เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 163 อุดมการณ์ต้องกัน

ตอนที่ 163 อุดมการณ์ต้องกัน

ตอนที่ 163 อุดมการณ์ต้องกัน


แนวคิดการเปิดสถานศึกษาสมัยใหม่ที่เสิ่นซีนำเสนอนั้น ขัดแย้งกับยุคสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง

นับตั้งแต่ราชวงศ์ซ่งเป็นต้นมา นอกเหนือจากสถานศึกษาของรัฐอย่างสถานศึกษาระดับเมืองและระดับอำเภอแล้ว สถานศึกษาเอกชนหนึ่งแห่งจะมีอาจารย์เพียงหนึ่งท่าน คอยอบรมสั่งสอนลูกศิษย์กลุ่มหนึ่ง นั่นคือธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติกันมา

การมีอาจารย์สองท่านหรือมากกว่านั้น มักจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในด้านรูปแบบและวิธีการสอน กลับจะส่งผลให้นักเรียนทำตัวไม่ถูก ไม่อาจสงบจิตสงบใจร่ำเรียนได้ นี่คือความเข้าใจที่ตรงกันของผู้คนบนโลก

แม้ฮุ่ยเหนียงจะรู้สึกว่าสิ่งที่เสิ่นซีกล่าวนั้นมีเหตุผล ทว่านางก็ยังไม่กล้าฝ่าฝืนจารีตประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติกันมาอยู่ดี

ฮุ่ยเหนียงปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า เสิ่นซีเห็นว่าหว่านล้อมไม่สำเร็จ จึงทำได้เพียงพับเก็บเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว แล้วรอดูสถานการณ์ไปก่อน

เนื่องจากเฝิงฮว่าฉีต้องย้ายสถานที่ ช่วงหลายวันหลังจากนั้นเขาจึงแทบจะไม่ได้รั้งอยู่เพื่อสอนหนังสือลูกศิษย์อย่างจริงจังในสถานศึกษาเลย กระทั่งกระดานดำที่เสิ่นซีหาคนมาทำจนเสร็จสรรพ เขาก็ไม่มีเวลามาแยแส

วันที่ยี่สิบสามเดือนสาม เฝิงฮว่าฉีเชิญผู้ปกครองของนักเรียนที่เหลือทั้งหมดมาที่สถานศึกษา และชี้แจงเรื่องการย้ายสถานที่ต่อหน้าทุกคน ความจริงแล้วเวลานี้เฝิงฮว่าฉีไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะบุกเบิกก่อตั้งสถานศึกษาแห่งใหม่ได้อีก เขาจึงบอกกล่าวอย่างอ้อมค้อมว่าจะคืนค่าซู่ซิวให้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้นักเรียนไปฝากตัวกับสำนักอื่น

เสิ่นหมิงจวินไม่อยู่ โจวซื่อจึงทำได้เพียงไปที่สถานศึกษาเพียงลำพัง นางเป็นคนไม่มีความคิดเป็นของตนเองนัก ต่อหน้าผู้ปกครองมากมายปานนั้น จึงมิได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวกับเฝิงฮว่าฉีแม้แต่ครึ่งคำ

หลังจากรับค่าซู่ซิวที่คืนกลับมาแล้ว โจวซื่อก็พาเสิ่นซีกลับมาที่ร้านขายยา เนื่องจากมิได้เตรียมการล่วงหน้า เสิ่นซีจึงจำต้องหาสถานศึกษาแห่งใหม่เพื่อร่ำเรียน

สำหรับเสิ่นซีแล้ว ภายในใจรู้สึกหดหู่อย่างถึงที่สุด เขาชื่นชมเฝิงฮว่าฉีเป็นอย่างมาก

นานทีปีหนจะได้พบเจออาจารย์ที่ความคิดเปิดกว้างในยุคสมัยศักดินาอันคับแคบปิดกั้นเช่นนี้ การที่เส้นทางอาชีพอาจารย์ของเฝิงฮว่าฉีต้องจบสิ้นลงไปดื้อ ๆ ทำให้เสิ่นซีรู้สึกเสียดายอย่างหาที่สุดไม่ได้

ตอนมื้อเย็นฮุ่ยเหนียงสังเกตเห็นความอ้างว้างของเสิ่นซี จึงวางชามข้าวลง "เสี่ยวหลาง เรื่องที่เจ้าพูดคราวก่อน น้าได้นำมาครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้ว ตอนนั้นท่านอาจารย์เฝิงกำลังหาทางหนีทีไล่อยู่ พวกเราไม่สะดวกเข้าไปรบกวน บัดนี้กระทั่งสถานศึกษาเขาก็ปิดตัวลงแล้ว ข้าคิดว่า... จะเชิญเขากลับมา เพื่ออบรมสั่งสอนวิชาความรู้ให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว"

โจวซื่อกล่าวด้วยความตกใจ "น้องสาวไม่ได้นะ การจะเชิญอาจารย์กลับมาสักท่านต้องสิ้นเปลืองเงินตำลึงไปไม่น้อยเชียว"

"พี่สาวไม่ต้องกังวลหรอก ค่าใช้จ่ายข้าจะเป็นคนออกเอง เสี่ยวหลางคือความหวังของครอบครัวพี่สาว ข้าเองก็อยากเห็นเขาได้ดิบได้ดีโดยเร็ว ในเมื่อเสี่ยวหลางชอบร่ำเรียนกับท่านอาจารย์เฝิง พวกเราก็แค่เชิญเขากลับมาก็สิ้นเรื่อง ค่าซู่ซิวแต่ละปีก็ไม่เกินสิบยี่สิบตำลึง ด้วยกำลังทรัพย์ของพวกเราในตอนนี้ ย่อมรับมือได้อย่างเหลือเฟือ"

บนใบหน้าของเสิ่นซีเต็มไปด้วยความทอดถอนใจเวทนา "ท่านน้า ท่านไม่เข้าใจความหมายของข้า ความจริงแล้ว... ข้ารู้สึกว่าด้วยความสามารถของท่านอาจารย์เฝิง สมควรจะได้อบรมสั่งสอนผู้มีพรสวรรค์ให้กว้างขวาง มิใช่ต้องมายอมจำนนต่อการสูญเสียอำนาจบารมีเพียงชั่วคราว วิธีการเปิดสถานศึกษาที่ข้าเคยเอ่ยถึงก่อนหน้านี้ หากท่านน้าไม่ตกลง เช่นนั้นเรื่องที่จะเชิญท่านอาจารย์เฝิงก็ช่างมันเถอะขอรับ!"

โจวซื่อด่าว่า "ไอ้เด็กบ้า ช่างไม่รู้จักดีชั่วเอาเสียเลย เจ้าชอบเรียนกับท่านอาจารย์เฝิง การให้ท่านอาจารย์เฝิงสอนเจ้าเพียงคนเดียว ไม่ดีกว่าหรือ... เจ้าลองพูดมาซิว่า สมองทึ่ม ๆ ของเจ้าคิดสิ่งใดอยู่กันแน่?"

"พี่สาวอย่าได้ไปตำหนิเสี่ยวหลางเลย สิ่งที่เสี่ยวหลางคิดย่อมไม่เหมือนพวกเรา หรือบางทีเขาอาจจะอยากมีสหายร่วมเรียนเยอะ ๆ ไว้ร่ำเรียนด้วยกันกระมัง" ฮุ่ยเหนียงลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะบัญชี หยิบสมุดบัญชีขึ้นมาพลิกดูอย่างละเอียดรอบหนึ่ง คล้ายกับตัดสินใจแน่วแน่บางอย่าง ก่อนจะพยักหน้าหนัก ๆ "หลายเดือนมานี้ ร้านรวงหลายแห่งของเราล้วนทำกำไรได้ไม่น้อย ในเมื่อเสี่ยวหลางบอกว่าอยากเปิดสถานศึกษาเอกชน เช่นนั้นก็ทำตามความต้องการของเขาเถิด จ้างอาจารย์กลับมาเพิ่มอีกสักสองสามท่านก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย พี่สาวเห็นเป็นเช่นไร?"

โจวซื่อส่ายหน้าด้วยความโมโห "จะตามใจไอ้เด็กเหม็นนี่ไปเสียทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะ?"

ฮุ่ยเหนียงกลับยิ้มกล่าว "พี่สาว ท่านว่าการเรียนของเสี่ยวหลางสำคัญ หรือว่าทิฐิของพี่สาวสำคัญกว่ากันเล่า?"

โจวซื่อส่งเสียงฮึดฮัดไม่ยอมตอบคำ ทว่าเวลานี้เสิ่นซีก็ดื้อรั้นหัวชนฝา เมื่อต้องเผชิญกับอนาคตของบุตรชาย โจวซื่อก็ทำได้เพียงพยักหน้าแสดงความยินยอม

แตกต่างจากการเสนอเรื่องก่อตั้งร้านค้าและโรงผลิตของเสิ่นซีในอดีต การเปิดสถานศึกษาในครั้งนี้ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อล้วนตกอยู่ในสภาวะถูกบีบบังคับให้ตกลง เพราะพวกนางรู้ตัวเองดี รู้สึกว่าไม่สมควรนำกลิ่นอายคาวเงินคาวทองไปแปดเปื้อนปัญญาชนผู้มีปณิธานสูงส่ง

ทว่าตอนที่ฮุ่ยเหนียงเข้าร่วมประชุมที่สมาคมการค้า เมื่อเอ่ยถึงเรื่องการก่อตั้งสถานศึกษาเอกชนเพื่อรับลูกหลานสมาคมการค้าเข้าเรียน กลับได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่

คนในสมาคมการค้าส่วนมากล้วนเป็นผู้รู้หนังสือ พวกเขาเองก็วาดหวังให้ลูกหลานตระกูลตนโดดเด่นเหนือผู้คน เปลี่ยนแปลงสถานะจากพ่อค้าวาณิชที่มีชนชั้นทางสังคมต่ำต้อย กลายเป็นปัญญาชนผู้มีคุณวุฒิติดตัว ในเมื่อเป็นสถานศึกษาที่สมาคมการค้าจัดตั้งขึ้น ย่อมมีสิทธิพิเศษสำหรับลูกหลานสมาคมการค้า ซึ่งคุ้มค่ากว่าการที่พวกเขาจะไปเชิญอาจารย์กลับมาสอนที่บ้านเป็นไหน ๆ

เมื่อคำนวณเบ็ดเสร็จในตอนท้าย เพียงแค่ลูกหลานของแต่ละตระกูลที่ยื่นรายชื่อเสนอขึ้นมาในที่ประชุม ก็มีมากถึงห้าหกสิบคนแล้ว อายุอานามไล่เลี่ยกันตั้งแต่หกเจ็ดขวบไปจนถึงสิบห้าสิบหกปี หากจะปล่อยให้เฝิงฮว่าฉีสอนเพียงลำพังจริง ๆ ย่อมเกินกำลังความสามารถอย่างเห็นได้ชัด

"ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไปเชิญอาจารย์กลับมาเพิ่มอีกสักหน่อย ทุกท่านคงไม่มีข้อกังขากระมัง?" ฮุ่ยเหนียงกล่าวต่อหน้าคนในสมาคมการค้า พลางอธิบายแนวคิดการเปิดสถานศึกษาที่เสิ่นซีเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้อย่างคร่าว ๆ

เนื่องจากฮุ่ยเหนียงมิได้เอ่ยให้กระจ่างชัดว่า "เชิญอาจารย์มาเพิ่ม" นั้นหมายความว่าอย่างไร บรรดาหลงจู๊ของแต่ละร้านค้าจึงเลือกที่จะตกลงอย่างเป็นธรรมดา ในมุมมองของพวกเขา หากอาจารย์มีมาก ก็จะไม่เกิดปัญหาพระมีมากแต่โจ๊กมีน้อย ย่อมเป็นผลดีต่อนักเรียน

"ในเมื่อผู้นำสมาคมเป็นคนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง เช่นนั้นก็ปล่อยให้ผู้นำสมาคมเป็นผู้จัดการเถิด"

บรรดาเถ้าแก่และหลงจู๊ร้านค้าที่เข้าร่วมประชุมล้วนฉลาดแกมโกงหาผู้ใดเปรียบ การจะเปิดสถานศึกษา แน่นอนว่าต้องใช้เงินตำลึง บัดนี้ให้ฮุ่ยเหนียงเป็นผู้ลงมือจัดการเรื่องเหล่านี้ เงินตำลึงนั่นย่อมเป็นฮุ่ยเหนียงที่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ลูกหลานสมาคมการค้า วันหน้าย่อมต้องมีการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าเล่าเรียน สิ่งที่แต่ละตระกูลคิดก็คือ ส่งลูกหลานไปร่ำเรียนในสถานศึกษาโดยไม่ต้องควักเงินเลยแม้แต่เหวินเดียวนั่นแหละถึงจะดีที่สุด

เดิมทีสิ่งที่ฮุ่ยเหนียงกังวลก็มิใช่ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ทว่ากังวลว่าผู้อื่นจะเห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดสถานศึกษารูปแบบใหม่แกะกล่องหรือไม่ต่างหาก บัดนี้ได้รับการสนับสนุนจากคนในสมาคมการค้าเหล่านี้แล้ว ในเรื่องการเปิดสถานศึกษาเอกชนนางจึงหมดห่วงหน้าพะวงหลัง

หลังจากนั้นฮุ่ยเหนียงก็เดินทางไปพบกับเฝิงฮว่าฉีด้วยตนเอง เวลานี้หลังจากเฝิงฮว่าฉีคืนค่าซู่ซิวให้นักเรียนส่วนใหญ่ไปแล้ว ก็ตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว กระทั่งค่าเช่าบ้านก็ยังไม่มีจ่าย เตรียมจะย้ายออกไปอยู่ที่บ้านไร่ชาวนาชานเมืองอยู่รอมร่อ พอได้รู้ว่าฮุ่ยเหนียงจะก่อตั้งสถานศึกษาเอกชน และเชิญเขากลับไปเป็นอาจารย์ ชั่วขณะนั้นจึงรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น

"ท่านอาจารย์เฝิง ไม่ปิดบังท่านคราวนี้ที่เชิญท่านกลับไปเป็นอาจารย์... ค่อนข้างจะแตกต่างจากเมื่อก่อนอยู่สักหน่อยเจ้าค่ะ" ฮุ่ยเหนียงนั่งลง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจ

เฝิงฮว่าฉีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง “มีความแตกต่างอันใดหรือ?”

ฮุ่ยเหนียงจึงอธิบายแนวคิดการเปิดสถานศึกษาที่เสิ่นซีเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้อย่างละเอียด ว่าจะมีการแบ่งชั้นเรียนตามช่วงอายุ สถานศึกษาเอกชนแห่งนี้ไม่เพียงแต่จะสอนสี่ตำราห้าคัมภีร์ ทว่ายังเปิดสอนวิชาอื่น ๆ อย่างเช่น พิณ หมากรุก อักษรพู่กัน และภาพวาด อีกทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาสอนการตีโจทย์พั่วถีของปากู่เหวิน โดยให้เฝิงฮว่าฉีดำรงตำแหน่งเจี้ยวอวี้ ของสถานศึกษา หรือก็คือ "ครูใหญ่"

(เชิงอรรถผู้แปล: เจี้ยวอวี้ (教谕) คือขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายการศึกษาประจำอำเภอ ทำหน้าที่เสมือนครูใหญ่คอยดูแลสำนักศึกษาและอบรมบัณฑิต ในบริบทนี้คือตำแหน่งครูใหญ่ของสถานศึกษา)

"ครูใหญ่" มีหน้าที่บริหารจัดการทุกภาคส่วน ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นอาจารย์สอนวิชาความรู้เฉพาะด้านแก่นักเรียนด้วย ฮุ่ยเหนียงเตรียมจะให้เฝิงฮว่าฉีสอนห้าคัมภีร์ เนื่องจากเวลานี้เสิ่นซีกำลังร่ำเรียนห้าคัมภีร์อยู่พอดี

“แปลกใหม่ดีแท้”

เฝิงฮว่าฉีรับฟังคำอธิบายจนจบ ก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ “ฮูหยินลู่ ไม่ปิดบังท่าน ความจริงผู้น้อยเองก็เคยมีความคิดคล้ายคลึงกันนี้มาก่อน น่าเสียดายที่กำลังคนมีจำกัด ลำพังตาเฒ่าอย่างข้าเพียงคนเดียว จะรับมือกับภาระหน้าที่มากมายปานนี้ได้อย่างไร? หากฮูหยินลู่สามารถทำให้เรื่องนี้กลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ ก็ถือว่าได้สานต่อความปรารถนาในชีวิตของข้าให้ลุล่วงแล้ว”

ฮุ่ยเหนียงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เดิมทีนางกังวลว่าเฝิงฮว่าฉีได้ฟัง ‘ถ้อยคำเหลวไหล’ เหล่านี้แล้วจะเปลี่ยนสีหน้าบันดาลโทสะ นึกไม่ถึงเลยว่าเฝิงฮว่าฉีไม่เพียงแต่จะตอบตกลงอย่างง่ายดาย ทว่ายังดูเหมือนจะยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง

ฮุ่ยเหนียงคิดในใจ สมดังคำกล่าวที่ว่าอาจารย์เป็นเช่นไรลูกศิษย์ย่อมเป็นเช่นนั้น นางถึงกับนึกสงสัยว่า แนวคิดการเปิดสถานศึกษาสุดประหลาดที่เสิ่นซีเสนอมา แท้จริงแล้วอาจจะเป็นความคิดของเฝิงฮว่าฉีมาตั้งแต่แรกแล้วก็เป็นได้

“ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์เฝิงเจ้าคะ เรื่องการเตรียมการเปิดสถานศึกษา คงต้องรบกวนให้ท่านเป็นผู้รับผิดชอบแล้ว ผู้น้อยเป็นเพียงสตรี มีหลายเรื่องที่ไม่สันทัดและไม่สะดวกจะออกหน้าเจ้าค่ะ”

ฮุ่ยเหนียงแสดงท่าทีนอบน้อมถ่อมตนเป็นอย่างยิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีฐานะและมีความรู้ความสามารถอย่างเฝิงฮว่าฉี “ส่วนเรื่องเงินทอง ผู้น้อยจะเบิกจ่ายให้ท่านอาจารย์ล่วงหน้า หากไม่พอใช้ ก็เพียงแค่แจ้งให้ทราบได้เลยเจ้าค่ะ”

พูดจบ ฮุ่ยเหนียงก็ให้ซิ่วเอ๋อร์นำกล่องไม้ที่อุ้มอยู่มาเปิดออก ภายในล้วนเต็มไปด้วยก้อนเงิน ชั้นดี ก้อนเงินถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือค่าเล่าเรียนของเสิ่นซี ส่วนอีกก้อนคือเงินสำหรับนำไปเช่าสถานที่จัดตั้งสถานศึกษา จัดซื้อโต๊ะเก้าอี้ โต๊ะหนังสือ ไปจนถึงพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก

เฝิงฮว่าฉีเห็นฮุ่ยเหนียงทุ่มเงินหนักมือถึงเพียงนี้ ผู้ที่กำลังล่วงเลยสู่วัยชราอย่างเขาก็รู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง อย่างไรเสียปัญญาชนก็ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี รังเกียจการค้อมเอวให้กับเงินทอง ทว่าความเป็นจริงไม่อาจฝืน บัดนี้กำลังเป็นช่วงเวลาที่เขาขัดสน เงินตำลึงมากมายปานนี้ นับเป็นจำนวนที่เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต

“หากท่านอาจารย์ไม่รังเกียจ ที่ตรอกด้านหลังที่ทำการสมาคมการค้าของเรา มีลานเรือนกว้างขวางและสะอาดสะอ้านอยู่หลายห้อง ท่านอาจารย์มิสู้ย้ายไปพักพิงที่นั่นก่อนเถิดเจ้าค่ะ” ฮุ่ยเหนียงมองซ้ายมองขวา เห็นว่าเฝิงฮว่าฉีกำลังเก็บข้าวของเตรียมจะย้ายบ้าน จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากเสนอ

เฝิงฮว่าฉีรีบประสานมือคารวะ “ขอบคุณ ขอบคุณมาก”

เฝิงฮว่าฉีเพิ่งร่วงหล่นจากจุดสูงสุดของชีวิตลงสู่ก้นเหวอย่างกะทันหัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากฮุ่ยเหนียง แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ดีว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ คนที่ออกแรงช่วยหลัก ๆ ก็คือเสิ่นซี

เฝิงฮว่าฉีพาฮูหยินและบุตรชายวัยเยาว์สองคนย้ายเข้าบ้านใหม่ ก็เริ่มจัดการเตรียมการก่อตั้งสถานศึกษาทันที เรื่องสถานที่และเครื่องเรือนต่าง ๆ ภายนอกอ้างว่าเป็นเฝิงฮว่าฉีที่เป็นคนออกหน้า ทว่าในความเป็นจริงมีหลายเรื่องที่ฮุ่ยเหนียงคอยช่วยเหลือ อาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางของสมาคมการค้า การทำงานของเฝิงฮว่าฉีจึงราบรื่นราวกับมีเทพสถิต กระทั่งคหบดีปัญญาชนในเมืองที่ไม่เห็นแก่หน้าปัญญาชนอย่างเขา ก็ยังต้องไว้หน้าสมาคมการค้าและฮุ่ยเหนียง

ส่วนเรื่องการจ้างอาจารย์ท่านอื่น ฮุ่ยเหนียงจะต้องเป็นคนไปเจรจาด้วยตนเอง

ฮุ่ยเหนียงสืบหาที่อยู่ของบัณฑิตตกอับในเมืองบางคน แล้วเดินทางไปเยี่ยมเยียนถึงหน้าประตูบ้าน อ้างว่าไปเพื่อทาบทาม ทว่าแท้จริงแล้วก็เพื่อไปสังเกตดูว่าคนเหล่านี้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์หรือไม่ และยินยอมที่จะสอนหนังสือร่วมกับอาจารย์ท่านอื่นหรือเปล่า

จวบจนถึงปลายเดือนสาม ฮุ่ยเหนียงก็หาอาจารย์ที่มีทั้งวิชาความรู้และการวางตัวดีเยี่ยมได้หกเจ็ดท่านแล้ว

คนเหล่านี้โดยทั่วไปอายุยังไม่มาก มีตั้งแต่อายุยี่สิบไปจนถึงสี่สิบกว่าปี คนที่อายุมากที่สุดกลับกลายเป็นเฝิงฮว่าฉีเสียเอง และคนส่วนใหญ่ในหมู่พวกเขาล้วนเป็นซิ่วไฉ มีประสบการณ์ในการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์มาบ้าง สำหรับพวกที่ เอะอะก็พูดจาอ้างคัมภีร์อวดภูมิปัญญา ทำทีข่มฮุ่ยเหนียงที่เป็นเพียงสตรีชาวบ้านว่าไม่รู้เรื่องรู้ราว นางฟังแล้วก็รำคาญใจ จึงมอบของกำนัลเล็กน้อยแล้วขอตัวลากลับทันที

หากพบเจออาจารย์ที่ถูกตาต้องใจ ฮุ่ยเหนียงก็ต้องอธิบายรูปแบบการสอนของสถานศึกษาให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนถูกลดทอนศักดิ์ศรีจนไม่อยากมาร่วมงาน

หลังจากที่เฝิงฮว่าฉีเช่าสถานที่เปิดสถานศึกษาได้แล้ว และฮุ่ยเหนียงก็ว่าจ้างอาจารย์มาจนครบครัน การเปิดสถานศึกษาก็เหลือเพียงการจัดซื้อข้าวของเครื่องใช้และการรับสมัครนักเรียนสองประการนี้เท่านั้น

การจัดซื้อข้าวของเครื่องใช้ สำหรับฮุ่ยเหนียงแล้วถือเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง มีเงินเสียอย่างทำอะไรก็สะดวก จ้างช่างไม้ให้ทำโต๊ะเก้าอี้และโต๊ะหนังสือชุดหนึ่ง ไม่กี่วันก็มาส่งถึงที่ ส่วนร้านจตุรสมบัติในห้องหนังสือ ลำพังแค่ในสมาคมการค้าก็มีอยู่หลายแห่ง ราคาขายภายในล้วนเป็นราคาต้นทุน ทั้งยังเป็นสินค้าคุณภาพดีราคาเป็นธรรม

(เชิงอรรถผู้แปล: จตุรสมบัติในห้องหนังสือ (文房四宝) เครื่องเขียนทั้งสี่ของจีน ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก)

ตอนที่ฮุ่ยเหนียงมาที่เมืองถิงโจวเป็นครั้งแรก แม้แต่หมึกฮุยโจวที่นางซื้อให้เสิ่นซีก็ยังเป็นของปลอม บัดนี้นางดำรงตำแหน่งผู้นำสมาคมการค้า หากยังมีร้านค้านำของปลอมมาหลอกขายอีก ร้านค้านั้นก็อย่าหวังจะได้หยัดยืนในเมืองถิงโจวอีกต่อไป

ในด้านการรับสมัครนักเรียน ก่อนหน้านี้ตระกูลต่าง ๆ ในสมาคมการค้าได้ส่งรายชื่อมาแล้ว ฮุ่ยเหนียงเพียงกลับไปบอกกล่าวแก่คนในสมาคมการค้า พวกเขาก็ล้วนแสดงความจำนงว่าขอเพียงสถานศึกษาเปิดทำการ ก็จะส่งบุตรหลานตระกูลตนมาเรียนทันที

วันที่ยี่สิบเก้าเดือนสาม เฝิงฮว่าฉีในฐานะ "ครูใหญ่" ของสถานศึกษา ได้พบปะกับ "เพื่อนร่วมงาน" เป็นครั้งแรก แม้ว่าปัญญาชนในยุคสมัยนี้มักจะมีข้อเสียตรงที่ ปัญญาชนมักดูแคลนกันเอง อาจารย์เหล่านี้ก็มิได้เคารพยำเกรงเฝิงฮว่าฉีมากนัก ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างก็ยังคงแสดงความเกรงอกเกรงใจกันตามสมควร

(เชิงอรรถผู้แปล: ปัญญาชนมักดูแคลนกันเอง (文人相轻) สำนวนหมายถึง บัณฑิตหรือผู้มีความรู้มักจะมีอคติ ถือดีในความรู้ของตน และดูถูกความสามารถของปัญญาชนด้วยกัน)

เฝิงฮว่าฉีเป็นเจี้ยวอวี้ที่ลู่ซุนซื่อผู้เป็นนายท่านของสถานศึกษาแต่งตั้งมาโดยเฉพาะ กระทั่งการจ่ายค่าจ้างในวันข้างหน้า ก็ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของเฝิงฮว่าฉี สิ่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงธรรมเนียมดั้งเดิมที่อาจารย์ในสถานศึกษาต้องดำรงชีพด้วยค่าซู่ซิว มาเป็นการรับเบี้ยหวัดประจำทุกเดือนแทน ซึ่งรายได้ที่ได้รับนั้นมากกว่าการเปิดสำนักสอนศิษย์ด้วยตนเองมากนัก

จบบทที่ ตอนที่ 163 อุดมการณ์ต้องกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว