- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 164 แผนการซ้อนเร้น
ตอนที่ 164 แผนการซ้อนเร้น
ตอนที่ 164 แผนการซ้อนเร้น
ฮุ่ยเหนียงวางแผนก่อตั้งสถานศึกษาสำหรับลูกหลานสมาคมการค้าโดยเฉพาะ ในขณะเดียวกัน ภายในเมืองถิงโจวก็ยังมีสถานศึกษาอีกแห่งหนึ่งกำลังอยู่ในช่วงเตรียมการอย่างเคร่งเครียดเช่นกัน นั่นก็คือสถานศึกษาที่หงจั๋วก่อตั้งขึ้นตามคำแนะนำของเสิ่นซีนั่นเอง
ช่วงปลายเดือนสาม เสิ่นซีไม่ต้องไปเรียนที่สถานศึกษาแล้ว ยามปกติจึงศึกษาตำราด้วยตนเองอยู่ที่บ้าน นอกเหนือจากการอ่านตำราที่เกี่ยวข้องกับการสอบเคอจวี่แล้ว เวลาที่เหลือเขาก็จะสอนลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้ให้รู้หนังสือ
เด็กหญิงน้อยทั้งสองก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา เสิ่นซีได้สอนคัมภีร์สามอักษร, คัมภีร์ร้อยแซ่, คัมภีร์พันอักษร และคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน ให้พวกนางจนจบแล้ว นอกเหนือจากตัวอักษรที่พบเห็นได้ยาก พวกนางก็สามารถอ่านออกเขียนได้ อีกทั้งยังเข้าใจความหมายอย่างถ่องแท้
เสิ่นซีเริ่มถ่ายทอดความรู้ใหม่ ๆ ให้พวกนาง มิใช่ตำราเบิกปัญญาเล่มอื่น และมิใช่สี่ตำราห้าคัมภีร์ ทว่าเป็นการคำนวณตัวเลข เริ่มสอนตั้งแต่การบวก ลบ คูณ หาร พื้นฐาน ไปจนถึงกฎการคำนวณทั้งสี่ประการ รูปทรงเรขาคณิต และการคำนวณความยาว เขาก็เตรียมจะสอนให้พวกนางเช่นกัน
หรือบางทีอิสตรีอาจจะเกิดมาไม่ถูกโฉลกกับเรื่องการคำนวณตัวเลขก็เป็นได้ พวกนางเรียนรู้การอ่านเขียนตัวอักษรได้อย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาตัวเลข เด็กหญิงน้อยทั้งสองกลับมักจะต้องยกนิ้วขึ้นมานับ สำหรับเรื่องรูปทรงเรขาคณิตนั้นพวกนางยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ ทำเอาเสิ่นซีถึงกับหมดหนทางเยียวยา
วันที่สามสิบเดือนสาม หงจั๋วก็มาที่ร้านขายยาอีกครั้ง การมาเยือนอย่างกะทันหันในครั้งนี้ คนในร้านขายยายังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบใด ๆ เขาก็บุกรุกเข้าไปด้านในเสียแล้ว
โจวซื่อเห็นหงจั๋วก็ไม่โกรธกลับหัวเราะออกมา เดิมทีนางคิดว่าคุณชายจากเมืองหลวงผู้นี้ได้จากไปแล้วเสียอีก การที่เขาปรากฏตัวขึ้นในตอนนี้ กลับแสดงให้เห็นว่าเขามีความอดทนอยู่บ้าง
ซิ่วเอ๋อร์และหนิงเอ๋อร์รีบก้าวเข้าไปขวางหน้า "นายหญิงมีคำสั่งไว้ หากคุณชายมาให้เชิญออกจากร้านไปทันทีเจ้าค่ะ"
หงจั๋วมองไปยังด้านหลังฉากกั้น น่าเสียดายที่ฉากกั้นนั้นหนาทึบ เขาจึงมองไม่เห็นเลยแม้แต่น้อยว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อยู่ด้านในหรือไม่ เขาหันกลับมากล่าวว่า "แม่นางทั้งหลายเข้าใจผิดแล้ว วันนี้ที่ผู้น้อยมา ก็เพื่อมาหา... คุณชายน้อยของพวกท่าน ไม่ทราบว่าเขาอยู่ด้านในหรือไม่?"
โจวซื่อที่อยู่หลังโต๊ะบัญชีประหลาดใจเล็กน้อย นางนึกไม่ออกว่าเรื่องนี้ไปเกี่ยวข้องอันใดกับเสิ่นซี ในใจคิดว่าคงเป็นเพียงข้ออ้างของหงจั๋ว
"ไอ้เด็กทึ่มบ้านข้ารู้จักกับท่านหรือ?" โจวซื่อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หงจั๋วก้มศีรษะประสานมือคารวะ "ย่อมรู้จักแน่นอนขอรับ ผู้น้อยกับคุณชายน้อยมีความเป็นสหายรู้ใจ บัดนี้เขาให้ข้าเปิดสถานศึกษา ข้าพบเจอความยุ่งยากบางประการ จึงอยากมาขอรับคำชี้แนะจากเขาขอรับ"
พอถ้อยคำนี้หลุดออกไป ด้านหลังฉากกั้นก็เกิดเสียงดังสวบสาบขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เองก็ประหลาดใจเป็นอย่างมากเช่นกัน
โจวซื่อโบกมือ หนิงเอ๋อร์จึงไปที่ลานเรือนด้านหลังเพื่อเรียกเสิ่นซีออกมา
เสิ่นซีเห็นว่าเป็นหงจั๋วก็ขมวดคิ้วแน่น หากมิใช่หงจั๋วเป็นฝ่ายมาหาถึงหน้าประตู เขาก็แทบจะลืมไปแล้วว่ายังมีคนผู้นี้อยู่
พอมาถึงหน้าประตู เสิ่นซีก็มีสีหน้ามืดครึ้มเย็นชา "ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้แล้วมิใช่หรือ? หากมีธุระมาหา ก็ให้รออยู่หน้าประตู ข้าย่อมต้องออกมาพบท่านแน่นอน ท่านบุกเข้าไปด้านในเช่นนี้ เห็นชัดว่าจงใจเปิดเผยตัวข้าให้สว่างโร่ วันหน้าข้าคงไม่อาจออกอุบายให้ท่านได้อีกแล้ว!"
"สหายตัวน้อย เจ้าอย่าเพิ่งโมโหไปเลย ที่ข้าบุ่มบ่ามเข้ามาเช่นนี้ ก็เพราะว่ากำลังร้อนใจมิใช่หรือ?"
สีหน้าของหงจั๋วเต็มไปด้วยความร้อนรน "ข้าทำตามที่เจ้าบอก เช่าสถานที่แล้ว กระทั่งช่างไม้ก็หามาแล้ว จัดการสถานที่จนเรียบร้อยรอเพียงเปิดรับลูกศิษย์ ทว่า... พอไร้ซึ่งช่องทาง สถานศึกษาก็ไม่มีผู้ใดเหลียวแล ไม่มีนักเรียนเลยแม้แต่คนเดียว เจ้าว่าข้าควรทำเช่นไรดี?"
เสิ่นซีคิดในใจ หงจั๋วผู้นี้ช่างเป็นคนใจร้อนเสียจริง ให้เขาเปิดสถานศึกษา เขากลับไม่ทันได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ก็ลงมือทำเรื่องราวอย่างเร่งรีบร้อนรนปานนี้แล้ว
"จะเอาแต่รอให้ลูกค้ามาหาถึงหน้าประตูไม่ได้หรอกนะ ในเมืองถิงโจวท่านหนึ่งก็ไร้เส้นสาย สองก็ไร้ชื่อเสียง ผู้อื่นจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสถานศึกษาของท่านกำลังเปิดรับนักเรียน? สมควรต้องมีการป่าวประกาศเผยแพร่สักหน่อย จ้างคนมาสักสองสามคน ไปตระเวนติดประกาศตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมือง ทางที่ดีก็ควรเชิญปัญญาชนผู้มีหน้ามีตาในท้องถิ่นมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ เพื่อผูกมิตรไมตรีเชื่อมสัมพันธ์กันสักนิด"
เสิ่นซียังคงออก 'อุบายชั่วร้าย' ให้หงจั๋วต่อไป อย่างไรเสียจุดประสงค์ของเขาก็เพียงเพื่อให้หงจั๋วผลาญเงินตำลึงจนหมดตัวโดยเร็ว จะได้กลับเมืองหลวงไปอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
หงจั๋วครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วพยักหน้า "สหายตัวน้อยกล่าวได้มีเหตุผล ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้"
หงจั๋ววิ่งเหยาะ ๆ จากไป ดูท่าทางใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเสิ่นซีมองตามแผ่นหลังของเขาแล้วก็อดส่ายหน้าทอดถอนใจไม่ได้ หงจั๋วผู้นี้มีวิชาความรู้เสียเปล่า น่าเสียดายที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นคนซื่อตรงจนเกินไป หูเบาเชื่อคนง่ายปานนี้ ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องตกเป็นเหยื่อให้ผู้อื่นเอาเปรียบจนย่อยยับเป็นแน่
ครั้นเสิ่นซีเดินกลับเข้ามาในร้านขายยา กลับกลายเป็นว่าแม้แต่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังเดินออกมาจากหลังฉากกั้นแล้ว สตรีทั้งร้านต่างพากันจ้องมองมาที่เสิ่นซีเป็นตาเดียว ทำเอาเขารู้สึกราวกับอยากจะหาแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"ไอ้เด็กทึ่ม มานี่!"
โจวซื่อตวาดเสียงดุ รอจนเสิ่นซีเดินเข้าไปใกล้ นางก็ตบโต๊ะปัง "พูดมา เกิดเรื่องอันใดขึ้น!"
เสิ่นซีก้มหน้า แสดงท่าทียอมรับผิดอย่างจริงใจ เอ่ยเสียงเบาว่า "เมื่อหลายวันก่อนเห็นคนผู้นั้นเอาแต่ตามตื๊อพี่สาวสกุลเซี่ยไม่เลิก ข้าเลยไปเกลี้ยกล่อมเขาสองสามประโยค เรื่องก็มีเท่านี้แหละขอรับ..."
โจวซื่อด่าว่า "ไอ้เด็กบ้า ยังคิดจะโกหกอีกหรือ? แค่เจ้าเกลี้ยกล่อมสองสามประโยค หลายวันมานี้เขาถึงกับไม่กล้าโผล่หัวมาเลยงั้นรึ?"
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทั้งเขินอายทั้งโมโห กล่าวว่า "เสี่ยวหลาง รีบพูดมาเถิด"
เสิ่นซีจึงทำได้เพียงเล่าเรื่องราวความเป็นมาไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย ทว่าก็ยังคงปิดบังรายละเอียดบางอย่างเอาไว้ พอเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ฟังจบก็อดทอดถอนใจไม่ได้ "เขาเป็นคนทางเหนือ ไม่คุ้นเคยกับทั้งผู้คนและสถานที่ จะไปเปิดสถานศึกษาอันใดกัน นี่มิใช่เสียเงินตำลึงไปโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ?"
(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย (原原本本) ตรงตามต้นฉบับ หรือเล่าความจริงทุกประการ ไม่มีการบิดเบือน)
เสิ่นซีมองดูท่าทีที่ดูเหมือนจะโทษตัวเองอยู่บ้างของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ นึกในใจว่าหรือนางจะยังมี 'เยื่อใย' ต่อหงจั๋วอยู่?
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้ดีว่าการมาอยู่ต่างถิ่นที่ไม่คุ้นเคยกับทั้งผู้คนและสถานที่นั้นค้าขายได้ยากลำบากเพียงใด นี่คือกฎเกณฑ์ที่นางคลำทางเรียนรู้มาด้วยตนเองหลังจากเผชิญกับอุปสรรคนับครั้งไม่ถ้วน เดิมทีนางก็เคยคิดอยากจะเปิดโรงหมอ ทว่าหลังจากพบเจอกับความยากลำบากนานัปการถึงได้ล่วงรู้ว่าโลกใบนี้ช่างอยู่ยากนัก บัดนี้นางจึงวางใจที่จะเป็นหมอประจำร้านอยู่ที่ร้านขายยาตระกูลลู่อย่างสงบ
“ความจริงแล้ว... ข้าแค่อยากให้เขารีบกลับเมืองหลวงไปเร็ว ๆ ต่างหาก” เสิ่นซีกล่าวอย่างซื่อตรง
โจวซื่อด่าว่า “ไอ้เด็กบ้า เจ้าเห็นแม่กับท่านน้าเซี่ยของเจ้าหลอกง่ายนักหรือ? เจ้าให้เขาเปิดสถานศึกษา เห็นชัด ๆ ว่าเป็นการช่วยให้เขาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองถิงโจวได้ เกี่ยวอันใดกับการกลับเมืองหลวงกัน?”
เสิ่นซีหัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านลองคิดดูสิขอรับ คุณชายหงผู้นั้นกระทั่งภาษาบ้านเราก็ยังฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เขาเปิดสถานศึกษา แล้วผู้ใดเล่าจะส่งลูกหลานไปเรียน? รอจนเขาผลาญค่าเดินทางจนหมดสิ้น ก็ต้องจากไปอย่างหมดสภาพมิใช่หรือขอรับ?”
ถ้อยคำนี้ทำเอาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถึงกับตกตะลึง ก่อนหน้านี้นางมักจะได้ยินฮุ่ยเหนียงเอ่ยปากชมเสิ่นซีว่าเฉลียวฉลาดเก่งกาจ ทว่าแท้จริงแล้วเก่งกาจถึงขั้นใด นางก็ยังไม่เคยประจักษ์แก่สายตาตนเอง ในความคิดของนาง เสิ่นซีก็รุ่นราวคราวเดียวกับน้องชายน้องสาวของนาง น้อง ๆ ของนางล้วนยังไร้เดียงสา เสิ่นซีต่อให้ปราดเปรื่องเพียงใดก็คงไม่เท่าไหร่นัก
ทว่าครั้งนี้นางกลับได้เห็นกับตาว่า เสิ่นซีไม่เพียงแต่ฉลาดหลักแหลม ทว่าในท้องยังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแผนการ ภายนอกดูเหมือนจะช่วยหงจั๋วตามตื๊อนาง ทว่าแท้จริงแล้วกลับกำลังวางแผนหลอกสูบเงินค่าเดินทางของหงจั๋วให้หมดเกลี้ยง เพื่อบีบให้เขากลับเมืองหลวงไปอย่างหมดหนทางต่างหาก
“เหอ” โจวซื่อได้ยินแผนการของเสิ่นซีแล้วก็หัวเราะออกมา “เจ้าเด็กนี่ก็ช่างมีแผนนัก น้องสาวสกุลเซี่ย เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีสีหน้าหมองหม่น “ข้ากับเขาสิ้นสุดวาสนากันแล้ว ทว่าเขาก็ดึงดันจะมาตามตื๊อ ข้าก็หมดปัญญา... ทว่าหากจะทำให้เขาล่าถอยไปเอง นี่ก็นับว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว อย่างมากที่สุด ก่อนเขาจะกลับ ข้าก็แค่มอบค่าเดินทางให้เขาสักหน่อยก็เท่านั้น”
เดิมทีเสิ่นซียังกังวลว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะสงสารหงจั๋ว แล้วแอบให้คนไปบอกให้เขารีบรามือเสียแต่เนิ่น ๆ ทว่าดูจากตอนนี้ เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็นับว่ามีสติมากพอ นางรู้ดีว่าการอยู่ร่วมกับหงจั๋วจะไม่มีทางพบกับความสุข ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว ต่อให้ฝืนทนอยู่ด้วยกันไป วันข้างหน้าย่อมต้องจบลงด้วยโศกนาฏกรรมอยู่ดี
อิสตรีในยุคสมัยนี้ ยามเมื่อต้องใคร่ครวญถึงเรื่องใหญ่ในการออกเรือนย่อมระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ล้วนมีโอกาสแต่งงานเพียงครั้งเดียวในชีวิต หากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แต่งงานกับหงจั๋วจริง วันหน้าหากหงจั๋วทอดทิ้งนางแล้วกลับเมืองหลวงไป ชีวิตนางทั้งชีวิตก็ถือว่าจบสิ้นแล้ว
โจวซื่อฟังออกถึงความเด็ดเดี่ยวในน้ำเสียงของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ จึงเอ่ยปลอบใจไปครู่หนึ่ง เรื่องราวก็ถือว่าปล่อยผ่านไป
ตกกลางคืน ฮุ่ยเหนียงกลับมา โจวซื่อก็เล่าเรื่องราวในตอนกลางวันให้นางฟัง ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางลูบหัวเสิ่นซี “เสี่ยวหลางไม่เหมือนเด็กบ้านธรรมดาทั่วไปจริง ๆ เขาคิดอ่านเรื่องราวได้ซับซ้อนและรอบคอบกว่าผู้อื่นนัก หลายครั้งผู้ใหญ่อย่างพวกเราก็ยังอดละอายใจไม่ได้ที่สู้เขาไม่ได้เลย”
เสิ่นซียักไหล่ “ท่านน้าซุนกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ”
หลังจากนั้น ฮุ่ยเหนียงก็ยิ้มพลางเล่าถึงเรื่องการเตรียมการก่อตั้งสถานศึกษา นางเกรงว่าหากใช้เวลานานเกินไปจะทำให้การเรียนของเสิ่นซีต้องล่าช้า จึงกำหนดวันเปิดสถานศึกษาไว้ในวันที่สองเดือนสี่
พอได้ยินข่าวนี้ โจวซื่อก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าหลังจากนั้นก็ทอดถอนใจออกมาเบา ๆ “อยากจะส่งข่าวดีนี้ไปบอกเจ้าคนไร้มโนธรรมที่บ้านนักเชียว เขาไปทีก็ปาไปครึ่งค่อนเดือน ข่าวคราวสักนิดก็ไม่มี ไม่รู้หรือไรว่าสองแม่ลูกอย่างพวกเราต้องมานั่งเป็นห่วงเป็นใยเขา?”
ฮุ่ยเหนียงปลอบใจ “ท่านพี่เขยจัดการธุระเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมรีบเดินทางกลับมาแต่เนิ่น ๆ แน่นอนเจ้าค่ะ”
สองพี่น้องมีความรู้สึกผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ยามที่โจวซื่อไม่มีสามีอยู่ข้างกาย ก็จะมานอนร่วมเตียงกับฮุ่ยเหนียง คนทั้งสองไม่เพียงแต่จะเป็นสหายสนิทกันเท่านั้น ทว่าแทบจะมองอีกฝ่ายเป็นเสมือนอีกครึ่งชีวิตของตนไปแล้ว
หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จ ฮุ่ยเหนียงก็นำสมุดบัญชีการดำเนินงานของโรงเงินในช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมาออกมา นอกเหนือจากจะอธิบายให้โจวซื่อฟังแล้ว ก็เพื่อให้เสิ่นซีได้รับรู้ถึงสถานการณ์การดำเนินกิจการที่แน่ชัดด้วย
ท้ายที่สุดนางก็เอ่ยด้วยความเสียดายว่า “บัดนี้กิจการของโรงเงินเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ทว่าช่วงนี้มักจะได้รับก้อนเงินที่คุณภาพแย่มากอยู่บ่อยครั้ง ทำให้โรงเงินต้องสูญเสียไปไม่น้อยเลย”
เสิ่นซีสัมผัสได้ถึงความร้ายแรงของปัญหา โรงเงินในช่วงเริ่มต้นดำเนินกิจการในรูปแบบของร้านรับแลกเงิน เดิมทีร้านรับแลกเงินเป็นธุรกิจที่ได้กำไรแน่นอนไม่มีขาดทุน เพราะผลกำไรที่ได้มาจากส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนนั่นเอง
ทว่าปัญหาใหญ่ที่สุดในการดำเนินกิจการร้านรับแลกเงิน กลับมาจากคุณภาพของเงินตราที่หล่อขึ้นในหมู่ชาวบ้าน บัดนี้ไม่ว่าจะเป็นทั้งสองนครหลวงเหนือใต้ ไปจนถึงแถบเจียงหนานและจงหยวน แทบจะทุกเมืองใหญ่ล้วนมีการเปิดโรงหล่อเงินตรา แม้ในนามจะอ้างว่าทางการเป็นผู้จัดตั้ง ทว่าในความเป็นจริงมีโรงหล่อจำนวนมากที่ก่อตั้งขึ้นโดยเอกชน เพื่อแสวงหาผลกำไร ก้อนเงินและเหรียญทองแดงที่พวกเขาหล่อออกมาจึงมีคุณภาพย่ำแย่ยิ่งนัก เมื่อมีการหมุนเวียนทางการค้า เงินตราเหล่านี้ก็ค่อย ๆ แพร่กระจายเข้าสู่ดินแดนหมิ่นเจ้อเรื่อย ๆ
(เชิงอรรถผู้แปล: หมิ่นเจ้อ (闽浙) คำเรียกรวมอาณาเขตมณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลเจ้อเจียง)
เสิ่นซีกล่าวว่า “ในเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว พวกเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน เวลานี้พวกเราไม่อาจยึดติดอยู่เพียงแค่เส้นทางการแลกเปลี่ยนเงินตราอีกต่อไป ทว่าสมควรต้องมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางการรับฝากและปล่อยกู้ ถึงจะสามารถขยับขยายโรงเงินให้เติบโตยิ่งใหญ่ได้ขอรับ”
“ทำเช่นนี้จะดูบุ่มบ่ามเกินไปหรือไม่?” ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้วถาม ในแววตาเต็มไปด้วยความกังวล
เสิ่นซีหัวเราะ “ท่านน้า ทำธุรกิจใดบ้างที่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง? ก่อนหน้านี้พวกเราก็บุกเบิกโรงพิมพ์ ทั้งที่ผู้อื่นต่างไม่เห็นดีเห็นงาม ท้ายที่สุดก็สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้มิใช่หรือขอรับ?”
“เมื่อโรงเงินมีบริการเหล่านี้ ชาวบ้านก็จะได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝาก ส่วนพ่อค้าวาณิชก็มีลู่ทางขอกู้ยืมเงินด้วยดอกเบี้ยต่ำ นี่ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวที่เป็นประโยชน์ต่อราษฎรเลยนะขอรับ การปล่อยกู้ในระยะแรก พวกเราจะเจาะจงเฉพาะพ่อค้าวาณิชที่อยู่ในสมาคมการค้าเท่านั้น และต้องตรวจสอบทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันอย่างเข้มงวด ขอเพียงสามารถจัดการในขั้นตอนนี้ให้เป็นรูปธรรมได้ ต่อให้มีความเสี่ยงอันใด พวกเราก็สามารถรับมือได้อย่างแน่นอนขอรับ!”