- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 161 แบบอย่างแห่งอาจารย์
ตอนที่ 161 แบบอย่างแห่งอาจารย์
ตอนที่ 161 แบบอย่างแห่งอาจารย์
หลังจากเสิ่นหมิงจวินและภรรยาพบกับเฝิงฮว่าฉีแล้ว เสิ่นซีก็เริ่มเรียนข้ามขั้นอย่างเป็นทางการ เนื้อหาในสี่ตำราที่ตกหล่นไปก่อนหน้านี้ เฝิงฮว่าฉีมีความเห็นให้เสิ่นซีกลับไปทบทวนเพิ่มเติมเอาเอง ส่วนทางด้านอรรถาธิบายสี่ตำรา หากพบเจอจุดใดที่ไม่เข้าใจ เฝิงฮว่าฉีก็จะคอยชี้แนะสั่งสอนให้อย่างละเอียด
เสิ่นหมิงจวินและภรรยาซาบซึ้งใจจนกล่าวขอบคุณนับครั้งไม่ถ้วน พร้อมกันนั้นยังได้นำของขวัญติดไม้ติดมือมาด้วย ทว่ากลับถูกเฝิงฮว่าฉีปฏิเสธ
ตามความตั้งใจของเฝิงฮว่าฉี ในแต่ละปีสมควรเก็บค่าซู่ซิวเท่าใดล้วนมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ชัดเจน ไม่อาจเรียกเก็บเพิ่มอย่างไร้เหตุผล มิเช่นนั้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อการอบรมสั่งสอนคุณธรรมของนักเรียน
สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินลอบละอายใจอยู่เงียบ ๆ จึงจำต้องนำของขวัญที่นำมาพากลับคืนไปโดยไม่ให้บุบสลาย
การเรียนข้ามขั้นของเสิ่นซีในครั้งนี้ ได้ขึ้นไปร่ำเรียนกับนักเรียนที่อายุมากกว่าเขาสี่ห้าปีโดยตรง ในบรรดาระดับชั้นทั้งหมดของเฝิงฮว่าฉี ระดับนี้ถือว่าเป็นรองเพียงแค่นักเรียนที่เตรียมตัวเข้าการสอบถงเซิงเท่านั้น เนื่องจากเสิ่นซีตัวเตี้ยกว่าผู้อื่นมากนัก เมื่อไปนั่งอยู่ท่ามกลางนักเรียนเหล่านี้ จึงดูราวกับลูกหนูตัวหนึ่งที่หลงเข้าไปฝูงแมวก็ไม่ปาน
รอจนเสิ่นซีได้รับตำราเรียนเล่มใหม่ อ่านทบทวนตั้งแต่ต้นจนจบ เวลาผ่านไปไม่ถึงห้าวัน เขาก็สามารถจดจำเนื้อหาในห้าคัมภีร์ อันได้แก่ คัมภีร์ซือจิง คัมภีร์ซ่างซู คัมภีร์หลี่จี้ คัมภีร์โจวอี้ และ คัมภีร์ชุนชิว ได้อย่างถ่องแท้
(เชิงอรรถผู้แปล: ห้าคัมภีร์ (五经) คัมภีร์หลัก 5 เล่มของลัทธิขงจื๊อ ได้แก่ ซือจิง (บทกวี) ซ่างซู (ประวัติศาสตร์) หลี่จี้ (จารีตประเพณี) โจวอี้ (การเปลี่ยนแปลง) และชุนชิว (พงศาวดารชุนชิว / พงศาวดารฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง))
โดยพื้นฐานแล้วเสิ่นซีเป็นคนมีความจำแม่นยำจำได้ไม่ลืม ผนวกกับอรรถาธิบายสี่ตำราของจูซีที่เขาศึกษามาแล้วทั้งชาติก่อนและชาตินี้ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเพิ่มเติมอันใด ทว่าเขาก็ยังคงอดทนค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้ไปตามขั้นตอนพร้อมกับสหายร่วมเรียน เวลาว่างก็หยิบตำราอย่าง เสี่ยวเสวีย เซี่ยวจิง โจวหลี่ ชุนชิวซานจ้วน จ้านกั๋วเช่อ อี๋จี้ กั๋วอวี่ ซิ่งหลี่ ตำราอรรถาธิบายห้าคัมภีร์ เหวินเสวี่ยน เหวินจางเจิ้งจง และ ปาเจียเหวินจี๋ ขึ้นมาอ่าน เพื่อเติมเต็มความรู้ทางทฤษฎีของตนเองให้แน่นหนา
(เชิงอรรถผู้แปล: รายชื่อตำราข้างต้นสามารถแบ่งกว้างๆ ได้เป็น 3 หมวด ได้แก่ หมวดคัมภีร์ปรัชญาและพิธีการ (เช่น เซี่ยวจิง-ความกตัญญู, โจวหลี่-ธรรมเนียมราชวงศ์โจว) หมวดบันทึกประวัติศาสตร์การเมือง (เช่น ชุนชิวซานจ้วน, จ้านกั๋วเช่อ) และหมวดรวมผลงานวรรณกรรมแม่แบบ (เช่น เหวินเสวี่ยน, ปาเจียเหวินจี๋-รวมผลงานแปดมหากวี) ซึ่งล้วนเป็นตำราสำคัญสำหรับบัณฑิตที่เตรียมสอบเข้ารับราชการ)
วันที่สิบห้าเดือนสาม ห่างจากการประเมินผลซุ่ยเข่าที่อำเภอฉางถิงแห่งเมืองถิงโจวอีกเพียงสองวัน วันนี้เฝิงฮว่าฉีได้กำชับเรื่องราวบางอย่างเป็นพิเศษ พร้อมกับให้วันหยุดนักเรียนเป็นเวลาสี่วัน เนื่องจากตัวเฝิงฮว่าฉีเองก็เป็นซิ่วไฉ จำต้องเข้าร่วมการประเมินผลซุ่ยเข่าด้วยเช่นกัน เขาจึงให้นักเรียนทุกคนกลับบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดอันตรายจากการที่นักเรียนโดดเรียนแล้วไม่มีใครคอยดูแลสถานศึกษา
"...การบ้านที่มอบหมายให้พวกเจ้า ต้องทำให้ครบถ้วนตามจำนวน หากผู้ใดเกียจคร้านละเลย จะต้องถูกทำโทษด้วยไม้เรียว"
น้ำเสียงของเฝิงฮว่าฉีแฝงไว้ด้วยความเข้มงวดอยู่บ้าง "เมื่อกลับมา จะเป็นช่วงเทศกาลเช็งเม้งพอดี ข้าจะพาพวกเจ้าไปเดินเหยียบหญ้าที่ภูเขาวั่วหลงทางตอนเหนือของเมือง ถึงเวลานั้นจะสอนทักษะการวาดภาพทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำให้พวกเจ้าสักหน่อย"
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลเช็งเม้ง (清明) หรือเทศกาลชิงหมิง หนึ่งใน 24 ฤดูกาลย่อยของจีน ตรงกับช่วงเดือนเมษายน เป็นช่วงเวลาแห่งการไหว้บรรพบุรุษและออกไปชื่นชมธรรมชาติ หรือการเดินเหยียบหญ้า (踏青))
บรรดานักเรียนต่างมีสีหน้ายินดีปรีดากันถ้วนหน้า ด้วยเหตุที่ได้หยุดพักกลับไปเที่ยวเล่นที่บ้าน ผนวกกับได้ยินว่าหลังจบวันหยุดยังจะได้ออกนอกเมืองไปเดินเหยียบหญ้าอีก
เสิ่นซีค้นพบมาตั้งนานแล้วว่า วิธีการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ของเฝิงฮว่าฉีนั้นแตกต่างจากพวกบัณฑิตเฒ่าคร่ำครึที่เอาแต่ยึดติดกับธรรมเนียมเก่า ๆ เขาให้ความสำคัญกับการสอนที่สอดคล้องกับความถนัดของแต่ละคน รู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์ ไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความรู้ในตำราเรียนเท่านั้น ทว่ายังสอดแทรกเรื่องของพิณ หมากรุก อักษรพู่กัน และภาพวาดเข้าไปในการเรียนการสอนด้วย
นักเรียนเริ่มทยอยกันกลับไป บางคนเดินไปเก็บข้าวของที่พักด้านข้าง อาศัยจังหวะก่อนฟ้ามืดรีบเดินทางออกจากเมืองกลับบ้าน ส่วนคนที่บ้านอยู่ไกลก็ต้องรั้งอยู่ที่เรือนพักเพื่อรอให้คนในครอบครัวมารับในวันรุ่งขึ้น
เป็นเพราะมีนักเรียนจมน้ำเสียชีวิต ลูกศิษย์ในความดูแลของเฝิงฮว่าฉีจึงลดน้อยลงไปมาก ที่นั่งหลายที่ล้วนว่างเปล่า โต๊ะเก้าอี้เหล่านั้นที่ชั่วคราวไม่ได้ใช้งานแล้ว หลังเลิกเรียน เฝิงฮว่าฉีก็ลงมือยกด้วยตนเอง นำไปกองเก็บไว้ที่เรือนเก็บฟืนด้านหลังสถานศึกษา
"ท่านอาจารย์ ศิษย์มีเรื่องมารบกวนขอรับ" เสิ่นซีอาศัยจังหวะที่ไร้ผู้คน เดินเข้าไปประสานมือคารวะ
"อ้อ เสิ่นซีนี่เอง เจ้าเพิ่งจะเริ่มเรียนห้าคัมภีร์ หากมีจุดใดไม่เข้าใจก็ถามมาได้เลย" เฝิงฮว่าฉีเดินกลับมาที่หน้าโต๊ะบรรยาย คิดจะนั่งลง ทว่าเมื่อครู่ตอนที่ยกของดันทำเอวเคล็ด จึงปวดแปลบขึ้นมาจนร่างโอนเอนไปสองที
เสิ่นซีรีบรุดเข้าไปพยุง เฝิงฮว่าฉีโบกมือยิ้มพลางกล่าวว่า "ไม่ต้องหรอก ร่างกายของอาจารย์ยังแข็งแรงดี เกิดเป็นปัญญาชนจะต้องยืดอกตั้งหลังให้ตรง เจ้ายังจำคำพูดนี้ของข้าได้หรือไม่?"
เสิ่นซีพยักหน้าตอบรับ "ท่านอาจารย์ ข้ามิได้มาถามคำถามหรอกขอรับ ข้าเพียงรู้สึกว่า ยามปกติเวลาเข้าเรียน ท่านอาจารย์กล่าวสิ่งใดล้วนต้องเขียนลงบนกระดาษ ทำเช่นนี้ดูจะสิ้นเปลืองไปสักหน่อยขอรับ"
เฝิงฮว่าฉีมองพินิจเสิ่นซีด้วยความไม่เข้าใจ "แล้วอย่างไรเล่า?"
"ข้าคิดว่า สามารถหาคนมาทำกระดานไม้สีดำสักแผ่น เป็นแบบที่เอาไว้แขวนบนผนังได้... เวลาที่ท่านอาจารย์สอนหนังสือ ก็ใช้ก้อนปูนขาวเขียนตัวอักษรลงไป พอเขียนเสร็จ ก็ใช้ผ้าเช็ดออกแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อย ๆ ขอรับ"
เฝิงฮว่าฉีนึกไม่ถึงเลยว่าเสิ่นซีจะกล่าวถึงเรื่องนี้ เขาได้แต่ส่ายหน้ายิ้มขื่น "เสิ่นซีเอ๋ย การศึกษาหาความรู้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมุมานะอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากเอาแต่หมกมุ่นค้นคว้าทักษะฝีมืออันแปลกประหลาดไร้สาระพวกนี้คงไม่ได้การ อาจารย์เคยได้ยินเรื่องราวของเจ้ามาบ้าง ตระกูลเสิ่นของเจ้ากับตระกูลลู่ร่วมกันเปิดโรงพิมพ์ หนังสือภาพที่พิมพ์ออกมานั้นบุกเบิกยุคสมัย สร้างความฮือฮาไปทั่ว... ได้ยินว่าการพิมพ์หนังสือภาพและภาพมงคลปีใหม่ล้วนเป็นความคิดของเจ้า เสิ่นซีเอ๋ย เจ้านั้นฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ทว่าอาจารย์เกรงว่าความฉลาดนี้จะถูกนำไปใช้ผิดที่ผิดทางเสียนี่สิ"
เสิ่นซีมีสีหน้าละอายใจ เขานึกไม่ถึงเลยว่าเฝิงฮว่าฉีไม่เพียงแต่ใส่ใจเรื่องการเรียนของเขา ทว่ากระทั่งเรื่องในครอบครัวของเขาก็ยังล่วงรู้ถึงเพียงนี้ เดิมทีเสิ่นซีเห็นเฝิงฮว่าฉีต้องคอยก้มหลังอธิบายให้นักเรียนฟังทุกครั้ง พอจะยืดหลังกลับมาก็ดูติดขัดกินแรงนัก จึงคิดอยากจะช่วยผ่อนแรงให้เขา วันหน้าเวลาถ่ายทอดมรรคาสั่งสอนวิชาความรู้ ก็เพียงแค่เขียนบนกระดานดำก็เป็นอันใช้ได้ นอกจากจะสะดวกสบายแล้วยังไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยปานนั้นอีกด้วย
"ท่านอาจารย์ ศิษย์จดจำคำสั่งสอนของท่านไว้ในใจแล้วขอรับ" เสิ่นซียอมรับผิดอย่างจริงใจ
เฝิงฮว่าฉียิ้มพลางพยักหน้า ในแววตาแฝงไว้ด้วยความเมตตาปรานีของผู้หลักผู้ใหญ่ "ตลอดชีวิตข้าสอนลูกศิษย์มาไม่น้อย หลายคนในหมู่พวกเขาก็ได้ดิบได้ดีมีอนาคตกันแล้ว ทว่าหากกล่าวถึงสติปัญญาพรสวรรค์ เจ้าอยู่เหนือกว่าพวกเขามากนัก... เจ้าต้องตั้งใจเรียน ขอเพียงขยันขันแข็งหมั่นเพียร วันหน้าย่อมก้าวหน้ามีอนาคตไกลเป็นแน่"
เฝิงฮว่าฉีหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "กระดานไม้สีดำที่เจ้าว่า ฟังดูก็ไม่เลวเหมือนกัน ช่วงหลายวันนี้ซือเหนียงของเจ้าก็มักจะบ่นข้าอยู่เสมอ ว่ายามปกติใช้กระดาษในชั้นเรียนมากเกินไป ควรประหยัดลงบ้าง ไหนเจ้าลองบอกมาซิ ว่ากระดานไม้สีดำนี้ควรทำเช่นไร?"
จะกล่าวอย่างไรเฝิงฮว่าฉีก็ถือเป็นคนที่ 'รู้คุณค่าของ' เมื่อก่อนสถานศึกษามีนักเรียนมาก ค่าซู่ซิวก็เก็บได้มาก ยามปกติใช้กระดาษเพิ่มขึ้นสักสองสามแผ่นเขียนให้นักเรียนดู ก็มิได้รู้สึกปวดใจอันใด ทว่าเหตุการณ์จมน้ำเสียชีวิตในครั้งนี้ทำให้นักเรียนพากันลาออกเป็นจำนวนมาก มิใช่แค่เรื่องอนาคตจะจ่ายหรือไม่ได้จ่ายค่าซู่ซิวเท่านั้น แต่เมื่อพวกเขายื่นเรื่องลาออก ล้วนต้องทวงค่าซู่ซิวล่วงหน้าครึ่งปีที่จ่ายไปก่อนหน้านี้คืนกลับไปทั้งสิ้น สิ่งนี้ทำให้เงินเก็บอันน้อยนิดของเฝิงฮว่าฉีถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว
เวลานี้เฝิงฮว่าฉีแทบอยากจะหักเงินหนึ่งเหวินออกเป็นสองซีกเพื่อนำไปใช้จ่ายด้วยซ้ำ
เสิ่นซีอธิบายลักษณะคร่าว ๆ ของกระดานดำให้ฟัง ในยุคสมัยนี้การจะผลิต 'แท่งดินสอผง' ขึ้นมาจำต้องใช้กรรมวิธีที่ยุ่งยาก ต้นทุนสูงและไม่คุ้มค่า ทว่าสามารถใช้ ก้อนปูนขาว มาเขียนทดแทนได้เลย อย่างไรเสียตั้งแต่สมัยชุนชิวจ้านกั๋ว ประเทศจีนก็เริ่มนำปูนขาวมาใช้ประโยชน์แล้ว พอมาถึงยุคราชวงศ์หมิงก็ยิ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป ก้อนปูนขาวสามารถนำมาเขียนบนกระดานดำได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ก่อนใช้งานอาจจะต้องฝนให้มนสักหน่อย ขอแค่มีส่วนแหลมยื่นออกมาให้เขียนได้ก็เป็นอันใช้ได้
“ท่านอาจารย์ ในโรงพิมพ์ก็มีสีย้อมสีดำอยู่แล้ว ให้ช่างไม้ประกอบแผ่นไม้ขึ้นมาแผ่นหนึ่ง แล้วทาสีทับลงไปก็เป็นอันใช้ได้ หากท่านอาจารย์ต้องการ ข้ากลับไปจะให้ช่างไม้ช่วยจัดการให้ แล้วให้พวกเขานำมาส่งให้ขอรับ” เสิ่นซีขันอาสา
เฝิงฮว่าฉีรีบเอ่ยห้าม “ไม่ได้ ๆ เจ้าเพียงบอกวิธีทำมาให้ชัดเจนก็พอ หากจะทำอาจารย์ก็ต้องเป็นคนหาคนมาทำเอง วันหน้าเจ้าเองก็ต้องทำเช่นนี้ ไม่ว่าเรื่องอันใดต้องลงมือด้วยตนเอง ห้ามยืมมือผู้อื่นเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
เสิ่นซียิ้มพลางพยักหน้า ทว่าเขาก็ยังคงอยากจะช่วยเฝิงฮว่าฉีให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้
นานทีปีหนจะมีคนชื่นชมในพรสวรรค์ของเขา อีกทั้งยังไม่หวงวิชาคอยชี้แนะสั่งสอน เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เฝิงฮว่าฉีตกต่ำ เสิ่นซีย่อมอยากจะช่วยเหลืองานให้มากขึ้นอีกสักหน่อย
เสิ่นซียอมถอยให้ก้าวหนึ่ง เอ่ยว่าจะแนะนำช่างไม้ให้เฝิงฮว่าฉีรู้จัก เรื่องนี้เฝิงฮว่าฉีกลับยอมรับด้วยความยินดี
เมื่อเสิ่นซีกลับไปถึง ก็ตามตัวช่างไม้ของโรงพิมพ์มา บอกกล่าววิธีสร้างกระดานดำให้พวกเขาฟัง สำหรับช่างไม้เหล่านี้ การจะทำงานเพียงเท่านี้ถือเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ เดิมทีโรงพิมพ์ก็จำเป็นต้องใช้แผ่นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมากอยู่แล้ว แผ่นไม้เหล่านี้ล้วนเกิดจากการนำท่อนไม้มาประกอบเข้าด้วยกัน เนื้อไม้จึงมีคุณภาพดีกว่าไม้ธรรมดาทั่วไปมากนัก
เสิ่นซีควักเงินอั่งเปาที่ฮุ่ยเหนียงเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้ออกมา กำชับช่างไม้เหล่านี้ว่าภายหลังให้เก็บเงินจากเฝิงฮว่าฉีเพียงแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น อย่างไรเสียเฝิงฮว่าฉีก็ไม่คุ้นเคยกับงานช่างไม้ ย่อมไม่มีทางรู้ว่าแท้จริงแล้วกระดานดำหนึ่งแผ่นต้องใช้เงินเท่าใด
เมื่อสร้างกระดานดำเสร็จสิ้น เสิ่นซีก็รอให้เฝิงฮว่าฉีมายกไป
เวลานี้เฝิงฮว่าฉีกำลังอยู่ในช่วงการประเมินผลซุ่ยเข่า เนื่องจากมัวแต่ยุ่งอยู่กับการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ ตัวเขาเองก็มิได้เป็นหลิ่นเซิง สิ่งที่เขาปรารถนาก็มีเพียงแค่การสอบให้ผ่านเกณฑ์อยู่ในระดับสองหรือสามก็พอแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล:
การประเมินผลซุ่ยเข่า (岁考) การสอบประเมินผลซิ่วไฉประจำปี หากคะแนนตกลงอาจถูกตัดเบี้ยหวัด
หลิ่นเซิง (廪生) นักเรียนหลวง / ซิ่วไฉระดับหัวกะทิ ได้รับข้าวสารและเบี้ยหวัดจากทางการ)
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เสิ่นหมิงจวินก็ได้รับจดหมายจากทางบ้าน ที่แท้หลังจากการสอบซุ่ยเข่าฝั่งอำเภอฉางถิงสิ้นสุดลง อีกไม่นานก็จะเวียนมาถึงรอบการสอบซุ่ยเข่าของอำเภอหนิงฮว่า บัดนี้คนทั้งครอบครัวไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ฝากความหวังไว้ที่เสิ่นหมิงเหวิน พี่ชายคนโตของตระกูลเสิ่น หวังว่าเขาจะสามารถทำผลสอบออกมาได้ดี
อย่างไรเสียเมื่อเข้าสู่ฤดูสารท ก็จะเวียนมาถึงการสอบชิวเหวยที่จัดขึ้นทุก ๆ สามปี การสอบประเมินผลในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการอุ่นเครื่องสำหรับการสอบระดับมณฑล (เซียงซื่อ) นั่นเอง
(เชิงอรรถผู้แปล: ชิวเหวย (秋闱) แปลว่า 'การสอบฤดูสารท' เป็นชื่อลำลองของการสอบเซียงซื่อ (การสอบระดับมณฑล) ที่จัดขึ้นทุกสามปีในฤดูใบไม้ร่วง ส่วนการอุ่นเครื่องในที่นี้ หมายถึงการสอบ 'ซุ่ยเข่า' ที่เสิ่นหมิงเหวินกำลังจะเข้าสอบ เพื่อเตรียมความพร้อมและรักษาสิทธิ์ในการเข้าร่วมการสอบระดับมณฑลนั่นเอง)
“...ท่านแม่บอกว่า ให้ข้ากลับไปที่อำเภอหนิงฮว่าสักเที่ยวในช่วงสองสามวันนี้ ทางที่ดีก็ให้พาเสี่ยวหลางไปด้วย บัดนี้คนในครอบครัวต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศละทาง ไม่สะดวกเอาเสียเลย ท่านแม่คิดอยากจะซื้อลานเรือนในอำเภอหนิงฮว่าสักหลัง จึงอยากให้ข้ากลับไปช่วยดู”
หลังจากเสิ่นหมิงจวินได้รับจดหมายจากทางบ้านก็รู้สึกลำบากใจยิ่งนัก ทางฝั่งนี้โรงพิมพ์ก็ยุ่งมาก คำสั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า ซูเจ้อชีนำหนังสือภาพแบบสีที่สั่งทำพิเศษขนส่งไปยังเจียงหนาน ก็สร้างความฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแค่ที่หนานจิงแห่งเดียวก็สามารถจำหน่ายสินค้าจำนวนมหาศาลนี้ออกไปได้อย่างง่ายดาย
เมื่อได้ลิ้มรสความหอมหวาน ภายหลังซูเจ้อชีไม่เพียงแต่จะสั่งซื้อจำนวนมากเพิ่มอีกสี่รายการติด ทว่ายังแนะนำผู้อื่นให้มาสั่งจองล่วงหน้าอีกด้วย
โรงพิมพ์ยุ่งจนหัวปั่น ในฐานะหลงจู๊ เสิ่นหมิงจวินต้องตื่นแต่เช้ามืดและกลับดึกดื่นทุกวัน กระทั่งหลายครั้งในตอนกลางคืนก็ยังต้องไปเฝ้ายามที่โกดัง
โจวซื่อทอดถอนใจ “ท่านพี่จะกลับไป ข้าก็ไม่ห้าม ทว่าเสี่ยวหลางได้หยุดเพียงแค่สี่วัน เห็นอยู่หลัด ๆ ว่าเดี๋ยวก็ต้องไปเรียนอีกแล้ว จะไปได้อย่างไร? ท่านพี่กลับไปคราวนี้ ก็พอดีจะได้ไปดูโรงพิมพ์ทางฝั่งตัวอำเภอเสียหน่อย ทุกครั้งล้วนติดต่อกันผ่านจดหมาย หากไม่ไปดูด้วยตาตนเองจะวางใจได้อย่างไรเล่า?”
เสิ่นหมิงจวินพยักหน้า ความจริงแล้วตัวเขาเองก็ไม่อยากจากเมืองถิงโจวไปเช่นกัน ทางฝั่งนี้ไม่เพียงแต่มีภรรยาและบุตร ทว่ายังมีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่เขาเฝ้าคะนึงหาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่าฮูหยินเฒ่าหลี่ซื่อออกคำสั่งเด็ดขาดให้เขากลับไป เขาจึงออกจะหมดหนทางขัดขืนอยู่บ้าง
เสิ่นซีกระตุกเสื้อของโจวซื่อเบา ๆ หวังจะเตือนมารดาว่า ท่านพ่อหวังอยากให้นางรั้งตัวเขาไว้ มิใช่เอ่ยปากส่งเดินทาง
ยามปกติสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินล้วนมีความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวปรองดอง มีเพียงยามที่กล่าวถึงคนในครอบครัวตระกูลเสิ่นเท่านั้น ที่ระหว่างคนทั้งสองมักจะมีช่องว่างความบาดหมางอยู่เสมอ เสิ่นหมิงจวินรู้ว่าภรรยากำลังอารมณ์ไม่ดี ทิ้งท้ายไว้สองประโยค ก็อาศัยจังหวะก่อนที่ฟ้าจะมืดรีบเดินทางไปที่โกดัง ความจริงแล้วก็เพียงเพื่อหลบหน้าโจวซื่อนั่นเอง
รอจนฮุ่ยเหนียงกลับมาจากโรงเงิน โจวซื่อก็เล่าเรื่องที่เสิ่นหมิงจวินจะกลับไปอำเภอหนิงฮว่าให้นางฟัง ฮุ่ยเหนียงจึงรีบถามขึ้นทันที "พี่สาวไม่ได้รั้งพี่เขยไว้สักหน่อยหรือ?"
“จะรั้งสิ่งใดเล่า เป็นฮูหยินเฒ่าที่ให้เขากลับไป น้องสาวก็มิใช่ไม่รู้ว่าฮูหยินเฒ่าบ้านข้าเป็นคนเช่นไร ในบรรดาบุตรชายไม่กี่คนนี้ นอกเหนือจากพี่ใหญ่ที่นางคอยประคบประหงมเชิดชูแล้ว ผู้ใดเล่าจะกล้าขัดขืนนาง?” โจวซื่อกล่าวอย่างอารมณ์เสีย
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจเบา ๆ "ความจริงแล้วฮูหยินเฒ่าก็เพียงแค่อยากหาข้ออ้าง เพื่อจะได้ใช้เงินที่พี่สาวส่งกลับไปก่อนหน้านี้อย่างเปิดเผย เพื่อตั้งรกรากในตัวอำเภอหนิงฮว่า พี่เขยจะกลับไปหรือไม่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดมากนัก... หรือไม่อย่างนั้น ข้าจะวานให้คนส่งเงินกลับไปเพิ่มอีกสักหน่อย แล้วบอกว่าทางนี้ขาดพี่เขยไม่ได้ ฮูหยินเฒ่าจะต้องไม่สร้างความลำบากใจเป็นแน่"
โจวซื่อส่ายหน้าเป็นพัลวัน "นี่เป็นเรื่องของตระกูลเสิ่น จะให้มาคอยรบกวนน้องสาวอยู่เรื่อยได้อย่างไร? ตัวเขาเองก็อยากกลับไปอยู่แล้ว ก็ปล่อยเขาไปเถอะ พอดีจะได้ให้เขากลับไปดูร้านขายยาและโรงพิมพ์ที่อำเภอหนิงฮว่าฝั่งโน้นเสียหน่อย แม้ว่าจดหมายทุกฉบับที่ส่งมาจะรายงานว่าสงบสุขไร้เรื่องราว ทว่าใครจะไปรู้เล่าว่าสถานการณ์จริงเป็นเช่นไร?"
ฮุ่ยเหนียงยิ้ม ๆ มิได้กล่าวสิ่งใดให้มากความอีก โดยยึดหลักการที่ว่า 'ขุนนางตงฉินยังยากจะตัดสินคดีครอบครัว' นางจึงไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องราวภายในครอบครัวตระกูลเสิ่นสักเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้อย่างหลี่ซื่อกับโจวซื่อ ย่อมมิใช่เรื่องที่นางจะสามารถไกล่เกลี่ยได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
เสิ่นซีนั่งอยู่หน้าประตู ก้มหน้าก้มตาอ่านเหวินเสวี่ยน ซึ่งเป็นชุมนุมบทกวีและบทความที่เซียวถ่ง พระราชโอรสองค์โตของจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้แห่งราชวงศ์หนานเฉาเป็นผู้รวบรวม จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าแสงสว่างคล้ายจะมืดสลัวลงเล็กน้อย จึงมองออกไปทางช่องว่างระหว่างบานประตู ก็เห็นหงจั๋วยืนนิ่งอยู่หน้าประตูด้วยท่าทีลังเลตัดสินใจไม่ได้ คล้ายกับคิดจะเคาะประตูเข้ามา ทว่าก็ไม่กล้าลงมือเสียที
(เชิงอรรถผู้แปล: เหวินเสวี่ยน (文选) เป็นตำรารวบรวมบทกวีและบทความที่สำคัญในยุคโบราณ)
"ท่านแม่ ข้านึกขึ้นได้ว่ายังมีการบ้านที่ทำไม่เสร็จ ข้าขอกลับไปก่อนนะขอรับ"
เสิ่นซีกล่าวจบ ทว่ากลับไม่ได้เดินออกไปทางประตูหน้า แต่กลับเลือกเดินออกไปทางลานเรือนด้านหลัง เขาเตรียมตัวจะไปดูสักหน่อยว่าหงจั๋วผู้นี้มีเรื่องอันใดอีก