เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 155 ตระเตรียมก่อตั้งโรงเงิน

ตอนที่ 155 ตระเตรียมก่อตั้งโรงเงิน

ตอนที่ 155 ตระเตรียมก่อตั้งโรงเงิน


วันรุ่งขึ้นหลังจากค่ำคืนแห่งการสนทนาคือวันที่ห้าเดือนอ้าย ทั้งยังเป็นวันหยุดวันสุดท้ายของโรงพิมพ์ ลูกจ้างหลายคนต่างลุกขึ้นมาช่วยงานที่โรงพิมพ์อย่างกระตือรือร้น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาพิมพ์หนังสือภาพแบบสีในวันถัดไป

วันนั้นยังเป็นวันประชุมของสมาคมการค้า นี่นับเป็นการหารือเรื่องราวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของปีใหม่ สมาชิกสมาคมการค้าไม่ว่าจะเป็นสมาชิกรุ่นบุกเบิกหรือสมาชิกใหม่ หรือกระทั่งผู้ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติใบคำร้องทว่ายังไม่เคยเข้าร่วมการประชุม ขอเพียงสามารถเดินทางมาได้ ล้วนต้องมารวมตัวกันที่หอการค้าของสมาคมการค้า เพื่อปรึกษาหารือถึงแผนงานการพัฒนาสมาคมการค้าในปีใหม่นี้

เมื่อคืนเสิ่นซีได้แจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการพัฒนาสมาคมการค้า ควบคู่ไปกับเรื่องการตระเตรียมก่อตั้งโรงเงินของสมาคม ส่งมอบให้แก่ฮุ่ยเหนียงจนหมดสิ้น ฮุ่ยเหนียงไร้ซึ่งความรู้ความเข้าใจใด ๆ เกี่ยวกับโรงเงิน จึงรับฟังเพียงเสิ่นซี นางมีหน้าที่เพียงจัดการธุระให้เป็นไปตามนั้น ทว่าสำหรับการพัฒนาสมาคมการค้านางกลับมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งนัก

เสิ่นซีตระหนักได้ว่า ฮุ่ยเหนียงยิ่งมายิ่งมีท่วงทีสง่างามสมดั่งประธานสมาคมการค้า ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกภาพหรือความสามารถในการจัดการธุระ

ช่วงรุ่งสางหิมะและหยาดฝนได้หยุดลงแล้ว ...ยามเช้าตรู่ดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อากาศจึงกลับมาอบอุ่นขึ้นอย่างฉับพลัน พักอยู่ที่ร้านขายยาแห่งนี้มาหลายวัน โจวซื่อรู้สึกว่าไม่ควรจะรบกวนต่อไป จึงนำพาเสิ่นซีกลับบ้าน หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ โจวซื่อก็ให้เขาขึ้นเตียงพักฟื้น ไม่อนุญาตให้ออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะมีธุระอันใดก็ให้หลินไต้คอยช่วยเหลือ ส่วนโจวซื่อก็ไปช่วยเสิ่นหมิงจวินเก็บกวาดที่โรงพิมพ์

ลู่ซีเอ๋อร์ทนอยู่นิ่งไม่ได้ อาศัยจังหวะที่สาวใช้ในบ้านไม่ทันสังเกต แอบลอบเข้ามาในลานบ้านตระกูลเสิ่นที่ตรอกด้านหลัง คอยรบเร้าให้เสิ่นซีเล่านิทานให้ฟัง เพื่อมิให้เด็กหญิงน้อยทั้งสองมาคอยก่อกวนเขา เสิ่นซีจึงใช้ไม้แกะสลักเป็นลูกเต๋า แล้ววาดตารางหมากข้ามบนกระดาษขาวที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับเกมกระดานเศรษฐีและหมากรุกบิน เพื่อให้เด็กหญิงน้อยทั้งสองโยนลูกเต๋าเล่นกันเอง

เด็กหญิงน้อยทั้งสองไม่เคยสัมผัสของเล่นที่น่าสนุกสนานเช่นนี้มาก่อน ตลอดทั้งเช้าจึงเล่นกันอย่างออกรส ทำเช่นนี้จะได้ไม่ไปรบกวนเสิ่นซีที่กำลังขีด ๆ เขียน ๆ อยู่บนโต๊ะหนังสือในห้อง

เสิ่นซีพอใจที่ไม่มีผู้ใดมาคอยกวนใจ ทว่าการจะให้รูหูเงียบสงบลงนั้นกลับเป็นเรื่องยากยิ่งนัก เด็กหญิงน้อยทั้งสองใช้เวลาตลอดช่วงเช้าไปกับเสียงโหวกเหวกโวยวายอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เช่น "ข้าถอยหลังสองก้าว" "ในที่สุดก็ทอยได้หกแล้ว"

จวบจนเวลาเที่ยงวัน หนิงเอ๋อร์ก็เดินมาฝั่งนี้เพื่อเรียกลู่ซีเอ๋อร์กลับไปกินข้าว พร้อมทั้งบอกว่าฮุ่ยเหนียงกลับมาแล้ว เสิ่นซีพะวงเรื่องโรงเงิน จึงลุกขึ้นตั้งใจจะตามไปด้วย

หลินไต้เบ้ปากกล่าวว่า "ท่านแม่ไม่อนุญาตให้เจ้าออกไปข้างนอก บอกให้ข้าคอยเฝ้าเจ้าไว้"

"ภรรยาน้อยของข้า วันนี้ตอนเที่ยงท่านแม่ไม่กลับมาหรอกนะ หากไม่ไปที่บ้านท่านน้าซุน แล้วพวกเราจะกินอะไรกันเล่า?" เสิ่นซียักไหล่ เอ่ยถามกลับด้วยความไม่สบอารมณ์

หลินไต้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบกลับ "เช่นนั้นข้ายกกลับมาให้เจ้าก็แล้วกัน"

เสิ่นซีเอ่ยขึ้น "กว่าเจ้าจะยกมา อาหารก็เย็นชืดหมดแล้ว หากข้ากินอาหารเย็นชืด อาการป่วยย่อมต้องทรุดหนักลง ถึงเวลานั้นท่านแม่ก็จะมาโยนความผิดให้ว่าที่ลูกสะใภ้อย่างเจ้า... เจ้าก็ลองชั่งน้ำหนักดูเอาเองก็แล้วกัน"

หลินไต้พลันใจฝ่อขึ้นมาทันที นางไม่อาจแบกรับความผิดอันใหญ่หลวงปานนี้ได้ไหว ท้ายที่สุดเมื่อเสิ่นซียืนกราน หลินไต้จึงทำได้เพียงงัดเอาเสื้อผ้าทั้งหมดที่พอจะหาได้จากในหีบ มาห่อหุ้มบนตัวเสิ่นซีจนมิดชิด กระทั่งบนศีรษะก็ยังคลุมทับด้วยผ้าหนาเตอะอีกชั้นหนึ่ง แล้วจึงพยักหน้าด้วยความพอใจ "ทำเช่นนี้คงไม่มีปัญหาแล้วกระมัง?"

เสิ่นซีหันหน้าเข้าหาคันฉ่องทองเหลือง มองดูตนเองที่ถูกห่อหุ้มจนมีสภาพละม้ายคล้ายกับสตรีชาวอาหรับ ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มขื่น การมีภรรยาตัวน้อยที่ทุ่มเทรับผิดชอบต่อหน้าที่ปานนี้ ช่างเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนต้องทนทุกข์ทรมานใจเสียจริง

"ทว่าอย่างไรเสียก็ต้องได้รับความเห็นชอบจาก แม่จอมเจ้ากี้เจ้าการตัวน้อย ผู้นี้เสียก่อนจึงจะออกจากบ้านได้ เสิ่นซีจึงยอมกัดฟันอดทน รอจนกระทั่งมาถึงร้านขายยา เขาก็รีบ ถอดเสื้อผ้าและผ้าที่พันตัวออกเป็นพัลวัน หลินไต้รีบร้องโวยวาย "เจ้าทำอะไรน่ะ? กว่าจะใส่ให้ได้มันยากเย็นแสนเข็ญนะ กินข้าวเสร็จก็ต้องกลับไปอีกไม่ใช่หรือ"

เวลานั้นประจวบเหมาะกับที่ฮุ่ยเหนียงยกชามน้ำแกงร้อนกรุ่นลอยฉุยเดินเข้ามา เมื่อได้ยินคำพูดของหลินไต้ สายตาที่มองมาก็เจือไปด้วยรอยยิ้มละมุนละไม "ไม่เป็นไรหรอก ช่วงบ่ายพวกเจ้าก็พักอยู่ที่นี่เถิด หากเสี่ยวหลางต้องอ่านตำรา ไต้เอ๋อร์ เจ้าก็กลับไปหยิบมาให้เขาเสียก็สิ้นเรื่อง"

หลินไต้โกรธจนกระทืบเท้าเร่า ๆ "ท่านน้าซุน เขาไม่ได้อ่านตำราหรอกเจ้าค่ะ ตลอดทั้งช่วงเช้าไม่รู้ไปมัวทำอะไรอยู่"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางเอ่ยปลอบใจสองสามประโยค ก่อนจะเรียกเจ้าตัวจ้อยทั้งสามให้มานั่งที่โต๊ะอาหาร ทุกคนนั่งล้อมวงกินข้าวกันจนเต็มโต๊ะ เมื่อเทียบกับยามปกติแล้วก็ขาดเพียงโจวซื่อเท่านั้น

หลังกินข้าวเสร็จ ฮุ่ยเหนียงก็เรียกเสิ่นซีขึ้นไปบนชั้นสอง เพิ่งจะก้าวเข้าห้อง ฮุ่ยเหนียงก็บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหอการค้าของสมาคมการค้าเมื่อช่วงเช้าให้ฟังคร่าว ๆ เสิ่นซีจึงได้ล่วงรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น

ช่วงเช้าของวันนี้ หอการค้าของสมาคมการค้ามีหน้าที่หลักคือการรับรองพ่อค้าเร่จากต่างถิ่น พ่อค้าที่เดินทางรอนแรมมาแต่ไกลเหล่านี้ เพื่อที่จะมาเจรจาการค้ากับสมาคม กระทั่งช่วงเทศกาลตรุษจีนก็ยังไม่ยอมกลับภูมิลำเนา ย่อมเห็นได้ชัดว่าพวกเขาให้ความสำคัญมากเพียงใด สินค้าที่พ่อค้าเร่เหล่านี้นำมาเร่ขายล้วนแตกต่างกันไป แม้ฮุ่ยเหนียงจะสามารถเป็นตัวแทนรับรองแขกได้ ทว่ารายละเอียดปลีกย่อยยังคงต้องให้หลงจู๊จากสาขาอาชีพต่าง ๆ เป็นผู้เจรจาด้วยตนเอง

จวบจนใกล้เที่ยงวัน ฮุ่ยเหนียงอาศัยจังหวะที่ส่งพ่อค้าเร่กลับไป เรียกตัวผู้คนมารวมกัน เพื่อแจ้งให้ทราบถึงข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ร่างไว้ก่อนหน้านี้ อาทิเช่น การเปลี่ยนระบบค่าธรรมเนียมแรกเข้ามาเป็นระบบค่าธรรมเนียมรายฤดู รวมไปถึงแผนการพัฒนาสมาคมการค้าในหนึ่งปีให้หลัง

เกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านี้ สมาชิกสมาคมการค้าต่างไม่มีข้อกังขาอันใด มีเพียงเรื่องสุดท้ายที่เสนอว่าให้อาศัยสมาคมการค้าเป็นที่พึ่งพิงเพื่อก่อตั้งโรงเงิน ในเรื่องนี้เสียงภายในสมาคมการค้าแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน

เดิมทีสมาคมการค้าก็เป็นเพียงการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ต่อให้สมาชิกจะต้องชำระค่าบำรุงรายปี ทว่าท้ายที่สุดสมาคมการค้าก็มิใช่ร้านค้า มิได้ประกอบกิจการค้าขายอย่างเป็นรูปธรรม เพียงแค่ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างร้านค้าและพ่อค้าเร่ หรือเป็นพื้นที่สำหรับไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภายในเท่านั้น

ทว่าหลังจากก่อตั้งโรงเงินขึ้นมาแล้ว สมาคมการค้าก็จะมีกิจการเป็นของตนเอง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเดิมของสมาคมการค้า นี่คือสิ่งที่ผู้คนมากมายต่างพากันกังวลใจ พวกเขาเกรงว่าหาก 'โรงเงิน' แห่งนี้เผชิญกับความเสี่ยงและความสูญเสียอันใด วันข้างหน้าสมาคมการค้าอาจจะนำเอาส่วนที่ขาดดุลมากระจายโยนภาระให้แต่ละร้านค้าต้องรับผิดชอบ

"เสี่ยวหลาง ดูท่าการจะอาศัยสมาคมการค้าเป็นที่พึ่งพิงเพื่อก่อตั้งโรงเงิน คงมิใช่เรื่องง่ายเสียแล้ว" ท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงก็ทอดถอนใจ

ภายในใจของเสิ่นซีย่อมกระจ่างแจ้งดี พ่อค้าวาณิชในยุคสมัยนี้ล้วนทำการค้าด้วยความระแวดระวังยิ่งนัก การค้าใดที่ไม่มั่นใจว่าจะได้กำไร หากหลีกเลี่ยงได้ก็จะหลีกเลี่ยงให้ถึงที่สุด ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงอาชีพเกิดใหม่อย่างโรงเงินที่พวกเขาไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลยแม้แต่น้อย

เสิ่นซียิ้มพร้อมเอ่ยปลอบใจ "ท่านน้า ท่านวางใจได้เลยขอรับ ขอเพียงท่านอธิบายเรื่องหุ้นและผู้ถือหุ้นให้กระจ่างชัด ให้พวกเขาล่วงรู้ว่าแม้โรงเงินจะอาศัยชื่อของสมาคมการค้า ทว่านอกเหนือจากผู้ถือหุ้นแล้ว ผู้อื่นจะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ กับสมาคมการค้าเลย รอจนวันหน้าพวกเขาประจักษ์ถึงความสามารถในการหาเงินของโรงเงิน และได้เห็นผู้อื่นรับเงินปันผลก้อนโต ถึงเวลานั้นต่อให้อยากจะเข้าร่วมก็คงเข้าไม่ได้แล้วล่ะขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงได้รับกำลังใจจากถ้อยคำของเสิ่นซี จึงพยักหน้ากล่าว "เช่นนั้นช่วงบ่ายข้าจะไปที่นั่น แล้วหาคนมาช่วยอธิบายรายละเอียดปลีกย่อยของโรงเงินให้พวกเขาฟังอีกรอบ"

รอจนฮุ่ยเหนียงรีบร้อนออกจากร้านขายยามุ่งหน้าไปยังหอการค้าของสมาคมการค้า เสิ่นซีก็รู้สึกว่าฮุ่ยเหนียงมิได้ขาดแคลนความสามารถในการทำงาน ทว่าสิ่งที่นางขาดคือการยอมรับและกำลังใจจากผู้อื่น สตรีล้วนปรารถนาให้ตนเองได้รับการสนับสนุนจากญาติมิตร หรือไม่ก็คนรัก นี่คือแรงผลักดันให้พวกนางออกไปทำงานนอกบ้าน ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับต้องเผชิญกับสายตาเย็นชาเหยียดหยามจากภายนอกมากมายนัก ทำให้นางมักจะเกิดความกังขาในตนเองเป็นครั้งคราว ว่าสิ่งที่นางทำนั้นจะมีโอกาสประสบความสำเร็จหรือไม่

เสิ่นซีตระหนักได้ว่า ตนเองยิ่งมายิ่งสวมบทบาทคล้ายคลึงกับสามีของฮุ่ยเหนียงเข้าไปทุกที คอยเป็นกุนซือชี้แนะแผนการให้นาง ในขณะเดียวกันก็มอบกำลังใจ เพื่อให้นางมีความมั่นใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น

ยามบ่ายเมื่อฮุ่ยเหนียงกลับมา ในมือของนางก็ถือหนังสือสัญญาหลายสิบฉบับเอาไว้ด้วย

หลังจากฮุ่ยเหนียงชี้แจงข้อดีข้อเสียของโรงเงินให้ผู้คนในสมาคมการค้าฟังแล้ว ก็ได้อธิบายถึงการแบ่งสรรสิทธิและหน้าที่รับผิดชอบของโรงเงินอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันฮุ่ยเหนียงก็แสดงจุดยืนว่า ไม่ว่าวันข้างหน้าผู้คนในสมาคมการค้าจะยินดีนำเงินก้อนมาฝากไว้ที่โรงเงินหรือไม่ ทางสมาคมการค้าก็จะไม่เข้าไปก้าวก่าย แม้โรงเงินจะอาศัยสมาคมการค้าเป็นที่พึ่งพิง ทว่าก็เป็นเพียงหน่วยงานย่อยที่ขึ้นตรงต่อสมาคมการค้าเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกิจการดั้งเดิมของร้านค้าแต่ละแห่งเลยแม้แต่น้อย

เมื่อฮุ่ยเหนียงอธิบายเรื่องราวอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว ในสมาคมการค้าก็มีผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอยู่ไม่น้อย พวกเขารู้สึกว่าธุรกิจ "โรงเงิน" นี้มีลู่ทางให้เติบโตได้อีกไกล

นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นการนำพฤติกรรมการปล่อยเงินกู้หน้าเลือดของชาวบ้านมาจัดระเบียบให้เป็นระบบ การปล่อยเงินกู้ของชาวบ้านนั้นได้ผลกำไรมหาศาลเพียงใด ในฐานะพ่อค้ามีหรือจะไม่ล่วงรู้? หลังจากก่อตั้งโรงเงินแล้ว ก็สามารถใช้เงินของผู้อื่นไปปล่อยกู้ต่อได้ ลำพังเพียงแค่ส่วนต่างของดอกเบี้ยที่กอบโกยมาได้ ก็ถือเป็นความมั่งคั่งอันใหญ่หลวงอย่างหาเปรียบมิได้แล้ว ย่อมมีผลกำไรมากกว่าการทำกิจการใด ๆ ทั้งสิ้น

ผ่านการปรึกษาหารือกันอยู่หลายหน ผู้อาวุโสของสมาคมการค้าหลายคน ตลอดจนเถ้าแก่ร้านค้าเก่าแก่อีกสิบกว่าแห่งก็ทยอยแสดงเจตนารมณ์ว่ายินดีจะร่วมหุ้นในโรงเงิน ทว่าเพื่อป้องกันการขาดทุนครั้งใหญ่ พวกเขาจึงลงทุนครั้งละเพียงหลักสิบไปจนถึงหนึ่งร้อยตำลึงลดหลั่นกันไป ทำเช่นนี้ต่อให้ต้องขาดทุน ก็จะไม่กระทบกระเทือนถึงกิจการดั้งเดิมของพวกเขา

เวลาต่อมา สมาชิกทั่วไปของสมาคมการค้าบางส่วนก็เริ่มร่วมหุ้นด้วยเช่นกัน คนที่ลงทุนน้อยก็ซื้อเพียงหนึ่งหุ้น พอให้เป็นพิธี ส่วนคนที่ลงทุนมากหน่อยก็ซื้อสักสามสี่หุ้น ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความระคายเคืองให้แก่รากฐานร้านค้าของตนเองเช่นกัน ซ้ำยังสามารถตามน้ำเพื่อขอแบ่งปันผลกำไรได้อีกด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: ขอแบ่งปันผลกำไร ปรับบริบทมาจาก 分一杯羹 (fēn yī bēi gēng) แปลตรงตัวว่า ขอแบ่งน้ำแกงสักถ้วย หมายถึงขอแบ่งปันผลประโยชน์ที่มีอยู่)

ท้ายที่สุด หุ้นส่วนน้อยนิดที่หลงเหลือจากการกระจายหุ้น ฮุ่ยเหนียงก็จัดการกว้านซื้อไว้เสียเอง ด้วยเหตุนี้ จากจำนวนหุ้นทั้งหมดสามร้อยหุ้น ฮุ่ยเหนียงจึงถือครองไว้ถึงหนึ่งร้อยหกสิบแปดหุ้น

ทุกร้านตกลงกันว่า วันรุ่งขึ้นจะนำเงินก้อนไปส่งที่หอการค้าของสมาคมการค้า โดยมอบหมายให้ฮุ่ยเหนียงรับผิดชอบดูแลการตระเตรียมก่อตั้งโรงเงินอย่างเต็มรูปแบบ วันที่สิบหกเดือนอ้าย อันเป็นวันที่ร้านรวงในเมืองเปิดตลาดพร้อมกัน โรงเงินก็จะประกาศก่อตั้งอย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน

"ท่านน้า ใช้เวลาตระเตรียมเพียงสิบวัน จะไม่รีบร้อนเกินไปหรือขอรับ?" เสิ่นซีเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป

สิ่งที่กำลังจะเปิดในยามนี้มิใช่โรงงานหรือร้านค้าริมถนน ทว่าคือโรงเงินที่มีคุณสมบัติของธนาคาร ลำพังเพียงแค่การแจ้งเรื่องต่อทางการ ประกอบกับการเช่าหน้าร้านและจ้างผู้คุ้มกันรักษาความปลอดภัย ล้วนต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว

โรงเงินมิใช่ร้านค้าธรรมดาทั่วไป ภายในมีทรัพย์สินเงินทองนับไม่ถ้วน ไม่เพียงแต่ต้องเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กำแพง ทว่าบริเวณโดยรอบยังต้องเพิ่มการคุ้มกันให้แน่นหนายิ่งขึ้น ทางที่ดีที่สุดคือจ้างมือปราบของทางการหรือไม่ก็คนของสำนักตระเวนมาคอยเดินลาดตระเวนอยู่โดยรอบ หากเกิดเหตุลักขโมยหรือปล้นชิงขึ้นมา ย่อมสามารถรับมือได้ทันท่วงที

ทว่าท่าทีของฮุ่ยเหนียงกลับหนักแน่นเด็ดขาด "หากจะลงมือทำ ก็ต้องรวดเร็วสักหน่อย เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ผู้อื่นคิดว่าข้าดีแต่พูดจาเลื่อนลอย"

ฮุ่ยเหนียงนั้นทำงานเด็ดขาดรวดเร็วดั่งพายุ เรื่องนี้เสิ่นซีย่อมรู้อยู่แก่ใจมานานแล้ว เมื่อเห็นนางยืนกรานเช่นนั้น เสิ่นซีจึงทำได้เพียงพยักหน้า "สิ่งที่ท่านน้าตัดสินใจ ข้าย่อมต้องสนับสนุนอยู่แล้วขอรับ เรื่องการเลือกสถานที่ตั้งโรงเงินและการว่าจ้างคนงาน ข้าจะพยายามช่วยท่านน้าอย่างเต็มกำลังนะขอรับ"

เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ยินถ้อยคำของเสิ่นซี บนใบหน้าก็เผยรอยยิ้มอุ่นใจออกมา

จนถึงวันรุ่งขึ้น ฮุ่ยเหนียงก็เดินทางไปยังหอการค้าของสมาคมการค้า เพื่อรวบรวมเงินก้อนจากแต่ละร้าน ในขณะเดียวกันก็แจกจ่ายหนังสือสัญญาร่วมหุ้นออกไป งานตระเตรียมก่อตั้งโรงเงินจึงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

เนื่องด้วยยามนี้สมาคมการค้ามีขนาดใหญ่โต ประกอบกับมีความสัมพันธ์อันดีกับที่ว่าการเมือง การไปแจ้งเรื่องก่อตั้งโรงเงินกับทางที่ว่าการเมืองจึงไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อันใด ถึงอย่างไรก็เป็นธุรกิจสีเทา ก่อนหน้านี้ไร้ซึ่งมาตรฐานของสายอาชีพ ถึงแม้จะมี ก็คงต้องให้ผู้บุกเบิกสายอาชีพอย่างฮุ่ยเหนียงเป็นผู้กำหนดขึ้น ทางที่ว่าการเมืองเพียงแค่ได้รับเงินก็พร้อมจะอำนวยความสะดวกให้แล้ว

ขณะที่กำลังเดินเรื่องเส้นสายกับทางทางการอยู่ ฮุ่ยเหนียงก็เริ่มเจรจาเรื่องการเช่าสถานที่แล้ว

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกว่า ในเมื่อโรงเงินมีความเกี่ยวพันกับสมาคมการค้าอย่างลึกซึ้ง เช่นนั้นก็สู้ให้หน้าร้านของโรงเงินตั้งอยู่ใกล้กับหอการค้าของสมาคมการค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นางจึงตัดสินใจเลือกเช่าหน้าร้านบริเวณรอบ ๆ หอการค้าของสมาคมการค้าเสียเลย ถึงอย่างไรฝั่งนั้นก็มิใช่ย่านพลุกพล่าน และในฐานะที่โรงเงินเป็นธุรกิจพิเศษ สุราชั้นดีไม่หวั่นตรอกลึก ไม่จำเป็นต้องเปิดในสถานที่ที่คึกคักวุ่นวายเป็นพิเศษ หากทำเช่นนั้นกลับจะทำให้บริเวณโดยรอบสมาคมการค้ามีคนมากตาหลากหลาย หากเกิดเรื่องขึ้นมาจะรับมือได้ยากเสียเปล่า ๆ

(เชิงอรรถผู้แปล: สุราชั้นดีไม่หวั่นตรอกลึก (酒好不怕巷子深) สำนวนเปรียบเปรยว่า สินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพดีเยี่ยม ต่อให้อยู่ในสถานที่ลับตาคน ผู้คนก็จะดั้นด้นมาหาเอง)

จบบทที่ ตอนที่ 155 ตระเตรียมก่อตั้งโรงเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว