- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 158 พวกเขาคิดจะหนีตามกันไป
ตอนที่ 158 พวกเขาคิดจะหนีตามกันไป
ตอนที่ 158 พวกเขาคิดจะหนีตามกันไป
เดือนสาม วสันตฤดูอบอุ่นมวลบุปผาเบ่งบาน ทุกหย่อมหญ้าล้วนเต็มไปด้วยบรรยากาศอันเจริญงอกงาม
ภายในสถานศึกษา แสงแดดสาดส่องผ่านลูกกรงหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้าของเด็ก ๆ ที่กำลังเรียนหนังสือ ชวนให้ผู้คนรู้สึกเคลิบเคลิ้มง่วงงุนขึ้นมาจาง ๆ
เสิ่นซีมองตำราเรียน เปล่งเสียงอ่านบทความท่อนหนึ่งตามสหายร่วมเรียน ทว่านานเข้ากลับสัปหงกเสียอย่างนั้น
ช่วงเวลาหลังจากผ่านพ้นปีใหม่เป็นต้นมา กิจการของโรงพิมพ์และร้านขายยาก็นับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ ฮุ่ยเหนียงเองก็บริหารโรงเงินได้อย่างยอดเยี่ยมมีชีวิตชีวา แม้ว่าโรงเงินจะยังไม่เริ่มให้บริการรับฝากและปล่อยกู้ ทว่าเพียงแค่การแลกเปลี่ยนเงินตราก็สร้างผลกำไรให้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งยังมอบความสะดวกสบายอย่างยิ่งยวดแก่ชาวบ้านและพ่อค้าวาณิชในเมือง
ล่วงเข้าเดือนสอง โรงงานยาก็เปิดทำการตามมา มีการว่าจ้างลูกจ้างและคนงานหญิงจำนวนมาก ฮุ่ยเหนียงให้หานอู่เหยียและซ่งเสี่ยวเฉิงรับหน้าที่เป็นหลงจู๊และหัวหน้าคนงานตามลำดับ แม้กระทั่งซวี่เหลียนลูกจ้างหญิงที่เคยทำงานในเพิงน้ำชาก็ติดตามซ่งเสี่ยวเฉิงมาที่เมืองถิงโจว รับหน้าที่ดูแลจัดการคนงานหญิงในโรงงานยาโดยเฉพาะ
“...นาวาบนวารีวสันต์ประดุจนั่งอยู่บนแดนสรวง บุปผายามชรามองเห็นดั่งผ่านม่านหมอก ผีเสื้อเริงระบำงดงามโบยบินข้ามม่านว่างเปล่า นวลนางนวลบางเบาร่อนลงสู่กระแสน้ำเชี่ยว เมฆขาวขุนเขาเขียวทอดยาวนับหมื่นหลี่ ทอดถอนใจมองทิศอุดรล้วนคือฉางอัน...”
(เชิงอรรถผู้แปล: นาวาบนวารีวสันต์... ทอดถอนใจมองทิศอุดรล้วนคือฉางอัน (春水船如天上坐,老年花似雾中看。娟娟戏蝶过闲幔,片片轻鸥下急湍。云白山青万余里,愁看直北是长安。) วรรคทองจากบทกวี “เสี่ยวหานสือโจวจงจั้ว” (小寒食舟中作) ของตู้ฝู่ กวีเอกสมัยราชวงศ์ถัง พรรณนาถึงทัศนียภาพและความรู้สึกอ้างว้างยามชราขณะล่องเรือในเทศกาลหานสือ)
ท่านอาจารย์เฝิงฮว่าฉีนั่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ จู่ ๆ เขาก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้นักเรียนหยุดท่องจำ จากนั้นก็โคลงศีรษะท่องบทกวีออกมา ท่ามกลางสายตาอันงุนงงสงสัย เขาก็อธิบายว่า “พวกเจ้าต้องการศึกษาหาความรู้ ในขณะเดียวกันก็ต้องเรียนรู้บทกวีและกาพย์กลอนด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ปัญญาชนพึงมี วันนี้อาจารย์จะสอนเรื่องฉันทลักษณ์และสัมผัสกวีแก่พวกเจ้า”
เฝิงฮว่าฉีให้นักเรียนทุกคนหันหน้ามาทางเขาก่อน จากนั้นจึงเขียนบทกวีที่เพิ่งท่องไปเมื่อครู่ลงบนกระดาษ แล้วให้นักเรียนส่งต่อกันดู
อย่างไรเสียยุคสมัยนี้ก็ไม่มีกระดานดำ ท่านอาจารย์จะสั่งสอนวิชาความรู้ล้วนต้องพึ่งพากระดาษและพู่กันเป็นหลัก ทว่าในบรรดานี้ก็มีการเน้นย้ำความสำคัญที่แตกต่างกันไป โดยหลักแล้วคือให้เด็กนักเรียนระดับวัยกลางดู ส่วนเด็กที่เพิ่งเบิกปัญญานั้นย่อมไม่ต้องพูดถึง ฟังไปก็คงได้แต่งุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ส่วนนักเรียนที่เตรียมตัวเข้าการสอบถงเซิง ก่อนหน้านี้หลายปีก็เคยสัมผัสกับความรู้ด้านกวีนิพนธ์มาบ้างแล้ว ตอนนี้ก็เป็นเพียงการทบทวนของเก่าเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่เท่านั้น
เมื่อส่งต่อกันดูจนครบ เฝิงฮว่าฉีก็กล่าวขึ้นกะทันหันว่า “ตอนนี้ พวกเจ้าทุกคนจงคัดลอกบทกวีเมื่อครู่จากความทรงจำออกมาหนึ่งจบ ดูซิว่าพวกเจ้าตั้งใจพินิจพิเคราะห์หรือไม่”
คราวนี้กลับสร้างความลำบากให้แก่นักเรียนส่วนใหญ่ หลายคนเพิ่งเคยได้ยินบทกวีบทนี้เป็นครั้งแรก เมื่อครู่ตอนที่ส่งต่อกันดูก็ทำเพียงแค่ทำส่งเดชขอไปที กวาดตามองผ่าน ๆ เท่านั้น จะสามารถจดจำบทกวีทั้งบทมาเขียนได้อย่างไร?
เสิ่นซีมีท่าทีอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เอาเถิด ก็แค่บทกวีโบราณแสนธรรมดาบทหนึ่ง เขาไม่จำเป็นต้องเก็บงำวิชาความรู้ในท้องไว้จนหมดสิ้น จึงจับพู่กันตวัดเขียนบทกวี “เสี่ยวหานสือโจวจงจั้ว” ของตู้ฝู่ลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
เฝิงฮว่าฉีให้นักเรียนลงชื่อ แล้วนำมาส่งให้เขาพร้อมกัน เมื่อเฝิงฮว่าฉีตรวจดูทีละแผ่น สีหน้าก็พลันดูไม่สู้ดีนัก “ให้พวกเจ้าพินิจพิเคราะห์บทกวีบทนี้ให้ดี พวกเจ้ากลับทำส่งเดชถึงเพียงนี้ เมื่อช่วงเทศกาลเช็งเม้งปีกลายตอนไปเดินเหยียบหญ้า อาจารย์ก็เคยสอนพวกเจ้าไปแล้วรอบหนึ่งมิใช่หรือ? พวกเจ้าที่ร่ำเรียนห้าคัมภีร์ เหตุใดจึงสู้กระทั่งคนที่เรียนคัมภีร์ต้าเสวียไม่ได้เล่า?”
ประโยคสุดท้ายคล้ายจะแฝงนัยบางอย่าง หลายคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น
"ในหลักการแบ่งชั้นเรียนของเฝิงฮว่าฉี ไม่มีแนวคิดเรื่องชั้นปีที่หนึ่ง ชั้นปีที่สอง หรือชั้นเด็กเล็ก เด็กกลาง เด็กโต เขาแบ่งระดับชั้นตามเนื้อหาที่นักเรียนกำลังศึกษา นั่นคือ 'สี่ตำราและห้าคัมภีร์' เด็กที่อายุน้อยที่สุดจะเริ่มเรียนคัมภีร์หลุนอวี่ สูงขึ้นมาคือคัมภีร์เมิ่งจื่อ คัมภีร์จงยง และคัมภีร์ต้าเสวีย จากนั้นจึงขยับไปเรียนตำราอรรถาธิบาย เมื่ออายุมากขึ้นอีกหน่อยก็จะเริ่มเรียนคัมภีร์ซือจิง คัมภีร์ซ่างซู คัมภีร์หลี่จี้ คัมภีร์โจวอี้ และคัมภีร์ชุนชิว เมื่อร่ำเรียนตำราเหล่านี้จนจบครบถ้วนแล้ว ก็ได้เวลาไปสอบเคอจวี่"
(เชิงอรรถผู้แปล: สี่ตำราห้าคัมภีร์ (四书五经 - ซื่อซูอู๋จิง) คือชุดตำราอันเป็นรากฐานของลัทธิขงจื๊อ ซึ่งราชสำนักกำหนดให้เป็นตำรามาตรฐานบังคับสำหรับการสอบขุนนาง (เคอจวี่) แบ่งออกเป็น 2 หมวดหลัก ได้แก่
หมวดสี่ตำรา (四书 - ซื่อซู) เป็นคัมภีร์พื้นฐานที่ต้องเรียนก่อน ประกอบด้วย:
1.หลุนอวี่ (论语): เรื่องราวเบ็ดเตล็ด บทความหลายเรื่อง และบันทึกคำสอนและบทสนทนาของขงจื่อ
2.เมิ่งจื่อ (孟子): ปรัชญาเมิ่งจื่อ ว่าด้วยการปกครองด้วยความเมตตาและธรรมชาติของมนุษย์
3.จงยง (中庸): ทางสายกลาง ว่าด้วยการรักษาสมดุลของจิตใจและการวางตัว
4.ต้าเสวีย (大学): มหาศึกษา ว่าด้วยการบ่มเพาะคุณธรรมเพื่อการปกครองแผ่นดิน
(หมายเหตุ: ตำราอรรถาธิบาย (集注 - จี๋จู้) คือตำราที่จูซี ปราชญ์แห่งราชวงศ์ซ่ง ได้รวบรวมและเขียนอธิบายความหมายของสี่ตำราข้างต้นอย่างละเอียด บัณฑิตทุกคนต้องท่องจำให้ขึ้นใจ)
หมวดห้าคัมภีร์ (五经 - อู๋จิง) เป็นคัมภีร์ชั้นสูงที่ต้องเรียนเมื่ออายุมากขึ้น ประกอบด้วย:
1.ซือจิง (诗经): คัมภีร์กวีนิพนธ์ รวบรวมบทกวีและเพลงพื้นบ้านโบราณ
2.ซ่างซู (尚书): คัมภีร์ประวัติศาสตร์ บันทึกเหตุการณ์และคำประกาศของกษัตริย์ยุคโบราณ
3.หลี่จี้ (礼记): คัมภีร์จารีตประเพณี ว่าด้วยกฎระเบียบ พิธีกรรม และมารยาทในสังคม
4.โจวอี้ (周易) / อี้จิง: คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลง ว่าด้วยหลักจักรวาลวิทยา ปรัชญา และโหราศาสตร์
5.ชุนชิว (春秋): พงศาวดารชุนชิว บันทึกเหตุการณ์ของรัฐหลู่ เรียบเรียงโดยขงจื่อ เป็นต้นแบบของการเขียนประวัติศาสตร์เชิงวิจารณ์)*
ส่วนเรื่องประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ล้วนอาศัยการเรียนรู้ผ่านสี่ตำราห้าคัมภีร์ หากสิ่งใดไม่มีอยู่ในสี่ตำราห้าคัมภีร์ ก็ทำได้เพียงค้นคว้าหาตำราอ่านเองเท่านั้น การจะศึกษาหาความรู้ในยุคสมัยนี้มิใช่เรื่องง่ายเลย ขอบข่ายความรู้มักจะคับแคบ หลายต่อหลายครั้งจำต้องหาลู่ทางศึกษาด้วยตนเอง เด็กจากครอบครัวธรรมดาสามัญหากคิดอยากจะแตะต้องหนังสืออ่านเล่นอย่าง "กวีถังสามร้อยบท" ย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัส
เฝิงฮว่าฉีค่อย ๆ คลายโทสะลง เขาหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา พยักหน้าเอ่ยชมเชย “เสิ่นซีที่เรียนคัมภีร์ต้าเสวีย คัดลอกได้ไร้ที่ติ ตัวอักษรเป็นระเบียบเรียบร้อย จงพยายามต่อไป”
ชั่วพริบตาสายตาหลายคู่ก็จับจ้องมาที่เสิ่นซี พวกเขารู้สึกอิจฉาริษยาไม่น้อยที่เสิ่นซีได้รับคำชมจากเฝิงฮว่าฉี
เฝิงฮว่าฉีเป็นคนเคร่งครัดในการสอน ไม่เอ่ยปากตำหนิหรือเอ่ยชมกนักเรียนคนใดง่าย ๆ ไม่ยอมทำลายความกระตือรือร้นของนักเรียน ในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้นักเรียนลำพองใจจนเกินไป
เสิ่นซีเข้าเรียนมาได้ครึ่งปี นอกจากการทดสอบเป็นการส่วนตัวในวันแรกที่ได้รับคำชมจากเฝิงฮว่าฉีแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้รับเกียรติยศเช่นนี้อีกเลย
จากนั้น เฝิงฮว่าฉีก็เริ่มสอนเรื่องฉันทลักษณ์และการสัมผัสเสียงสูงต่ำในบทกวีแก่นักเรียนกลุ่มอายุมาก ส่วนกลุ่มอายุระดับกลางและต่ำถูกสั่งให้ท่องจำบทกวีที่เฝิงฮว่าฉีเพิ่งเขียนไปเมื่อครู่ให้ขึ้นใจ
เสิ่นซีเบื่อหน่ายจนแทบจะทนไม่ไหวและกำลังง่วงงุนสัปหงก จู่ๆ สหายร่วมเรียนที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็หันขวับกลับมา "นี่ เจ้าทึ่ม ร้ายกาจไม่เบานี่นา เมื่อก่อนเหตุใดข้าจึงดูไม่ออกเลยนะ?"
ในบรรดานักเรียนที่เรียนคัมภีร์ต้าเสวีย เสิ่นซีนับว่าเป็นคนอายุน้อยที่สุด หากยึดหลักเกณฑ์ที่ว่าคนวัยเดียวกันมักจะเล่นด้วยกัน เสิ่นซีย่อมตกอยู่ในสภาวะที่คนอายุมากกว่าก็ไม่ต้อนรับ ส่วนคนที่อายุไล่เลี่ยกันก็เพิ่งจะเบิกปัญญา พฤติกรรมยังไร้เดียงสาเกินไป เสิ่นซีจึงไม่ปรารถนาจะเกลือกกลั้วด้วย
ผนวกกับเสิ่นซีเพิ่งเข้าเรียนได้ไม่ถึงครึ่งปี ตัวเขาเองก็ไม่ค่อยชอบเล่นซน ก่อนเข้าเรียนหรือช่วงก่อนและหลังอาหารกลางวัน เขามักจะปลีกตัวไปหาที่เงียบ ๆ เหม่อลอยฆ่าเวลาไปวัน ๆ ด้วยเหตุนี้ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เสิ่นซีได้รับฉายาในหมู่สหายร่วมเรียนว่า "ไอ้ทึ่ม"
"นี่... ดูเหมือนจะมิใช่เรื่องที่น่าภาคภูมิใจอันใดกระมัง?" เสิ่นซียิ้มขื่นพลางเอ่ยตอบ
สหายร่วมเรียนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าผู้นี้อายุมากกว่าเขาสองปี นามว่า 'หลี่อวี้' เครือญาติรุ่นบิดาของเขามีผู้สอบได้ถึงขั้นจิ้นซื่อและกำลังรับราชการอยู่ที่อวิ๋นหนาน จัดได้ว่าเติบโตมาจากตระกูลปัญญาชนชั้นสูง ด้วยเหตุนี้ ยามปกติหลี่อวี้จึงไม่เคยเห็นเสิ่นซีอยู่ในสายตา ลึกๆ ในสายเลือดของเขาแฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโส ยิ่งเสิ่นซีมีเบื้องหลังเป็นเพียงครอบครัวพ่อค้าวาณิช เขาก็ยิ่งนึกดูแคลนและไม่คิดจะชายตามอง
(เชิงอรรถผู้แปล: จิ้นซื่อ (进士) วุฒิบัณฑิตระดับสูงสุดของการสอบเข้ารับราชการ (สอบหน้าพระที่นั่ง) ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง และถือเป็นจุดสูงสุดที่ปัญญาชนใฝ่ฝัน)
หลี่อวี้หัวเราะพลางกล่าวว่า "ด้วยอายุเท่าเจ้า นับว่าไม่เลวแล้ว! อ้อ จริงสิ ข้ารู้จักสถานที่ชั้นยอดอยู่แห่งหนึ่ง ข้าชวนเพื่อนคนอื่น ๆ ไว้แล้วว่าหลังเลิกเรียนจะไปด้วยกัน เจ้าล่ะ?"
"ข้าไม่ไป"
เสิ่นซีตอบกลับอย่างเด็ดขาด พวกคุณชายลูกผู้ดีอย่างหลี่อวี้ ชอบกลั่นแกล้งเพื่อนร่วมชั้นเป็นที่สุด เสิ่นซีไม่โง่พอที่จะออกไปกับสหายร่วมเรียนพวกนี้หรอก ใครจะรู้ว่าอาจจะถูกพาไปสถานที่พิลึกพิลั่นที่ไหนก็เป็นได้
หลี่อวี้รู้สึกเสียหน้า กำลังจะบันดาลโทสะ แต่ประจวบเหมาะกับที่เฝิงฮว่าฉีเดินเข้ามาพอดี แม้ว่าที่นั่งริมหน้าต่างจะค่อนข้างปลอดภัย ทว่าหากถูกจับได้ว่าไม่ตั้งใจเรียน ย่อมหนีไม่พ้นโดนไม้ตวาดศาล หรือไม้เรียวของอาจารย์เป็นแน่ หลี่อวี้จึงจำต้องหดคอหันหน้ากลับไป
ช่วงบ่ายหลังเลิกเรียน หลี่อวี้พาคนมาดักล้อมเสิ่นซีเอาไว้ ทว่ามิได้มาหาเรื่องชกต่อย เพียงแต่ตื๊อให้เสิ่นซีตามพวกเขาไป
"นี่ ข้ารีบกลับบ้าน ไม่มีเวลาไปเล่นกับพวกเจ้าหรอก" เสิ่นซีรู้ดีว่าร่างกายเล็กจ้อยของตนไม่มีทางสู้คนพวกนี้ได้ จึงยึดหลักวิญญูชนใช้ปากไม่ใช้กำลัง ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนั้น
หลี่อวี้กล่าวว่า "ไอ้ทึ่ม เดี๋ยวจะพาเจ้าไปที่เด็ด ๆ รู้หรือไม่ ที่นั่นมักจะมีเด็กผู้หญิงไปอาบน้ำ วิ่งเปลือยก้นกันให้ว่อน พวกเราเข้าไปขโมยเสื้อผ้าพวกนางมา ดูท่าทีร้อนรนของพวกนาง คงน่าสนุกไม่หยอก ฮ่าฮ่าฮ่า..."
เสิ่นซีถึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วคนกลุ่มนี้ตั้งใจจะไปกลั่นแกล้งผู้คนที่แม่น้ำแถบชานเมืองซึ่งกำลังมีน้ำหลากในช่วงวสันตฤดู รอบเมืองถิงโจมีแม่น้ำสาขาสายเล็กของแม่น้ำถิงเจียงอยู่มากมาย หลังจากวสันตฤดูอบอุ่นมวลบุปผาเบ่งบาน หิมะบนภูเขาละลาย ปริมาณน้ำในแม่น้ำแต่ละสายก็เพิ่มขึ้น ริมแม่น้ำจึงมักจะมีสตรีมาซักเสื้อผ้า หรือไม่ก็มีเด็ก ๆ มาวิ่งเล่นอยู่เสมอ
ทว่าหากจะบอกว่าในเดือนสามเช่นนี้มีคนลงไปอาบน้ำในแม่น้ำ เสิ่นซีไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
เรื่องกลั่นแกล้งเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ก็มีแต่เด็กผู้ชายเท่านั้นแหละที่ชอบทำ พวกเขายังไร้เดียงสาไม่ประสีประสาเรื่องระหว่างชายหญิง จึงรู้สึกว่าการรังแกเด็กหญิงเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
"นี่ ไอ้ทึ่ม เจ้าจะไปหรือไม่ไป?"
ในท้ายที่สุดหลี่อวี้ก็ข่มขู่เสียงดุดัน "หากเจ้าไป วันหลังเวลาพวกข้าเล่นกันจะเรียกเจ้าด้วย แต่ถ้าเจ้าไม่ไปล่ะก็ อย่าหาว่าพวกข้ารังแกเจ้าก็แล้วกัน"
หลี่อวี้ยกแขนขึ้นมาเบ่งกล้าม คล้ายกับกำลังโอ้อวดว่าร่างกายของตนกำยำล่ำสันเพียงใด
ทว่าแท้จริงแล้วด้วยพันธุกรรมของครอบครัว ร่างกายของหลี่อวี้ก็เป็นเพียงร่างกายบอบบางของปัญญาชนที่โดนลมพัดก็แทบจะปลิว แขนขาลีบเล็ก หากเทียบกับหวังหลิงจือที่มีเป้าหมายในการฝึกฝนวิทยายุทธ์แล้ว ถือว่าอยู่คนละชั้นกันอย่างสิ้นเชิง
"ท่านแม่บอกให้ข้ารีบกลับบ้านหลังเลิกเรียน" เสิ่นซีก้มหน้าตอบ
"ไอ้ทึ่มเอ๊ย ที่แท้ก็ยังไม่โตนี่เอง รีบกลับบ้านไปซุกอกดูดนมแม่เจ้าเถอะไป" หลี่อวี้เลิกสนใจเสิ่นซี แล้วรีบร้อนตามสหายร่วมเรียนอีกสองสามคนมุ่งหน้าไปยังทิศทางของชานเมือง
เสิ่นซีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ หากเขาเป็นนักเรียนที่ดีและทำตามหน้าที่ เวลานี้ควรจะไปแจ้งให้ท่านอาจารย์ทราบ การที่นักเรียนสองสามคนนี้วิ่งไปที่แม่น้ำซึ่งกำลังมีน้ำหลากในวสันตฤดู ย่อมเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายดาย
หลังจากใคร่ครวญดูแล้ว เสิ่นซีก็ตัดสินใจว่าสงบปากสงบคำไว้จะดีกว่า หากไปฟ้อง แม้จุดประสงค์จะดี ทว่ากลับจะทำให้ท่านอาจารย์และสหายร่วมเรียนรู้สึกว่าเขาเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยมร้ายลึก ซึ่งขัดกับแผนการที่เขาวางไว้แต่แรกว่าจะทำตัวสงบเสงี่ยมอยู่ตรงกลางในสถานศึกษา
เมื่อกลับมาถึงร้านขายยา ภาพที่เห็นยังคงเป็นบรรยากาศอันยุ่งวุ่นวาย ลูกค้าที่เดินเข้าเดินออกเบียดเสียดกันจนแน่นขนัดร้าน เสิ่นซีเดินเตร็ดเตร่ไปรอบหนึ่ง กลับเห็นคุณชายหนุ่มผู้หนึ่งที่แต่งกายหรูหราทว่ากลับดูมอมแมมเปื้อนฝุ่นเล็กน้อย กำลังยืนอยู่หน้าฉากกั้นที่กางไว้สำหรับให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ตรวจรักษาผู้ป่วย พลางเอ่ยปากพร่ำวิงวอนอย่างไม่ลดละ
"...น้องสาวสกุลเซี่ย เจ้าให้ข้าเข้าไปดูหน้าเจ้าหน่อยเถิด ดีหรือไม่? เจ้าดูสิ ข้าอุตส่าห์เดินทางไกลจากเมืองหลวงมาหาเจ้า มันง่ายนักหรือ? หากเจ้ายินยอม เจ้ากับข้าก็หนีไปครองคู่กันแต่เพียงสองคน ไม่ก้าวก่ายเรื่องราวในใต้หล้าอีก มิใช่เรื่องที่งดงามหรอกหรือ? หากไม่พูดสิ่งใดข้าจะถือว่าเจ้าตกลงแล้วนะ ข้าจะเปิดฉากกั้นแล้วนะ..."
เสิ่นซีเห็นท่าไม่ดี กำลังจะก้าวเข้าไปขัดขวาง แต่กลับได้ยินเสียงของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่มักจะอ่อนโยนและเพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรมสตรีอยู่เสมอ ตะโกนด่าทอเสียงเขียวว่า "ไสหัวไป!"
เสียงตวาดแหวนี้ทำเอาผู้คนที่กำลังรอตรวจโรคอยู่นอกฉากกั้นสะดุ้งตกใจกันยกใหญ่
คุณชายหนุ่มชะงักงันไปเล็กน้อย บนใบหน้าเผยความจนใจออกมาหลายส่วน ทว่ายังคงพร่ำพรรณนาไม่เลิก "น้องสาวสกุลเซี่ย ข้ามิได้เปลี่ยนใจไปจากเจ้าจริง ๆ นะ เป็นท่านพ่อของข้าต่างหาก เขาเป็นคนบีบบังคับให้ข้าถอนหมั้น แม้ข้าจะพยายามหว่านล้อมอย่างสุดกำลังแล้วทว่าก็ไร้ผล นี่ข้าก็อุตส่าห์ตั้งใจเดินทางมาหาเจ้ามิใช่หรือ..."
เสิ่นซีพอจะฟังออกแล้วว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ที่แท้คนตรงหน้านี้ก็คือคนที่ถอนหมั้นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ จนทำให้คนตระกูลเซี่ยทั้งหมดไม่มีหน้าจะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้อีกต่อไปนั่นเอง
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ เสิ่นซีรู้รายละเอียดไม่มากนัก ทว่าก็เข้าใจถึงความเจ็บปวดในใจของนาง ต่อให้คุณชายหนุ่มผู้นี้จะอธิบายแก้ตัวอย่างไร ก็เกรงว่าคงจะไร้ประโยชน์
"เสี่ยวหลาง รีบมานี่เร็วเข้า ไม่เห็นหรือว่าท่านน้าเซี่ยของเจ้ากำลังรำคาญใจอยู่น่ะ?" โจวซื่อเดินออกมาจากหลังโต๊ะบัญชี ดึงตัวเสิ่นซีเข้าไปหา ทว่าสายตากลับจับจ้องไปยังฝั่งฉากกั้นไม่วางตา
เสิ่นซีแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ "ท่านแม่ เกิดอันใดขึ้นหรือขอรับ?"
"เด็กเล็กอย่างเจ้าจะสอดรู้สอดเห็นไปทำไมกัน? เรื่องในครอบครัวของผู้อื่น เราอย่าไปยุ่งเกี่ยวเลย กลับไปทำการบ้านที่ลานเรือนด้านหลังนู่นไป!"
เสิ่นซีขานรับ สะพายย่ามหนังสือเดินไปด้านหลัง รอจนทำการบ้านเสร็จ นึกอยากจะออกไปดูว่าคนผู้นั้นกลับไปหรือยัง ฮุ่ยเหนียงก็ได้รับข่าวและรีบเร่งรุดกลับมาจากสมาคมการค้าพอดี
"พี่สาว เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ? เป็นอดีต... ของน้องสาวอวิ้นเอ๋อร์หรือ?" ทันทีที่ฮุ่ยเหนียงกลับมาถึงร้านขายยา ก็เรียกโจวซื่อไปที่ลานเรือนด้านหลัง ก่อนจะลองหยั่งเชิงถามดู
"อืม" โจวซื่อพยักหน้า
ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจ "เดิมทียังคิดว่าอีกสักระยะ จะช่วยจัดการเป็นธุระเรื่องแต่งงานให้น้องสาวอวิ้นเอ๋อร์ อย่างไรเสียนางก็อายุไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว สมควรแก่วัยออกเรือนเสียที แต่พอมีเรื่องนี้เกิดขึ้นมา... ไม่รู้จริง ๆ ว่าคนที่มามีความคิดเช่นไร ในเมื่อตอนแรกเป็นฝ่ายถอนหมั้นกับตระกูลเซี่ยเองแท้ ๆ ตอนนี้กลับบุกมาระรานถึงที่ นี่มิใช่จงใจบีบคั้นให้น้องสาวอวิ้นเอ๋อร์ต้องลำบากใจหรอกหรือ?"
เสิ่นซียิ้ม ๆ เอ่ยว่า "ท่านน้า ดูเหมือนคนผู้นั้นจะแอบหลบหนีคนที่บ้านมานะขอรับ คิดอยากจะพาพี่สาวสกุลเซี่ยหนีตามกันไป มิได้ตั้งใจจะตบแต่งพี่สาวสกุลเซี่ยเข้าบ้านอย่างถูกต้องตามประเพณีหรอกขอรับ"
โจวซื่อด่าทอ "ไอ้เด็กบ้า อายุน้อยแค่นี้ก็รู้จักการหนีตามกันแล้วหรือ? จำเอาไว้ให้ดี เรื่องของท่านน้าเซี่ย เจ้าห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด!"