- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 152 น้ำใจแท้ยามเจ็บไข้
ตอนที่ 152 น้ำใจแท้ยามเจ็บไข้
ตอนที่ 152 น้ำใจแท้ยามเจ็บไข้
ฮุ่ยเหนียงไร้ซึ่งเจตนาจะหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย เสิ่นซีจึงทำได้เพียงนั่งอยู่ริมเตียง หันหลังให้ แล้วใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะปฏิบัติภารกิจปลดทุกข์เบาจนเสร็จสิ้น พอจัดการธุระเรียบร้อยกำลังจะหันไปวางกระโถนลงบนพื้นข้างเตียง ฮุ่ยเหนียงก็ก้าวเข้ามารับไปเสียแล้ว
"บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าน้าจะเอาไปเททิ้งข้างนอกให้" ฮุ่ยเหนียงรับกระโถนไป หันหลังเดินออกจากประตูไป ครู่ใหญ่จึงกลับมาจัดแจงห่มผ้าให้เสิ่นซี
เวลานี้เสิ่นซีฟื้นคืนเรี่ยวแรงมาได้บ้างแล้ว ตลอดทั้งวันเขากินเพียงข้าวต้มและกับข้าวรสอ่อนไปเล็กน้อยในช่วงค่ำ ยามนี้ภายในท้องจึงรู้สึกหิวโหยอยู่บ้าง
ฮุ่ยเหนียงเดินไปทางห้องครัวเพื่อนำอาหารมาให้เสิ่นซี ควันร้อนกรุ่นลอยฉุย ที่แท้เตาไฟในครัวก็ยังคงสุมไฟทิ้งไว้ตลอดเวลา เพราะเกรงว่าหากเสิ่นซีตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วจะหิวจนไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง
หลังจากเสิ่นซีกินอิ่มก็คิดจะลงจากเตียงเพื่อกลับบ้าน ฮุ่ยเหนียงกลับกล่าวว่า "คืนนี้เจ้านอนพักที่นี่เถิด ซีเอ๋อร์ไปนอนที่ห้องของข้าแล้ว ตอนนี้ห้องของนางเป็นของเจ้าแล้ว"
เสิ่นซีฟังคำกล่าวนี้แล้วรู้สึกทะแม่ง ๆ อยู่บ้าง จึงยิ้มพลางถาม "ท่านน้า เหตุใดห้องของซีเอ๋อร์จึงกลายเป็นของข้าไปได้เล่าขอรับ?"
"ไอ้เด็กเหม็น อย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปไกล น้าไม่ได้มีความหมายแฝงอื่นใดเสียหน่อย"
ฮุ่ยเหนียงอธิบายไปประโยคหนึ่ง ก่อนจะนึกขำตัวเองขึ้นมา การมาอธิบายเรื่องพรรค์นี้กับเด็กอายุไม่ถึงเก้าขวบ จะดูเร็วเกินไปสักหน่อยหรือไม่? แท้จริงแล้วฮุ่ยเหนียงเพียงตั้งใจจะบอกว่า ในเมื่อเสิ่นซีมักจะมานอนที่นี่เป็นเพื่อนลู่ซีเอ๋อร์อยู่บ่อยๆ ห้องนี้ก็ถือว่ามีส่วนที่เป็นของเขาด้วย แต่ความหมายแฝงที่ลึกลงไปก็คือ นางหมายใจจะยกบุตรีให้แต่งกับเขา เพราะสมบัติของบุตรสาว ย่อมถือเป็นของบุตรเขยอย่างเสิ่นซีด้วยเช่นกัน
เสิ่นซีพยักหน้า "ท่านน้า เช่นนั้นข้านอนก่อนนะขอรับ ท่านก็กลับไปพักผ่อนเถิด"
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "ข้าปรึกษากับแม่ของเจ้าเรียบร้อยแล้ว วันนี้จะผลัดกันเฝ้าไข้เจ้า อาการป่วยของเจ้าเพิ่งจะดีขึ้น อย่าได้โดนลมเย็นเชียวล่ะ เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เช็ดตัวเสียหน่อยก่อนค่อยนอน เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน โรคภัยไข้เจ็บจะได้ไม่ตามมารังควานโดยง่าย"
อย่างไรเสียฮุ่ยเหนียงก็เป็นแม่ค้าวาณิช ย่อมเชื่อถือเรื่องภูตผีเทวดา นางมีความเคารพยำเกรงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างล้นเหลือ เอ่ยจบก็เดินออกจากห้องไปเตรียมน้ำร้อนมาเช็ดตัวให้เสิ่นซี
เดิมทีก่อนที่เสิ่นซีจะเข้านอน ยามปกติเขามักจะต้องชำระล้างร่างกายเสียก่อน มิเช่นนั้นจะรู้สึกเหนอะหนะไม่สบายตัว นี่นับเป็นความเคยชินที่ติดตัวเขาสืบทอดมาถึงสองชาติภพ
ฮุ่ยเหนียงยกอ่างน้ำเข้ามา น้ำที่บรรจุอยู่ภายในมีไอขาวกรุ่นลอยอวล ในช่วงฤดูหนาวเดือนล่าเยวี่ยเช่นนี้ การใช้ผ้าชุบน้ำร้อนเช็ดหน้าย่อมทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาได้ ฮุ่ยเหนียงจัดการเช็ดหน้า ท่อนแขน และแผ่นหลังให้เสิ่นซีจนเสร็จสรรพ จึงค่อยส่งผ้าขนหนูให้เขา "ด้านหน้าเจ้าจัดการเองเถิด"
เสิ่นซีหัวเราะแหะ ๆ ใช้ผ้าขนหนูเช็ดลวก ๆ ตามหน้าอกและหน้าท้องสองสามที แล้วจึงส่งคืนไป
ฮุ่ยเหนียงซักผ้าขนหนูจนสะอาด แล้วยกอ่างน้ำเดินออกไป เสิ่นซีกำลังจะเอนตัวลงนอน ฮุ่ยเหนียงก็ยกอ่างน้ำร้อนเข้ามาอีกใบ
"จะรีบร้อนไปไย กระทั่งเท้าก็ยังไม่ได้ล้างเลย คนเฒ่าคนแก่ล้วนพร่ำสอนว่าหนทางหมื่นหลี่เริ่มต้นที่ก้าวแรก วันข้างหน้าเจ้าต้องทำการใหญ่ ก่อนนอนต้องล้างเท้าให้สะอาด เข้าใจหรือไม่?"
(เชิงอรรถผู้แปล: หนทางหมื่นหลี่เริ่มต้นที่ก้าวแรก (千里之行始于足下) การเดินทางอันยาวไกลหรือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ล้วนต้องเริ่มต้นจากการลงมือทำในก้าวแรกเสมอ)
เสิ่นซีขานรับคำหนึ่ง เวลานี้ฮุ่ยเหนียงวางอ่างน้ำลง เสิ่นซีเพิ่งจะหย่อนเท้าลงไปในน้ำร้อน ก็อดที่จะสูดปาก "ซี้ด" ออกมามิได้ น้ำค่อนข้างจะร้อนไปสักหน่อย
เวลานั้นเองฮุ่ยเหนียงก็ย่อตัวลงกับพื้น ยื่นมือเรียวงามดุจหยกออกมาล้างเท้าให้เสิ่นซี
"ท่านน้า ข้าจัดการเองดีกว่าขอรับ"
เสิ่นซีไม่กล้ารบกวนให้ฮุ่ยเหนียงมาล้างเท้าให้ตน ถึงอย่างไรก็ไร้ซึ่งความผูกพันทางสายเลือด อีกทั้งยังมีข้อครหาว่าล่วงเกินโฉมงามได้
ฮุ่ยเหนียงถูกรัดเท้ามาตั้งแต่ยังเล็ก การนั่งยอง ๆ บนพื้นจึงไม่สะดวกนัก ท้ายที่สุดนางก็เปลี่ยนเป็นคุกเข่าลงกับพื้น ยื่นมือไปจับเท้าของเสิ่นซีไว้ พลางเอ่ย "เจ้ายังป่วยอยู่ ปล่อยให้น้าทำเถิด ยามปกติเจ้ารักความสะอาด เท้าจึงไม่สกปรกเท่าใดนัก... ดูเท้าคู่นี้ของเจ้าสิ อายุยังไม่ถึงเก้าขวบก็ใหญ่กว่าของน้าเสียแล้ว คนเฒ่าคนแก่ล้วนกล่าวว่าบุรุษที่มีเท้าใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินเหินหรือเส้นทางชีวิตล้วนจะมั่นคงหนักแน่น น้าไม่เหมือนเจ้า ไม่มีเท้าที่สามารถเดินเหินได้อย่างอิสระเช่นนี้"
สีหน้าของฮุ่ยเหนียงเจือแววโศกสลดอยู่บ้าง
อย่างไรเสียก็เป็นสตรีที่ผ่านการรัดเท้ามา ต่อให้ยามนี้จะคลายผ้าผูกเท้าออกแล้ว ทว่าก็ไม่มีวันกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อีก สิ่งที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตประจำวันของนางก็คือการเดินเหิน แต่ในฐานะประธานสมาคมการค้า การเดินเหินกลับเป็นเรื่องที่ต้องกระทำอยู่เป็นนิจ
ฮุ่ยเหนียงล้างเท้าให้เสิ่นซี นางล้างให้อย่างพิถีพิถันยิ่งนัก
เสิ่นซีก้มหน้าลง มองดูท่าทางจดจ่อตั้งใจของฮุ่ยเหนียง อยากจะยื่นมือออกไปรั้งตัวนางเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกเหลือเกิน น่าเสียดายที่เขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ท่อนแขนทั้งสั้นและบอบบาง ไม่อาจกลายเป็นแหล่งพึ่งพิงหลบภัยให้ฮุ่ยเหนียงได้เลย
รอจนทุกสิ่งเสร็จสิ้น ฮุ่ยเหนียงก็ยกอ่างออกไปเทน้ำทิ้งด้านนอก เมื่อกลับมาก็จัดแจงผ้าห่มให้เข้าที่ จากนั้นจึงนั่งลงบนม้านั่งข้างเตียง ส่งยิ้มให้เสิ่นซี "ยังไม่นอนอีกหรือ?"
เสิ่นซียิ้มขื่น "ข้านอนมาทั้งวันแล้ว จะหลับลงได้อย่างไร? ท่านน้า เล่านิทานให้ข้าฟังหน่อยสิขอรับ"
"น้าจะเล่านิทานเป็นได้อย่างไร? หากจะให้เล่าสิ่งที่น้าล่วงรู้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ฟังมาจากเจ้าทั้งสิ้น" ฮุ่ยเหนียงทอดถอนใจอยู่บ้าง นางหลงคิดว่าตนเองมีประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ทว่าในหลาย ๆ เรื่อง นางก็ต้องยอมรับกับตนเองว่ายังสู้เด็กอย่างเสิ่นซีไม่ได้เลย
เสิ่นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ย "เช่นนั้นท่านน้าก็เล่าเรื่องราวในอดีตให้ข้าฟังเถิด ข้าอยากรู้ชีวิตความเป็นอยู่ในกาลก่อนของท่านน้าขอรับ"
"มีอันใดให้น่าเล่ากัน" ฮุ่ยเหนียงชะงักไปเล็กน้อย "เล่าให้เจ้าฟังก็ได้ แต่ฟังจบแล้วก็ต้องลืมมันไปนะ กระทั่งตัวน้าเองก็ยังไม่อยากจะเอ่ยถึง..."
ฮุ่ยเหนียงเริ่มบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่เล็กจนโตของนางออกมาอย่างแช่มช้า น้ำเสียงอ่อนโยนและราบเรียบ เสิ่นซีตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ด้วยเกรงว่าจะพลาดถ้อยคำใดไปแม้แต่คำเดียว
อันที่จริงในวัยเด็กของฮุ่ยเหนียงมิได้มีความทรงจำที่น่าสนุกสนานมากนัก บ้านเกิดของฮุ่ยเหนียงอยู่ที่อำเภอหูโข่ว เมืองจิ่วเจียง มณฑลเจียงซี ทางบ้านมีที่นาชั้นดีอยู่หลายร้อยหมู่ นับว่าเป็นคหบดีที่ดินระดับกลาง ฐานะทางบ้านถือว่าพอใช้ได้ ดังนั้นนางจึงต้องถูกรัดเท้ามาตั้งแต่เด็ก และได้เรียนรู้คัมภีร์พันอักษรจากบิดา
(เชิงอรรถผู้แปล:
เมืองจิ่วเจียง (九江) หรือ "จิ่วเจียงฝู่" ในสมัยโบราณ เป็นเมืองสำคัญทางตอนเหนือของมณฑลเจียงซี มีแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ไหลผ่าน จึงเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและการค้าที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง
(คัมภีร์พันอักษร (千字文 - เชียนจื้อเหวิน) เป็นแบบเรียนปฐมวัยของจีนโบราณ ประกอบด้วยอักษรจีน 1,000 ตัวที่ไม่มีตัวใดซ้ำกันเลย ร้อยเรียงเป็นบทกวีวรรคละสี่อักษรที่มีสัมผัสคล้องจองกัน ใช้สำหรับสอนเด็กท่องจำตัวอักษรและปลูกฝังความรู้พื้นฐานแขนงต่างๆ)
ในรัชศกเฉิงฮว่า ลุ่มแม่น้ำฉางเจียงเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ หมู่บ้านถูกน้ำท่วมมิด ไม่เพียงแต่บ้านเรือนจะถูกพัดทำลาย ทุ่งนายังไร้ซึ่งผลผลิต ซ้ำร้ายที่สุดคือภายหลังแม่น้ำฉางเจียงบางส่วนยังเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้ครอบครัวของฮุ่ยเหนียงที่เคยมีฐานะพอมีพอกินต้องสิ้นเนื้อประดาตัว และชีวิตของนางก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดินนับแต่นั้นเป็นต้นมา
(เชิงอรรถผู้แปล: รัชศกเฉิงฮว่า (成化) เป็นชื่อปีรัชศกของหมิงเซี่ยนจง ฮ่องเต้องค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1465 - 1487) พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อจากจักรพรรดิหมิงอิงจง (พระบิดา) ซึ่งเผชิญความวุ่นวายอย่างหนักจากการถูกมองโกลจับเป็นเชลยและศึกสายเลือดชิงบัลลังก์ ยุคเฉิงฮว่าจึงถือเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูบ้านเมืองจากความบอบช้ำในรัชสมัยก่อน ทว่าบ้านเมืองกลับต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง)
ยามนั้นฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะอายุสิบสองปี ต้องเผชิญกับการจากไปของมารดาและพี่น้องตามลำดับ ท้ายที่สุดนางกับน้องชายก็ติดตามบิดาและท่านอาเดินทางออกจากเมืองจิ่วเจียง ล่องใต้ไปยังเมืองเอกอย่างหนานชางเพื่อดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ
เมื่อถึงหนานชาง บิดาและท่านอาก็ออกไปรับจ้างทำงานให้ผู้อื่น ทว่าเนื่องจากมณฑลเจียงซีทั้งมณฑลล้วนประสบภัยพิบัติอย่างหนักหน่วง ราษฎรใช้ชีวิตอย่างยากแค้น การจะเลี้ยงดูสองพี่น้องฮุ่ยเหนียงจึงเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนัก ในยามอับจนหนทาง ฮุ่ยเหนียงจึงถูกขายให้ไปเป็นสาวใช้ของตระกูลลู่ที่กำลังทำการค้าอยู่ในหนานชางขณะนั้น หลังมหาภัยพิบัติย่อมตามมาด้วยโรคระบาดครั้งใหญ่ ผ่านไปได้ไม่นานหนานชางก็เริ่มเกิดโรคระบาด น้องชาย ท่านอา และบิดาของฮุ่ยเหนียงต่างก็ล้มป่วยและจากโลกนี้ไปตามลำดับ
เมื่อตระกูลลู่เห็นว่าหนานชางมิใช่สถานที่ที่จะรั้งอยู่ได้นาน จึงย้ายกลับไปยังเมืองเจี้ยนชางทางตะวันออกของเจียงซีอันเป็นภูมิลำเนาเดิม ฮุ่ยเหนียงถูกมอบหมายให้คอยปรนนิบัติลู่เซ่าป๋อ คุณชายใหญ่แห่งตระกูลลู่ แรกเริ่มลู่เซ่าป๋อมิได้ใส่ใจฮุ่ยเหนียงนัก นานวันเข้ากลับค้นพบว่าฮุ่ยเหนียงรู้หนังสือเข้าใจจารีต อีกทั้งยังงดงามทั้งรูปโฉมและจิตใจ จึงตกหลุมรักนางไปตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้
ลู่เซ่าป๋อรักใคร่ทะนุถนอมฮุ่ยเหนียงเป็นอย่างยิ่ง ภายหลังถึงขั้นขัดใจบิดา ตบแต่งฮุ่ยเหนียงเป็นภรรยา จึงไม่เป็นที่ยอมรับของตระกูล
เนื่องจากคนในบ้านไม่สนับสนุนเรื่องที่ลู่เซ่าป๋อตบแต่งฮุ่ยเหนียงมาโดยตลอด เขาจึงไม่กล้าทิ้งฮุ่ยเหนียงไว้ที่บ้าน ยามออกไปทำการค้าก็พานางติดตามไปด้วย ภายหลังสืบเนื่องจากเทียบยาที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษทำให้ผู้ป่วยกินแล้วเกิดปัญหา ลู่เซ่าป๋อจึงตัดสินใจพาภรรยาย้ายมายังอำเภอหนิงฮว่าเพื่อเปิดร้านขายยา หลีกหนีจากความวุ่นวายในอดีต
เรื่องราวหลังจากนั้น เสิ่นซีย่อมล่วงรู้ดีอยู่แล้ว ไม่พ้นเรื่องที่บ้านเกิดของตระกูลลู่จู่ ๆ ก็เกิดโรคระบาดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ บิดามารดาและพี่น้องล้วนตายจากไปทีละคน ทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษกลับถูกสายรองแย่งชิงไป ส่วนฮุ่ยเหนียงนั้นอาภัพ ครรภ์แรกที่ให้กำเนิดกลับมิใช่บุตรชาย หลังจากนั้นลู่เซ่าป๋อก็ป่วยตาย ฮุ่ยเหนียงจึงกลายเป็นแม่ม่าย พาบุตรีเปิดร้านขายยาประทังชีวิตไปวัน ๆ จวบจนกระทั่งเสิ่นซีมาหลบฝน และก้าวล่วงเข้ามาในชีวิตอันราบเรียบของนางอย่างไม่ตั้งใจ
"...เสี่ยวหลาง เจ้ารำคาญว่าน้าพูดจาเยิ่นเย้อจนไม่อยากฟังแล้วใช่หรือไม่?" เล่าจบ ฮุ่ยเหนียงก็เอ่ยถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"ไม่เลยขอรับ" เสิ่นซีทอดสายตาจริงใจมองฮุ่ยเหนียง "เมื่อก่อนข้าไม่เคยรู้เลย ว่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านน้ากับท่านน้าเขยจะลึกซึ้งถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าหลังจากท่านน้าเขยสิ้นใจ ท่านน้าถึงได้ไม่ยอมออกเรือนใหม่"
ฮุ่ยเหนียงใช้นิ้วเขี่ยแก้มเสิ่นซีเบา ๆ ยิ้มกล่าว "ตัวเล็กแต่ความคิดโตนักนะ เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กน้อยอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอันใดกัน?"
เสิ่นซีไม่สบอารมณ์นัก "ท่านน้า ท่านอย่าได้ดูถูกคนไป เรื่องใดบ้างที่ข้าไม่รู้?"
คำถามนี้กลับทำให้ฮุ่ยเหนียงชะงักงันไป เมื่อลองใคร่ครวญถึงการกระทำของเสิ่นซีในช่วงสองปีที่ผ่านมา ย่อมมิใช่สิ่งที่เด็กซุกซนคนหนึ่งจะทำได้อย่างแน่นอน นางเชื่อเสมอว่าสวรรค์ลิขิตชะตา ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์โศก ความสุข หรือการพลัดพรากตกระกำลำบาก ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว กระทั่งการได้พบเจอกับครอบครัวของเสิ่นซี ก็เป็นเบื้องบนที่จัดสรรมาให้เช่นกัน
"เสี่ยวหลาง เหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องราวมากมายเพียงนี้เล่า?"
"ก็เพราะข้าเป็นคนที่สวรรค์ส่งมาช่วยท่านน้าอย่างไรเล่าขอรับ" เสิ่นซีทำหน้าทะเล้นเจ้าเล่ห์ "รอข้าโตขึ้น ข้าจะแต่งงานกับท่านน้า จะปกป้องท่านน้าไปตลอดชีวิตเลย..."
รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงพลันหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นซี นางกลับมิได้โกรธเคือง เพราะไม่มีเหตุผลใดที่นางจะต้องไปถือสาหาความกับเด็กคนหนึ่ง และนางก็มิได้ยิ้มหยอกล้อพร้อมกับพูดว่า "เจ้ายังเด็กไม่รู้ประสา" เหมือนดังกาลก่อน ในชั่วขณะนี้ บนใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความสับสนว้าวุ่น
เป็นเพราะนางรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เสิ่นซีทำเพื่อนางในช่วงสองปีมานี้ ยังทำหน้าที่ได้ดีกว่าสามีเสียอีก
ท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงก็ส่ายหน้า ยิ้มขื่นพลางเอ่ย "เรื่องหลายเรื่อง... เจ้าไม่เข้าใจหรอก เจ้ามีไต้เอ๋อร์ วันหน้ายังมีอนาคตอันสดใสรออยู่ น้าเป็นคนอัปมงคล มีแต่จะนำพาความวิบัติมาให้เจ้า"
เสิ่นซีขบคิดถึงถ้อยคำของฮุ่ยเหนียง นางไม่ได้ปฏิเสธ และแน่นอนว่าย่อมไม่มีทางตกลง ในทางกลับกัน นางกลับยืนอยู่ในจุดของเขาและพิจารณาปัญหาแทน
ถอยหลังไปหมื่นก้าว ต่อให้เสิ่นซีเติบใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ และฮุ่ยเหนียงก็มีใจให้เขา ทั้งสองก็ไม่มีทางได้ครองคู่กันอยู่ดี ในเรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะมีลู่ซีเอ๋อร์ โจวซื่อ และหลินไต้มาเกี่ยวข้อง แต่ยังรวมถึงลมปากของทุกคนรอบข้างที่ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก และยังส่งผลกระทบต่ออนาคตของเสิ่นซีอีกด้วย
(เชิงอรรถผู้แปล: ถอยหลังไปหมื่นก้าว (退一万步讲) ยอมถอยให้ถึงที่สุด มักใช้สมมติสถานการณ์ที่แย่ที่สุด)
ในสายตาของฮุ่ยเหนียง วันหน้าเสิ่นซีย่อมต้องทำการใหญ่ การทำการใหญ่ในยุคสมัยนี้ย่อมมิใช่การค้าขายอย่างแน่นอน ทว่าคือการสอบเคอจวี่เข้ารับราชการ โลกใบนี้มีข้อเรียกร้องต่อความประพฤติของปัญญาชนสูงยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ต้องมีปณิธานอันบริสุทธิ์สูงส่ง ทว่าต้องเพียบพร้อมไปด้วยจริยธรรมสี่ประการ ชีวิตจะด่างพร้อยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มิเช่นนั้นเพียงความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถทำให้ปัญญาชนไม่อาจเงยหน้าอ้าปากได้ตลอดชีวิต ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นขุนนางในราชสำนักเลย
(เชิงอรรถผู้แปล: จริยธรรมสี่ประการ (礼义廉耻) เป็นรากฐานทางศีลธรรมอันสำคัญยิ่งของชาวจีนโบราณ ประกอบด้วย หลี่ (礼) การรู้จารีตมารยาท, อี้ (义) การยึดมั่นในความชอบธรรม, เหลียน (廉) การมีความซื่อสัตย์สุจริต และ ฉื่อ (耻) การมีความละอายต่อการทำชั่ว หากขาดสิ่งเหล่านี้ ปัญญาชนย่อมไม่อาจเป็นขุนนางที่ดีได้)
ขุนนางหนุ่มอนาคตไกลกลับตบแต่งหญิงม่ายที่อายุมากกว่าตนนับสิบปี นี่มิใช่ปัญหาด้านศีลธรรมธรรมดา ๆ อีกต่อไป หากข่าวลือแพร่สะพัดออกไป เสิ่นซีย่อมต้องชื่อเสียงป่นปี้ อย่าว่าแต่เป็นขุนนางเลย วันหน้ากระทั่งจะเป็นคนก็ยังไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้
ฮุ่ยเหนียงมองการณ์ไกลยิ่งกว่าเสิ่นซีนัก ยามที่เสิ่นซีเอ่ยถ้อยคำประหนึ่งเด็กไร้เดียงสาออกมา นางก็รีบสกัดกั้นความคิดของเขาในทันที ทว่านี่กลับเป็นสิ่งยืนยันว่า นี่มิใช่ครั้งแรกที่ฮุ่ยเหนียงคิดถึงปัญหานี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ภายในใจของนาง ก็เคยคิดอยู่เหมือนกันว่าหากเสิ่นซีเติบใหญ่ขึ้นมาแล้วจะทำเช่นไร
"ท่านน้า ถึงแม้ข้าจะโตขึ้น ก็ยังไม่อาจแต่งงานกับท่านได้หรือขอรับ?" เมื่อเสิ่นซีคิดเรื่องราวทั้งหมดนี้จนกระจ่างแจ้ง ภายในใจก็โกลาหลอลหม่านไปหมด
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะเสิ่นซี เอ่ยว่า "น้าคิดว่าคงเป็นเช่นนั้นแหละ เดิมทีพวกเราก็มิใช่คนรุ่นราวคราวเดียวกัน เจ้าจะแต่งงานกับน้าได้อย่างไรกัน? ทว่าวันข้างหน้า... หากแม่ของเจ้าและไต้เอ๋อร์เห็นพ้องต้องกัน น้าก็อยากจะยกซีเอ๋อร์ให้เจ้า ให้นางเป็นอนุภรรยาของเจ้าก็ยังดี เจ้าชอบหรือไม่เล่า?"
เสิ่นซีคิดไม่ถึงเลยว่าฮุ่ยเหนียงจะโยงเรื่องไปที่ลู่ซีเอ๋อร์ ในใจลอบคิด หรือว่าฮุ่ยเหนียงอยากจะให้ลู่ซีเอ๋อร์เป็นตัวแทนของนาง เพื่อวันหน้าจะได้อยู่เคียงข้างเขา? หรือว่าฮุ่ยเหนียงเกรงว่าหากเขาเติบโตขึ้น มีครอบครัวและกิจการเป็นของตนเองแล้ว จะไม่สนใจใยดีสองแม่ลูกอีก จึงอยากใช้ลู่ซีเอ๋อร์มาผูกมัดหัวใจเขาไว้?
เสิ่นซีอ้ำอึ้งกล่าว "ความจริงแล้ว... ข้าเพียงแค่มองซีเอ๋อร์เป็นน้องสาวเท่านั้น"
ทว่าคำพูดนี้พอหลุดออกจากปากเขา กระทั่งตัวเขาเองก็ยังไม่อาจโน้มน้าวให้ตนเองเชื่อได้เลย หากวันหนึ่งลู่ซีเอ๋อร์เติบใหญ่ขึ้นมาแล้วต้องแต่งงานกับผู้อื่นจริง ๆ เขาก็ยังคงอาลัยอาวรณ์ทำใจไม่ได้อยู่ดี