เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 162 วิชาชีพล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ตอนที่ 162 วิชาชีพล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

ตอนที่ 162 วิชาชีพล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง


(เชิงอรรถผู้แปล: วิชาชีพล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (术业有专攻) แต่ละวิชาหรืออาชีพล้วนมีผู้ชำนาญเฉพาะด้าน)

เสิ่นซีเดินอ้อมจากตรอกด้านหลังมายังถนนด้านหน้า มองปราดเดียวก็เห็นหงจั๋วมีสภาพหน้าม่อยคอตกยืนอยู่ตรงนั้น เดินวนไปวนมาด้วยความลังเลใจ หลายครั้งที่คิดจะก้าวไปเคาะประตู ทว่าก็รวบรวมความกล้าไม่พอเสียที

"อะแฮ่ม..."

เสิ่นซีกระแอมไอเคลียร์ลำคอเล็กน้อย หงจั๋วหันขวับมามอง ก่อนจะรีบรุดเข้ามาหา

"สหายตัวน้อย ข้าอยากพบหน้าน้องสาวสกุลเซี่ย นางอยู่ข้างในหรือไม่?" ถ้อยคำของหงจั๋วแฝงความร้อนรนอยู่บ้าง

"อืม"

เสิ่นซีพยักหน้า เขาไม่แน่ใจว่าหงจั๋วสืบรู้สถานการณ์ของตระกูลเซี่ยจนทะลุปรุโปร่งแล้วหรือไม่ ตั้งแต่หงจั๋วมาถึงเมืองถิงโจวก็เอาแต่มาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าประตูร้านขายยาทุกครั้ง เสิ่นซีคาดเดาว่าเขาคงไปสืบข่าวจากภายนอกจนรู้ว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นหมอประจำร้านอยู่ที่ร้านขายยาตระกูลลู่ การที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าออกทางประตูหลังทุกวัน จึงไม่เปิดโอกาสให้หงจั๋วสะกดรอยตามจนรู้ที่อยู่ของตระกูลเซี่ยได้

หงจั๋วเหม่อมองประตูใหญ่ร้านขายยา สีหน้าเต็มไปด้วยความสะท้อนใจของคนที่ปณิธานยังไม่บรรลุผล "วันนี้ข้าไปที่ท่าเรือแม่น้ำถิงเจียง เดิมทีคิดอยากจะลองดูว่าร่างกายของข้าจะสามารถแบกรับภาระอันหนักอึ้งของคนทั้งครอบครัวตระกูลเซี่ยไหวหรือไม่ ใครจะรู้เล่าว่า... ข้าไปยืนอยู่ตรงนั้นถึงสองชั่วยาม กลับไม่มีใครจ้างข้าทำงานเลยแม้แต่คนเดียว"

เสิ่นซีกวาดตามองประเมินหงจั๋วตั้งแต่หัวจรดเท้า เดาะลิ้นกล่าวว่า "คุณชายสวมชุดนี้ไปท่าเรือน่ะหรือ?"

"อืม มีปัญหาหรือ?"

หงจั๋วก้มลงมองสำรวจตัวเองอีกรอบ ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของเขาหรูหรามีราคา แม้จะไม่ได้ซักมาหลายวันจนมอมแมมไปบ้าง ทว่าอย่างไรผู้อื่นก็ไม่มีทางมองว่าเขาเป็นผู้ใช้แรงงานเด็ดขาด เพราะชุดผ้าแพรพรรณชั้นดีชุดนี้ ต่อให้ผู้ใช้แรงงานทำงานงก ๆ ไปสองเดือนก็ยังซื้อไม่ไหว ต่อให้มีเงินซื้อ ในยุคต้าหมิง สามัญชนที่ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ก็ไม่มีสิทธิ์สวมใส่ผ้าแพรเหล่านี้เด็ดขาด

เสิ่นซีไม่เอ่ยให้กระจ่างชัด เลือกเบี่ยงประเด็นเลี่ยงหนักเป็นเบา "ท่านดูร่างกายอันบอบบางของท่านสิ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไร้เรี่ยวแรง คำกล่าวที่ว่าไร้กำลังแม้แต่จะมัดไก่ แบกบ่าไร้เรี่ยวแรงหาบฟืน คงหมายถึงคนประเภทท่านนี่แหละ"

"แล้วจะทำเช่นไรดีเล่า? ข้าเป็นถึงปัญญาชน จะให้ข้าไปทำอาชีพใช้แรงงาน ก็เสื่อมเสียเกียรติยศเกินไปแล้ว หรือไม่อย่างนั้น... ข้าตบแต่งน้องสาวสกุลเซี่ยก่อน วันหน้าค่อยมีชื่อบนป้ายทองคำ ถึงเวลานั้นก็จะได้ให้นางอยู่อย่างสุขสบาย"

เชิงอรรถผู้แปล: มีชื่อบนป้ายทองคำ (金榜题名) สอบผ่าน / ประสบความสำเร็จในการสอบขุนนาง)

เสิ่นซีคิดในใจ มิน่าเล่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถึงได้ทั้งรักทั้งชังหงจั๋วผู้นี้ หากจะกล่าวว่าด้วยฐานะคุณชายจากตระกูลขุนนางของหงจั๋ว วันหน้าย่อมมีโอกาสก้าวเข้าสู่ราชสำนักสูงมาก ต่อให้เขาไม่รับราชการ ทว่าด้วยรากฐานทรัพย์สินของตระกูลหง การจะทำให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีเสื้อผ้าสวมใส่มีอาหารกินไม่อดอยากไปตลอดชีวิต ย่อมไม่ใช่ปัญหา

ทว่าปัญหาคือ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ล้วนมาจากใบบุญของตระกูลหง การที่หงจั๋วหนีออกจากบ้าน ลอบมาแต่งงานกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์โดยขัดต่อความต้องการของเบื้องบน ทำเช่นนี้ไม่เพียงจะไร้ซึ่งการเกื้อหนุนจากตระกูล เผลอๆ อาจกลายเป็นการชักนำผลร้ายมาให้เสียด้วยซ้ำ อย่างน้อยที่สุด เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็จะไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามประเพณี วันเวลาในวันข้างหน้าย่อมต้องดำเนินไปอย่างยากลำบากแสนเข็ญ

คุณชายผู้นี้ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็นเพียง 'พวกเพ้อฝันอุดมคติ' ไม่รู้จักความยากลำบากของโลกมนุษย์ หนำซ้ำยังไม่เคยคิดถึงอนาคต

"คุณชายหง ความปรารถนาที่อยากให้คุณหนูเซี่ยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของท่าน ข้าพอเข้าใจได้ แต่ว่า... อย่างไรก็ต้องมีเงินตำลึงเสียก่อน ขอถามคุณชายหงว่าบัดนี้ท่านสอบผ่านการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) แล้วหรือยัง?"

เชิงอรรถผู้แปล: การสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) (中举) สอบได้จวี่เหริน การสอบผ่านคัดเลือกขุนนางระดับมณฑล)

หงจั๋วส่ายหน้า

"เช่นนั้นก็ยังห่างไกลจากความสำเร็จอยู่สักหน่อย คุณชายหงเป็นคนเมืองหลวง หากต้องการสอบเคอจวี่ก็ต้องกลับเมืองหลวง การรั้งอยู่ที่เมืองถิงโจวก็มีแต่จะเสียเวลาเปล่า"

ในที่สุดหงจั๋วก็ฟังออก เสิ่นซีพูดจาอ้อมค้อมไปมา ก็เพียงเพื่ออยากให้เขารีบเก็บข้าวของออกจากเมืองถิงโจวกลับเมืองหลวงไปนั่นเอง เขาประท้วงด้วยความไม่พอใจ "สหายตัวน้อย ข้าเห็นว่าคำพูดเจ้ามีเหตุผล ถึงได้คอยปรึกษาหารือกับเจ้ามาตลอด แต่ท้ายที่สุดแล้ว เจ้ากลับไม่มีแผนการใด ๆ เลย ความจริงเจ้าก็แค่อยากให้ข้าไปให้พ้นหน้าน้องสาวสกุลเซี่ย ข้า... ข้าจะเข้าไปอธิบายให้นางฟังให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลย"

เสิ่นซีรีบคว้าตัวเขาไว้ "คุณชายหงอย่าเพิ่งใจร้อน ขอถามสักประโยค ท่านมีคุณวุฒิติดตัวอยู่ใช่หรือไม่?"

หงจั๋วตอบพร้อมความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน "ผู้น้อยไร้ความสามารถ อายุสิบหกก็สอบได้เป็นฟู่เซิงแล้ว"

เสิ่นซีพยักหน้า สถานศึกษาระดับเมืองและระดับอำเภอ นอกเหนือจากหลิ่นเซิงและเจิงเซิงแล้ว ยังมีระบบรับเข้าเป็นฟู่เซิง ว่ากันตามตรงก็คือซิ่วไฉระดับหนึ่ง ถือเป็นระดับล่างสุดในบรรดานักเรียนหลวงระดับเมือง ทว่าด้วยวัยสิบหกปีของหงจั๋วก็สามารถสอบได้ซิ่วไฉ ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ผนวกกับภูมิหลังตระกูล วันข้างหน้าอาจจะสอบได้ลำดับสูงก็เป็นได้

(เชิงอรรถผู้แปล: 

หลิ่นเซิง (廪生 / 廪膳生员) นักเรียนหลวง / ซิ่วไฉระดับหัวกะทิ ได้รับข้าวสารและเงินรายเดือนจากทางการ

เจิงเซิง (增生 / 增广生员) นักเรียนหลวง / ซิ่วไฉระดับที่สอง มีจำนวนจำกัดแต่ไม่ได้เงินรายเดือน)

"ถ้าว่ากันตามนี้ คุณชายหงก็สามารถเปิดสถานศึกษาในเมืองเพื่อรับลูกศิษย์ เป็นอาจารย์สอนหนังสือ บางทีอาจจะหาเลี้ยงคนตระกูลเซี่ยทั้งบนและล่างได้"

หงจั๋วพลันเบิกเนตรสว่างไสว กำหมัดขวาทุบลงบนฝ่ามือซ้ายด้วยความปีติยินดี "สหายตัวน้อยกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก เหตุใดก่อนหน้านี้ข้าจึงคิดไม่ถึงกันนะ?"

เสิ่นซีคิดในใจ ด้วยท่าทีไม่เป็นผู้นำครอบครัวย่อมไม่รู้ว่าฟืนและข้าวสารนั้นมีราคาแพงอย่างท่าน ขืนคิดออกก็แปลกแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่เป็นผู้นำครอบครัวย่อมไม่รู้ว่าฟืนและข้าวสารนั้นมีราคาแพง (不当家不知柴米贵) หากไม่ได้เป็นคนหาเงินดูแลบ้าน ย่อมไม่เข้าใจความลำบากในการอดออม)

"ตอนนี้ในมือของคุณชายหงต้องมีค่าเดินทางเหลืออยู่บ้างแน่ นับแต่นี้เป็นต้นไปก็ต้องเลือกสถานที่ให้ดี จัดซื้อข้าวของเครื่องใช้ แล้วหาวันฤกษ์ดีเปิดสถานศึกษา ลองคิดดูสิว่าด้วยฐานะเซิงหยวนจากเป่ยจื่อลี่ของคุณชายหง ลูกหลานเมืองถิงโจวที่มาสมัครเรียนคงมีไม่น้อยเป็นแน่"

(เชิงอรรถผู้แปล: เป่ยจื่อลี่ (北直隶) เขตปกครองสำคัญทางเหนือรอบเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์หมิง)

เสิ่นซีหรี่ตา ท่าทางเหมือนกำลังวางหลุมพรางกะฟันไม่เลี้ยง... เขาไม่ได้กำลังเสนอความคิดที่ดีอันใดให้หงจั๋วเลยสักนิด แท้จริงแล้วเขากำลังตั้งใจขุดหลุมพรางหลอกสูบเงินของอีกฝ่ายให้หมดเนื้อหมดตัวต่างหาก หงจั๋วเป็นถึงคนเมืองหลวง สื่อสารกับชาวฮากกาก็ไม่รู้เรื่อง หากเขาเปิดสถานศึกษา บ้านใดจะกล้าส่งบุตรหลานมาให้เขา 'ปู้ยี้ปู้ยำ' เล่า?

(เชิงอรรถผู้แปล: ชาวฮากกา / ชาวจีนแคะ (客家人) กลุ่มชาวจีนในแถบฝูเจี้ยนที่มีภาษาและธรรมเนียมเฉพาะตัว)

"ดี เช่นนั้นประเดี๋ยวข้าจะไปจัดการเลย" หงจั๋วพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา "แต่ว่า ข้าว่าทางที่ดีข้าควรไปคุยกับน้องสาวสกุลเซี่ยให้กระจ่างก่อน"

เสิ่นซีรีบโบกมือเป็นพัลวัน "ไม่ได้ ๆ คุณชายหงควรจะให้คุณหนูเซี่ยประหลาดใจเสียหน่อย เรื่องยังไม่ทันสำเร็จ คุณหนูเซี่ยยังมองไม่เห็นอนาคต นางไม่มีทางตกลงกับท่านแน่"

หงจั๋วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าเบา ๆ "ถ้าเช่นนั้นก็ได้ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ ทว่าเมืองถิงโจวแห่งนี้ข้าไม่คุ้นเคยกับทั้งผู้คนและสถานที่ สหายตัวน้อย ไม่ทราบว่าพอจะแนะนำคนมาช่วยข้าสักสองสามคนได้หรือไม่?"

เสิ่นซีส่ายหน้า "ลูกผู้ชายอกสามศอก ทำการใหญ่สมควรต้องลงมือด้วยตนเอง"

หงจั๋วพอได้ฟังก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงเดินจากไปอย่างลิงโลด

มองตามแผ่นหลังของหงจั๋ว เสิ่นซีก็คิดในใจว่า หลายวันหลังจากนี้ คนผู้นี้คงไม่มาตามรังควานที่ร้านขายยาอีกแล้วล่ะ

หงจั๋วจากไปครานี้ก็ไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ ดังคาด

เขาไม่มา ทั้งร้านขายยาล้วนปรองดองราบรื่น เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ดูเหมือนจะลืมเลือนเรื่องที่หงจั๋วเดินทางมายังเมืองถิงโจวไปเสียสนิท ทว่าในคืนวันที่สิบเก้าเดือนสาม ขณะที่โจวซื่อกำลังบ่นถึงสามีที่กลับไปอำเภอหนิงฮว่า ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจประโยคหนึ่งว่า “...สองวันมานี้ไม่เห็นคุณชายจากเมืองหลวงผู้นั้นมาคอยกวนใจน้องสาวสกุลเซี่ยแล้วนะ”

ฮุ่ยเหนียงก้มหน้าก้มตาจัดการบัญชี ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกล่าว “คงจะรู้สึกว่าน้องสาวอวิ้นเอ๋อร์ไม่สนใจไยดีเขา เลยล่าถอยจากไปอย่างหัวเสียกระมัง”

โจวซื่อหัวเราะ “คนผู้นี้ไม่มีความอดทนเอาเสียเลย พูดถึงเจ้าคนไร้มโนธรรมบ้านข้า ตอนก่อนจะแต่งให้เขา เขาก็มาตามตื๊ออยู่หน้าประตูบ้านข้าทุกวันไม่ยอมไปไหน ท้ายที่สุดท่านแม่ของข้าใจอ่อน ถึงได้ตกลงรับการแต่งงานครั้งนี้”

เสิ่นซีกะพริบตาปริบ ๆ “ท่านแม่ ท่านกับท่านพ่อยังมีเรื่องราวความรักที่หวานชื่นปานนี้ด้วยหรือขอรับ?”

โจวซื่อด่าว่า “ไอ้เด็กบ้า พูดจาพิลึกอันใดกัน เรื่องของพ่อแม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาแอบฟังได้หรือ?”

เสิ่นซีแลบลิ้นอย่างทะเล้น หยิบคัมภีร์ 'ซิ่งหลี่' เล่มหนึ่งเข้าไปอ่านในห้องด้านใน คัมภีร์ซิ่งหลี่เล่มนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า 'คัมภีร์ซิ่งหลี่ต้าฉวน' ถูกรวบรวมชำระขึ้นพร้อมกับคัมภีร์ 'อู่จิงซื่อซูต้าฉวน' ในเดือนเก้ารัชศกหย่งเล่อปีที่สิบสาม จักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ทรงพระราชนิพนธ์คำนำด้วยพระองค์เอง ประดิษฐานไว้ที่หน้าแรกของม้วนคัมภีร์ ประกาศใช้ครอบคลุมทั้งสองนครหลวง หกกรม กั๋วจื่อเจี้ยน ตลอดจนสถานศึกษาระดับเมืองและอำเภอทั่วประเทศ ตำราเล่มนี้เป็นการรวบรวมผลงานและคำสอนของเหล่านักปราชญ์แห่ง ปรัชญาหลี่เสวีย สมัยราชวงศ์ซ่ง โดยรวบรวมแนวคิดของปราชญ์ลัทธิขงจื๊อแห่งราชวงศ์ซ่งรวมทั้งสิ้นหนึ่งร้อยยี่สิบสำนัก ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับปัญญาชนในการทำความเข้าใจปรัชญาหลี่เสวีย

(เชิงอรรถผู้แปล: ปรัชญาหลี่เสวีย (理学) คือสำนักปรัชญาขงจื๊อใหม่ที่พัฒนาขึ้นในราชวงศ์ซ่ง เน้นการศึกษาเหตุผลและหลักจริยธรรมของธรรมชาติ ส่วนคัมภีร์ 'อู่จิงซื่อซูต้าฉวน' (五经四书大全) คือตำราประมวลความรู้จากคัมภีร์ทั้งห้าและตำราทั้งสี่ ซึ่งเป็นตำราเรียนบังคับขั้นพื้นฐานที่สุดของการสอบขุนนาง)

โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงยังคงจับเข่าคุยเรื่องส่วนตัวตามประสาอิสตรี เสิ่นซีกลับกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องเปิดเรียนในวันรุ่งขึ้น คาดว่าถึงตอนนั้นเฝิงฮว่าฉีคงจะมารับกระดานดำกลับไป

เมื่อคิดว่าวันหน้าจะได้เห็นเฝิงฮว่าฉีเขียนตัวอักษรลงบนกระดานดำ ไม่เพียงแต่จะสะดวกสบายต่อการสอน ทว่านักเรียนก็เรียนรู้ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เขาจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จอยู่หลายส่วน

เช้าวันที่ยี่สิบเดือนสาม เสิ่นซีมาถึงสถานศึกษา ก่อนจะเริ่มการสอนอย่างเป็นทางการ เฝิงฮว่าฉีก็เดินหน้าตาตื่นเข้ามา พอมาถึงก็แจกตำราให้นักเรียนคนละหนึ่งเล่ม

เสิ่นซีรับมาถือไว้ในมือมองดู ถึงกับเป็นคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน ที่เขารวบรวมและเรียบเรียงขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทว่ากลับมิใช่ฉบับที่พิมพ์จากโรงพิมพ์ของตนเอง แต่เป็นการคัดลอกเถื่อนตามมาตรฐานเป๊ะ

“...อาจารย์มีธุระ วันนี้พวกเจ้าทบทวนตำรากันเอง ทางที่ดีจงท่องจำเนื้อหาในตำราเล่มนี้ให้ขึ้นใจทั้งหมด วันหน้าอาจารย์จะมาทดสอบ เข้าใจหรือไม่?” เฝิงฮว่าฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวดดุดัน

บรรดานักเรียนต่างขานรับอย่างว่าง่าย

เฝิงฮว่าฉีจากไปอย่างรีบร้อน ราวกับมีธุระด่วนอันใด

สำหรับเด็กน้อยที่เพิ่งเบิกปัญญา ตัวอักษรหลายตัวในคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลินพวกเขาล้วนอ่านไม่ออก กระทั่งนักเรียนระดับกลางและสูงที่ร่ำเรียนสี่ตำราห้าคัมภีร์ ก็ยังไม่อาจรู้จักตัวอักษรได้ครบถ้วนทั้งหมด ตลอดช่วงเช้านี้ บรรดานักเรียนต่างถือตำราท่องอ่านกัน แม้จะตะกุกตะกัก ทว่าช่วงแรกก็ยังท่องอ่านกันเสียงดังฟังชัด ทว่ายิ่งนานเข้ากลับกลายเป็นอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไร้สุ้มเสียง คนที่ขยันขันแข็งใฝ่รู้ก็จะถือตำราไปไถ่ถามผู้อื่นว่าตัวอักษรด้านบนควรอ่านออกเสียงเช่นไร ส่วนพวกที่ห่วงเล่นก็ลุกจากที่นั่งไปหยอกล้อวิ่งเล่นกันตั้งนานแล้ว

ช่วงพักกลางวัน เสิ่นซีสังเกตเห็นว่าที่บ้านของเฝิงฮว่าฉีมีแขกมาเยือนหลายคน ดูจากการแต่งกาย ไม่น่าจะใช่คนของทางการ รอจนเฝิงฮว่าฉีเดินมาส่งแขกที่ประตู เสิ่นซีก็แอบฟังอยู่ที่หัวมุมถนน จึงพอจะเข้าใจเรื่องราวคร่าว ๆ แล้ว

ที่แท้สถานที่ที่เฝิงฮว่าฉีใช้เปิดสถานศึกษาเป็นที่ดินส่วนรวมของชุมชนที่เช่ามา แม้ที่ดินของชุมชนจะไม่มีเจ้าของ ทว่าในทุก ๆ ปีเฝิงฮว่าฉีก็ต้องจ่ายค่าเช่าให้กับฝางเจี่ย ทว่าปีนี้เมื่อถึงกำหนดต่อสัญญาเช่าสถานศึกษา เนื่องจากเรื่องที่นักเรียนจมน้ำเสียชีวิตก่อนหน้านี้ ฝางเจี่ยจึงหารือกับบรรดาคหบดีปัญญาชนแล้วลงมติว่าจะไม่ให้เขาเช่าสถานที่แห่งนี้อีกต่อไป เฝิงฮว่าฉีทำได้เพียงหาที่แห่งใหม่เพื่อเปิดสถานศึกษา

(เชิงอรรถผู้แปล: ฝางเจี่ย (坊甲) ในที่นี้หมายถึง "หัวหน้าชุมชน" หรือ "ผู้ดูแลแขวง" ในเขตเมืองของยุคราชวงศ์หมิง มีหน้าที่จัดระเบียบชุมชน จัดเก็บภาษี และดูแลจัดการทรัพย์สินหรือที่ดินส่วนรวมของชุมชน)

สำหรับอาจารย์ผู้เปิดสถานศึกษาสอนหนังสือมานานกว่ายี่สิบปี ทั้งยังถือการอบรมสั่งสอนศิษย์เป็นหน้าที่หลักของตนเอง เรื่องนี้นับเป็นดั่งอสนีบาตฟาดกลางวันแสก ๆ

เสิ่นซีไม่ได้เผยตัวออกไป เพราะเรื่องเหล่านี้เดิมทีก็มิใช่กงการอะไรของเขา จะกล่าวอย่างไรเฝิงฮว่าฉีก็ถือเป็นอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในเมือง สั่งสอนลูกศิษย์จนสอบได้จวี่เหริน มาแล้วหลายคน เส้นสายคนรู้จักล้วนมีพร้อม ที่นี่เปิดไม่ได้ก็ไปเปิดที่อื่น ต่อให้เขาจะไม่เปิดสถานศึกษาเอกชนอีก ก็ยังสามารถถูกทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งในสถานศึกษาของรัฐ หรืออาจจะถูกเชิญตัวไปเป็นอาจารย์สอนหนังสือตามจวนขุนนางก็มีความเป็นไปได้

ทว่านี่ก็คล้ายกับเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ความผูกพันฉันศิษย์อาจารย์ระหว่างเฝิงฮว่าฉีกับเสิ่นซีจะต้องจบสิ้นลงเพียงเท่านี้

วันนั้นพอกลับไปถึงบ้าน เสิ่นซีก็เล่าเรื่องนี้ให้ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อฟัง ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ “จะว่าไปท่านอาจารย์เฝิงผู้นี้ ลูกศิษย์ในสำนักที่ได้ดิบได้ดีก็มีไม่น้อย กระทั่งใต้เท้าจวี่เหริน ก็ยังมีตั้งหลายท่าน ทว่าตัวเขาเองกลับยังเป็นแค่ซิ่วไฉ หรือหากไม่เป็นอาจารย์สอนหนังสือแล้วหันกลับไปสอบเคอจวี่ ก็อาจจะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”

“ท่านน้า ข้าอยากให้ท่านช่วยออกอุบาย อย่าเพิ่งราดน้ำเย็นสาดความหวังข้าสิขอรับ” เสิ่นซีกล่าวอย่างร้อนรน

“ไอ้เด็กทึ่ม เจ้าก็ช่างอาภัพนัก ก่อนหน้านี้ก็กราบอาจารย์มาแล้วถึงสามท่าน หากจะบอกว่าในบรรดานี้ผู้ที่มีความรู้แตกฉานที่สุด ก็ยังคงเป็นท่านอาจารย์ชราที่สอนเจ้าอ่านออกเขียนได้ผู้นั้น... ท่านอาจารย์เฝิงผู้นี้ก็นับว่าไม่เลว ทว่าสถานศึกษาของเขาก็เปิดต่อไปไม่ได้แล้ว พวกเราจะมีวิธีใดไปช่วยได้เล่า?” โจวซื่อกล่าวพลางถอนหายใจด้วยความรันทด

เสิ่นซีกล่าวว่า “พวกเราก็สามารถไปเชิญตัวท่านอาจารย์เฝิงมา เปิดสถานศึกษาส่วนรวมขึ้นมาแห่งหนึ่งสิขอรับ ในสมาคมการค้าก็มีลูกหลานที่กำลังร่ำเรียนหนังสืออยู่มากมายมิใช่หรือ ก็นำพวกเขามารวมตัวกัน... พวกเราสามารถจ้างอาจารย์มาพร้อมกันหลาย ๆ ท่าน แบ่งชั้นเรียนตามช่วงอายุที่แตกต่างกัน ถึงเวลานั้นท่านอาจารย์เฝิงก็คือหลงจู๊ของสถานศึกษา พวกเราสามารถเรียกเขาว่าเจี้ยวอวี้ หรือครูใหญ่ ส่วนอาจารย์ท่านอื่นก็คือลูกจ้างของสถานศึกษา พวกเราสามารถเรียกพวกเขาว่าซวิ่นเต่า จู่ทัว หรืออาจารย์ ขอเพียงแบ่งงานกันทำสอดประสานกัน เช่นนั้นคุณภาพการสอนในสถานศึกษาของพวกเราจะต้องสูงมากแน่นอน วันข้างหน้าย่อมผลิตซิ่วไฉ จวี่เหรินออกมาได้มากกว่าที่อื่นเป็นแน่”

(เชิงอรรถผู้แปล:

เจี้ยวอวี้ (教谕) คือขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายการศึกษาประจำอำเภอ ทำหน้าที่เสมือนครูใหญ่คอยดูแลสำนักศึกษาและอบรมบัณฑิต ในบริบทนี้คือตำแหน่งครูใหญ่ของสถานศึกษา

ซวิ่นเต่า (训导) คือขุนนางผู้ช่วยฝ่ายการศึกษา เป็นรองจากเจี้ยวอวี้ มีหน้าที่ช่วยสอนและดูแลความประพฤติของนักเรียน  ในบริบทนี้คือตำแหน่งอาจารย์ประจำสถานศึกษา

จู่ทัว (嘱托) ครูพี่เลี้ยง หรือผู้ช่วยสอนที่ได้รับการไหว้วานให้ดูแลนักเรียน)

ฮุ่ยเหนียงได้ฟัง ก็ครุ่นคิดตามความเคยชินไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหน้ายิ้มขื่น “เสี่ยวหลาง เจ้าอย่าจับเอาทุกเรื่องไปผูกติดกับการค้าขายสิ การศึกษาหาความรู้ก็คือการศึกษาหาความรู้ การค้าขายก็คือการค้าขาย เจ้า... เฮ้อ ไม่พูดกับเจ้าแล้ว เรื่องนี้ท่านน้าไม่มีทางรับปากเด็ดขาด”

โจวซื่อเองก็ขมวดคิ้ว “ไอ้เด็กบ้า วัน ๆ ไม่รู้ว่าในหัวเจ้าคิดอันใดอยู่ ดี ๆ ไม่ชอบ ดึงดันจะเอาสถานศึกษาไปทำให้เหมือนกับโรงพิมพ์และโรงงานยาของเราให้ได้ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นยาสำเร็จรูป ให้คนอื่นคอยตักผงยาใส่หัวเจ้าทีละขนาน แล้วเจ้าก็จะกลายเป็นคนเก่งขึ้นมาได้งั้นหรือ?”

เสิ่นซีกลับยืนกรานว่า “ท่านแม่ ท่านน้า ไม่ว่าเมื่อใด การแบ่งสายงานกันทำอย่างสอดประสานล้วนมีความหมายในเชิงก้าวหน้าพัฒนาทั้งสิ้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะสะท้อนให้เห็นผ่านการค้าขายเท่านั้น ในเรื่องการศึกษาหาความรู้ก็เป็นเช่นเดียวกันขอรับ”

“พวกท่านลองคิดดูสิว่าท่านอาจารย์เฝิงผู้นั้น ลูกศิษย์ในความดูแลมีมากมายปานนั้น ตั้งแต่เด็กที่เพิ่งเบิกปัญญา ไปจนถึงคนที่เขาสอนเรื่องการแต่งเรียงความและการตีโจทย์ (พั่วถี) เขาเพียงคนเดียวจะมีพละกำลังไปดูแลให้ครอบคลุมรอบด้านได้อย่างไร? หากจ้างอาจารย์มาเพิ่มอีกสักสองสามท่าน วิชาชีพล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มาตรฐานการสอนของพวกเขาเองก็ยกระดับขึ้น นักเรียนก็เรียนรู้อย่างถ่องแท้เป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้น ผู้ที่สอบได้มีอนาคตก็จะยิ่งเพิ่มพูน... หรือว่าที่ข้าพูดมานั้นไม่ถูกต้องขอรับ?”

(เชิงอรรถผู้แปล: การตีโจทย์ (พั่วถี) (破题) คือการเกริ่นนำและตีโจทย์ในการเขียนปากู่เหวิน (เรียงความแปดขา) ถือเป็นด่านที่ยากที่สุดของการเขียนเรียงความสอบเคอจวี่ เพราะผู้สอบมีโอกาศที่จะใช้เพียงสองประโยคในการสรุปใจความสำคัญและชี้ให้เห็นถึงแก่นแท้ของโจทย์ที่ได้มา หากเริ่มต้นตีโจทย์ได้เฉียบคม ก็มีชัยในการสอบไปกว่าครึ่ง)

ฮุ่ยเหนียงอยากจะโต้แย้งคำพูดของเสิ่นซีใจจะขาด ทว่าอย่างไรเสียนางก็เป็นผู้มีเหตุมีผล สิ่งที่เสิ่นซีกล่าวมาล้วนมีหลักมีเกณฑ์เป็นฉาก ๆ ชั่วขณะนั้นจึงถึงกับอ้าปากตาค้างไร้คำจะเอ่ย

จบบทที่ ตอนที่ 162 วิชาชีพล้วนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว