เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 154 ตอบแทนไมตรี

ตอนที่ 154 ตอบแทนไมตรี

ตอนที่ 154 ตอบแทนไมตรี


สิ่งที่เสิ่นซีเสนอมามิใช่เพียงแนวคิดของร้านรับแลกเงินทั่วไปอีกต่อไป ทว่ากลับคล้ายคลึงกับ "ธนาคาร" ที่มีระบบการทำงานอย่างครบครัน อาศัยสมาคมการค้าเป็นที่พึ่งพิงและเป็นหลักประกัน สร้างโรงเงินให้กลายเป็นสถาบันรับฝากเงินและปล่อยกู้ ผ่านวิธีการใช้เงินต่อเงิน เพื่อแสวงหาผลกำไร

เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่า ไม่ว่าจะประกอบกิจการอันใด ก็ไม่อาจหาเงินได้รวดเร็วเท่ากับการทำโรงเงิน

หากต้องการขยายทุนทรัพย์ ก็จำต้องกล้าที่จะริเริ่มสิ่งใหม่ ขอเพียงสามารถก่อตั้งโรงเงินขึ้นมาได้สำเร็จ อย่าว่าแต่เมืองถิงโจวเลย กระทั่งทั่วทั้งแผ่นดินต้าหมิงก็ย่อมมีจุดยืนให้หยัดยืนได้

ฮุ่ยเหนียงเป็นสตรีที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เมื่อได้ฟังเค้าโครงความคิดของเสิ่นซี นางก็สามารถขบคิดจนทะลุปรุโปร่งถึงผลประโยชน์ที่แฝงอยู่ภายในได้อย่างรวดเร็ว

หากกล่าวเพียงเรื่องการรับฝากเงินให้แก่พ่อค้าวาณิช เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้พวกเขาต้องพกพาเงินตราจำนวนมหาศาลติดตัวระหว่างเดินทางไปมา นี่ก็นับว่าเป็นแนวคิดที่ดีเลิศแล้ว สมาคมการค้าล้วนต้องต้อนรับพ่อค้าเร่ที่สัญจรไปมาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยามปกติสิ่งที่คนเหล่านี้หวาดกลัวที่สุดก็คือความไม่สะดวกในการพกพาเงินตรา แทบจะปรารถนาให้การค้าทุกรายการได้รับชำระเป็นเงินตำลึง ทว่าหากต้องพกพาเงินจำนวนหลายร้อยหรือเป็นพันตำลึง การจะนำเงินก้อนนี้กลับไปอย่างปลอดภัย ก็ทำให้พวกเขาต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไม่น้อย

เมื่อมีโรงเงินแล้ว ก็ย่อมสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาจุกจิกวุ่นวายเรื่องเงินทุนระหว่างการเดินทางได้ ทำเช่นนี้พ่อค้าย่อมทำการค้าได้อย่างมีหลักประกันมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื่องด้วยการมีอยู่ของโรงเงิน พ่อค้าเร่เหล่านี้ย่อมต้องพึ่งพาสมาคมการค้าเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว พวกเขาจะยิ่งเต็มใจทำการค้ากับสมาคมการค้ามากยิ่งขึ้น

หลังจากฮุ่ยเหนียงไตร่ตรองอย่างรอบคอบ นางก็ส่ายหน้า "เสี่ยวหลาง ครานี้มิใช่น้าไม่สนับสนุนเจ้านะ ความคิดของเจ้านั้นดีเยี่ยม ยามนี้พวกเรากุมอำนาจในสมาคมการค้า การก่อตั้งโรงเงินนับว่าเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุดอย่างแท้จริง ทว่าปัญหาคือ... โรงเงินแห่งนี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมหาศาล หากพลั้งเผลอเพียงนิด ก็อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาจุกจิกมากมาย ลำพังเพียงกำลังของพวกเรา เกรงว่าคงไม่อาจรับมือไหวหรอกกระมัง?"

เสิ่นซียิ้มกล่าว "ท่านน้ากังวลเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนหรือขอรับ?"

แม้ฮุ่ยเหนียงจะไม่เข้าใจว่า "ความเสี่ยงในการลงทุน" คือสิ่งใด ทว่าเมื่อนางลองครุ่นคิดดู ก็พอจะคาดเดาความหมายคร่าว ๆ ได้ จึงพยักหน้าตอบ "จะว่าเช่นนั้นก็ได้!"

"เช่นนั้นเหตุใดท่านน้าถึงไม่ร่วมมือกับผู้ที่ยินดีจะควักกระเป๋าจ่ายเงินในสมาคมการค้า เพื่อก่อตั้งโรงเงินขึ้นมาด้วยกันเล่าขอรับ?" เสิ่นซียังคงอธิบายมุมมองของตนต่อไป "ท่านน้าทำธุรกิจกับท่านแม่ของข้า ยังสามารถมอบส่วนแบ่งให้ท่านแม่ได้ พวกเราร่วมมือกับร้านขายยาตระกูลหยาง ก็ใช้วิธีการร่วมหุ้น เช่นนั้นหากพวกเราจะก่อตั้งโรงเงิน เหตุใดถึงจะใช้วิธีนี้บ้างไม่ได้เล่าขอรับ?"

"ความจริงแล้วโรงเงินอาศัยหลักการใช้เงินต่อเงินเป็นหลัก เงินทุนเริ่มต้นไม่ได้ใช้มากมายอันใด ข้าลองประเมินดูแล้ว ในช่วงแรกพวกเราก็ทำกิจการให้เล็กหน่อย ใช้เงินทุนรวมแล้วเพียงสามสี่พันตำลึงก็เพียงพอแล้วขอรับ ท่านน้าก็เพียงแค่ถือหุ้นในโรงเงินในสัดส่วนที่มั่นคงสักหน่อย ไม่จำเป็นต้องถือครองถึงห้าส่วนขึ้นไปก็ได้ อย่างไรเสียท่านก็เป็นประธานสมาคมการค้า ท้ายที่สุดแล้วโรงเงินแห่งนี้ก็ยังคงต้องให้ท่านเป็นผู้ตัดสินใจอยู่ดี"

โจวซื่อร้องอุทาน "สามสี่พันตำลึงเชียวหรือ!? การลงทุนนี้ไม่ใช่น้อย ๆ เลย น้องสาว เจ้าสามารถควักเงินจำนวนมากปานนี้ออกมาได้ในคราวเดียวเลยหรือ?"

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า มองดูโจวซื่อ "หากอาศัยเพียงกำลังของข้าคนเดียว ย่อมไม่ไหวแน่ บางทีอาจจะต้องให้พี่สาวช่วยข้าแล้ว"

โจวซื่อโบกมือเป็นพัลวัน "เงินของข้าก็ฝากไว้ที่เจ้านั่นแหละ น้องสาวต้องการใช้เมื่อใดก็ใช้ได้เลย วันหน้าหากพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า... โรงเงินอันใดนี่ หาเงินมาได้ ก็อย่าลืมแบ่งให้ข้าสักส่วนก็พอแล้ว"

เดิมทีเสิ่นซีก็ได้ประเมินกำลังทรัพย์ของทั้งสองครอบครัวดูแล้ว จึงได้เสนอรูปแบบการร่วมหุ้นเช่นนี้ออกมา ทว่าต่อให้สามารถควักเงินก้อนนี้ออกมาได้ในคราวเดียวจริง ๆ เสิ่นซีก็ยังคงไม่สนับสนุนให้ทำเช่นนั้นอยู่ดี

เป็นเพราะในช่วงแรกเริ่มที่ก่อตั้งโรงเงิน ย่อมต้องมีความเสี่ยงแฝงอยู่บ้าง จำเป็นต้องคำนึงถึงว่าชาวบ้านและร้านค้าจะยอมรับหรือไม่ อีกทั้งยังมีอัตราส่วนของหนี้สูญและหนี้เสียอีกด้วย บรรดาผู้ที่มากู้ยืมเงิน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรืออสังหาริมทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน ล้วนต้องอาศัยเวลาช่วงหนึ่งในการแปรสภาพเป็นเงินสด อาจจะมีปัญหาเรื่องการถูกกดราคาหรือเสื่อมมูลค่า หากปล่อยเงินกู้มากเกินไป แล้วเผชิญกับการแห่ถอนเงิน หากเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลให้โรงเงินต้องล้มละลายได้

เรื่องนี้หากอาศัยเพียงกำลังทรัพย์ของฮุ่ยเหนียงเพียงผู้เดียวย่อมไม่เพียงพอ ทางที่ดีที่สุดคือให้ฮุ่ยเหนียงร่วมมือกับร้านค้าในสมาคมการค้าเพื่อเปิดโรงเงิน ในด้านสัดส่วน อาจจะให้ฮุ่ยเหนียงถือครองสิทธิ์ห้าส่วน ทำเช่นนี้ ต่อให้วันหน้าจะมีเหตุอันใดเกิดขึ้น ทำให้ฮุ่ยเหนียงไม่อาจเป็นประธานสมาคมการค้าได้อีก นางก็ยังสามารถนั่งตำแหน่งผู้ดูแลโรงเงินได้อย่างมั่นคงแข็งแรง

"ท่านน้า ท่านแม่ขอรับ พวกเราไม่จำเป็นต้องควักเงินสามสี่พันตำลึงออกมาในคราวเดียวหรอก ออกสักหนึ่งพันห้าร้อยตำลึง ข้าดูแล้วก็น่าจะเพียงพอ ส่วนเงินที่เหลือก็รอให้ถึงการประชุมของสมาคมการค้าในวันที่ห้า ท่านน้าก็นำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับคนเหล่านั้นเพื่อขอความคิดเห็นจากพวกเขา แล้วค่อยกระจายสัดส่วนหุ้นออกไป โดยกำหนดให้เงินสิบตำลึงเท่ากับหนึ่งหุ้น ผู้ใดสมัครใจจะร่วมหุ้นจำนวนเท่าใด ก็ให้พวกเขาตัดสินใจเอาเอง เมื่อการร่วมหุ้นเสร็จสิ้น ก็ให้ท่านน้าเป็นผู้ลงนามในหนังสือสัญญาร่วมหุ้น วันข้างหน้าก็แบ่งผลกำไรให้แต่ละร้านตามสัดส่วนหุ้นที่มีอยู่ขอรับ"

เสิ่นซีได้หลอมรวมแนวคิดของบริษัทในยุคปัจจุบันเข้าไปมากมาย "หากวันข้างหน้าโรงเงินขยายกิจการ ก็สามารถทำการเพิ่มทุนได้ ทำเช่นนี้สัดส่วนหุ้นเดิมก็จะถูกลดทอนลง อีกทั้งจำนวนเงินปันผลก็จะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยจำนวนผลกำไร ทว่าจำเป็นต้องหักลบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโรงเงินออกไปเสียก่อน เหลือเงินทุนหมุนเวียนไว้ให้เพียงพอ เงินที่เหลือจึงค่อยนำมาแบ่งสรรปันส่วนตามสัดส่วนขอรับ"

ต่อให้ฮุ่ยเหนียงจะเปิดกว้างและชาญฉลาดเพียงใด ทว่าสำหรับคำพูดของเสิ่นซี นางก็ไม่อาจจดจำได้ทั้งหมดในชั่วพริบตา แนวคิดหลายอย่างล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยขัดจังหวะเสิ่นซี "เจ้าพูดมากมายปานนี้ข้าจำไม่หวาดไม่ไหวหรอก มิสู้เจ้าใช้พู่กันเขียนลงบนกระดาษ เขียนให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้เถิด ตกกลางคืนข้าจะค่อย ๆ นำมาใคร่ครวญดูให้ดี"

เสิ่นซียิ้มพร้อมพยักหน้า เนื่องจากเขาเป็นคนไข้ เรื่องหลายเรื่องจึงไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ย่อมมีคนนำกระดาษและพู่กันมาให้ ทั้งยังฝนหมึกเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ ก่อนจะส่งพู่กันใส่มือเขา

เสิ่นซีจับพู่กันขึ้นมา บรรจงเขียนเค้าโครงความคิดเกี่ยวกับการก่อตั้งโรงเงินที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ลงบนหน้ากระดาษจนหมดสิ้น ไม่เพียงแต่จะครอบคลุมถึงวิธีที่จะก่อตั้งธนาคารด้วยรูปแบบการร่วมหุ้น ทว่ายังรวมไปถึงแผนการพัฒนาหลังจากก่อตั้งไปแล้วหนึ่งถึงสองปี ทั้งรูปแบบการทำกำไร และแนวทางการรับมือกับความยากลำบากที่อาจจะต้องเผชิญ

จรดพู่กันเขียนอย่างลื่นไหล เขียนไปได้ถึงสองหน้ากระดาษ ก็เพิ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น

ทุกคราที่เขียนจบหนึ่งแผ่น ฮุ่ยเหนียงก็จะหยิบขึ้นมาอ่านอย่างละเอียดลออ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะขบคิดจนกระจ่างแจ้ง ทางฝั่งของเสิ่นซีก็เขียนแผ่นต่อไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว

"ไอ้เด็กบ้า เหตุใดถึงเขียนมากมายปานนี้? คืนนี้เจ้าไม่คิดจะให้ท่านน้าซุนของเจ้าได้หลับได้นอนเลยใช่หรือไม่?" โจวซื่อเอ่ยด่าอยู่ด้านข้าง

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้ายิ้มขื่น "พี่สาว ท่านอย่าได้ตำหนิเสี่ยวหลางเลย ข้าเป็นคนให้เขาเขียนอธิบายให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้เอง"

เสิ่นซีมิได้โต้ตอบ เขารู้ดีว่ามีเพียงต้องเขียนเค้าโครงความคิดของตนออกมาให้กระจ่างแจ้ง โรงเงินแห่งนี้จึงจะได้รับการยอมรับจากผู้คนในสมาคมการค้า เมื่อใดที่ฮุ่ยเหนียงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเสนอในที่ประชุม ย่อมต้องเผชิญกับข้อกังขาจากทุกคน ฮุ่ยเหนียงจำเป็นต้องมีจิตวิญญาณประดุจขงเบ้งโต้เถียงเหล่าปราชญ์ อาศัยข้อมูลที่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือมาโน้มน้าวใจทุกคน และสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เสิ่นซีจำเป็นต้องจัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพแต่เนิ่น ๆ

(เชิงอรรถผู้แปล: โต้เถียงเหล่าปราชญ์ ปรับบริบทมาจาก 舌战群儒 (shé zhàn qún rú) การใช้โวหารฝีปากอันคมคายโต้เถียงเอาชนะผู้คนจำนวนมาก อ้างอิงจากวรรณกรรมสามก๊กตอนขงเบ้งโต้วาทีกับเหล่าปราชญ์ง่อก๊ก)

เสิ่นซีเขียนไปทั้งหมดสิบห้าหน้ากระดาษ มีตัวอักษรเกือบสามพันตัว จึงสามารถแจกแจงรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับการก่อตั้งโรงเงินได้จนครบถ้วนสมบูรณ์

"ท่านน้า หากมีเรื่องใดไม่เข้าใจ ประเดี๋ยวค่อยมาถามข้าก็ได้นะขอรับ"

เสิ่นซีขยิบตาให้ฮุ่ยเหนียง แท้จริงแล้วอยากจะเตือนนางว่า หากท่านมีข้อสงสัย ตกกลางคืนก็มาปรึกษาข้าได้

ฮุ่ยเหนียงตระหนักได้ในทันทีว่า หากอาศัยเพียงนางขบคิดด้วยตนเอง รายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายย่อมไม่มีทางตีฉากให้แตกฉานได้อย่างแน่นอน

"พี่สาว อาการป่วยของเสี่ยวหลางยังไม่หายดี วันนี้ก็ให้เขานอนพักที่นี่ต่อเถิดนะ เรือนหลังน้อยนี้อบอุ่นดี เหมาะแก่การพักฟื้น" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยขอความเห็นจากโจวซื่อ

"เช่นนั้นจะรบกวนเกินไปกระมัง?"

เมื่อโจวซื่อได้ยินดังนั้นย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เดิมทีเสิ่นซีพักอยู่ที่ร้านขายยาแห่งนี้มาเนิ่นนานแล้ว นางก็ขบคิดอยู่ว่าสมควรจะให้บุตรชายกลับไปนอนที่บ้านได้แล้ว ทว่าบ้านของพวกเขานั้นมีลมโกรกทั้งสองด้าน ตกกลางคืนต่อให้ห่มผ้าจนมิดชิดก็ยังหนาวเหน็บอยู่ดี เพื่อมิให้บุตรชายต้องทนหนาวเมื่อกลับไป โจวซื่อยังอุตส่าห์ให้เสิ่นหมิงจวินหาของมาอุดช่องหน้าต่างไว้ ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นบ้านเก่าซอมซ่อ ซ้ำยังเป็นกระดาษกรุหน้าต่าง จะไม่ให้ลมลอดเข้ามาได้อย่างไร

ฮุ่ยเหนียงยิ้มแย้มสนทนาปราศรัยกับโจวซื่ออย่างสนิทสนมสองสามประโยค ผ่านไปไม่นานโจวซื่อก็พาหลินไต้กลับไปนอน หลินไต้แม้จะอยากรั้งอยู่ต่อ ทว่ากลับถูกโจวซื่อลากตัวลงบันไดไป

รอจนโจวซื่อจากไป ลู่ซีเอ๋อร์ก็ถูกฮุ่ยเหนียงไล่ให้ไปนอนห้องข้าง ๆ ด้วยเหตุผลว่าไม่อาจรบกวนการพักฟื้นของเสิ่นซีได้ ยายหนูน้อยเบ้ปากเตรียมจะงอแง ทว่ากลับถูกฮุ่ยเหนียงเอ่ยดุไปสองประโยค จึงตกใจกลัวจนรีบมุดเข้าใต้ผ้าห่มไม่ยอมโผล่หัวออกมาอีก

ฮุ่ยเหนียงเดินกลับมาช่วยจัดแจงที่หลับที่นอนให้เสิ่นซี ดูอ่อนโยนเอาใจใส่ประหนึ่งภรรยาผู้แสนดี

"เสี่ยวหลาง สิ่งที่เจ้าเขียนมาเหล่านี้ น้าจำต้องทำความเข้าใจไปทีละอย่าง คงต้องรบกวนให้เจ้าเหนื่อยยากเพิ่มขึ้นแล้ว" น้ำเสียงของฮุ่ยเหนียงเจือความรู้สึกผิดอยู่บ้าง

"ไม่เป็นไรหรอกขอรับท่านน้า ข้าป่วย ท่านก็ดูแลข้าประดุจบุตรชายในไส้ ทำเรื่องเพียงเท่านี้ก็นับเป็นสิ่งที่สมควรแล้วขอรับ" เสิ่นซีนั่งอยู่ตรงหัวเตียง ภายในใจรู้สึกอบอุ่นยิ่งนัก เขาเพลิดเพลินกับความรู้สึกที่ได้เป็นที่พึ่งพิงให้แก่ฮุ่ยเหนียงเช่นนี้เหลือเกิน

ฮุ่ยเหนียงหยิบเอารายละเอียดการเตรียมการก่อตั้งโรงเงินที่เสิ่นซีเขียนไว้ก่อนหน้านี้ออกมา หากมีจุดใดที่ไม่เข้าใจ นางก็จะคอยซักถามเสิ่นซีให้กระจ่างแจ้งไปเสียทุกเรื่อง

อันที่จริงในการเตรียมการก่อตั้งโรงเงิน ปัญหาหลัก ๆ คือเรื่องการแบ่งหุ้นและการเพิ่มทุน ซึ่งด้วยวิสัยทัศน์ความรอบรู้ของฮุ่ยเหนียงในเวลานี้ย่อมไม่อาจทำความเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง

"...ท่านน้า ว่ากันตามนี้นะขอรับ ตอนที่เริ่มก่อตั้งโรงเงิน มีเงินทุนสามพันตำลึง หากคิดตามสัดส่วนเงินสิบตำลึงต่อหนึ่งหุ้น ก็จะได้ทั้งหมดสามร้อยหุ้น ผลกำไรที่หามาได้เมื่อหักลบกับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโรงเงินแล้ว ก็นำมาแบ่งเป็นสามร้อยส่วน ผู้ใดถือครองอยู่กี่หุ้น ก็แบ่งเงินไปตามนั้นขอรับ"

เสิ่นซีอธิบายอย่างละเอียด "ทว่าหลังจากเพิ่มทุนแล้ว สมมติว่าเพิ่มทุนอีกหนึ่งร้อยหุ้น ก็เท่ากับมีเงินทุนเพิ่มมาอีกหนึ่งพันตำลึง ทรัพย์สินรวมของโรงเงินก็จะกลายเป็นสี่พันตำลึง เงินปันผลกำไรก็จะต้องแบ่งเป็นสี่ร้อยส่วน ทว่าเนื่องจากหุ้นของโรงเงินขยายตัว ทรัพย์สินจึงมีสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น ผลตอบแทนต่อหนึ่งหุ้นย่อมต้องสูงกว่าเมื่อก่อนอย่างแน่นอน ผู้ถือหุ้นเบื้องล่างจะไม่มีทางสูญเสียสิ่งใด ในทางกลับกันยังจะทำให้หุ้นในมือของพวกเขามีมูลค่าสูงขึ้นอีกด้วยขอรับ"

"เดิมทีหนึ่งหุ้นมีมูลค่าสิบตำลึง ทว่าหากผลประกอบการตลอดหนึ่งปีของเรา สามารถทำให้เงินสิบตำลึงของเขากลายเป็นยี่สิบตำลึงได้ เมื่อผู้อื่นได้ยินเข้า ย่อมต้องอยากมาร่วมหุ้นเพื่อหาเงินอย่างแน่นอน หากพวกเขาขัดสนเงินทอง ก็สามารถนำหุ้นในมือไปขายต่อได้ กระทั่งอาจขายได้ในราคาหุ้นละสามสิบ หรือสี่สิบตำลึงเลยทีเดียว"

"ยิ่งโรงเงินของเราเติบโตมากเท่าใด มูลค่าของแต่ละหุ้นก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น และเมื่อใดที่ทำการเพิ่มทุน ย่อมเป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้นทุกคน จะไม่มีทางเผชิญกับแรงต่อต้านเป็นแน่ พรุ่งนี้ตอนที่ท่านน้าจัดประชุม ต้องอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดนะขอรับ"

ในที่สุดฮุ่ยเหนียงก็สามารถเรียบเรียงรายละเอียดส่วนนี้จนกระจ่าง นี่นับเป็นปัญหาที่ทำให้นางปวดหัวที่สุดในการก่อตั้งโรงเงิน ก่อนหน้านี้นางเอาแต่ครุ่นคิด ทว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเสียที

"เสี่ยวหลาง เรื่องที่ซับซ้อนปานนี้ เหตุใดเจ้าถึงทำความเข้าใจได้อย่างทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้เล่า?" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยความสะท้อนใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่กระจ่างแจ้งแก่ใจ

(เชิงอรรถผู้แปล: กระจ่างแจ้งแก่ใจ (恍然大悟) เข้าใจบางสิ่งขึ้นมาได้อย่างแจ่มแจ้งในพริบตา)

"ก็เพราะข้าเป็นตัวแทนสวรรค์ที่ถูกส่งมาปกป้องท่านน้าอย่างไรเล่าขอรับ หากกระทั่งข้ายังไม่เข้าใจ แล้วจะมีผู้ใดมาอธิบายให้ท่านฟังได้อีกเล่า?" เสิ่นซีเอ่ยกลั้วหัวเราะ ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

"ดี ๆ ๆ เจ้าเก่งกาจ น้ามีเรื่องใดก็ต้องคอยพึ่งพาเจ้าไปเสียทุกเรื่อง เช่นนี้พอใจแล้วหรือยัง?"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางช่วยปูที่นอนให้เสิ่นซีจนเรียบร้อย เมื่อได้ยินเสียงเคาะเกราะบอกยามสี่จากเบื้องนอก นางก็หน้าถอดสีด้วยความตกใจ "ตายจริง ดึกดื่นปานนี้แล้วเชียว มัวแต่ซักถามเจ้า จนรบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าเสียแล้ว... มาเถิด น้าจะไปตักน้ำมาเช็ดหน้าและล้างเท้าให้เจ้า"

(เชิงอรรถผู้แปล: ยามสี่ (四更) ช่วงเวลาประมาณ 01.00 - 03.00 น. เทียบเท่ายามโฉ่ว)

ไม่นานนัก ฮุ่ยเหนียงก็ประคองอ่างไม้ใส่น้ำร้อนเข้ามา นอกเหนือจากช่วยเช็ดตัวให้เสิ่นซีแล้ว ยังช่วยเขาล้างเท้าอีกด้วย นี้นับเป็นช่วงเวลาที่เสิ่นซีรู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจที่สุดแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 154 ตอบแทนไมตรี

คัดลอกลิงก์แล้ว