไปด้วย
ฮุ่ยเหนียงสอบถามเรื่องราวจากโจวซื่อจนกระจ่างแจ้ง จึงได้รู้ว่าบุตรหลานขุนนางทั้งสามคนนี้โผล่มาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
"วันข้างหน้าพวกเราต้องระวังตัวให้มากเสียแล้ว อย่างไรก็เป็นสตรี การออกไปเผยโฉมหน้าต่อผู้คนก็ต้องรู้จักระแวดระวังบ้าง"
ถ้อยคำของฮุ่ยเหนียงแม้มองเผิน ๆ จะพูดกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และโจวซื่อ ทว่าแท้จริงแล้วนางก็กำลังตักเตือนตนเองอยู่เช่นกัน
เสิ่นซีที่ยืนอยู่ด้านข้างเงียบงันไม่ปริปาก เขายังคงขบคิดอยู่ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่กันแน่
ตามหลักการแล้ว ต่อให้คุณชายทั้งสามจะหยิ่งยโสโอหังเพียงใด ก็ไม่น่าจะมาลวนลามสตรีที่ประกอบอาชีพหมอซึ่งไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนอย่างไร้ต้นสายปลายเหตุ ในเมืองถิงโจวแห่งนี้ ผู้ที่เคยเห็นรูปโฉมและล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นั้นมีน้อยจนนับหัวได้
……
วันต่อมา ประจวบเหมาะกับเป็นวันหยุดพักผ่อนของสถานศึกษาที่มีกำหนดไว้หนึ่งวันในทุกสิบวันพอดี
การหยุดพักหนึ่งวันในทุกสิบวันเป็นสิ่งที่เสิ่นซีเสนอขึ้นมาตามหลักการผ่อนสั้นผ่อนยาว เมื่อคนเราต้องเผชิญกับสภาวะกดดันสูงเป็นเวลานาน ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ย่อมลดทอนลง หากในระหว่างนั้นได้หยุดพักผ่อนหย่อนใจเสียหน่อย ย่อมก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก
(เชิงอรรถผู้แปล: ลงทุนน้อยแต่ได้ผลมาก (事半功倍) ใช้ความพยายามเพียงครึ่งแต่ได้ผลลัพธ์เป็นเท่าตัว)
สำหรับข้อเสนอของเสิ่นซี ทั้งฮุ่ยเหนียงและเฝิงฮว่าฉีต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่ามีเหตุผล กอปรกับสถานศึกษารับเพียงบุตรหลานสมาคมการค้าเมืองถิงโจว ล้วนเป็นนักเรียนแบบไปเช้าเย็นกลับ ต่อให้หยุดพักหนึ่งวันในทุก ๆ สิบวันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด จึงตกลงรับปาก และกำหนดให้ทุกวันที่เก้าเป็นวันหยุดพักผ่อนจนกลายเป็นกฎใหม่ของสถานศึกษา
ลานเรือนด้านหลังร้านขายยา เสิ่นซีทำการบ้านเสร็จสรรพ ทบทวนตำราอรรถาธิบายสี่ตำราไปอีกรอบ เพิ่งจะเตรียมสอนวิชาคำนวณให้เด็กหญิงน้อยทั้งสอง จู่ ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังแว่วมาให้ได้ยิน
เสิ่นซีหลงนึกว่าเป็นเสิ่นหมิงจวินมีธุระแวะมาหา ทว่าพอมองลอดช่องประตูออกไป กลับกลายเป็นหงจั๋ว
ยามนี้หงจั๋วไม่ได้สวมชุดผ้าไหมชั้นดีดั่งเคย ไม่รู้ว่าเอาไปไว้ที่ใดเสียแล้ว เขาสวมเพียงชุดเสื้อคลุมบัณฑิตสีน้ำเงินที่ดูซอมซ่อ บริเวณคอเสื้อและปลายแขนมีคราบสกปรกเปรอะเปื้อน ซ้ำยังมีกลิ่นสุราเหม็นคลุ้งโชยออกมาจากร่างกาย
"คุณชายหง เหตุใดจึงมาหาถึงที่นี่ได้ขอรับ?" เสิ่นซีเปิดประตู พลางกวาดสายตามองสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า นึกในใจว่าหรือแผนการจะลุล่วง เงินทุนรอนของหงจั๋วใกล้จะร่อยหรอเต็มทีแล้วกระมัง?
ใบหน้าของหงจั๋วเต็มไปด้วยความอิดโรย ดูซูบซีดกว่าแต่ก่อนมากนัก เขาส่งยิ้มให้เสิ่นซีพลางกล่าวว่า "สองสามวันนี้ข้าทำตามคำชี้แนะของสหายตัวน้อย ตระเวนป่าวประกาศเรื่องที่ข้าจะเปิดสถานศึกษาในเมือง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับน้อยนิดเสียเหลือเกิน ภายหลังได้คนมาช่วยแนะนำ จึงได้ผูกมิตรกับปัญญาชนท้องถิ่นแห่งเมืองถิงโจวสองสามท่าน พวกเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเรื่องของข้ากับน้องสาวสกุลเซี่ยเป็นอย่างยิ่ง... ทั้งยังออกปากว่าจะช่วยส่งเสริมให้สมหวัง"
เสิ่นซีลอบรำพึงในใจ ที่แท้ต้นตอของปัญหาก็อยู่ตรงนี้นี่เอง ลูกหลานขุนนางทั้งสามคนเมื่อวาน คงจะระแคะระคายเรื่องนี้มาจากหงจั๋วเป็นแน่ จึงได้แจ้นมาป้วนเปี้ยนระรานเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถึงร้านขายยา
"ท่านไปพูดอะไรกับพวกเขาเล่าขอรับ?" เสิ่นซีขมวดคิ้วเอ่ยถาม
หงจั๋วกล่าวด้วยน้ำเสียงทอดถอนใจเล็กน้อย "ข้าก็แค่เล่าเรื่องราวความรันทดระหว่างข้ากับน้องสาวสกุลเซี่ยให้พวกเขาฟังตามความเป็นจริง น้องสาวสกุลเซี่ยประสบเคราะห์กรรมครอบครัวตกต่ำ จำต้องระเหเร่ร่อนไกลถึงเมืองถิงโจว ข้าอุตส่าห์รอนแรมแสนไกลมาพบหน้านาง ทว่านางกลับเย็นชาใส่ดุจคนแปลกหน้า... คนเหล่านั้นเอาใจใส่เรื่องของข้ากับน้องสาวสกุลเซี่ยเป็นพิเศษ บางท่านถึงขั้นคบหาเป็นสหายรู้ใจกับข้า พวกเขาบอกว่าเมื่อวานได้ไปช่วยพูดไกล่เกลี่ยที่ร้านขายยาให้แล้ว วันนี้ขอเพียงข้ามาพบน้องสาวสกุลเซี่ย ก็จะได้ของแทนใจอย่างแน่นอน... เพราะเหตุนี้ ข้าถึงได้มาที่นี่อย่างไรเล่า"
เสิ่นซีฟังแล้วถึงกับเหงื่อตก หงจั๋วผู้นี้จะไม่รู้จักคิดอ่านเกินไปหน่อยแล้วกระมัง เอาเรื่อง "น้องสาวสกุลเซี่ย" ผู้แสนงดงามสง่าผ่าเผยที่ตนเองเฝ้าพะวงหาไปป่าวประกาศให้สหายเลวทรามฟัง จนเป็นเหตุให้สตรีในดวงใจต้องถูกลวนลามอย่างน่าอนาถ หนำซ้ำพวกนั้นยังมาหลอกปั่นหัวให้เขามาโดนด่าอีก หากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้ว่าคุณชายเสเพลสามคนเมื่อวานเป็นคนที่เขาชักนำมา นางคงจะตบหน้าเขาสักฉาดเป็นแน่
"น้องสาวสกุลเซี่ยอยู่ข้างในหรือไม่?" หงจั๋วชะโงกหน้ามองเข้าไปในลานเรือน ทว่ากลับเห็นเพียงลู่ซีเอ๋อร์กับหลินไต้ที่ถือพู่กันพลางจ้องมองมาที่เขา
"อยู่ก็อยู่ขอรับ ทว่าวันนี้ท่านอย่าเข้าไปเลยจะดีกว่า" เสิ่นซีดึงแขนหงจั๋วออกมาข้างนอก หันกลับไปร้องบอกหลินไต้คำหนึ่ง ให้นางลงกลอนประตูให้เรียบร้อย
หงจั๋วมีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจ "สหายตัวน้อย สหายรู้ใจเหล่านั้นอุตส่าห์ปูทางให้ข้ากับน้องสาวสกุลเซี่ยกลับมาคืนดีกันแล้ว เหตุใดเจ้าจึงขัดขวางข้าเล่า? หรือว่าเจ้าอยากจะให้ข้าเดินเข้าประตูหน้าไปสู่ขอน้องสาวสกุลเซี่ยอย่างเปิดเผยผ่าเผยงั้นหรือ?"
เสิ่นซีด่าสวนกลับไปว่า "ท่านยังอุตส่าห์เรียกคุณชายเสเพลพวกนั้นว่าเป็นสหายรู้ใจอะไรนั่นอีก เสียแรงที่พวกเขากล้าเรียกตนเองว่าเป็นปัญญาชน ไม่รู้หรือว่าภรรยาสหายไม่อาจล่วงเกิน?"
หงจั๋วพึมพำทบทวนอยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า "สหายตัวน้อย เจ้าพูดให้กระจ่างกว่านี้หน่อยเถิด นี่มัน... เกี่ยวอันใดกันหรือ?"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหนอนตำราเช่นนี้ เสิ่นซีก็รู้สึกจนปัญญาอย่างสุดซึ้ง เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า "เมื่อวานสหายของท่านแวะมาก่อกวนที่ร้านขายยา ทำเอาแม่นางเซี่ยต้องอับอายขายหน้า หากมิใช่เพราะหลงจู๊ของร้านขายยากลับมาทันเวลา น้องสาวสกุลเซี่ยของท่านก็อาจถูกพวกเขาลวนลามล่วงเกินจนปู้ยี้ปู้ยำไปแล้วก็เป็นได้"
"ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!"
หงจั๋วทั้งอับอายทั้งเคียดแค้น โกรธจัดจนชกกำแพงริมถนนไปหมัดหนึ่ง ทว่ากลับเจ็บปวดจนต้องรีบหดมือกลับมาเป่าลมใส่ปาก น้ำตาแทบเล็ด
ผ่านไปพักใหญ่ หงจั๋วจึงประดับด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด "สหายตัวน้อย ข้าจะไปทวงคืนความเป็นธรรมกับเจ้าพวกนั้นเดี๋ยวนี้ เจ้าเต็มใจจะไปกับข้าหรือไม่?"
เสิ่นซีย่อมไม่อยากไปร่วมวงความวุ่นวายนี้ด้วย จึงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "เรียกข้าไปทำไมกัน? ท่านไปเองก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ..."
หงจั๋วถูกหลอกให้เป็นไก่อ่อน โดนอันธพาลท้องถิ่นหลอกกินหลอกดื่มผลาญเงินทอง คนพวกนั้นยังเอาเรื่องน่าอับอายของเขามาเป็นเรื่องล้อเล่น ซ้ำยังกล้าลวนลามสตรีที่เขาเฝ้าคะนึงหาอย่างโจ่งแจ้ง ตอนนี้หากแตกหักกันแล้ว คนพวกนั้นย่อมไม่ไว้หน้าเขาอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะรุมซ้อมเขาสักยกเสียด้วยซ้ำ
"สหายตัวน้อย ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นข้ามเขาข้ามน้ำมาตั้งไกล เดิมทีก็เพื่อหวังจะได้รับความเห็นใจจากน้องสาวสกุลเซี่ยอย่างแท้จริง มายามนี้เงินทองของข้าใกล้จะร่อยหรอ ไม่มีทรัพย์สินของมีค่าติดตัว อีกไม่นานก็คงต้องซมซานกลับเมืองหลวง ไม่อาจทำสิ่งใดให้นางได้อีกแล้ว ในเมื่อวันนี้นางถูกผู้อื่นรังแก ข้าย่อมต้องไปทวงความเป็นธรรมให้นาง ถือเสียว่าเป็นการทำเพื่อนางเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากไป หวังว่าสหายตัวน้อยจะยอมช่วยเหลือข้า"
หงจั๋วมีกลิ่นอายความรันทดปานวีรบุรุษออกศึกที่มิคิดหวนกลับ เมื่อเสิ่นซีได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ ก็อดไม่ได้ที่จะมีมุมมองต่ออีกฝ่ายเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย
เสิ่นซีฝืนยิ้มขื่น "คุณชายหงประเมินข้าสูงเกินไปแล้ว เด็กน้อยอย่างข้าตามไปจะช่วยอันใดได้เล่า? อย่างมากตอนที่ท่านเข้าไปโต้เถียงด้วยเหตุผล ข้าก็จะคอยดูอยู่ห่าง ๆ หากพวกท่านคุยกันไม่รู้เรื่อง... อะแฮ่ม หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา ข้าจะได้ไปตามคนมาช่วยท่าน"
"ดี... ดี..."
หงจั๋วพยักหน้ายิ้มรับ "รอแค่ประโยคนี้ของสหายตัวน้อยนี่แหละ"
เสิ่นซีถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ที่แท้หงจั๋วคิดจะไป "โต้เถียงด้วยเหตุผล" แต่ก็กลัวจะโดนซ้อม จึงอยากหาใครสักคนไปยืนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันกระมัง
ช่างเป็นบุรุษที่ขี้ขลาดตาขาวอะไรเช่นนี้!