เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 160 บุรุษผู้ไม่เอาไหน

ตอนที่ 160 บุรุษผู้ไม่เอาไหน

ตอนที่ 160 บุรุษผู้ไม่เอาไหน


เมื่อเสิ่นซีมาถึงสถานศึกษา ก็พบว่าบรรยากาศภายในห้องเรียนดูพิลึกพิลั่น นักเรียนที่พักค้างคืนในสถานศึกษาหลายคนกำลังกระซิบกระซาบกัน ราวกับเกิดเรื่องอันใดขึ้น ส่วนหลี่อวี้กับสหายร่วมเรียนกลุ่มที่ชวนกันไปดูเด็กหญิงอาบน้ำที่ริมแม่น้ำเมื่อวาน กลับไม่มีใครมาเลยแม้แต่คนเดียว

จวบจนถึงเวลาเข้าเรียน ไม่เพียงแต่คนเหล่านี้จะไม่มา กระทั่งท่านอาจารย์เฝิงฮว่าฉีก็ไร้เงา... เฝิงฮว่าฉีให้คนมาบอกกล่าว ให้นักเรียนทบทวนตำรากันเอง

รอจนถึงช่วงเที่ยง เสิ่นซีลองไถ่ถามในหมู่สหายร่วมเรียน ถึงได้รู้ว่าเมื่อวานตอนที่สหายร่วมเรียนกลุ่มนั้นไปเล่นที่ริมแม่น้ำได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น มีคนถูกกระแสน้ำเชี่ยวที่ไหลหลากกะทันหันพัดพาไป เพิ่งจะหาพบที่ปลายน้ำเมื่อช่วงเช้าตรู่วันนี้ ทว่าคนก็สิ้นลมหายใจไปนานแล้ว

หลี่อวี้กับพวกถูกทางบ้านกักตัวไว้ชั่วคราวไม่ให้มาเรียน ครอบครัวของนักเรียนที่เสียชีวิตต้องการเอาผิดเฝิงฮว่าฉี ได้ยินว่าเรื่องราวบานปลายไปถึงทางการแล้ว

เรื่องการเกิดแก่เจ็บตาย เสิ่นซีที่ผ่านชีวิตมาถึงสองชาติภพย่อมพบเห็นมามาก กระทั่งตัวเขาเองก็ยังเคยตายมาแล้วหนหนึ่ง ทว่าการที่เรื่องเช่นนี้มาเกิดขึ้นใกล้ตัว สหายร่วมเรียนที่เมื่อวานยังคงกระโดดโลดเต้นซุกซนมีชีวิตชีวา มาวันนี้กลับต้องพรากจากกันคนละภพ เสิ่นซีจึงรู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาในบัดดล

หลังจากนั้นเสิ่นซีก็มีท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปล่อยเวลาผ่านไปอย่างสับสนมึนงงกว่าครึ่งค่อนวัน จนล่วงเข้าสู่ช่วงเรียนยามบ่ายไปพักใหญ่ ท่านอาจารย์เฝิงฮว่าฉีถึงได้ก้าวเข้ามาในห้องเรียน สีหน้าซีดเซียวและอิดโรย ดูท่าการเผชิญกับเหตุการณ์กะทันหันเช่นนี้ ภายในใจเขาก็คงปวดร้าวไม่น้อย ทว่าไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร การที่นักเรียนไปเล่นน้ำที่ริมแม่น้ำ เขาก็มีความผิดฐานดูแลไม่ทั่วถึงอยู่ดี แต่ทั้งสถานศึกษาก็มีเขาเป็นอาจารย์เพียงคนเดียว หนำซ้ำเรื่องยังเกิดขึ้นหลังเลิกเรียน ต่อให้เขาอยากจะดูแลก็คงดูแลไม่ไหว

หลังจากครอบครัวผู้ตายไปฟ้องร้อง ทางที่ว่าการอำเภอก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ใต้เท้านายอำเภอจึงเบิกศาลไต่สวนคดีด้วยตนเอง ความจริงแล้วเรื่องราวนั้นกระจ่างแจ้งยิ่งนัก ท้ายที่สุดจึงตัดสินเพียงให้เฝิงฮว่าฉีคืนค่าซู่ซิวของนักเรียนผู้นั้นที่รับมาก่อนหน้านี้กลับไป เรื่องราวทั้งหมดจึงถือเป็นอันยุติอย่างสมบูรณ์

"เสิ่นซี หลังเลิกเรียนแวะมาหาข้าหน่อย"

ก่อนเลิกเรียน จู่ ๆ เฝิงฮว่าฉีก็กล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง ทำเอาใจของเสิ่นซีหล่นวูบ หรือว่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่หลี่อวี้ชวนเขาไปแม่น้ำเมื่อวาน?

หลังเลิกเรียน เสิ่นซีเดินไปที่หน้าบ้านของเฝิงฮว่าฉีซึ่งอยู่ติดกับสถานศึกษาด้วยความกังวลใจ ลองเคาะประตู สตรีผู้หนึ่งก็มาเปิดประตูให้เสิ่นซี

"คารวะซือเหนียงขอรับ" เสิ่นซีประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

"รีบเข้าไปเถิด ท่านอาจารย์ของเจ้ารออยู่ด้านใน"

ซือเหนียงเป็นสตรีที่ดูซื่อสัตย์จริงใจ เนื่องจากเฝิงฮว่าฉีพักอาศัยอยู่ติดกับสถานศึกษา ห้องหับของนักเรียนที่พักค้างคืนหลายห้องล้วนได้นางช่วยปัดกวาดเช็ดถู ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับบรรดานักเรียนจึงดีมาก

เสิ่นซีเดินเข้าไปด้านใน ก็พบเฝิงฮว่าฉีนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ ในมือถือตำราเล่มหนึ่งกำลังอ่าน เสิ่นซีมองปราดเดียวก็เห็นอักษรคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน โดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนหน้าปก ซึ่งก็คือหนังสือชุดที่โรงพิมพ์ของครอบครัวเขาจัดพิมพ์ขึ้นภายใต้การกำกับดูแลของนายอำเภอเยี่ยแห่งอำเภอหนิงฮว่าเมื่อช่วงต้นปีนั่นเอง

เสิ่นซีไม่นึกเลยว่าคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลินจะแพร่หลายมาถึงเมืองถิงโจวรวดเร็วปานนี้

"ท่านอาจารย์"

เสิ่นซีประสานมือคารวะ ถือเป็นการเตือนเฝิงฮว่าฉีว่าเขามาถึงแล้ว เพราะเฝิงฮว่าฉีกำลังอ่านตำราอย่างใจจดใจจ่อ

"อ้อ"

เฝิงฮว่าฉีวางตำราลง ปรายตามองเสิ่นซีแวบหนึ่ง พยักหน้าเบา ๆ "หมู่นี้ข้าคอยจับตาดูเจ้าอย่างละเอียด ไม่เพียงแต่มีความขยันขันแข็ง ทว่ายังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ข้าคิดว่าพรุ่งนี้จะให้บิดามารดาของเจ้ามาพบสักหน่อย"

เสิ่นซีได้ยินท่อนแรกยังรู้สึกว่าดีอยู่ ทว่าประโยคสุดท้ายกลับทำเอาเขาราวกับสำลักน้ำ เรียนไม่ดีแล้วเรียกผู้ปกครองมาพบนั้นพอเข้าใจได้ แต่เรียนดีแล้วเรียกผู้ปกครองมาพบ หมายความว่าอย่างไรกัน?

"ท่านอาจารย์ ข้า..."

"ที่เชิญบิดามารดาของเจ้ามาคราวนี้ ก็เพื่อปรึกษาหารือเรื่องที่จะให้เจ้าขยับไปเรียน 'ห้าคัมภีร์' แม้ว่าอายุของเจ้าจะยังน้อยไปสักหน่อยสำหรับการศึกษาห้าคัมภีร์ ทว่าเจ้ามีพรสวรรค์ล้ำเลิศ หลายครั้งที่ข้าทดสอบเนื้อหาใน 'สี่ตำรา' เจ้าก็ล้วนทำได้ดีเยี่ยม หากได้เริ่มเรียนห้าคัมภีร์แต่เนิ่น ๆ ก็จะสามารถ เริ่มศึกษาเนื้อหาที่เกี่ยวกับการสอบเคอจวี่ได้" แววตาของเฝิงฮว่าฉีแฝงไว้ด้วยความชื่นชมและให้กำลังใจ "ทว่าอย่างไรเสียก็ต้องสอบถาม ความเห็นชอบ จากบิดามารดาของเจ้าก่อน "

พอเสิ่นซีได้ฟังเช่นนี้ถึงได้วางใจลง ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ"

"เจ้ากลับไปเถิด"

เฝิงฮว่าฉีโบกมือ "เมื่อวานพวกเขาชวนเจ้าไปเล่นริมแม่น้ำ เจ้าไม่ไป นับว่าทำถูกต้องแล้ว ทว่าวันหน้าหากพบเจอเรื่องเช่นนี้อีก ต้องจำไว้ว่าให้นำมาบอกกล่าวแก่อาจารย์ จะได้ตัดไฟแต่ต้นลม เข้าใจหรือไม่?"

เสิ่นซีขานรับอีกครั้ง ในใจรู้สึกว่าน้ำเสียงของเฝิงฮว่าฉีแฝงความเหนื่อยล้าอมทุกข์ราวกับผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก

เรื่องราวในครั้งนี้ สิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้เฝิงฮว่าฉีมากที่สุดมิใช่การสูญเสียลูกศิษย์ ทว่าเป็นการที่คนจำนวนมากเลือกที่จะตีตัวออกห่างจากเขา... ครอบครัวของหลี่อวี้และนักเรียนคนอื่น ๆ ที่ไปแม่น้ำเมื่อวาน วันนี้ต่างก็ยื่นคำร้องขอลาออก จากผลกระทบนี้ ในชั้นเรียนเมื่อครู่จึงเริ่มมีนักเรียนทยอยมาบอกว่าจะไม่มาเรียนที่สถานศึกษาในวันพรุ่งนี้อีก เมื่อวิเคราะห์จากเค้าลางต่าง ๆ คาดว่าจำนวนนักเรียนที่ลาออกในวันพรุ่งนี้คงจะเพิ่มขึ้นไปอีก สิ่งนี้ทำให้เฝิงฮว่าฉีเกิดความกังขาในหน้าที่การอบรมสั่งสอนศิษย์ของตนเองอย่างรุนแรง

เสิ่นซีหาได้ใส่ใจเรื่องราวเหล่านั้นไม่ สำหรับเขา การร่ำเรียนเป็นเพียงบันไดก้าวไปสู่การสอบเคอจวี่เข้ารับราชการ ในยุคสมัยนี้ ขอเพียงได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชน ไม่ว่าจะมีความคิดความอ่านกว้างไกลเพียงใด ผู้คนก็ย่อมมองว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล มิใช่มีคำกล่าวที่ว่า 'ซิ่วไฉไม่ออกจากบ้าน ก็ล่วงรู้ความเป็นไปทั่วใต้หล้า' หรอกหรือ? นี่แหละคือภาพสะท้อนอันแท้จริงของ ยุคสมัยนี้!

(เชิงอรรถผู้แปล: ซิ่วไฉไม่ออกจากบ้าน ก็ล่วงรู้ความเป็นไปทั่วใต้หล้า (秀才不出门全知天下事) คำกล่าวเปรียบเปรยถึงปัญญาชนที่อ่านตำรามาก ย่อมมีความรู้กว้างขวางแม้ไม่ได้เดินทาง)

ทว่าหากเป็นชาวบ้านธรรมดา ต่อให้พูดหรือเขียนถ้อยคำที่มีวิสัยทัศน์ออกมา ผู้อื่นหากไม่เชื่อถือ ก็คงมองว่าเขาเป็นตัวประหลาด

และการสอบเคอจวี่ ก็คือโอกาสเดียวในยุคสมัยนี้ ที่จะทำให้ลูกหลานชาวบ้านสามัญสามารถก้าวขึ้นสู่สังคมชั้นสูงได้ หนทางอื่น ๆ เช่น การเข้าร่วมกองทัพหรือการค้าขาย ต่อให้ได้รับสถานะทางสังคมระดับหนึ่ง ทว่าก็ยังคงถูกผู้คนดูแคลนอยู่ดี

ในยุคสมัยที่ปัญญาชนปกครองใต้หล้า สิ่งที่ผู้คนเชิดชูศรัทธาก็คือ "สรรพสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง"

(เชิงอรรถผู้แปล: สรรพสิ่งล้วนต่ำต้อย มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง (万般皆下品,唯有读书高) ค่านิยมโบราณที่ยกย่องการศึกษาและปัญญาชนให้อยู่เหนือทุกสายอาชีพ)

เมื่อเสิ่นซีกลับถึงบ้านและเล่าเรื่องนี้ให้โจวซื่อฟัง โจวซื่อก็ยิ้มแย้มเบิกบาน นางแทบอยากจะป่าวประกาศเรื่องนี้ให้รู้กันถ้วนหน้า เพื่อให้คนทั้งเมืองถิงโจวได้รับรู้

ทว่าหลังจากดีใจได้ไม่นาน โจวซื่อก็แฝงความกังวลใจขึ้นมาหลายส่วน "เสี่ยวหลาง ได้ยินมาว่าเมื่อวานสถานศึกษาของพวกเจ้ามีคนตกแม่น้ำจมน้ำตาย เจ้าคุ้นเคยกับเขาหรือไม่?"

เสิ่นซีพยักหน้า จะกล่าวว่าร่ำเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน จะไม่รู้จักได้อย่างไร? ทว่าก็ไม่ได้คุ้นเคยกันนัก กระทั่งคำพูดยังไม่เคยคุยกันเกินสองประโยคด้วยซ้ำ เสิ่นซีไม่กล้าบอกโจวซื่อเรื่องที่หลี่อวี้ชวนเขาไปแม่น้ำเมื่อวาน เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจวซื่อต้องมาคอยเป็นกังวล

“ไอ้เด็กเหม็น เจ้าห้ามไปในที่ที่อันตรายเด็ดขาด รู้หรือไม่? เจ้าไม่รู้หรอกว่าตอนเด็ก ๆ เจ้าซุกซนแค่ไหน กระโดดโลดเต้นไปทั่ว ตอนหกขวบเกือบจะตกลงมาจากต้นท้อจนตาย แม่กอดเจ้า ร้องไห้อยู่ตั้งหลายวันเชียวล่ะ...”

เสิ่นซีฟังแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เขาไม่ได้สืบทอดความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เด็กน้อยวัยหกขวบย่อมมีความทรงจำต่อโลกใบนี้ไม่มากนัก ทว่าสำหรับอาการบาดเจ็บในครั้งนั้น เขากลับจดจำได้แจ่มชัดฝังใจ เพราะอย่างไรเสีย นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่เขาได้เดินทางมาสู่โลกใบนี้

“ไอ้เด็กทึ่ม รีบไปทำการบ้านเถอะ พรุ่งนี้ต่อให้แม่กับพ่อของเจ้าจะยุ่งแค่ไหน ก็จะปลีกเวลาไปที่สถานศึกษาให้ได้ วันหน้าเจ้าต้องตั้งใจเรียนให้มากนะ”

โจวซื่อยิ้มแย้มเบิกบาน อาศัยช่วงเวลาที่ร้านขายยาไร้ลูกค้าแวะเวียนมา นำข่าวดีนี้ไปบอกกล่าวแก่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์

ช่วงสองวันนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีเรื่องกลัดกลุ้มใจ นางจะมีแก่ใจไปฟังเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร? ทว่านางก็ยังคงพยักหน้ายิ้มรับอย่างมีมารยาท เพียงแต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นกลับเต็มไปด้วยความพะว้าพะวง

ตกกลางคืน ทันทีที่ฮุ่ยเหนียงกลับมา เรื่องแรกที่ทำคือการมาหาโจวซื่อเพื่อปรึกษาหารือ ที่แท้นางเองก็ได้ยินเรื่องสหายร่วมเรียนของเสิ่นซีจมน้ำตายแล้วเช่นกัน จึงอยากจะปรึกษาเรื่องย้ายสถานศึกษาให้เสิ่นซี ให้เขาไปร่ำเรียนที่สถานศึกษาแห่งอื่นแทน

“...ท่านอาจารย์เฝิงค่อนข้างให้ความสำคัญกับไอ้เด็กทึ่ม จู่ ๆ ก็ย้ายสถานศึกษาไปเช่นนี้ เกรงว่าจะทำให้ความคาดหวังของท่านอาจารย์เฝิงต้องสูญเปล่า” โจวซื่อนึกถึงเรื่องที่พรุ่งนี้เสิ่นซีจะได้ 'ข้ามขั้น' ไปเรียนตำราที่สูงขึ้น นางจึงทำใจให้เสิ่นซีย้ายไปเรียนที่อื่นไม่ลง

ฮุ่ยเหนียงกล่าวว่า “ข้าได้ยินมาว่า เรื่องในครั้งนี้สะเทือนไปถึงทางการแล้ว ลูกหลานตระกูลใหญ่โตหลายบ้าน ล้วนเตรียมตัวลาออกจากสถานศึกษาเสวียเอ๋อร์กันทั้งนั้น พวกเราก็ไม่ได้ทำผิดต่อท่านอาจารย์เฝิง แค่มอบค่าซู่ซิวให้มากหน่อยเพื่อเป็นการขอบคุณก็สิ้นเรื่อง”

“ไม่ได้นะขอรับ”

เสิ่นซีกำลังอ่านตำราอรรถาธิบายสี่ตำราอยู่ในห้อง พินิจพิเคราะห์ปรัชญาหลี่เสวียของจูซีที่ว่า 'ฟ้าและมนุษย์เป็นหนึ่ง', 'จิตและสัจธรรมเป็นหนึ่ง', และ 'จิตและธรรมชาติเดิมแท้เป็นหนึ่ง' อย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อได้ยินบทสนทนาของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ ก็รีบเดินออกมาเอ่ยปฏิเสธเสียงดัง “ท่านอาจารย์เฝิงดีต่อข้ามาก อีกทั้งเขายังมีวิธีสอนที่ยอดเยี่ยม ข้าเพิ่งจะปรับตัวเข้ากับรูปแบบการสอนของเขาได้ หากย้ายไปที่อื่นย่อมตามไม่ทันอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นหากการเรียนต้องล่าช้าไปจะทำอย่างไรเล่าขอรับ?”

(เชิงอรรถผู้แปล:

ตำราอรรถาธิบายสี่ตำรา (四书章句集注) รวบรวมและตีความโดยจูซี ปราชญ์แห่งยุคซ่งใต้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาหลี่เสวีย 

ปรัชญาหลี่เสวีย (理学思想) สำนักปรัชญาขงจื๊อใหม่ที่เน้นการตีความหลักเหตุผลและธรรมชาติ)

เมื่อเห็นเสิ่นซียืนกรานเช่นนี้ ฮุ่ยเหนียงก็จนใจ ทำได้เพียงพยักหน้าตกลง

เดิมทีเสิ่นซีจะไปเรียนที่ใดก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของนาง ทว่าการที่นางเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่นางมีต่อเสิ่นซีอย่างลึกซึ้ง แม้เสิ่นซีจะซาบซึ้งในน้ำใจ ทว่าหากจะให้เขาลาออกจากสถานศึกษาของเฝิงฮว่าฉี เขาก็ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง เสิ่นซีเห็นด้วยกับทั้งคุณธรรมและวิธีการสอนของเฝิงฮว่าฉี อาจารย์เช่นนี้ต่างหากที่เรียกได้ว่าเป็นครูผู้ประเสริฐและมิตรแท้อย่างแท้จริง

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เสิ่นซีก็ไปดักรอหงจั๋วที่เพิงน้ำชาริมทางตั้งแต่ไก่โห่ ผ่านไปพักใหญ่ เขาคิดว่าหงจั๋วคงจะถอดใจยอมแพ้ไม่มาเสียแล้ว ทว่าขณะที่กำลังจะลุกจากไป ก็เห็นคุณชายจากเมืองหลวงผู้นี้เดินโซซัดโซเซเข้ามาพร้อมรอยคล้ำใต้ตาสองข้าง ใบหน้าดูอิดโรยและซูบซีด

“...สหายตัวน้อย เจ้าพูดถูก เมื่อวานข้ากลับไปคิดใคร่ครวญดูทั้งวัน หากคิดจะแต่งน้องสาวสกุลเซี่ยเป็นภรรยาจริง ๆ ข้าก็ยังไม่รู้เลยว่าจะหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัวของนางได้อย่างไร ค่าเดินทางที่ข้าพกติดตัวมาก็มีไม่มาก รู้อย่างนี้ น่าจะพกเงินมาจากบ้านให้มากกว่านี้ก็ดี” หงจั๋วมีสีหน้าตำหนิตัวเองอย่างหนัก

เสิ่นซีเบ้ปากกล่าว “คุณชายหง ท่านไม่เคยได้ยินคำว่ากินบุญเก่าจนภูเขาทองร่อยหรอหรือ? หากไร้ซึ่งแหล่งรายได้หล่อเลี้ยงชีวิต ต่อให้ท่านมีเงินตำลึงมากมายเพียงใด ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องผลาญจนหมดสิ้นอยู่ดี ทว่าขอเพียงมีรายได้ที่มั่นคง ต่อให้จะน้อยนิดเพียงใด ก็ยังสามารถเก็บหอมรอมริบจนหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัวได้”

(เชิงอรรถผู้แปล: กินบุญเก่าจนภูเขาทองร่อยหรอ (坐吃山空) การใช้จ่ายทรัพย์สมบัติเดิมโดยไม่หาเพิ่ม สักวันย่อมหมดสิ้น)

หงจั๋วมองสำรวจเสิ่นซีด้วยสายตาที่แฝงความไม่อยากจะเชื่ออยู่หลายส่วน “สหายตัวน้อย ช่างมีวิสัยทัศน์ที่ล้ำเลิศยิ่งนัก”

“คุณชายหงคิดออกหรือยังเล่าว่าจะหาอาชีพใดเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว?” เสิ่นซีหรี่ตามองสำรวจหงจั๋ว

หงจั๋วรีบส่ายหน้ายิ้มขื่น ยอมรับตามตรงด้วยท่าทีซื่อๆ “หรือว่าข้ากับน้องสาวสกุลเซี่ย ท้ายที่สุดแล้วจะมีวาสนาแต่ไร้บุญร่วมครองคู่กันแน่?”

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คุณชายหงก็สมควรเตรียมตัวออกเดินทาง กลับเมืองหลวงไปเป็นคุณชายใหญ่ของท่านเสียเถิด เมืองถิงโจว หาใช่สถานที่ที่ท่านควรอยู่ไม่” เสิ่นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

หงจั๋วตบหน้าอกปุบปับ “ชายชาตรีอกสามศอกอย่างข้า อุตส่าห์ดั้นด้นข้ามเขาน้ำนับพันหมื่นลี้เพื่อสตรีที่รัก จะมายอมก้มหัวให้กับความพ่ายแพ้เล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ได้อย่างไร? ข้า... ตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ต่ออีกสักสองสามวัน คิดทบทวนให้ถ่องแท้ อีกอย่าง... ข้ายังอยากจะคุยกับน้องสาวสกุลเซี่ยตามลำพัง บางทีนางอาจจะ...”

คำพูดโอ้อวดอันห้าวหาญ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นเพียงคำพูดน่าขันชวนหัวร่อ

“บางทีนางอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งให้ท่านหาเลี้ยงเลยด้วยซ้ำ กลับกันท่านต่างหากที่ยังอาจต้องพึ่งพานางที่เป็นหมอให้หาเลี้ยงท่าน ใช่หรือไม่?”

เสิ่นซีถลึงตาจ้องมองหงจั๋วที่ก้มหน้าลงด้วยความอับอายอย่างดุดัน “เมื่อครู่เพิ่งจะบอกว่าชายชาตรีต้องมีความมุ่งมั่น นี่หรือคือสิ่งที่ลูกผู้ชายอกสามศอกพึงคิด? นางเป็นเพียงสตรีตัวเล็ก ๆ ยังต้องเผยโฉมหน้าต่อผู้คนเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว แล้วท่านเล่า? กลับมานั่งเพ้อฝันถึงการครองคู่กับนางตราบนานเท่านานอยู่ที่นี่ เหตุใดจึงไม่รู้จักลงมือทำจริง ๆ จัง ๆ เสียที?”

หงจั๋วนั่งคอตกอยู่ตรงนั้น ราวกับไก่ชนที่พ่ายแพ้ยับเยิน สูญสิ้นขวัญกำลังใจไปจนหมดสิ้น

“สหายตัวน้อย เจ้าอายุยังน้อย แต่กลับเข้าใจหลักการใหญ่โตไม่น้อยเลย ถ้าเช่นนั้นเจ้าลองบอกข้ามาที ว่าข้าจะมีวิธีใดที่จะได้อยู่ครองคู่กับน้องสาวสกุลเซี่ยได้บ้าง?”

ท้ายที่สุดหงจั๋วก็ตระหนักได้ว่าสมองของตนเองยังสู้เด็กน้อยคนหนึ่งไม่ได้ จึงทำได้เพียงร้องขอความช่วยเหลือจากเสิ่นซีที่อยู่ตรงหน้า

เสิ่นซีกล่าวอย่างดูแคลนว่า “สิ่งที่พี่สาวสกุลเซี่ยต้องการคือบุรุษที่มีความรับผิดชอบ ท่านลองดูสภาพของท่านในตอนนี้เสียก่อนเถิด รอให้ท่านคิดตกแล้วว่าจะหาเงินมาได้อย่างไร ค่อยมาหาข้า ข้าพร้อมจะออกอุบายให้ท่านทุกเมื่อ หากท่านยอมลดตัวลงไปเป็นผู้ใช้แรงงาน ก็พอจะหาเงินได้บ้างประปราย... ท่านไม่เห็นพวกคนที่ริมแม่น้ำนั่นหรือ พวกเขายอมทำงานงก ๆ จนสายตัวแทบขาด ก็เพียงเพื่อหาเลี้ยงปากท้องของครอบครัวเท่านั้น?”

หงจั๋วถึงกับหน้าถอดสี “เจ้า... เจ้าจะให้ข้าไปเป็นผู้ใช้แรงงานหรือ? อะแฮ่ม... ต่อให้ข้ายินยอม ร่างกายข้าก็คงรับไม่ไหวหรอก”

เสิ่นซีลอบทอดถอนใจในอก คำกล่าวที่ว่าในใต้หล้า มีเพียงการศึกษาที่สูงส่ง นั้นเป็นเรื่องจริงไม่ผิดเพี้ยน ทว่าคำกล่าวที่ว่า ปัญญาชนไร้ประโยชน์ ก็เป็นความจริงเช่นกัน!

(เชิงอรรถผู้แปล: ปัญญาชนไร้ประโยชน์ (百无一用是书生) วรรคหนึ่งจากบทกวีของหวงจิ่งเหริน กวีสมัยราชวงศ์ชิง ผู้แต่งนำมาใช้เป็นสำนวนเปรียบเปรย สื่อถึงบัณฑิตที่เอาแต่อ่านตำรา ทว่าเมื่อต้องเผชิญโลกความเป็นจริงและปัญหาปากท้องกลับทำสิ่งใดไม่เป็นชิ้นเป็นอัน)

ปล. ขออนุญาตปรับ 'ตำราซื่อซูจางจวี้จี๋จู้' เป็น 'อรรถาธิบายสี่ตำรา' เพื่อให้คุ้นชินกับคนไทยมากขึ้นนะครับ 11-5-69

จบบทที่ ตอนที่ 160 บุรุษผู้ไม่เอาไหน

คัดลอกลิงก์แล้ว