- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 165 พายเรือทวนน้ำ
ตอนที่ 165 พายเรือทวนน้ำ
ตอนที่ 165 พายเรือทวนน้ำ
การที่โรงเงินจะทำหน้าที่เฉกเช่นธนาคาร เปิดให้บริการรับฝากเงินและปล่อยกู้ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตามแนวโน้มแห่งยุคสมัย
ในรัชศกหงจื้อปัจจุบันนี้ มีการลักลอบหลอมเหรียญทองแดงเถื่อนอยู่หลากหลายประเภท หากโรงเงินยังคงดำเนินกิจการตามรูปแบบเดิมที่รับแลกเหรียญกษาปณ์ทุกชนิดในอัตราเดียวกันหมด ย่อมไปไม่รอดอย่างเห็นได้ชัด
ต่อให้ยังคงรับแลกเปลี่ยนเงินตำลึงกับเหรียญทองแดงต่อไป ก็จำต้องเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมส่วนต่างให้สูงขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงเงินจะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง
โรงเงินแห่งนี้ดำเนินกิจการในรูปแบบ "กิจการร่วมหุ้น" เมื่อคิดจะขยายขอบเขตธุรกิจ จึงต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขอความคิดเห็นจากทุกคนเสียก่อน
ทว่าก่อนจะถึงวันประชุม ฮุ่ยเหนียงได้ซักถามข้อสงสัยทุกประการกับเสิ่นซีจนกระจ่างแจ้ง เพื่อป้องกันมิให้ถูกเหล่าผู้ถือหุ้นไล่ต้อนจนตอบไม่ถูกกลางที่ประชุม เสิ่นซีจึงได้แจกแจงขั้นตอนการดำเนินธุรกิจรับฝากและปล่อยกู้ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงบางประการหลังจากเปิดให้บริการอย่างละเอียดลออ แล้วส่งมอบให้ฮุ่ยเหนียงพิจารณา
"มีข้อมูลเหล่านี้ ข้าย่อมโน้มน้าวบรรดาหลงจู๊จากร้านต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน"
ฮุ่ยเหนียงอ่านจบก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง นางเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจต่ออนาคตของโรงเงิน
วันที่หนึ่งเดือนสี่ ฮุ่ยเหนียงจัดการประชุมผู้ถือหุ้นของโรงเงินขึ้นเป็นครั้งแรก
ในการประชุมครานี้ นอกจากจะประกาศเรื่องการขยายขอบเขตธุรกิจของโรงเงินแล้ว ฮุ่ยเหนียงยังทำตามคำชี้แนะของเสิ่นซีในการ "เพิ่มทุนจดทะเบียน" โดยขยายจากเดิมสามร้อยหุ้นเพิ่มเป็นสี่ร้อยหุ้น ทำให้เงินทุนหลักสูงถึงสี่พันตำลึง
หลังจากฮุ่ยเหนียงปรึกษาหารือกับโจวซื่อแล้ว นางก็เพิ่มเงินลงทุนเข้าไปอีกห้าร้อยตำลึง ส่งผลให้นางสามารถยึดครองสัดส่วนหุ้นตั้งต้นของโรงเงินไว้ได้เกินกว่าห้าส่วนอย่างเหนียวแน่น
หุ้นส่วนที่เหลือ ไม่ตกเป็นของผู้ถือหุ้นเดิมที่ขอซื้อเพิ่ม ก็ถูกสมาชิกสมาคมการค้าคนอื่น ๆ ซื้อไป โดยรวมแล้ว ผู้คนในสมาคมการค้าร้านขายยาเมืองถิงโจวต่างเล็งเห็นอนาคตอันสดใสของโรงเงิน อย่างไรเสียนี่ก็คือการใช้เงินต่อเงิน กลุ่มคนเหล่านี้ย่อมตระหนักดีกว่าฮุ่ยเหนียงเสียอีกว่าผลกำไรจากการปล่อยกู้นั้นหอมหวานเพียงใด
วันที่สองเดือนสี่ สถานศึกษาที่ฮุ่ยเหนียงตระเตรียมไว้ก็เปิดทำการสอนอย่างเป็นทางการ
นักเรียนชุดแรกที่เข้ามาเล่าเรียนยังมีจำนวนไม่มากนัก ทั้งสามสิบกว่าคนล้วนเป็นบุตรหลานพ่อค้าวาณิชในเมือง มีอายุลดหลั่นกันไป ส่วนฝั่งอาจารย์นั้น เมื่อรวมเฝิงฮว่าฉีด้วยแล้วก็มีมากถึงเจ็ดท่าน แบ่งชั้นเรียนออกเป็นหกชั้น
ในแต่ละชั้นเรียน นอกจากจะมีอาจารย์บรรยายหลักแล้ว ยังมีอาจารย์ท่านอื่นรับผิดชอบในรายวิชาต่าง ๆ ไม่แน่ว่าคาบก่อนอาจจะเป็นอาจารย์ท่านนี้สอน พอถึงคาบถัดไปก็เปลี่ยนเป็นอาจารย์อีกท่านหนึ่งแล้ว
ฮุ่ยเหนียงตั้งความหวังกับสถานศึกษาแห่งนี้ไว้สูงยิ่ง นางปรารถนาให้เสิ่นซีเติบโตเป็นผู้มีความรู้ความสามารถโดยเร็ว และเสิ่นซีก็มิได้ทำให้นางผิดหวัง ในเมื่อเฝิงฮว่าฉีเป็นอาจารย์ชั้นเยี่ยมที่รู้จักอบรมสั่งสอนตามความถนัดของศิษย์ เสิ่นซีก็ไม่คิดจะจงใจปิดบังความรู้ของตน การแสดง "ความก้าวหน้า" ออกมาให้เห็นตามความเหมาะสมจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะช่วยให้เขาได้สัมผัสกับความรู้ที่ลึกล้ำมากยิ่งขึ้น
หลังจากเฝิงฮว่าฉีทดสอบความรู้ของเสิ่นซี เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า เสิ่นซีมี "พรสวรรค์ล้ำเลิศ" ในการเล่าเรียนจนเหลือเชื่อ เพียงแค่ได้จับคัมภีร์ซือจิงและคัมภีร์ซ่างซูไม่กี่วัน เสิ่นซีกลับท่องจำได้อย่างขึ้นใจ เมื่อเฝิงฮว่าฉีไล่ทดสอบไปทีละจุด แม้จะเป็นความหมายของคัมภีร์ที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก เสิ่นซีก็ยังสามารถตอบคำถามได้ลื่นไหล
(เชิงอรรถผู้แปล:
คัมภีร์ซือจิง (诗经) 1 ใน 5 คัมภีร์หลัก ว่าด้วยบทกวี
คัมภีร์ซ่างซู (尚书) 1 ใน 5 คัมภีร์หลัก ว่าด้วยประวัติศาสตร์)
หนำซ้ำเสิ่นซียังมีมุมมองความคิดต่อคัมภีร์ซ่างซูโดดเด่นแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ทรรศนะบางประการที่เสิ่นซีเสนอขึ้นมา ถึงขนาดทำให้ผู้เป็นอาจารย์อย่างเฝิงฮว่าฉียังต้องขบคิดอยู่นานสองนาน
ในฐานะเจี้ยวอวี้แห่งสถานศึกษา ทุก ๆ สองสามวันเฝิงฮว่าฉีจะไปรายงานสถานการณ์ให้นายหญิงอย่างฮุ่ยเหนียงรับทราบ และถือโอกาสบอกเล่าถึงความก้าวหน้าของเสิ่นซีตามความเป็นจริง
ยามที่ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อได้รับทราบว่าการเรียนของเสิ่นซีก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด พวกนางก็แทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง... แต่เดิมพวกนางพะว้าพะวงว่าการที่เสิ่นซีต้องคอยดูแลทั้งเรื่องการค้าและเรื่องของสมาคม จะทำให้เขาเสียสมาธิจนไม่ยอมตั้งใจเล่าเรียน ใครจะคาดคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่า เสิ่นซีฉายแววเสียงหงส์ร้องเหนือเขาฉีซาน พร้อมที่จะโบยบินขึ้นสู่ท้องนภาอย่างสง่างาม
(เชิงอรรถผู้แปล: เสียงหงส์ร้องเหนือเขาฉีซาน (凤鸣岐山) สำนวนเปรียบเปรยถึงการปรากฏตัวของปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ หรือนิมิตหมายแห่งความก้าวหน้ารุ่งโรจน์)
ความก้าวหน้าของเสิ่นซี ทำให้ฮุ่ยเหนียงตั้งความหวังกับสถานศึกษาไว้สูงขึ้นไปอีก นางไหว้วานคนให้ไปเทียบเชิญอาจารย์ชื่อดังมาอีกครา แม้มิอาจพำนักอยู่ประจำได้ แต่ก็สามารถเป็นอาจารย์พิเศษคอยแวะเวียนมาช่วยชี้แนะวิชาความรู้ให้แก่นักเรียนเป็นครั้งคราว ในขณะเดียวกัน สถานศึกษายังได้เปิดสอนรายวิชาบรรเลงพิณ เดินหมาก เขียนพู่กัน และวาดภาพ ทั้งยังซื้อหากู่เจิงและกระดานหมากมาให้เสิ่นซีได้ค้นคว้าศึกษาอย่างจริงจัง
ถึงขนาดที่ว่าหลังจากสถานศึกษาเลิกเรียนแล้ว ฮุ่ยเหนียงยังตั้งใจเชิญเฝิงฮว่าฉีมาที่บ้าน เพื่อถ่ายทอดเคล็ดวิชาการตีโจทย์พั่วถี ตลอดจนถึงขั้นตอนการเขียนทั้งแปดส่วน ได้แก่ เฉิงถี ฉี่เจี่ยง หรู่ถี ฉี่กู่ จงกู่ โฮ่วกู่ และซู่กู่ ให้แก่เสิ่นซีโดยเฉพาะ
(เชิงอรรถผู้แปล: โครงสร้างบังคับ 8 ส่วนของการเขียนปากู่เหวิน (เรียงความแปดขา) สำหรับสอบขุนนาง ประกอบด้วย: 1. พั่วถี (ตีโจทย์ให้แตก) 2. เฉิงถี (ขยายความรับจากพั่วถี) 3. ฉี่เจี่ยง (อารัมภบทเริ่มอธิบาย) 4. หรู่ถี (ดึงเข้าสู่เนื้อหาหลัก) 5-8. ฉี่กู่, จงกู่, โฮ่วกู่, ซู่กู่ คือส่วนเนื้อหาหลักตั้งแต่ ต้น, กลาง, หลัง จนถึง สรุปปิดท้าย โดยคำว่า "กู่" (股) หมายถึงท่อนเนื้อหาที่บังคับว่าต้องแต่งเป็นประโยคคู่ขนาน 4 คู่ให้มีความสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ)
เสิ่นซีรู้สึกว่าตนเองแบกรับความคาดหวังไว้มากจนเกินไป ภาระการเรียนจึงพลันหนักอึ้งขึ้นมาถนัดตา ในยามนี้เขาถึงกับต้องโอดครวญในใจ หากรู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่ไปอวดภูมิความรู้ต่อหน้าเฝิงฮว่าฉีเป็นแน่
เมื่อบรรดาบุตรหลานในสมาคมการค้าทยอยตบเท้าเข้ามา จำนวนนักเรียนในสถานศึกษาจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจากสามสิบกว่าคนในตอนเปิดภาคเรียน กลายเป็นหกเจ็ดสิบคน
ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนของสถานศึกษาที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ผนวกกับมีอาจารย์หลายท่านที่เป็นถึง "อาจารย์ชื่อดัง" แห่งเมืองถิงโจว ครอบครัวคหบดีมากมายในตัวเมืองตลอดจนหมู่บ้านใกล้เคียง ต่างก็ใคร่จะส่งบุตรหลานเข้ามาเล่าเรียน ทว่าด้วยสถานศึกษามิได้เปิดรับบุคคลภายนอก คำร้องขอเหล่านี้จึงถูกเฝิงฮว่าฉีปัดตกไปเสียสิ้น
ช่วงกลางเดือนสี่ เสิ่นหมิงจวินที่กลับไปยังอำเภอหนิงฮว่านานกว่าหนึ่งเดือนก็เดินทางกลับมาในที่สุด พร้อมกับนำข่าวดีมาแจ้งให้ทราบว่า ในการประเมินผลซุ่ยเข่าประจำปีนี้ ลุงใหญ่เสิ่นหมิงเหวินของเสิ่นซีสามารถสอบได้อันดับหนึ่ง รักษาตำแหน่งหลิ่นเซิงเอาไว้ได้อย่างราบรื่น ทั้งยังได้เบี้ยหวัดข้าวสารและเบี้ยหวัดกลับคืนมาแล้ว
ปัจจุบันตระกูลเสิ่นได้ปักหลักลงฐานอยู่ในตัวอำเภอหนิงฮว่าแล้ว นอกเหนือจากบ้านสี่ของลุงสี่เสิ่นหมิงซินที่ยังคงอยู่เฝ้าหมู่บ้านเถาฮวา ครอบครัวสายอื่นล้วนย้ายเข้าไปในตัวอำเภอ ฮูหยินเฒ่าใช้เงินที่สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินส่งกลับไปให้เป็นประจำ ซื้อลานเรือนสี่ชั้นแห่งหนึ่งในตัวเมืองหนิงฮว่า เมื่อรวมค่าซ่อมแซมปรับปรุงแล้ว เบ็ดเสร็จใช้จ่ายเงินไปทั้งสิ้นร้อยห้าสิบกว่าตำลึง
"...ท่านแม่เก็บห้องทางเรือนปีกตะวันตกในลานเรือนชั้นที่สองไว้ให้พวกเราสองห้อง บอกว่าวันข้างหน้าพวกเราจะได้แวะกลับไปพักได้บ่อย ๆ ท่านแม่บ่นคิดถึงเสี่ยวหลางมากทีเดียว"
เสิ่นหมิงจวินเมื่อได้พบหน้าโจวซื่อ บนใบหน้าก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มซื่อตรงจริงใจ
"เสี่ยวหลางเรียนรู้ได้ฉับไว ท่านอาจารย์เฝิงเอ่ยปากชมว่าเขามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ การเรียนจึงถูกจัดเตรียมไว้อย่างแน่นขนัด ท่านอาจารย์เฝิงยังบอกอีกว่า ผ่านไปอีกสักสองปีก็เตรียมตัวจะให้เสี่ยวหลางลองลงสอบการสอบถงเซิงดูแล้ว ช่วงนี้ก็เลยเริ่มหัดเขียนบทความสือเหวิน เกรงว่าคงจะปลีกตัวกลับไปเยี่ยมท่านแม่ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ... ท่านพี่ ท่านไปอาบน้ำอาบท่าเสียก่อนเถิด พอเนื้อตัวสะอาดสะอ้านแล้ว ครอบครัวเราจะได้มากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน"
(เชิงอรรถผู้แปล:
การสอบถงเซิง (童生试) คือการสอบคัดเลือกขั้นแรกสุดในระบบเคอจวี่ (การสอบเข้ารับราชการ) ประกอบด้วยการสอบระดับอำเภอ ระดับเมือง และระดับท้องถิ่นผู้ที่สอบผ่านจะได้รับคุณวุฒิเป็น "ซิ่วไฉ" ส่วนผู้ที่กำลังเตรียมสอบหรือยังสอบไม่ผ่าน ไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตาม จะถูกเรียกรวมๆ ว่า "ถงเซิง" )
สือเหวิน (时文) หรือ จื้ออี้ (制艺) แปลว่า บทความร่วมสมัยหรือบทความตามแบบแผน ในยุคราชวงศ์หมิงและชิงเป็นคำที่ใช้เรียก "เรียงความแปดขา" (ปากู่เหวิน) การหัดเขียนสือเหวินจึงหมายถึงการเริ่มฝึกหัดแต่งบทความตามรูปแบบบังคับเพื่อใช้ในการสอบขุนนางนั่นเอง)
แม้โจวซื่อจะชอบบ่นว่าเสิ่นหมิงจวินอยู่เสมอ ทว่าลึก ๆ ในใจนางยังคงรักใคร่ผูกพันกับผู้เป็นสามียิ่งนัก เมื่อล่วงรู้ว่าสามีจะเดินทางกลับมา นางก็นอนกระสับกระส่ายมาถึงสองคืนติด ครั้นถึงวันที่เสิ่นหมิงจวินกลับมา นางก็ยิ่งวางมือจากธุระตรงหน้า แล้วออกไปรอรับเขาถึงนอกกำแพงเมืองด้วยตนเอง
เสิ่นซียืนอยู่ตรงประตู ทอดสายตามองดูสองสามีภรรยาที่กำลังพลอดรักกันอยู่ภายในห้อง ลึก ๆ ในใจพลันรู้สึกทอดถอนใจ หลังจากโจวซื่อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอยู่บ้าง นางก็ให้ความสำคัญกับครอบครัวมากเป็นพิเศษ ทว่าน่าเสียดายที่ท่านพ่อกลับซื่อตรงจนไม่ประสีประสาและเข้าใจความละเอียดอ่อนของสตรีเสียเลย มักจะเผลอทำเรื่องที่ทำให้ภรรยาต้องปวดใจอยู่เสมอไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ระหว่างมื้อค่ำ เสิ่นหมิงจวินนำสมุดบัญชีของโรงพิมพ์ที่หอบหิ้วมาจากอำเภอหนิงฮว่าออกมา ในช่วงที่รั้งอยู่อำเภอหนิงฮว่า เขาได้จัดการยกเครื่องโรงพิมพ์ฝั่งนั้นขนานใหญ่ ซ่อมแซมและปรับปรุงเครื่องมืออุปกรณ์ทั้งหมด ทั้งยังจัดซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหม่ ๆ มาเพิ่มเติมอีกไม่น้อย ตามความตั้งใจแต่เดิมของโจวซื่อและฮุ่ยเหนียง โรงพิมพ์จำต้องขยายกิจการอีกครา พื้นที่เดิมที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว ดังนั้นจึงได้กว้านซื้อลานเรือนรอบ ๆ โรงพิมพ์มาพร้อมกันเสียเลย
เมื่อกินข้าวเสร็จ โจวซื่อเตรียมจะนำสมุดบัญชีไปส่งให้ฮุ่ยเหนียงตรวจสอบ เสิ่นหมิงจวินก็พลันเอ่ยถามขึ้นมาว่า "น้องหญิง ข้าได้ยินคนในโรงพิมพ์อำเภอหนิงฮว่าพูดกันว่า น้องหญิงต่างหากที่เป็นหลงจู๊ใหญ่ ไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงลือกันเช่นนั้น?"
โจวซื่อถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรดี นางปิดบังเรื่องที่ตนเองเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของโรงพิมพ์ไม่ให้สามีล่วงรู้มาโดยตลอด แม้แต่เงินที่หามาได้จากโรงพิมพ์ นางก็ยังฝากไว้ที่ฮุ่ยเหนียง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สามีระแคะระคาย
แต่กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟ ต่อให้คนในโรงพิมพ์ฝั่งเมืองถิงโจวตั้งแต่บนลงล่างจะมองว่าฮุ่ยเหนียงเป็นผู้เป็นนาย ทว่าฝั่งอำเภอหนิงฮว่ากลับมีผู้คนไม่น้อยที่รู้ซึ้งแก่ใจดีว่าโจวซื่อต่างหากที่เป็นหลงจู๊ใหญ่ตัวจริงเสียงจริง
(เชิงอรรถผู้แปล: กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟ (纸终抱不住火) สำนวนเปรียบเปรยว่าความลับไม่มีในโลก สักวันย่อมต้องถูกเปิดเผย)
"ท่านพ่อ คนภายนอกชื่นชอบการนินทาว่าร้ายเป็นที่สุดแล้ว พวกเขาพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ท่านพ่อยังไม่ชัดเจนอีกหรือขอรับ? นี่มันจงใจกล่าวให้ร้ายท่านพ่อชัด ๆ..."
เสิ่นซีเห็นสีหน้าของโจวซื่อไม่ค่อยสู้ดีนัก ดูเหมือนนางอยากจะสารภาพความจริงกับสามี จึงรีบพูดไกล่เกลี่ย "โรงพิมพ์นั้นตั้งแต่เริ่มแรกท่านน้าฮุ่ยเหนียงก็เป็นคนจัดการดูแล ท่านพ่อลองคิดดูสิขอรับ ท่านแม่จะเป็นหลงจู๊ไปได้อย่างไร?"
ตลอดการเดินทางกลับมา เสิ่นหมิงจวินก็ขบคิดถึงปัญหานี้เช่นกัน แม้โจวซื่อจะแวะเวียนไปที่โรงพิมพ์อยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็ไปช่วยเหลืองานเขาเท่านั้น เรื่องเงินทุนและการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ล้วนเป็นหน้าที่ของฮุ่ยเหนียงมาโดยตลอด เมื่อนึกไปถึงข่าวลือของคนนอกที่หาว่าเขาคิดจะตบแต่งฮุ่ยเหนียงเป็นภรรยาลับ เพื่อรวบทั้งคนและทรัพย์สิน เสิ่นหมิงจวินก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มขื่น เขาดึงมือของภรรยามากุมไว้แล้วตบเบา ๆ เป็นการแสดงความขอโทษ
รอจนโจวซื่อเดินไปทางฝั่งร้านขายยาแล้ว เสิ่นซีจึงค่อยกระตุกชายเสื้อของท่านพ่อ "ท่านพ่อ ท่านอย่าได้หูเบาได้ยินลมก็ว่าเป็นฝนไปเลยขอรับ ท่านก็รู้นี่นาว่า ท่านแม่ใส่ใจกับคำครหาจุกจิกพวกนั้นมากเพียงใด"
"พ่อกระจ่างแล้วว่าเรื่องราวเป็นเช่นไร... วางใจเถอะเสี่ยวหลาง ก็แค่เห็นว่าบรรดาช่างและลูกจ้างในอำเภอต่างพากันพูดเช่นนี้ พ่อก็เลยลองหยั่งเชิงถามดู ต่อไปพ่อจะไม่พูดถึงอีกแล้ว" เสิ่นหมิงจวินกล่าวแสดงจุดยืน เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าต่อไปจะไม่รับฟังข่าวลือเหล่านี้อีก เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ครอบครัวต้องแตกหัก
โจวซื่อส่งสมุดบัญชีเสร็จก็เดินกลับมา แท้จริงแล้วภายในใจนางรู้สึกโทษตัวเองอยู่ไม่น้อย เพื่อให้คนในครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นางจึงได้ปิดบังเรื่องที่ตนเองมีหุ้นส่วนอยู่ในทั้งโรงพิมพ์และโรงเงินเอาไว้ เดิมทีนางตั้งใจจะบอกความจริงในเวลาที่เหมาะสม ทว่าเวลาล่วงเลยไปเป็นปีแล้ว หากมาสารภาพเอาป่านนี้ก็เกรงว่าจะสายไปเสียหน่อย
ด้วยความรู้สึกผิดที่อัดอั้นอยู่ในใจ โจวซื่อจึงยิ่งว่านอนสอนง่ายและโอนอ่อนผ่อนตามสามีมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องราว "ไร้มโนธรรม" ที่เสิ่นหมิงจวินเคยกระทำมาก่อนหน้านี้ ก็ถูกนางโยนทิ้งไปจนสุดขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เสิ่นซีก็ค้นพบว่า ยามที่ท่านแม่เอ่ยถึงเสิ่นหมิงจวินต่อหน้าฮุ่ยเหนียง นางจะใช้คำว่า "คนในบ้านข้า" หรือไม่ก็ "ท่านพี่" เสมอ โดยไม่เติมคำขยายอย่าง "คนไร้มโนธรรม" อีกเลย
เข้าสู่เดือนสี่ โรงเงินก็เริ่มดำเนินกิจการรับฝากและปล่อยกู้ ช่วงแรกเริ่มมีคนมากู้ยืมเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนมาฝากเงินนั้นมีน้อย ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปยังคงมีท่าทีรอดูท่าทีของโรงเงินอยู่
แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่โรงเงินกำหนดไว้จะสูงถึงร้อยละสิบต่อปี เงินหนึ่งตำลึงเมื่อฝากครบหนึ่งปีก็จะได้ดอกเบี้ยถึงหนึ่งร้อยเหวิน ซึ่งถือเป็นสิ่งล่อใจที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับชาวบ้านที่มีเงินเย็นเก็บไว้ ทว่าพวกเขาก็ไม่อยากให้เงินทองที่หามาด้วยความเหนื่อยยากต้องสูญเปล่าไปกับการปาหินลงน้ำ
(เชิงอรรถผู้แปล: การปาหินลงน้ำ (打水漂) สำนวนเปรียบเปรยถึงการลงทุนหรือเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา)
ผ่านไปตลอดทั้งเดือน ภายใต้สถานการณ์ที่ทำการป่าวประกาศอย่างครอบคลุมและละเอียดลออ โรงเงินก็ยังคงได้รับเงินฝากเพียงสองร้อยกว่าตำลึง ทว่ายอดความต้องการกู้ยืมจากภายในสมาคมการค้ากลับสูงถึงสองพันตำลึง
โรงเงินมีเงินทุนอยู่สี่พันตำลึง ฮุ่ยเหนียงไม่ได้ผลีผลามปล่อยกู้ออกไปทั้งหมด นางเพียงแค่เลือกรับทำสัญญาบางรายการเท่านั้น เงินที่ปล่อยกู้ออกไปล้วนทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ถูกกำหนดไว้ตายตัวที่ร้อยละยี่สิบต่อครึ่งปี กำหนดคืนภายในหกเดือน ทว่าต้องเรียกเก็บดอกเบี้ยเป็นรายเดือน
ในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง ดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบต่อครึ่งปีนั้นถือว่าไม่ได้มากมายอะไรนัก เพราะการค้าขายในยุคปัจจุบัน การใช้เงินทุนไปต่อยอดจนได้กำไรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวภายในไม่กี่เดือนนั้นพบเห็นได้ดาษดื่นจนชินตา ร้านค้าบางแห่งที่มีความมุ่งมั่นจะขยายขนาดกิจการ ต่างก็กระตือรือร้นที่จะกู้ยืมเงินเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับการมีสัญญาที่เป็นกิจจะลักษณะคอยรับประกัน ตราบใดที่คืนเงินตรงตามกำหนด ทรัพย์สินหรือโฉนดที่ดินที่นำมาค้ำประกันไว้ก็ย่อมปลอดภัย ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากว่าการนำไปจำนำที่โรงรับจำนำ หรือการออกไปกู้นอกระบบที่ขูดรีดดอกเบี้ยมหาโหดแบบรับเก้าคืนสิบสามอยู่มากโข
(เชิงอรรถผู้แปล: รับเก้าคืนสิบสาม (九出十三归) รูปแบบการปล่อยเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยโหดของจีนโบราณ คือเมื่อขอกู้สิบส่วน จะได้รับเงินจริงเพียงเก้าส่วน แต่เวลาคืนต้องคืนถึงสิบสามส่วน)
ฮุ่ยเหนียงเก็บรักษาโฉนดที่ดินและทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันไว้อย่างระมัดระวัง นางเกรงว่าหากเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ขึ้นมาจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของโรงเงินได้
ในขณะที่กิจการของโรงเงินกำลังค่อย ๆ เติบโตอย่างช้า ๆ ในช่วงเวลานี้เอง เรื่องการจัดตั้งระบบการจัดซื้อของสมาคมการค้าที่เสิ่นซีเคยเสนอไว้เมื่อต้นปี ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในที่ประชุม
บรรดาพ่อค้าที่ประกอบกิจการค้าใบชาในเมือง ต่างปรารถนาจะได้ซื้อหาชาฤดูใบไม้ผลิในราคาที่เป็นธรรมและคุ้มค่า จึงคิดจะอาศัยสมาคมการค้าเป็นฐานที่มั่น เดินทางไปกว้านซื้อโดยตรงถึงแหล่งกำเนิดใบชาอย่างทะเลสาบซีหู ทะเลสาบไท่หู ทะเลสาบต้งถิงหู และเมืองซิ่นหยาง เพื่อข้ามขั้นตอนการผ่านพ่อค้าคนกลาง
ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับยังคงมีข้อกังขาต่อเรื่องนี้
พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อขายใบชานั้น เป็นพ่อค้ากลุ่มเดียวกันกับที่ทำธุรกิจค้าข้าวฟ่างและข้าวสาลีจากแดนเหนือกับร้านค้าข้าวเมืองถิงโจวเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากที่คนกลุ่มนี้ต้องขาดทุนย่อยยับ พวกเขาก็ได้ล่วงรู้ความจริงว่า ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เคยมี "พ่อค้าจากเจียงซี" แต่อย่างใด มันเป็นเพียง "วิชาพรางตา" ที่สมาคมการค้างัดออกมาใช้เท่านั้น ส่งผลให้พวกเขาทำกำไรได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และมักจะคอยหาโอกาสแก้แค้นสมาคมการค้าอยู่เสมอ
แม้ว่าฮุ่ยเหนียงจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในสมาคมการค้าเมืองถิงโจว แต่ถึงกระนั้นนางก็มิได้มีเบื้องหลังเป็นขุนนางในราชสำนักหนุนหลัง นางจึงยึดมั่นในความรอบคอบต่อเรื่องนี้มาโดยตลอด ด้วยไม่อยากเกิดการปะทะกับคนเหล่านี้ซึ่ง ๆ หน้า
แต่หากพ่อค้าใบชาในสมาคมไม่ลงพื้นที่ไปรับซื้อด้วยตนเอง หากปล่อยให้พ่อค้าเร่นำชาใหม่มาเร่ขายให้ ถึงเวลานั้นอีกฝ่ายย่อมต้องอ้าปากขูดราคาอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้พวกเขาก็เรียนรู้จนฉลาดหลักแหลมขึ้นแล้ว เมื่อรู้ว่าสมาคมการค้าอาจงัดเล่ห์เหลี่ยมขึ้นมาใช้ พวกเขาย่อมต้องไปหาผู้ซื้อรายต่อไปเตรียมไว้ล่วงหน้า หากราคาที่เสนอมาไม่เป็นที่น่าพอใจ ต่อให้ต้องยอมขาดทุน พวกเขาก็จะไม่ยอมขายให้ร้านค้าในสมาคมการค้าอีกต่อไป
ในขณะที่สมาคมการค้าเมืองถิงโจวกำลังผงาดขึ้นอย่างรุ่งโรจน์ ขุมกำลังที่ต่อต้านสมาคมการค้ากลุ่มหนึ่งก็กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ เช่นกัน