เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 153 อาณาจักรเงินตรา

ตอนที่ 153 อาณาจักรเงินตรา

ตอนที่ 153 อาณาจักรเงินตรา


หลังจากนั้นฮุ่ยเหนียงก็ไม่เอ่ยถึงเรื่องราวเหล่านี้อีกเลย นางให้เสิ่นซีนอนพักผ่อนให้เต็มที่ ต่อให้เสิ่นซีนอนไม่หลับ นางก็ให้เขาหลับตาพักสายตา

ทว่าทุกคราที่เสิ่นซีลืมตาขึ้น ล้วนเห็นฮุ่ยเหนียงกำลังจ้องมองเขาอยู่ เพียงแต่แววตานั้นดูว่างเปล่าและเลื่อนลอยอยู่บ้าง เห็นได้ชัดว่าถ้อยคำก่อนหน้านี้ได้ไปปลุกเร้าความทรงจำของนางขึ้นมามากมายเหลือเกิน

ยังไม่ทันถึงกลางดึก โจวซื่อก็มาสลับผลัดเปลี่ยน ฮุ่ยเหนียงกำชับความสองสามประโยคแล้วก็กลับไปยังห้องพักของตนที่อยู่ติดกัน ทว่าหลังจากนั้นเนิ่นนาน เสิ่นซียังคงได้ยินเสียงเปิดปิดประตูจากห้องข้าง ๆ... ฮุ่ยเหนียงดูแลเขาจนเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน สมควรจะได้พักผ่อนให้เต็มอิ่ม ทว่านางกลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พ่อค้าเร่จากต่างถิ่นที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนฮุ่ยเหนียงมีจำนวนไม่น้อย เมื่อฮุ่ยเหนียงไม่ได้ไปที่หอการค้าของสมาคมการค้า พวกเขาก็ตามมาเจรจากับฮุ่ยเหนียงถึงร้านขายยาด้วยตนเอง

เดิมทีฮุ่ยเหนียงคิดจะเลื่อนเรื่องราวเหล่านี้ไปไว้หลังเทศกาลซ่างหยวน ถึงอย่างไรก็ต้องรอให้ร้านรวงในเมืองเปิดทำการกันจนครบถ้วนเสียก่อน ทว่าพ่อค้าเหล่านี้หลายคนไม่ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงปีใหม่ ที่รั้งอยู่ก็เพื่อเจรจาธุรกิจให้ลุล่วง การร่วมมือกับสมาคมการค้า ย่อมสามารถคว้าใบสั่งซื้อขนาดใหญ่ได้ เพียงแค่เปิดร้านคราเดียวก็มีกินไปได้ทั้งปี พ่อค้าเหล่านี้จะไม่ให้ความสำคัญได้อย่างไร

(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลซ่างหยวน (上元节) หรือเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือน 1 เทศกาลโคมไฟ)

ชั่วขณะนั้น ร้านขายยาจึงกลายเป็นสถานที่รับรองพ่อค้าเร่จากต่างถิ่นเหล่านี้ ฮุ่ยเหนียงให้พวกซิ่วเอ๋อร์คอยยกน้ำชามารับรอง เลี้ยงดูปูเสื่ออย่างเรียบง่าย ทว่าท้ายที่สุดก็อ้างเหตุผลว่าช่วงปีใหม่ที่บ้านมีธุระวุ่นวาย จึงไม่ได้เจรจาลงลึกในรายละเอียดกับคนเหล่านี้

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ หอการค้าของสมาคมการค้าก็ยังคงเปิดรับรองพ่อค้าเร่ที่ไปมาหาสู่ ทว่าหากจะเจรจาการค้ากันอย่างจริงจัง คงต้องรอให้พ้นวันที่ห้าเดือนอ้ายไปเสียก่อน ในช่วงเวลาก่อนหน้าวันที่ห้า ฮุ่ยเหนียงอยากจะให้รางวัลตนเองได้หยุดพักผ่อนอย่างเต็มที่สักหน่อย

พ่อค้าเร่ต่างพากันทอดถอนใจเดินจากไป ทว่าเพิ่งจะจากไปกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็เดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว

ผู้คนอุตส่าห์นำของกำนัลมามอบให้ ยื่นมือไม่อาจตบหน้าคนแย้มยิ้ม ฮุ่ยเหนียงย่อมไม่อาจขับไล่ผู้คนออกไปตรง ๆ ได้ มิเช่นนั้นจะดูเป็นประธานสมาคมที่ไร้ซึ่งมารยาทและน้ำใจ

(เชิงอรรถผู้แปล: ยื่นมือไม่อาจตบหน้าคนแย้มยิ้ม ปรับบริบทมาจาก 伸手还不打笑脸人 หมายถึง ไม่อาจทำร้ายหรือปฏิเสธผู้ที่มาด้วยไมตรีจิตและรอยยิ้มได้ลงคอ)

เสิ่นซีถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้องไม่ได้รับอนุญาตให้ลงมาชั้นล่าง บนร่างห่อหุ้มด้วยผ้าห่มผืนหนา เบื้องหน้ามีผลไม้และขนมหวานจัดวางไว้ อยากจะกินสิ่งใดก็หยิบฉวยได้ตามใจชอบ

เมื่อช่วงเช้าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แวะมาตรวจอาการของเสิ่นซีแล้ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใด ๆ ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อจึงคลายกังวลและไปจัดการธุระอื่นได้ เมื่อวานลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้ถูกสั่งห้ามไม่ให้มารบกวนเสิ่นซี ทว่าวันนี้กลับมารวมตัวกันอยู่ในห้องของเขา ลู่ซีเอ๋อร์เพียงถูกเสิ่นซีหยอกล้อสองสามประโยคก็หัวเราะคิกคักไม่ยอมหยุด

"พวกเจ้าออกไปเล่นข้างนอกเถิด เสี่ยวหลางต้องการพักผ่อน พวกเจ้าเอาแต่มารบกวนเขาอยู่ที่นี่ กระทั่งจะนอนก็ยังหลับไม่สนิทเลย" ใกล้จะถึงยามเที่ยง ฮุ่ยเหนียงก็ขึ้นมาบนชั้นสองเพื่อไล่เด็กหญิงน้อยทั้งสองออกจากห้อง

ฮุ่ยเหนียงดูคล้ายจะเป็นคนขี้ลืม นางไม่ปริปากเอ่ยถึงเรื่องราวที่พูดคุยกับเสิ่นซีเมื่อคืนเลยแม้แต่ครึ่งคำ

สองวันหลังจากนั้น แม้ฮุ่ยเหนียงจะบอกว่าให้ตนเองได้หยุดพักผ่อน ทว่าก็ยังคงทนอยู่นิ่งไม่ได้ นางเริ่มจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดงานของโรงพิมพ์ในวันที่หก ไปว่าจ้างช่างไม้ให้มาซ่อมแซมเครื่องมือการพิมพ์ทั้งหมดเสียใหม่ อีกทั้งยังไปยังโกดังเพื่อตรวจนับสินค้าคงคลัง ดูว่าจำเป็นต้องสั่งซื้อสิ่งใดเพิ่มหรือไม่ ที่สำคัญที่สุดคือ นางนำพาสาวใช้สี่ห้าคนอย่างซิ่วเอ๋อร์ เดินทางไปมอบข้าวสารและของเยี่ยมเยียนให้แก่ลูกจ้างและคนงานหญิงของโรงพิมพ์ถึงที่บ้านทีละคน

วันที่สี่ของปีใหม่ ภายในเมืองดูจะไม่ค่อยสงบสุขนัก

จากคำบอกเล่าของพ่อค้าเร่ที่สัญจรไปมา กบฏที่ก่อความวุ่นวายเมื่อปีก่อนเริ่มมีเค้าลางจะเถ้าถ่านปะทุไฟขึ้นมาอีกครา บนเส้นทางแม่น้ำถิงเจียงเกิดคดีปล้นเรือขึ้นถึงสองหน ที่ทำการอำเภอและที่ว่าการเมืองต่างทยอยติดประกาศ แจ้งเตือนให้ทุกครัวเรือนปิดประตูลั่นดาลให้แน่นหนาในยามค่ำคืน เพื่อป้องกันโจรผู้ร้ายบุกรุก

(เชิงอรรถผู้แปล: เถ้าถ่านปะทุไฟ ปรับบริบทมาจาก 死灰复燃 (sǐ huī fù rán) หมายถึงเรื่องร้ายหรืออิทธิพลที่ดับมอดไปแล้วกลับมากำเริบขึ้นอีกครั้ง)

ฮุ่ยเหนียงได้ยินเรื่องนี้แล้วก็กังวลใจยิ่งนัก อย่างไรเสียยามนี้ทั้งร้านขายยาและโรงพิมพ์ต่างก็ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ภายในบ้านมีเงินหมุนเวียนอยู่ไม่น้อย หากมีโจรผู้ร้ายบุกรุกเข้ามา สูญเสียทรัพย์สินเงินทองไปบ้างยังไม่เท่าใด ที่เกรงก็คือพวกโจรจะมาปล้นชิงทรัพย์และย่ำยีสตรี หรือกระทั่งเข่นฆ่าผู้คนและวางเพลิง

บ้านแม่ม่ายที่มีแต่สตรีทั้งบนและล่าง ทั้งร้านค้าและที่อยู่อาศัยก็เชื่อมต่อเป็นผืนเดียวกัน ซ้ำยังตั้งอยู่บนถนนใหญ่ เพียงแค่คิดก็รู้สึกอันตรายยิ่งนัก

ค่ำคืนวันที่สี่ เสิ่นหมิงจวินรั้งตัวอยู่เฝ้าโกดัง ฮุ่ยเหนียงกับโจวซื่อจึงมารวมตัวกันที่ห้องพักฟื้นของเสิ่นซี เพื่อปรึกษาหารือว่าจะจัดการกับเงินก้อนโตในมืออย่างไรดี

โจวซื่อทำงานฝีมือสตรีไปพลาง เอ่ยไปพลาง "พวกโจรขบถนอกเมืองไม่น่าจะมีปัญญาบุกเข้ามาในเมืองได้หรอก พวกเราไม่เห็นมีอันใดต้องกังวลเลย อย่างมากก็แค่แบ่งเงินเก็บแยกไว้หลาย ๆ ที่ หรือไม่ก็ขุดหลุมใต้ดิน เอาของมีค่าทั้งหมดไปซ่อนไว้ในหลุมก็สิ้นเรื่อง"

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "ยามนี้ข้าไม่ได้กลัวพวกโจรขบถเหล่านั้นหรอก ที่กลัวก็คือพวกอันธพาลท้องถิ่นในเมืองจะรวมหัวกันต่างหาก ยามนี้สมาคมการค้ามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว เมื่อรู้ว่าเงินทองที่ผ่านมือพวกเรามีมากมาย ย่อมต้องหมายตาสมบัติของพวกเราเป็นแน่ วันหน้าควรจะเช่าเรือนที่ใหญ่กว่านี้สักหน่อย แล้วพวกเราก็ย้ายไปอยู่ด้วยกัน จากนั้นค่อยจ้าง..."

เสิ่นซีพูดแทรกขึ้นมา "ท่านน้า พวกเราจะจ้างผู้คุ้มกันเรือนแล้วหรือขอรับ? ข้าว่าก็ดีนะ คนเยอะครึกครื้นดี"

โจวซื่อเอ่ยด่า "ไอ้เด็กบ้า พูดจาเหลวไหลอันใดกัน? บ้านเรามีแต่สตรีทั้งนั้น หากจ้างผู้คุ้มกันบุรุษเข้ามา เกรงว่าจะต้องถูกคนนินทาว่าร้ายอีกแน่ ยามนี้คำครหาภายนอกที่มุ่งเป้ามาที่ท่านน้าของเจ้าก็มีมากพอแล้ว ยังกลัวว่าคนอื่นจะพูดถึงไม่พออีกหรือ?"

ฮุ่ยเหนียงยิ้มบาง ๆ พลางถอนหายใจเบา ๆ "ข้าตั้งใจจะจ้างสาวใช้ที่มีเรี่ยวแรงอย่างซิ่วเอ๋อร์เพิ่มมาอีกสักสองสามคนต่างหากล่ะ เดิมทีข้าคิดจะนำเงินไปเก็บรักษาไว้ที่หอการค้าของสมาคมการค้า ทว่าเมื่อตรึกตรองดูให้ดีแล้ว ที่นั่นก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยปลอดภัยเช่นกัน..."

จู่ ๆ เสิ่นซีก็เอ่ยขึ้น "เช่นนั้นเหตุใดพวกเราถึงไม่เปิดโรงเงินล่ะขอรับ?"

ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต่างพากันทอดสายตาไปหยุดอยู่ที่เสิ่นซีพร้อมกัน ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ "โรงเงินคือสิ่งใดหรือ?"

เสิ่นซีครุ่นคิดหาวิธีเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบกลับไปว่า "ท่านน้า ข้าได้ยินมาว่าในพื้นที่บางแห่งแถบเจียงหนาน หากต้องการแลกเปลี่ยนเงินก้อนกับเหรียญทองแดง จำเป็นต้องไปหาร้านรับแลกเงิน หากพวกเราเปิดโรงเงิน ไม่ว่าชาวบ้านจะนำเงินก้อนมาแลกเป็นเหรียญทองแดง หรือนำเหรียญทองแดงมาแลกเป็นเงินก้อน ล้วนสามารถมาที่โรงเงินของเราได้ พวกเราก็เพียงแค่เก็บค่าธรรมเนียมการดำเนินการหรือค่าเจ๋อเซ่อเพียงเล็กน้อย เช่นนี้มิใช่ดีหรอกหรือขอรับ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: ร้านรับแลกเงิน (钱铺 / เฉียนพู่) ร้านค้าที่ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างเงินก้อนและเหรียญทองแดง - ค่าเจ๋อเซ่อ (折色费) ในบริบทนี้หมายถึง ค่าธรรมเนียมหรือส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา)

โจวซื่อขมวดคิ้ว "ชาวบ้านร้านตลาดส่วนใหญ่ล้วนใช้เหรียญทองแดงกันทั้งนั้น จะไปมีโอกาสได้ใช้เงินก้อนที่ใดกัน?"

ในช่วงกลางราชวงศ์หมิง ตั๋วเงินต้าหมิงเป่าเชาที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดกลับเสื่อมมูลค่าลงอย่างหนัก แม้ล่วงเลยมาถึงรัชศกหงจื้อจะยังไม่ถูกยกเลิก ทว่าในหมู่ราษฎรกลับไม่ยอมรับธนบัตรที่ราชสำนักออกให้ชนิดนี้อีกต่อไป กอปรกับหลังรัชศกเจิ้งถงเป็นต้นมา กฎหมายห้ามใช้เงินตราถูกผ่อนปรน เหรียญทองแดงและเงินก้อนจึงสามารถใช้หมุนเวียนในตลาดควบคู่กันไปได้ ในพื้นที่ต่าง ๆ จึงเริ่มมีเค้าโครงของโรงเงินปรากฏขึ้น นั่นก็คือร้านรับแลกเงิน ซึ่งคอยให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราและเหรียญทองแดงแก่ชาวบ้านและพ่อค้าในท้องถิ่น

(เชิงอรรถผู้แปล: ต้าหมิงเป่าเชา (大明宝钞) ตั๋วเงินหรือเงินกระดาษที่ราชสำนักหมิงเป็นผู้ออกให้ใช้หมุนเวียนในระบบ)

(เชิงอรรถผู้แปล: รัชศกเจิ้งถง (正统) คือปีรัชศกแรกของหมิงอิงจง ฮ่องเต้องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1436 - 1449) ในช่วงปลายรัชศก พระองค์ถูกเผ่ามองโกลจับเป็นเชลยในวิกฤตตู่มู่ป่าว ทำให้ราชบัลลังก์ตกไปอยู่กับพระอนุชา (ฮ่องเต้องค์ที่ 7) อยู่ระยะหนึ่งก่อนจะกลับมาทวงคืนได้สำเร็จ ทั้งนี้ ในยุคเจิ้งถงยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ราชสำนักผ่อนปรนกฎหมายห้ามใช้แร่เงินและทองแดงในการซื้อขาย)

แถบตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนตั้งอยู่ห่างไกล ธุรกิจเกิดใหม่เยี่ยงนี้จึงยังไม่แพร่หลายมาถึง อีกทั้งร้านรับแลกเงินในยุคนี้ยังไม่มีระบบรับฝากเงินและปล่อยกู้ รูปแบบการทำกำไรจึงมีเพียงทางเดียว หากตลาดเกิดความผันผวนเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ร้านรับแลกเงินล้มละลายได้แล้ว

ฮุ่ยเหนียงได้ยินข้อเสนอแนะของเสิ่นซีแล้วก็มิได้คัดค้าน หันไปอธิบายกับโจวซื่อ "พี่สาวไม่รู้อะไร ข้าฟังพ่อค้าเร่ที่สัญจรขึ้นเหนือล่องใต้เอ่ยถึงกันว่า ทั้งเมืองหลวงฝั่งเหนือฝั่งใต้ ตลอดจนซูโจวและหางโจวทางแดนใต้ ล้วนมีร้านรับแลกเงินตั้งอยู่ทั้งสิ้น เป้าหมายหลักคือทำธุรกิจกับพ่อค้าเร่รายใหญ่ ถึงอย่างไรเหรียญทองแดงก็มีจำนวนมากและหนักอึ้ง พ่อค้าวาณิชขนส่งสินค้าก็ไม่สะดวกอยู่แล้ว ไฉนเลยจะพกพาเหรียญทองแดงมากมายปานนั้นติดตัวไปด้วยได้? พ่อค้าเร่ที่เดินทางไปมาส่วนใหญ่จึงใช้เงินก้อนในการแลกเปลี่ยน ยามนี้พวกเรามีสมาคมการค้าเป็นที่พึ่งพิง จะลองเปิดร้านรับแลกเงินในเมืองถิงโจวดูสักแห่งก็ย่อมได้"

(เชิงอรรถผู้แปล: เมืองหลวงฝั่งเหนือและฝั่งใต้ (南北两京) ในสมัยราชวงศ์หมิงมีการสถาปนาเมืองหลวงสองแห่ง คือ นครหลวงทางตอนเหนือ เป่ยจิง (ปักกิ่ง) ซึ่งเป็นราชธานีหลัก และนครหลวงทางตอนใต้ หนานจิง ซึ่งเป็นราชธานีเดิมและยังคงสถานะเมืองหลวงสำรองที่มีระบบราชการเป็นของตนเอง ทั้งสองเมืองจึงถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญของยุคสมัย) 

"มิใช่ร้านรับแลกเงิน แต่เป็นโรงเงินต่างหากขอรับ" เสิ่นซีเอ่ยแก้

ฮุ่ยเหนียงถามด้วยความงุนงง "มันแตกต่างกันตรงไหนหรือ?"

"ย่อมต้องแตกต่างสิขอรับ หากเพียงแค่เปิดร้านรับแลกเงิน ต่อให้สามารถช่วยชาวบ้านแลกเหรียญทองแดงเป็นเงินก้อน หรือแลกเงินก้อนเป็นเหรียญทองแดงได้ ทว่าปัญหาค่าเจ๋อเซ่อของเงินก้อนนั้นรุนแรงยิ่งนัก หากพลั้งเผลอเพียงนิดพวกเราก็อาจจะขาดทุนได้ เช่นนี้จะไหวหรือขอรับ? มิสู้เปลี่ยนร้านรับแลกเงินให้เป็นโรงเงิน นอกเหนือจากรับแลกเปลี่ยนเงินก้อนและเหรียญทองแดงในชีวิตประจำวันแล้ว พวกเรายังรับฝากเงินด้วย หากพ่อค้าหรือชาวบ้านมีเงินเหลือเก็บก็นำมาฝากไว้ที่พวกเรา พวกเราก็แค่จ่ายดอกเบี้ยให้พวกเขาไป"

สีหน้าของโจวซื่อพลันดำทะมึนขึ้นมาทันที ด้วยสติปัญญาความเข้าใจของนาง ย่อมไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าการเปิดโรงเงินจะมีผลดีอันใด

"ไอ้เด็กเหม็น เจ้ารังเกียจว่าพวกเรามีเงินทองมากเกินไป เลยอยากจะเอาไปแจกจ่ายให้ผู้อื่นใช้ใช่หรือไม่? ไม่ต้องพูดถึงว่าผู้คนจะเชื่อถือพวกเรา ยอมนำเงินตรามาฝากไว้ที่นี่หรือไม่หรอกนะ สมมติว่าพวกเขาเอามาฝาก พวกเรายังต้องควักกระเป๋าจ่ายดอกเบี้ยให้พวกเขาเปล่า ๆ ปี้ ๆ อีก เจ้าโง่เขลาเบาปัญญาไปแล้วหรืออย่างไร?"

ฮุ่ยเหนียงกลับโบกไม้โบกมือ "พี่สาว ข้าคิดว่าความหมายของเสี่ยวหลางก็คือ ให้พวกเรานำเงินที่รับฝากมา ไปปล่อยกู้ต่อเพื่อกินดอกเบี้ยที่สูงกว่า ใช่หรือไม่เล่า?"

"ถูกต้อง เป็นเช่นนั้นเลยขอรับ" เสิ่นซีกล่าวด้วยรอยยิ้มแย้ม

ตั้งแต่โบราณกาลมา การกู้ยืมและปล่อยกู้ล้วนเป็นเรื่องปกติวิสัย ทว่าเนื่องจากยังไม่ก่อเกิดเป็นธุรกิจที่ถูกทำนองคลองธรรม การกู้ยืมกันเป็นการส่วนตัว หากไม่ให้ยืมโดยไร้ดอกเบี้ย ก็มักจะเป็นการปล่อยกู้หน้าเลือด และผู้ที่ปล่อยเงินกู้หน้าเลือดนั้นย่อมต้องมีเบื้องหลังและเส้นสายทางสังคมที่แข็งแกร่ง มิเช่นนั้นคงยากที่จะทวงหนี้คืนมาได้

"เช่นนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะกระมัง" บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเจือแววตึงเครียดอยู่หลายส่วน "ทางการไม่มีทางสนับสนุนพฤติกรรมการปล่อยกู้ของชาวบ้านหรอก อีกอย่าง หากพวกเราให้กู้ยืมเงินก้อนไป ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะได้คืนมา ผู้ที่ต้องขาดทุนก็มีแต่พวกเราเท่านั้น"

เสิ่นซียิ้มกล่าว "เช่นนั้นพวกเราก็บริหารจัดการประหนึ่งโรงรับจำนำก็สิ้นเรื่อง... บ้านใดมาขอกู้ยืมก็ต้องมีของค้ำประกัน ก็เหมือนกับเมื่อปีก่อนที่ร้านขายยาของท่านอาหญิงและท่านอาเขยประสบปัญหาในการหมุนเวียนเงินตรา จำเป็นต้องใช้เงินก้อนมาหมุนเวียน เมื่อก่อนย่อมไร้หนทาง ทว่าหากก่อตั้งโรงเงินขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็สามารถนำโฉนดบ้านและโฉนดที่ดินมาค้ำประกันเพื่อขอกู้เงินที่โรงเงินได้ ดอกเบี้ยของพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดให้สูงนัก รอจนภายหลังพวกเขาหมุนเงินทัน ค่อยมาไถ่ถอนโฉนดที่ดินและโฉนดบ้านกลับคืนไป หากไม่มีปัญญาชดใช้จริง ๆ เมื่อถึงกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้ โฉนดที่นาและโฉนดบ้านก็จะตกเป็นของพวกเรา พวกเราสามารถนำไปขายทอดตลาดเพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไปได้"

โจวซื่อเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ "ความคิดนี้ออกจะร้ายกาจเกินไปหน่อยหรือไม่?"

"ท่านแม่ ท่านมักจะพร่ำบอกเสมอว่าทรัพย์สินผู้อื่นพวกเราไม่อาจแตะต้องได้ ทว่าบางคนที่กิจการประสบปัญหา หากสามารถใช้สินทรัพย์ถาวรมาค้ำประกันเพื่อกู้ยืมเงินไปหมุนเวียนได้ ไม่แน่ว่าอาจจะพลิกฟื้นกลับมาได้ มิเช่นนั้นหากเจ้าหนี้บุกมาทวงหนี้ถึงหน้าประตู ทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษก็ไม่อาจรักษาไว้ได้อยู่ดี พวกเรากำลังช่วยเหลือพวกเขา มิใช่ทำร้ายพวกเขานะขอรับ" เสิ่นซีกล่าวอย่างองอาจผ่าเผย

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า "สิ่งที่เสี่ยวหลางพูดมาล้วนมีเหตุผล"

เสิ่นซียังคงบอกเล่าเค้าโครงความคิดของตนต่อไป "ถึงอย่างไรพวกเราก็มีสมาคมการค้าหนุนหลัง วันหน้าหากภายในสมาคมการค้ามีการหมุนเวียนเงินตราแล้วทั้งสองฝ่ายต่างไม่วางใจ พวกเราก็สามารถใช้โรงเงินเป็นหลักประกัน ให้อีกฝ่ายนำเงินก้อนมาฝากไว้ก่อน รอจนอีกฝ่ายส่งมอบสินค้า เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีข้อกังขา พวกเราจึงค่อยจ่ายเงินก้อนจากโรงเงินให้ครบถ้วน ทำเช่นนี้ทั้งสองฝ่ายก็จะไม่เกิดข้อพิพาทอันเนื่องมาจากปัญหาความซื่อสัตย์สุจริต นอกเหนือจากจะช่วยเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนให้โรงเงินนำไปปล่อยกู้ชั่วคราวเพื่อแสวงหาผลกำไรแล้ว ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยสร้างบารมีให้แก่สมาคมการค้า ทำให้ผู้อื่นยิ่งเชื่อถือศรัทธามิใช่หรือขอรับ?"

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงปรากฏรอยยิ้ม พยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่นกว่าเมื่อครู่นี้มาก

ท้ายที่สุดเสิ่นซีก็กล่าวว่า "ความจริงแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือวันหน้าพวกเราจะต้องพัฒนาโรงเงินให้ขยายเครือข่ายออกไป ทางที่ดีที่สุดคือให้ทุกเมืองทุกอำเภอทั่วใต้หล้าล้วนมีโรงเงินของพวกเราตั้งอยู่ ทำเช่นนี้ยามที่พ่อค้าเร่เดินทางไปมาเพื่อทำการค้า ก็ไม่จำเป็นต้องพกพาเงินตราจำนวนมหาศาลติดตัวไปด้วย เพียงแค่นำเงินก้อนมาฝากไว้ในโรงเงิน ต่อให้จะเป็นการฝากเงินจากเมืองหลวงที่ห่างไกล ขอเพียงถือตั๋วแลกเงินอันเป็นหลักฐานของพวกเราไว้ เมื่อมาถึงเมืองถิงโจวก็สามารถเบิกถอนออกมาได้ขอรับ"

"ต่อให้ตั๋วแลกเงินสูญหายหรือถูกผู้ใดแย่งชิงไป หากไร้ซึ่งลายมือชื่อประทับตราของพ่อค้าเร่เหล่านั้นยืนยัน ก็เป็นเพียงกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่ง การที่พ่อค้าเร่เดินทางโดยไม่พกพาเงินตราจำนวนมหาศาลติดตัวไป นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนในการขนส่งแล้ว ยังไม่ต้องมาคอยพะวงว่าจะเจอโจรป่าหรือโจรภูเขาระหว่างทางจนต้องสูญเสียทั้งทรัพย์สินและสินค้าไปจนหมดตัว เรียกได้ว่าทำครั้งเดียวได้ประโยชน์หลายประการเลยนะขอรับ"

จบบทที่ ตอนที่ 153 อาณาจักรเงินตรา

คัดลอกลิงก์แล้ว