เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 159 ความรักในอุดมคติกับความเป็นจริง

ตอนที่ 159 ความรักในอุดมคติกับความเป็นจริง

ตอนที่ 159 ความรักในอุดมคติกับความเป็นจริง


รอจนกระทั่งฟ้ามืด เสิ่นซีถึงได้แอบย่องเข้าไปในห้องโถงหลักของร้านขายยา เวลานี้ร้านได้ปิดทำการแล้ว คุณชายหนุ่มจากเมืองหลวงที่มาตามตอแยเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ผู้นั้นก็จากไปเสียที

ดวงตากลมโตดั่งผลซิ่งของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ภายใต้การเกลี้ยกล่อมของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ นางดูเข้มแข็งขึ้นมาก มิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกเสียใจจนเกินเหตุ

"...น้องสาว เรื่องราวผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถิด คนเราอย่างไรก็ต้องมองไปข้างหน้า"

"มาจากเมืองหลวงแล้วมีอันใดน่าวิเศษวิโสกัน เมืองถิงโจวของเราก็มิได้ขาดแคลนบุรุษหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะหาคนที่ดีกว่านี้ไม่ได้"

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อล้วนเป็นคนมีน้ำใจ เดิมทีพวกนางก็ปรึกษาหารือเรื่องจัดการออกเรือนให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อยู่ก่อนแล้ว บัดนี้จึงถือโอกาสหยั่งเชิงดูความในใจของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เสียเลย

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ซับน้ำตาพลางเอ่ยว่า "ข้าเกรงก็แต่ว่าวันหน้าเขาจะมาก่อกวนที่ร้านขายยาอีก จนกระทบต่อการค้าขายตามปกติ หากเป็นเช่นนั้นข้าคงกลายเป็นคนบาปแล้วเจ้าค่ะ"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มกล่าว "ไม่เป็นไรหรอก วันหลังก็หาคนมาเฝ้าจับตาดูที่หน้าประตูไว้ หากเขามาอีกก็แค่ไล่ตะเพิดไปเสีย น้องสาวถูกคนตระกูลเขาทำร้ายจนทุกข์ระทมถึงเพียงนี้ เขายังจะมาตามตอแยอยู่อีก ช่างทำเกินไปจริง ๆ หากเขามาระรานหนักนัก ก็ไปฟ้องร้องต่อทางการ ให้ทางการออกหน้าเป็นที่พึ่งให้พวกเรา"

"ไม่... ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ"

เมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้ยินฮุ่ยเหนียงบอกว่าจะไปฟ้องร้องทางการ น้ำเสียงก็แฝงความใจอ่อนลงเล็กน้อย "ขอเพียงไม่พบหน้าเขา เดี๋ยวเขาก็กลับไปเอง ตระกูลเซี่ยของเราไม่ติดค้างอันใดตระกูลหงของเขา ก่อนหน้านี้กระทั่งสินสอดก็คืนไปหมดแล้ว..."

เสิ่นซีพอจะฟังความหมายแฝงบางอย่างในคำพูดนั้นออก

แม้ภายนอกเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะไม่ปั้นหน้าต้อนรับขับสู้คุณชายตระกูลหงผู้นี้ ทว่าภายในใจ ไม่มากก็น้อยย่อมต้องรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้างที่เขาดั้นด้นรอนแรมแสนไกลตามมาถึงเมืองถิงโจว

เรื่องความรักความใคร่ระหว่างชายหญิง เดิมทีคนนอกก็ไม่ควรเข้าไปสอดมือยุ่งเกี่ยว

เสิ่นซีกำลังจะกลับบ้าน ทว่ากลับบังเอิญพบกับบิดาของตนที่หน้าประตูหลังลานเรือน เวลานี้เสิ่นหมิงจวินเดินเตาะแตะโซเซ ท่าทางดูทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

เสิ่นซีทอดถอนใจในอก เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เกิดเรื่อง เขากลับลืมเรื่องทางฝั่งท่านพ่อไปเสียสนิท

"ท่านพ่อ ท่านแม่กำลังคุยกับพี่สาวสกุลเซี่ยอยู่ด้านใน ประเดี๋ยวก็คงกลับ พวกเราล่วงหน้ากลับไปก่อนเถิดขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินขยับเข้ามาใกล้ กระซิบถามเสียงเบาว่า "ทางฝั่งท่านน้าเซี่ยของเจ้า... คนผู้นั้น... นางยังสบายดีใช่หรือไม่?"

เสิ่นซีอดไม่ได้ที่จะกระแอมไอออกมาคราหนึ่ง เป็นเพราะเรื่องของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ท่านพ่อถึงกับพูดจาวกไปวนมาจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว อ้อมค้อมอยู่ตั้งนาน ท้ายที่สุดก็ยังวกกลับมาถามถึงจุดที่ตนเองสนใจใคร่รู้มากที่สุดจนได้

เสิ่นซีคิดในใจ 'นี่ไม่ใช่เรื่องดีแล้ว นี่มันเค้าลางที่จะลุกลามกลายเป็นปัญหาครอบครัวร้าวฉานชัด ๆ!'

นับตั้งแต่เสิ่นหมิงจวินรู้ว่าหมอสตรีที่มาเป็นหมอประจำร้าน ก็คือโฉมงามดั่งหยกที่เขาเคยแหงนหน้ามองในวันนั้น เขาก็มักจะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่บ่อยครั้ง เสิ่นซีรู้ดีว่าเงาร่างอันงดงามนั้นได้กลายเป็นความทรงจำอันแสนหวานที่ท่านพ่อไม่อาจตัดใจได้เสียแล้ว

แต่เสิ่นหมิงจวินก็ยังถือว่าเจียมเนื้อเจียมตัว ช่วงหลายเดือนมานี้เขาไม่เคยเอ่ยปากพูดคุยกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เลยแม้แต่ครึ่งคำ ต่อให้บังเอิญเดินสวนกัน ก็ทำเพียงก้มหน้าก้มตาเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ

บุปผามีใจวารีไร้ไมตรี ในใจของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ไม่เคยมีความทรงจำใด ๆ หลงเหลือเกี่ยวกับเสิ่นหมิงจวินที่เคยพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวเลย เสิ่นหมิงจวินเองก็รู้ดีว่าตนมีภรรยาและบุตรแล้ว ไม่สมควรคิดเกินเลย ช่างเหมือนกับคนแอบรักข้างเดียว คนหนึ่งคะนึงหาแต่ไม่อาจเอ่ยปาก ส่วนอีกคนกลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอันใดเลย

(เชิงอรรถผู้แปล: บุปผามีใจวารีไร้ไมตรี (落花有意,流水无情) สำนวนเปรียบเปรยถึงฝ่ายหนึ่งมีใจปรารถนา แต่อีกฝ่ายกลับไร้ความรู้สึกตอบรับ)

"พี่สาวสกุลเซี่ยไม่ได้เป็นอันใดขอรับ ท่านน้าซุนบอกว่าจะหาคนมาเฝ้าหน้าประตูร้านขายยา หากคนผู้นั้นมาอีก ก็ให้ไล่ตะเพิดไปทันทีขอรับ"

เสิ่นหมิงจวินพยักหน้าหงึกหงักไม่หยุด "ใช่ ๆ ต้องหาคนมาเฝ้าไว้ คนพรรค์นี้เห็นชัดว่าแอบแฝงเจตนาร้าย จะปล่อยให้ท่านน้าเซี่ยของเจ้านึกถึงเรื่องราวในอดีตไม่ได้เด็ดขาด"

สีหน้าของเสิ่นซีเต็มไปด้วยความพิลึกพิลั่น

ท่านพ่อที่อยู่ตรงหน้า บนใบหน้าล้วนแสดงปฏิกิริยาของคนเผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจออกมาจนหมดสิ้น ในความลนลานนั้นแฝงไปด้วยความเป็นปรปักษ์อย่างรุนแรง ดูท่าคงตั้งตนเป็นศัตรูกับคุณชายตระกูลหงผู้นั้นไปเสียแล้ว

"ท่านพ่อ นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่สาวสกุลเซี่ย เกี่ยวอันใดกับพวกเราด้วยเล่าขอรับ?" เสิ่นซีปั้นหน้าขมขื่นกล่าว "กลับกันเถิดขอรับ อีกประเดี๋ยวท่านแม่ก็ออกมาแล้ว"

เสิ่นหมิงจวินราวกับคนทำผิดแล้วกลัวถูกจับได้ ดูลนลานขึ้นมาเล็กน้อย พอได้สติกลับมา ก็รีบดึงตัวเสิ่นซีกลับบ้านทันทีด้วยความหวาดกลัวว่าภรรยาจะจับเค้าลางความผิดปกติได้

ตกกลางคืน เมื่อคนทั้งครอบครัวมานั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหาร เสิ่นหมิงจวินถึงได้แสร้งทำเป็นเอ่ยถึงเรื่องของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ

โจวซื่อมิได้เคลือบแคลงใจในเจตนาของสามีแม้แต่น้อย นางทอดถอนใจเบา ๆ "น้องสาวสกุลเซี่ยก็ช่างอาภัพนัก ที่บ้านประสบเคราะห์กรรม ตัวเองยังมาถูกถอนหมั้นจนสูญเสียหน้าตา บัดนี้อุตส่าห์หนีมาหลบพักให้เงียบสงบที่เมืองถิงโจวก็ยังไม่ได้อีก คนผู้นั้นมาถึง ก็คิดอยากจะพาน้องสาวสกุลเซี่ยหนีตามกันไป ช่างน่าขันสิ้นดี... คนตระกูลเซี่ยทั้งบนและล่างล้วนต้องพึ่งพาน้องสาวสกุลเซี่ยค้ำจุน เขาทำตัวไม่สนใจครอบครัวได้ แต่น้องสาวสกุลเซี่ยจะทอดทิ้งคนทั้งครอบครัวได้หรือ?"

เสิ่นหมิงจวินมีสีหน้าวิตกกังวล โจวซื่อกำลังนึกแปลกใจ เสิ่นซีก็เอ่ยแทรกขึ้นมาได้จังหวะ "ท่านแม่ ข้าดูแล้วการจะทำให้คนผู้นั้นตัดใจอย่างเด็ดขาดคงไม่ง่ายดายนัก ต่อให้ไม่ให้เขาเข้าร้านขายยา เขาก็ยังสามารถไปก่อกวนที่บ้านตระกูลเซี่ยได้อยู่ดี เวลานี้คนตระกูลเซี่ยล้วนมีแต่แม่ม่ายลูกกำพร้า หากคนผู้นั้นใช้ไม้แข็ง จ้างคนมาใช้กำลังบีบบังคับพาตัวไป จะทำอย่างไรเล่าขอรับ?"

"เอ๋... ไอ้เจ้านั่นคงไม่ขวัญกล้าเทียมฟ้าถึงเพียงนั้นกระมัง?"

โจวซื่อฟังแล้วก็อดตะลึงงันไม่ได้ เมื่อลองขบคิดดูให้ละเอียด "ก็ไม่แน่จริง ๆ นั่นแหละ ไม่ได้การแล้ว เดี๋ยวต้องไปเตือนน้องสาวสกุลเซี่ย ให้นางกับครอบครัวปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา ได้ยินมาว่าที่บ้านของคนผู้นี้พอจะมีเส้นสายภูมิหลังอยู่บ้าง หากรักเขาข้างเดียวจนหน้ามืดตามัว แล้วยอมลุยไฟฝ่าอันตรายขึ้นมา..."

ยิ่งโจวซื่อพูดเช่นนี้ เสิ่นหมิงจวินก็ยิ่งเป็นกังวล จนทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น คุณชายตระกูลหงผู้นั้นก็มาอีกครั้งดังคาด ทว่ากลับถูกสาวใช้สองคนคือซิ่วเอ๋อร์และหนิงเอ๋อร์ขวางหน้าประตูเอาไว้ อย่างไรเสียคุณชายตระกูลหงก็ยังถือเป็นผู้รู้หนังสือเข้าใจจารีต ไม่กล้าฉุดกระชากลากถูสตรีสองนางกลางถนน ทำได้เพียงร้อนรนเดินวนไปวนมาอยู่ด้านนอกเท่านั้น

"น้องสาวสกุลเซี่ยยังไม่มาทำงาน หากพวกเขาบังเอิญเจอกันหน้าประตู แล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้น ไม่รู้ว่าเสียงนินทาว่าร้ายภายนอกจะเล่าลือกันไปทิศทางใดบ้าง" โจวซื่อกล่าวด้วยความกังวล

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้าเบา ๆ "ใช่แล้ว ดูท่าข้าต้องให้ลวี่เอ๋อร์ไปดักรอกลางทางเพื่อบอกกล่าวแก่น้องสาวสกุลเซี่ยสักหน่อย... หรือไม่อย่างนั้น ก็ให้นางหยุดพักสักสองวันไปเลยก็ย่อมได้"

"ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ"

เสียงของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จู่ ๆ ก็ดังขึ้นจากห้องโถงด้านหลัง ที่แท้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เดินอ้อมประตูหน้าร้านขายยา แล้วเข้ามาทางลานเรือนด้านหลังเรียบร้อยแล้ว "ต้องขออภัยจริง ๆ ที่ทำให้พี่สาวทั้งสองต้องมาพลอยทุกข์ใจไปด้วย... หึ วันนี้หากเขาไม่ยอมไป ข้าก็จะตีจนกว่าเขาจะไป ตอนนั้นหน้าตาข้าก็ป่นปี้ไปหมดแล้ว วันนี้ข้าก็ไม่กลัวว่าจะต้องขายหน้าอีก"

เสิ่นซีเห็นท่าทีเช่นนี้ ก็รู้ว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เตรียมจะแตกหักกับคุณชายตระกูลหงกลางถนน ฉีกหน้ากันให้รู้เรื่องไปข้างหนึ่งต่อหน้าชาวบ้านร้านตลาด

หากเป็นเช่นนั้นจริง คุณชายตระกูลหงย่อมไม่มีหน้าจะอยู่ตามตอแยอีกต่อไป ทว่าชื่อเสียงของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ต้องป่นปี้ไปด้วย วันหน้าอย่าว่าแต่เรื่องออกเรือนเลย กระทั่งจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมก็ยังยากลำบาก

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อเห็นได้ชัดว่านึกถึงจุดนี้ได้เช่นกัน จึงรีบเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม พวกนางยังคิดอยากจะจัดการเป็นธุระเรื่องแต่งงานให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อยู่อีก อย่างไรเสียเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ถือกำเนิดเป็นถึงคุณหนูในตระกูลสูงส่ง ทั้งยังกลับมาจากเมืองหลวง เป็นผู้รู้หนังสือเข้าใจจารีต ขอเพียงไม่มีใครล่วงรู้เรื่องที่เคยถูกถอนหมั้นในอดีต การจะหาครอบครัวที่ดีเพื่อออกเรือนไปนั้นย่อมเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ

พวกนางย่อมไม่อยากให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ต้องมาทำลายชีวิตของตนเอง

เสิ่นซีอาศัยจังหวะที่สตรีทั้งสามไม่ทันระวังตัว แอบย่องออกจากลานเรือนด้านหลัง เดินอ้อมมาที่หน้าร้านขายยา แล้วกระตุกชายเสื้อของคุณชายตระกูลหงจากทางด้านหลัง

"เจ้า... จะทำอันใด?" คุณชายตระกูลหงรู้สึกโมโหอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเห็นว่าเด็กชายด้านหลังเป็นคนที่ตนเคยพบในร้านขายยาเมื่อวาน น้ำเสียงจึงไม่แข็งกร้าวเท่าใดนัก

เสิ่นซียิ้มบาง "ข้าสนิทสนมกับพี่สาวสกุลเซี่ยมาก มิสู้พวกเราหาที่เงียบ ๆ คุยกันดีหรือไม่ขอรับ?"

"วันนี้หากข้าไม่ได้พบหน้านาง อย่าหวังจะให้ข้าไปไหน!"

คุณชายตระกูลหงมีท่าทีดื้อรั้นดั่งคนไม่ชนกำแพงทิศใต้ไม่ยอมหันหลังกลับ เรื่องนี้เสิ่นซีพอจะเข้าใจได้ คนเขาอุตส่าห์รอนแรมแสนไกลมาถึงเมืองถิงโจว จุดประสงค์ก็เพื่อสานต่อวาสนารักในอดีต

(เชิงอรรถผู้แปล: ไม่ชนกำแพงทิศใต้ไม่ยอมหันหลังกลับ (不撞南墙不回头) เปรียบเปรยถึงคนที่ดื้อดึงดันทุรัง ไม่ยอมเปลี่ยนใจจนกว่าจะพบกับความล้มเหลวหรือหมดหนทาง)

เสิ่นซีแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "คุณชายจะรั้งอยู่ที่นี่ก็ย่อมได้ ทว่าอีกไม่นาน พี่สาวสกุลเซี่ยก็คงจะถือไม้คานออกมาไล่ตะเพิดคน นำเรื่องที่ตระกูลหงของพวกท่านผิดสัจจะถอนหมั้นมาป่าวประกาศให้ชาวบ้านร้านตลาดได้รับรู้ คุณชายคิดว่า ถึงเวลานั้นความสัมพันธ์ของพวกท่านยังมีหนทางหลงเหลือให้แก้ไขอีกหรือ?"

พอคุณชายตระกูลหงได้ฟังก็ถึงกับหน้าถอดสี "น้องสาวสกุลเซี่ย นาง... นางคงไม่ทำเรื่องไร้เยื่อใยถึงเพียงนั้นกระมัง?"

เสิ่นซีคิดในใจ เจ้านี่คงถูกคนในครอบครัวประคบประหงมดูแลมาตั้งแต่เล็กราวกับดอกไม้ในเรือนกระจก ไม่เคยล่วงรู้ถึงความยากลำบากบนโลกมนุษย์ ทำสิ่งใดถึงได้ไม่สนผลลัพธ์ที่จะตามมาปานนี้

"หากมีคนทำร้ายท่านจนบ้านแตกสาแหรกขาด ถึงขั้นต้องหลบลี้หนีหน้าไกลนับพันลี้กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองถิงโจว ตกต่ำถึงขั้นนี้แล้วยังถูกคนตามมาระรานไม่เลิกรา เกรงว่าท่านคงไม่อาจเอ่ยคำพูดออกมาได้อย่างสบายใจเช่นนี้หรอก"

คุณชายตระกูลหงไม่เห็นด้วย "ก็มิใช่ตระกูลหงของเราสักหน่อยที่ทำให้นางต้องบ้านแตกสาแหรกขาด..."

เสิ่นซีกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน "แต่การที่ตระกูลหงของท่านถอนหมั้น ทำให้นางและตระกูลเซี่ยสูญเสียหน้าตาจนสิ้น กระทั่งไม่สามารถหยัดยืนอยู่ในเมืองหลวงได้ นี่ก็คือความจริงมิใช่หรือ?"

คุณชายตระกูลหงถึงกับพูดไม่ออก

"ไปเถิด หาที่คุยกันสักหน่อย บางทีพวกท่านอาจจะยังมีโอกาส หากท่านยังเอาแต่ตามตอแยอยู่ที่นี่ต่อไป วาสนารักของพวกท่านคงได้พังพินาศลงจริง ๆ แล้วล่ะ"

ครั้งนี้เสิ่นซีมิได้รั้งอยู่เพื่อเกลี้ยกล่อมอีก เขาเดินตามถนนมุ่งหน้าไปยังที่ไกลออกไป คุณชายตระกูลหงปรายตามองประตูร้านขายยาที่ปิดสนิทแวบหนึ่ง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจเดินตามเสิ่นซีไปเพื่อฟังว่าเขาจะพูดสิ่งใด

เสิ่นซีเดินมาถึงเพิงน้ำชาที่ถนนสายถัดไป สั่งน้ำชามาสองถ้วย เวลานี้คุณชายตระกูลหงก็เดินตามมาทันและนั่งลงที่โต๊ะเดียวกัน

"สหายตัวน้อย ไม่ทราบว่าควรเรียกขานเจ้าเช่นไร?" คุณชายตระกูลหงเอ่ยถาม

(เชิงอรรถผู้แปล: สหายตัวน้อย (小兄弟) สรรพนามที่ผู้อาวุโสกว่าใช้เรียกเด็กหรือผู้เยาว์ที่ฉลาดหรือมีวุฒิภาวะ เพื่อแสดงความให้เกียรติและเอ็นดู)

"ผู้น้อยแซ่เสิ่น ยังมิได้ไถ่ถามนามของคุณชายเลย?" เสิ่นซีตอบกลับก่อนจะถามไถ่กลับไปบ้าง

"อ้อ ข้าแซ่หง นามว่าจั๋ว จั๋วที่มาจากคำว่า จีจั๋วหยางชิง... เจ้าอายุยังน้อย คงไม่รู้กระมังว่าหมายถึงสิ่งใด?"

(เชิงอรรถผู้แปล: จีจั๋วหยางชิง (激浊扬清) สำนวนหมายถึง การขจัดสิ่งชั่วร้ายและเชิดชูสิ่งดีงาม)

เสิ่นซีแค่นเสียงเย็นชา "จีจั๋วหยางชิงงั้นหรือ? คัมภีร์ซือจื่อ บทจวินจื้อ กล่าวไว้ว่า 'ชูความใสชำระความขุ่นมัว กวาดล้างสิ่งสกปรกโสมม นี่คือความชอบธรรม' ทว่าข้ากลับเห็นว่าท่านมีแต่ความขุ่นมัวโสมมเต็มหัวใจ ถึงกับคิดอยากจะพาคุณหนูสกุลเซี่ยหนีไปครองรักกัน... ท่านรู้หรือไม่ว่าบัดนี้คุณหนูสกุลเซี่ยต้องหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัว แต่ละวันต้องเหน็ดเหนื่อยตั้งแต่เช้าจรดค่ำ นางจะยอมร่อนเร่พเนจรไปสุดหล้าเพื่อเสพสุขกับความรักอันเพ้อฝันร่วมกับท่านได้อย่างไร?"

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์ซือจื่อ (尸子) ตำราปรัชญาโบราณของจีน ในที่นี้อ้างอิงบทจวินจื้อ (君治) ที่ว่าด้วยหลักการปกครอง - ร่อนเร่พเนจรไปสุดหล้า (风花雪月) แปลตรงตัวว่า ลมบุปผาหิมะจันทรา ในที่นี้หมายถึงการใช้ชีวิตเสเพล สนุกสนาน หรือพลอดรักกับสตรี)

หงจั๋วถามด้วยความประหลาดใจ "ตอนที่ตระกูลเซี่ยอยู่ในเมืองหลวงก็มีหน้ามีตามิใช่หรือ? กิ้งกือร้อยขาตายแล้วไม่ล้ม ข้าคาดว่าตอนนี้ฐานะทางบ้านของตระกูลเซี่ยคงไม่ย่ำแย่จนเกินไปกระมัง?"

(เชิงอรรถผู้แปล: กิ้งกือร้อยขาตายแล้วไม่ล้ม (百足之虫死而不僵) เปรียบเปรยถึงตระกูลใหญ่หรือผู้มีอิทธิพล แม้จะตกต่ำหรือล่มสลายลงแต่ก็ยังมีรากฐานหรืออิทธิพลหลงเหลืออยู่)

"ดูท่าคุณชายหงยังไม่ทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลเซี่ย ตระกูลเซี่ยผลาญทรัพย์สมบัติจนหมดสิ้น เดินทางกลับมาที่เมืองถิงโจว ในบ้านไร้ซึ่งชายฉกรรจ์ที่จะมาค้ำจุนครอบครัว ทั้งบ้านมีแต่แม่ม่ายลูกกำพร้า คุณชายหงถามตัวเองว่ามีความรับผิดชอบ สามารถขัดขืนความต้องการของตระกูลแล้วแต่งคุณหนูเซี่ยเข้าบ้านได้ ทว่าขอถามคุณชายหงเถิด ท่านเตรียมตัวจะใช้สิ่งใดมาหาเลี้ยงคนทั้งครอบครัวนี้กัน?"

คราวนี้หงจั๋วถึงกับพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง

เสิ่นซีกล่าวต่อไปว่า "ข้าว่าคุณชายหงมิสู้กลับไปใคร่ครวญให้ถี่ถ้วน พรุ่งนี้ในเวลาเดียวกันนี้ พวกเราค่อยมาปรึกษาหารือกันที่นี่อีกครั้ง หากท่านสามารถคิดหาวิธีหาเลี้ยงคนตระกูลเซี่ยได้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยออกอุบายและแอบช่วยเหลือท่านอย่างลับ ๆ มิเช่นนั้น ข้าขอแนะนำให้คุณชายหงรีบตัดใจเสียแต่เนิ่น ๆ แล้วกลับเมืองหลวงไปเป็นคุณชายผู้สุขสบายแบบเดิมเสียเถิด"

พูดจบ เสิ่นซีก็วางเหรียญทองแดงสองเหวินกระแทกโต๊ะเสียงดัง "ปัง" ก่อนจะลุกขึ้นจากไป ทำเอาหงจั๋วสะดุ้งตกใจจนสะดุ้งโหยง

เสิ่นซีเดินไปถึงหัวมุมถนนแล้วหันกลับมามอง หงจั๋วยังคงยืนบื้ออยู่ตรงนั้น พึมพำกับตัวเองอยู่เพียงลำพัง

คุณชายผู้นี้สามารถบันดาลโทสะเพื่อหญิงงาม แตกหักกับครอบครัวแล้วเดินทางมาที่เมืองถิงโจวเพียงลำพัง น่าเสียดายที่หญิงงามมีคนในครอบครัวต้องหาเลี้ยง ไม่อาจใช้ชีวิตแบบขอเพียงได้เป็นนกยวนยางเคียงคู่ มิปรารถนาจะเป็นเซียนร่วมกับเขาได้ ตอนนี้หงจั๋วจำต้องวางแผนรับมือกับความเป็นจริงให้ดีเสียแล้ว

(เชิงอรรถผู้แปล: บันดาลโทสะเพื่อหญิงงาม (一怒为红颜) สำนวนหมายถึง การที่บุรุษยอมทำทุกอย่างหรือก่อเรื่องใหญ่โตเพื่อสตรีที่ตนรัก - ขอเพียงได้เป็นนกยวนยางเคียงคู่ มิปรารถนาจะเป็นเซียน (只羡鸳鸯不羡仙) วรรคหนึ่งจากบทกวีของหลูเจ้าหลิน กวีสมัยราชวงศ์ถัง สื่อถึงความรักที่ยึดมั่นและปรารถนาจะได้ครองคู่กัน มากกว่าความเป็นอมตะหรือบรรลุเป็นเซียน)

ความรักในอุดมคติ กับความเป็นจริง ท้ายที่สุดแล้วย่อมมีความแตกต่างกัน

เสิ่นซีคาดเดาว่าวันนี้หงจั๋วคงไม่ไปตามตอแยเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อีกแล้ว เมื่อกลับไปถึงก็พบว่าร้านขายยาเปิดประตูแล้ว โจวซื่อยื่นอยู่หน้าประตูกวาดตามองไปรอบ ๆ พลางบ่นพึมพำ "คนหายไปไหนแล้ว?"

เสิ่นซีหัวเราะคิกคักพลางกล่าวว่า "ท่านแม่ ท่านพูดถึงผู้ใดหรือขอรับ? อ้อ คุณชายที่มาจากเมืองหลวงผู้นั้นน่ะหรือ? คงจะรู้สึกว่าพี่สาวสกุลเซี่ยไม่อยากพบหน้าเขา เลยกลับไปปิดประตูสำนึกผิดชั่วคราวแล้วมั้งขอรับ!"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เดินมาดูที่หน้าประตูเช่นกัน เมื่อแน่ใจว่าหงจั๋วไม่ได้รั้งอยู่เพื่อก่อกวนแล้ว ก็ลูบอกด้วยความโล่งใจ พยักหน้ากล่าวว่า "หวังว่าเขาจะรีบกลับเมืองหลวงไปโดยเร็ว... ตระกูลหงสืบทอดมาถึงรุ่นของเขา เขาก็เป็นบุตรชายเพียงคนเดียว พวกเขายังรอให้เขาสืบสกุลอยู่นะ" ในน้ำเสียงแฝงความทอดถอนใจอยู่มาก ดูท่าในใจของนางก็ยังคงตัดใจไม่ลงอยู่บ้าง

จบบทที่ ตอนที่ 159 ความรักในอุดมคติกับความเป็นจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว