เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 156 ยุ่งวุ่นวายก่อนเปิดกิจการ

ตอนที่ 156 ยุ่งวุ่นวายก่อนเปิดกิจการ

ตอนที่ 156 ยุ่งวุ่นวายก่อนเปิดกิจการ


วันที่หกเดือนอ้าย สภาพอากาศมืดครึ้มอึมครึม

โรงพิมพ์จะกลับมาเริ่มงานอีกครั้งในยามเฉินสี่เค่อ ฮุ่ยเหนียงไม่มีเวลาปลีกตัวมาดูแล จึงมอบหมายเรื่องพิธีเซ่นไหว้ฟ้าดินเปิดกิจการให้สองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินจัดการ ส่วนนางมุ่งสมาธิไปที่การเตรียมเปิดโรงเงิน

เชิงอรรถผู้แปล: ยามเฉินสี่เค่อ (辰时四刻) ยามเฉินคือช่วงเวลา 07.00 - 09.00 น. หนึ่งเค่อเท่ากับ 15 นาที สี่เค่อจึงเท่ากับ 60 นาที หรือประมาณ 08.00 น.)

หลังจากอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดโจวซื่อก็ยอมอนุญาตให้เสิ่นซีสวมเสื้อผ้าหนาเตอะเดินทางไปยังโรงพิมพ์ ตามธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติกันมา ก่อนเริ่มงาน หลงจู๊ต้องนำคนงานเชือดไก่ไหว้เจ้า เซ่นไหว้ฟ้าดิน เพื่อขอพรให้หลังจากเปิดงานทุกสิ่งราบรื่นไร้อุปสรรค กิจการเจริญรุ่งเรือง หนทางรับทรัพย์มหาศาล

เพื่อป้องกันมิให้โรงพิมพ์ลักไก่ลดวัสดุในตอนที่พิมพ์หนังสือภาพ ซูเจ้อชีจึงส่งคนผู้หนึ่งมาโดยเฉพาะ ภายนอกอ้างว่ามาช่วยเป็นหูเป็นตา ทว่าเสิ่นซีมองปราดเดียวก็รู้แจ้งว่า แท้จริงแล้วคนผู้นี้ตั้งใจมาขโมยเคล็ดลับ

เสิ่นซีแสร้งขยับเข้าไปใกล้เพื่อหยั่งเชิงดูสองประโยค คนผู้นี้ค่อนข้างมีความรู้เรื่องขั้นตอนการพิมพ์อยู่บ้าง แต่มองออกชัดเจนว่าเขาไม่ได้มีความระแวดระวังตัวนัก เสิ่นซียกยอปอปั้นไปสองคำ เขาก็ลำพองใจจนลืมตัว คิดว่าเสิ่นซีเป็นเพียงเด็กเมื่อวานซืนจึงเริ่มคุยโวโอ้อวด

หลังจากเสิ่นซีนำสิ่งที่ตนค้นพบไปบอกกล่าวแก่เสิ่นหมิงจวินและโจวซื่อ สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกันสั้น ๆ ก็ไล่คนผู้นี้กลับไป พร้อมฝากคำพูดไปถึงซูเจ้อชีว่า ยามพลบค่ำค่อยส่งคนมาขนหนังสือภาพแบบสีที่พิมพ์เสร็จในวันนี้กลับไป ถึงเวลานั้นย่อมสามารถตรวจสอบได้เองว่าคุณภาพผ่านเกณฑ์หรือไม่

อย่างไรเสีย สองสามีภรรยาก็มีความเชื่อมั่นในคุณภาพหนังสือภาพที่โรงพิมพ์ของตนผลิตอย่างเต็มเปี่ยม การให้ขนกลับไปนอกจากจะช่วยลดความยุ่งยากในการจัดเก็บคลังสินค้าของทางนี้แล้ว หากเกิดปัญหาอันใดขึ้นก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางโรงพิมพ์อีก

เสิ่นซีขลุกตัวอยู่ที่โรงพิมพ์ครึ่งค่อนวัน พอกลับมาถึงบ้าน อาการป่วยก็ทรุดหนักลง นอกจากจะไอไม่หยุดแล้ว ยังมีไข้ต่ำ ๆ ฮุ่ยเหนียงเห็นดังนั้นจึงรีบเชิญเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มาตรวจดูอาการของเสิ่นซีทันที

เวลานี้อาการของเสิ่นซีกลายเป็นไข้อากาศเย็นอย่างสมบูรณ์แล้ว ไม่มีเค้าลางของสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายเหมือนเมื่อวันขึ้นปีใหม่แม้แต่น้อย

เมื่อฮุ่ยเหนียงซักไซ้จนรู้ความกระจ่างว่าเมื่อช่วงเช้าเสิ่นซีไปที่โรงพิมพ์มา นางก็เผลอบ่นโจวซื่อไปสองประโยคอย่างผิดวิสัย โจวซื่อเห็นว่าฮุ่ยเหนียงห่วงใยบุตรชายของตน จึงมิได้โต้ตอบอันใด เพียงยิ้มรับเป็นอันปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป

สองพี่น้องตั้งแต่รู้จักกันมา ล้วนรักใคร่ปรองดองกันมาโดยตลอด กระทั่งเวลาที่ความคิดเห็นไม่ตรงกันยังไม่มี นับประสาอะไรกับการทะเลาะเบาะแว้ง ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อเข้ากันได้เป็นอย่างดี ล้วนเป็นผลมาจากการรู้จักเห็นอกเห็นใจและห่วงใยซึ่งกันและกัน ในยุคสมัยนี้การจะหาสหายสนิทรู้ใจสักคนนั้นไม่ง่ายดายเลย ธรรมดาของอิสตรีมักมีนิสัยมัธยัสถ์อดออม จึงมักมีปากเสียงหรือถึงขั้นแตกหักกันได้ง่ายๆ เพียงเพราะผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นเพราะร้านขายยาและโรงพิมพ์ที่สตรีทั้งสองร่วมมือกันนั้นสร้างผลกำไรให้อย่างงดงาม เป็นสิ่งที่เมื่อก่อนพวกนางไม่อาจแม้แต่จะเพ้อฝันถึง ดังนั้นพวกนางจึงรู้จักพอและพึงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่เป็นอย่างยิ่ง

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างจดจำความดีของอีกฝ่าย แม้จะมีเรื่องใดที่เห็นแย้งกัน ก็รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และยินดีเป็นฝ่ายรับความผิดไว้ที่ตนเองก่อน

"เสี่ยวหลาง ทางอำเภอหนิงฮว่ามีจดหมายส่งมา บอกว่านายอำเภอเยี่ยมองว่าโรงพิมพ์ของเรามีปัญหา เอาแต่พิมพ์บทนิทานอิงประวัติศาสตร์ ภาพมงคลปีใหม่ แล้วก็หนังสือภาพพวกนี้ ถือเป็นการขัดต่อขนบธรรมเนียมอันดีงาม จึงสั่งการให้เราพิมพ์หนังสือที่มีสาระประโยชน์อย่างพวกสี่ตำราห้าคัมภีร์บ้าง... เจ้าว่าเราควรพิมพ์สิ่งใดดี?"

(เชิงอรรถผู้แปล: นายอำเภอเยี่ย (叶县令) เยี่ยหมิงซู่ นายอำเภอคนใหม่ของหนิงฮว่า เป็นจิ้นซื่อปีหงจื้อที่ 3 อายุราว 30 ปี)

ฮุ่ยเหนียงถือจดหมายที่ฝากส่งมาจากอำเภอหนิงฮว่า สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก

จดหมายฉบับนี้ได้รับมาเมื่อช่วงเช้า แม้ตัวจะอยู่คนละที่ ทว่าฮุ่ยเหนียงก็มิได้สูญเสียอำนาจในการควบคุมร้านขายยาและโรงพิมพ์ที่อำเภอหนิงฮว่า หลงจู๊ทางฝั่งโน้นจะรายงานสภาพกิจการให้ทราบทุกช่วงต้น กลาง และปลายเดือน บัญชีทุกรายการล้วนแจกแจงอย่างชัดเจนกระจ่างแจ้ง บัดนี้ฮุ่ยเหนียงถือเป็นผู้มีอิทธิพลในระดับเมือง ในฐานะผู้นำสมาคมการค้า นางกุมอำนาจไว้ในมืออย่างล้นเหลือ ทางฝั่งโน้นจึงไม่กล้าปิดบังหลอกลวงแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ หากเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น ฮุ่ยเหนียงจึงมักจะเป็นคนแรกที่ได้รับรู้เสมอ

เสิ่นซีทอดถอนใจ สิ่งใดจำต้องเกิดก็หนีไม่พ้น

ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใด สิ่งสำคัญที่สุดของการทำการค้าคือต้องคำนึงถึงนโยบายบ้านเมือง เมื่อใดที่กอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ ย่อมมีคนอิจฉาตาร้อน คอยนินทาว่าร้าย หรือหนักเข้าก็วิ่งโร่ไปแอบฟ้องร้องต่อทางการ

สำหรับที่ตัวเมืองถิงโจว ท่านเจ้าเมืองนั้นอยู่สูงส่งเหนือผู้คน ไม่ชอบใส่ใจเรื่องการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชาวบ้าน ส่วนนายอำเภอร่วมกำแพงเมืองก็ไร้อำนาจที่แท้จริง ไม่ค่อยเสียเวลามาต่อกรกับพ่อค้าวาณิชที่ถูกมองว่าเป็นชนชั้นล่าง ทว่าอำเภอหนิงฮว่านั้นต่างออกไป เยี่ยหมิงซู่จัดอยู่ในกลุ่มขุนนางหนุ่มไฟแรงจากเมืองหลวงที่ถูกส่งตัวลงมาสั่งสมประสบการณ์ในท้องถิ่น วัน ๆ ไม่ยอมอยู่เฉย ให้ความสนใจกับวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมพื้นบ้านเป็นที่สุด ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดดลใจ ถึงได้พุ่งเป้ามาที่โรงพิมพ์ได้

(เชิงอรรถผู้แปล: นายอำเภอร่วมกำแพงเมือง (知县附郭) นายอำเภอที่ตั้งที่ว่าการอยู่ในเมืองเดียวกับที่ว่าการเมืองหรือผู้บังคับบัญชาชั้นสูง จะทำงานลำบากเพราะถูกเบื้องบนคอยกดดันและไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ)

เสิ่นซีวิเคราะห์ว่า "ปีนี้ทางอำเภอหนิงฮว่ารับผิดชอบพิมพ์หนังสือภาพจากแม่พิมพ์ไม้เป็นหลัก บวกกับบทนิทานอิงประวัติศาสตร์อีกเล็กน้อย ถือว่ามีกำลังคนเหลือเฟือ มิสู้พิมพ์หนังสือเบิกปัญญาสำหรับเด็กสักหน่อย แล้วส่งมอบให้ที่ว่าการอำเภอ ให้ทางการเป็นผู้แจกจ่ายแก่สถานศึกษาหรือเด็ก ๆ ตามข้างถนน เพื่อเป็นการขัดเกลาขนบธรรมเนียมพื้นบ้านเสียเลย"

(เชิงอรรถผู้แปล: หนังสือภาพจากแม่พิมพ์ไม้ (雕版连环画) หนังสือภาพแบบสีขาวดำ)

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า ทว่าโจวซื่อกลับมีท่าทีไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจนัก "ทำเช่นนี้ พวกเรามิใช่ต้องเสียเงินไปเปล่า ๆ หรอกหรือ?"

ฮุ่ยเหนียงอธิบายยิ้ม ๆ "พี่สาว บางครั้งการควักเงินก็เพื่อแลกกับความสงบสุข เรื่องเช่นนี้ประหยัดไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ... อีกอย่าง เงินทองเดิมทีก็หามาจากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้าน บัดนี้สละออกไปสักนิดเพื่อตอบแทนสังคมก็ถือเป็นเรื่องสมควร ยิ่งไปกว่านั้น ทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้นายอำเภอเยี่ยพอใจ ทว่ายังช่วยอุดปากพวกช่างนินทาได้อีกด้วย นับเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยนะเจ้าคะ เพียงแต่ข้ายังคิดไม่ตกว่า เราควรพิมพ์สิ่งใดดี?"

เสิ่นซีครุ่นคิด ครั้นนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เยี่ยหมิงซู่ชื่นชมคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลินที่เขารวบรวมและเรียบเรียงขึ้นอย่างมาก เช่นนั้นก็สู้พิมพ์ตำราเล่มนี้ออกมา ให้เด็ก ๆ ในอำเภอหนิงฮว่าได้เปิดหูเปิดตาเพิ่มพูนความรู้เสียเลย ดูทรงแล้วจวนจะถึงช่วงเวลาของการประเมินผลซุ่ยเข่า หากขุนนางผู้ตรวจการศึกษาแห่งมณฑลฝูเจี้ยนเดินทางมาจัดสอบตามเมืองและอำเภอต่าง ๆ แล้วพบว่าอำเภอหนิงฮว่ามีขนบธรรมเนียมพื้นบ้านบริสุทธิ์ผุดผ่อง การอบรมสั่งสอนเป็นเลิศ ย่อมต้องกล่าวชื่นชมเยี่ยหมิงซู่เป็นแน่ ถึงเวลานั้นหากตระกูลเยี่ยขยับเขยื้อนเส้นสายสักหน่อย เยี่ยหมิงซู่ก็สามารถเลื่อนขั้นได้ เมื่อถึงตอนนั้น ย่อมต้องมีผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาหาพวกตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

(เชิงอรรถผู้แปล: คัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน (幼学琼林) ตำราสารานุกรมสำหรับเด็ก รวบรวมความรู้รอบตัวมากมายที่เสิ่นซีเคยเขียนและใช้สอนหนังสือลู่ซีเอ๋อและหลินไต้ ถูกเยี่ยหมิงซู่พบเห็นและยึดไปเล่มนึง - ซุ่ยเข่า (岁考) คือการสอบประเมินผลบัณฑิตระดับ "ซิ่วไฉ" ประจำพื้นที่ ซึ่งขุนนางผู้ตรวจการศึกษาระดับมณฑลจะต้องเดินทางไปเป็นประธานคุมสอบตามอำเภอต่างๆ ด้วยตนเองเพื่อพิจารณาให้คุณให้โทษแก่ซิ่วไฉ นอกจากนี้ การมาเยือนของขุนนางผู้ตรวจการฯ ยังถือเป็นการประเมินผลงานด้าน "การส่งเสริมการศึกษา" ของนายอำเภอท้องถิ่นไปในตัว หากพบว่าเด็กและชาวบ้านในพื้นที่ได้รับการศึกษาที่ดี นายอำเภอก็จะได้รับความดีความชอบตามไปด้วย)

เมื่อเสิ่นซีบอกเล่าความคิดของตนให้ฮุ่ยเหนียงฟัง นางย่อมเห็นพ้องต้องกันอย่างเต็มปากเต็มคำ

ก่อนหน้านี้ตอนที่ลู่ซีเอ๋อร์ร่ำเรียนคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลิน ทั้งการอ่านและการเขียนอักษรล้วนก้าวหน้าขึ้นมาก ตัวนางเองก็รู้สึกว่าหนังสือที่เสิ่นซีเขียนขึ้นเล่มนี้มีประโยชน์ต่อการศึกษาของเด็ก ๆ เป็นอย่างยิ่ง การเผยแพร่ออกไปในตอนนี้ก็ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงให้เสิ่นซีด้วยเช่นกัน

ฮุ่ยเหนียงเร่งเขียนจดหมายตอบกลับไปยังอำเภอหนิงฮว่า พร้อมทั้งแนบต้นฉบับคัมภีร์โย่วเสวียฉยงหลินที่เสิ่นซีเขียนขึ้นส่งไปด้วย เพื่อให้ทางโรงพิมพ์จัดพิมพ์ตามนั้น โดยให้พิมพ์ชุดแรกออกมาก่อนสองพันเล่ม แล้วส่งมอบให้ทางการ ปล่อยให้ที่ว่าการอำเภอหนิงฮว่าเป็นผู้จัดแจงแจกจ่ายแก่สถานศึกษาในเมือง หรือเด็ก ๆ ตามท้องถนน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตใจ

เมื่อจัดการธุระเสร็จสิ้น ฮุ่ยเหนียงก็ถือว่าได้คลายปมในใจไปเปลาะหนึ่ง จากนั้นนางจึงหันกลับมาทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดให้กับการเตรียมการจัดตั้งโรงเงินต่อ

……

……

วันที่สิบห้าเดือนอ้าย เทศกาลซ่างหยวน

(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลซ่างหยวน (上元节) หรือเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือน 1 เทศกาลโคมไฟ)

เช้าตรู่วันนี้ ฮุ่ยเหนียงก็พาโจวซื่อและเสิ่นซีมุ่งหน้าไปยังโรงเงิน เพื่อเตรียมการเรื่องเปิดกิจการ

กำหนดการเปิดกิจการของโรงเงินคือวันที่สิบหกเดือนอ้าย ซึ่งตรงกับวันเริ่มต้นเปิดการค้าขายของบรรดาร้านรวงในเมืองพอดี

โรงเงินตั้งอยู่ติดริมถนน ห่างจากหอการค้าเพียงร้อยกว่าก้าว ใช้ตึกอิฐสีเขียวอมเทาสองชั้นเป็นสถานที่ทำการ ห้องโถงกว้างถูกกั้นแบ่งด้วยโต๊ะบัญชีที่สร้างขึ้นมาอย่างสูงตระหง่าน ตามความตั้งใจของเสิ่นซี เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่ของโรงเงินเข้ามา ผู้ที่มาแลกเงินหรือฝากเงินจะไม่อาจเดินเข้าออกหลังโต๊ะบัญชีได้ตามอำเภอใจ หากมีพ่อค้าคหบดีรายใหญ่มาเจรจาธุรกิจ ก็จะเชิญตัวเข้าไปยังห้องโถงด้านหลังโดยตรง

ลานเรือนด้านหลังของโรงเงินถูกจัดตั้งเป็นห้องคลังเงิน ทว่าก็เพียงเก็บเงินตำลึงไว้เป็นเชิงสัญลักษณ์จำนวนหนึ่งเท่านั้น เงินตำลึงส่วนที่เหลือยังคงต้องขนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่หอการค้า บัดนี้หอการค้าได้เช่าลานเรือนทางซ้ายขวาเหมาไว้ทั้งหมดแล้ว อาณาบริเวณจึงกว้างขวางกว่าตอนแรกเริ่มถึงสิบกว่าเท่า หนึ่งในลานเรือนเหล่านั้นมีการขุดเส้นทางลับใต้ดินสำหรับหลบหนีเอาไว้ เมื่อถึงเวลา ก็จะอาศัยอุโมงค์ลับเส้นนี้ในการสร้างห้องหับลับใต้ดินขึ้นมาสักหลายห้อง เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดเก็บเงินตรา

ยามที่เสิ่นซีเดินทางมาถึงสถานที่จริง ด้านในยังคงง่วนอยู่กับการจัดเก็บข้าวของ

กิจการประเภทโรงเงินเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน แนวคิดของเสิ่นซีคือ ในระยะแรกจะเน้นไปที่การรับแลกเปลี่ยนเงินตำลึงและเหรียญทองแดงเป็นธุรกิจหลัก รอให้ภายหลังค่อย ๆ เพิ่มบริการรับฝากและปล่อยกู้ตามมา

คำกล่าวที่ว่า 'กินคำเดียวไม่อาจกลายเป็นคนอ้วน' ฉันใด การทำธุรกิจเงินตราก็เกรงว่าจะก้าวเดินพรวดพราดเกินไปฉันนั้น ในช่วงที่ชื่อเสียงของโรงเงินยังไม่เป็นที่ประจักษ์ หากในหมู่ชาวบ้านเกิดเรื่องราวหรือมีลมพัดหญ้าไหวเพียงเล็กน้อย ก็ย่อมปลุกปั่นให้เกิดกระแสการแห่ถอนเงินอย่างบ้าคลั่งได้ ดีไม่ดีโรงเงินที่เพิ่งเปิดกิจการอาจต้องเผชิญกับเคราะห์หามยามร้ายถึงขั้นล้มละลายเอาง่าย ๆ

(เชิงอรรถผู้แปล: ลมพัดหญ้าไหว (风吹草动) สำนวนเปรียบเปรยถึงเหตุการณ์ที่ผิดสังเกต หรือมีข่าวลือข่าวคราวเพียงเล็กน้อยที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก)

บรรดาผู้ถือหุ้นน้อยใหญ่ราวยี่สิบสามสิบรายที่เข้าถือหุ้นในโรงเงินต่างก็เดินทางมาดูสถานที่เช่นกัน อย่างไรเสียพวกเขาก็มีส่วนแบ่งในโรงเงินแห่งนี้เป็นของตนเอง เมื่อควักเงินจ่ายไปแล้วในใจย่อมต้องพะว้าพะวงเป็นธรรมดา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมาเห็นด้วยตาตนเองให้แน่ชัดถึงจะเบาใจลงได้

ถือเป็นครั้งแรกที่ฮุ่ยเหนียงได้แนะนำตัวโจวซื่ออย่างเป็นทางการให้เหล่าสมาชิกสมาคมการค้าได้รู้จัก

สำหรับเรื่องราวของโจวซื่อและเสิ่นหมิงจวินผู้เป็นสามีนั้น คนในสมาคมการค้าล้วนเคยได้ยินเข้าหูมานานแล้ว อย่างไรเสียคนภายนอกก็รู้ดีว่า การที่ฮุ่ยเหนียงสามารถบริหารจัดการร้านขายยาและโรงพิมพ์ได้ ล้วนต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนตระกูลเสิ่น แน่นอนว่าชื่อเสียงของคนตระกูลเสิ่นที่เล่าลือกันอยู่ภายนอกย่อมมีทั้งดีและร้ายปะปนกันไป ความเฉลียวฉลาดและคล่องแคล่วของโจวซื่อนั้นเป็นที่ประจักษ์จนผู้คนต่างกล่าวขานชื่นชม ทว่าหลายคนกลับรู้สึกว่าตระกูลเสิ่นกำลังตั้งใจหรืออาจไม่ตั้งใจที่จะกลืนกินกิจการของตระกูลลู่ หนำซ้ำยังสงสัยว่าเสิ่นหมิงจวินอาจมีความคิดจะรับฮุ่ยเหนียงเป็นอนุภรรยา เพื่อหวังฮุบทั้งคนทั้งสมบัติรวบยอดไว้แต่เพียงผู้เดียว

เสียงซุบซิบนินทาภายนอกหาได้มีความน่าเชื่อถือไม่ โจวซื่อได้ยินแล้วก็ปล่อยผ่านเสมือนลมพัดเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ลูกค้าขาประจำก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ ขอเพียงหยูกยาของร้านขายยาสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ก็เพียงพอแล้ว

ต่อให้สมาชิกสมาคมการค้าจะได้ยินข่าวลือจากภายนอก ต่อหน้าก็ย่อมไม่กล้าแสดงท่าทีล่วงเกินโจวซื่อ ท้ายที่สุดแล้วโจวซื่อกับฮุ่ยเหนียงนั้นมีความผูกพันฉันพี่น้องลึกซึ้ง การล่วงเกินโจวซื่อก็เท่ากับล่วงเกินผู้นำสมาคมการค้า พวกเขาไม่มีทางกระทำเรื่องโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนั้นเป็นแน่

ครั้นเดินดูสถานที่จนทั่วแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็แนะนำให้ผู้ถือหุ้นน้อยใหญ่ได้รู้จักกับหลงจู๊ของโรงเงินตลอดจนบรรดาลูกจ้างที่เพิ่งจ้างวานมา

คนเหล่านี้ล้วนมีประวัติขาวสะอาด ไม่เคยมีอดีตกระทำผิดกฎหมายหรือก่อคดีคดโกงใด ๆ คนในครอบครัวต่างก็เป็นชาวบ้านที่ซื่อสัตย์สุจริต

นอกจากนี้ ฮุ่ยเหนียงยังได้จ้างวานผู้คุ้มกันที่พอมีฝีมือหมัดมวยอยู่บ้างจำนวนไม่น้อย อีกทั้งยังยื่นเรื่องต่อทางการ ขอร้องให้ที่ว่าการเมืองส่งมือปราบมาช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย หนำซ้ำฮุ่ยเหนียงยังได้ไปผูกมิตรเอ่ยทักทายกับบรรดานักเลงอันธพาลที่พอจะมีอิทธิพลในเมืองอยู่บ้าง พร้อมมอบเงินตำลึงเป็นค่าคุ้มครอง เพื่อให้พวกเขาคอยช่วยดูแลโรงเงินอีกทางหนึ่งด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: ค่าคุ้มครอง (拜山头) แปลตรงตัวว่า "เซ่นไหว้ศาลเจ้าขุนเขา" หมายถึงการจ่ายเงินหรือมอบของกำนัลแก่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหรือนักเลงเจ้าถิ่น เพื่อขอความคุ้มครองและเบิกทางในการทำธุรกิจ)

ฮุ่ยเหนียงจัดการเรื่องราวได้อย่างครอบคลุมรอบด้าน แทบจะดูแลอุดช่องโหว่ในทุกจุดที่พอจะนึกออก การกระทำเช่นนี้ย่อมช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาจุกจิกกวนใจอันเกิดจากปัจจัยภายนอก ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานตามปกติของโรงเงินหลังจากเปิดกิจการได้

เสิ่นซีเดินตามอยู่ข้างกายฮุ่ยเหนียง ทำเพียงแค่คอยสังเกตการณ์ แล้วจดจำจุดบกพร่องบางอย่างที่ตนเองมองเห็นเอาไว้ รอจนกลับไปถึงบ้านค่อยนำมาอธิบายแจกแจงให้ฮุ่ยเหนียงฟังอย่างละเอียด

ในเมื่อช่วงเริ่มต้นโรงเงินจะทำเพียงแค่ธุรกิจแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตำลึงกับเหรียญทองแดง ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เหมือนกับร้านรับแลกเงิน ดังนั้นในเรื่องของการเตรียมเงินทุนจึงไม่จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมากมายนัก

โรงเงินมีสมาคมการค้าคอยหนุนหลังอยู่ ถึงเวลานั้น บรรดาพ่อค้าวาณิชที่สมาคมการค้าคอยให้การต้อนรับ ย่อมต้องนำเหรียญทองแดงที่หามาได้มาแลกเปลี่ยนเป็นเงินตำลึงอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ขอบข่ายธุรกิจที่กำหนดไว้สำหรับโรงเงิน จึงเน้นไปที่การรับแลกเงินตำลึงและเครื่องเงินที่ชาวบ้านธรรมดามีอยู่ ให้กลายเป็นเหรียญทองแดงเพื่อมอบแก่ชาวบ้าน จากนั้นก็นำเงินตำลึงและเครื่องเงินที่รวบรวมมาได้ ไปผ่านกระบวนการหลอมเทเสียใหม่ เพื่อนำไปแลกให้แก่บรรดาพ่อค้าวาณิชที่ต้องการพกพาเงินตำลึงน้ำหนักเบาติดตัวเดินทาง

ส่วนร้านรวงต่าง ๆ ในตัวเมือง หากมีความจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเงินตรา ก็สามารถมาใช้บริการที่โรงเงินได้เช่นกัน แต่หากเป็นสมาชิกของสมาคมการค้ามาแลกเปลี่ยน ก็จะได้รับส่วนลดสำหรับอัตราแลกเปลี่ยน ถือเป็นสิทธิพิเศษที่มอบให้แก่คนในสมาคมการค้าโดยเฉพาะ

หลังจากได้ดูสถานที่จริงแล้ว บรรดาผู้ถือหุ้นต่างก็พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง การตระเตรียมงานของฮุ่ยเหนียงนั้นทำได้ดียิ่งกว่าบุรุษเสียด้วยซ้ำ จึงอดไม่ได้ที่จะทำให้พวกเขารู้สึกเลื่อมใสศรัทธา

จากนั้น ฮุ่ยเหนียงได้ชี้แจงถึงขั้นตอนการเปิดกิจการในวันรุ่งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยหลักแล้วเป็นไปตามที่เสิ่นซีเคยเสนอไว้ว่า การเปิดโรงเงินในเบื้องต้นจำต้องตีฆ้องร้องป่าวป่าวประกาศให้คนภายนอกได้รับรู้เสียก่อน ในวันเปิดการค้าขายวันที่สิบหกเดือนอ้าย จะมีการส่งคนไปตระเวนติดประกาศตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมือง เพื่อให้ผู้คนได้รับทราบถึงขอบข่ายการดำเนินธุรกิจของโรงเงิน

ชาวบ้านจำนวนมากมีเงินตำลึงอยู่ในมือ ทว่าเนื่องจากหาบเร่แผงลอยในตลาดรับเพียงแค่เงินเหวิน เดิมทีพวกเขาจึงทำได้เพียงไปหาพ่อค้าในตลาดมืดเพื่อขอแลกเงิน เงินตำลึงเนื้อดีหนึ่งตำลึง บางครั้งกลับแลกได้เพียงเจ็ดแปดร้อยเหวินเท่านั้น ซึ่งถือว่าขาดทุนอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อมีโรงเงินแล้ว โรงเงินจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ใกล้เคียงกับราคากลางของทางการเสมอ ย่อมสร้างความสะดวกสบายต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้านได้มากโข

ปล.ขออนุญาตแก้ไขจาก 'ผู้ว่าการเมือง' เป็น 'เจ้าเมือง' เพื่อให้ตรงกับบริบทความคุ้นชินคนไทยมากขึ้นนะครับ 11-5-69

จบบทที่ ตอนที่ 156 ยุ่งวุ่นวายก่อนเปิดกิจการ

คัดลอกลิงก์แล้ว