- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 151 ป่วยหนักคือคราวเคราะห์ ป่วยเล็กน้อยคือวาสนา
ตอนที่ 151 ป่วยหนักคือคราวเคราะห์ ป่วยเล็กน้อยคือวาสนา
ตอนที่ 151 ป่วยหนักคือคราวเคราะห์ ป่วยเล็กน้อยคือวาสนา
นับตั้งแต่เสิ่นซีมอบภาพแรเงาถ่านไม้ชิ้นนั้นให้ ฮุ่ยเหนียงก็มีร่องรอยความโศกเศร้าคะนึงหาเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน นางยิ่งจดจ่อฝังใจกับเรื่องราวที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายละมุนละไมอย่างความฝันในหอแดง มากขึ้นไปอีก
วันนั้นการเล่านิทานล่วงเลยไปจนดึกดื่น กระทั่งใกล้ถึงยามจื่อ ลู่ซีเอ๋อร์ก็ชิงหลับไปเสียก่อน ฮุ่ยเหนียงอุ้มนางขึ้นไปนอนบนชั้นสอง จากนั้นจึงค่อยจัดการให้คนไปจุดประทัดที่หน้าร้าน
(เชิงอรรถผู้แปล: ยามจื่อ (子时) ช่วงเวลา 23.00 - 01.00 น.)
แม้จะล่วงเข้าสู่รุ่งสางของวันใหม่แล้ว ทว่าตรอกซอกซอยในเมืองถิงโจวก็ยังคงคึกคัก มีผู้คนเดินสัญจรไปมาเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ให้เห็นอยู่เป็นระยะ
เสิ่นซีคอยลอบสังเกตสีหน้าของฮุ่ยเหนียงอยู่ตลอด พบว่านางมีท่าทีพะว้าพะวงจิตใจไม่สงบอยู่บ้าง
หลังจุดประทัดเสร็จสิ้น โจวซื่อกับฮุ่ยเหนียงก็ขึ้นไปนอนร่วมเตียงเดียวกันบนชั้นสอง ส่วนเสิ่นซีก็ไปนอนหลับใหลอยู่บนเตียงของลู่ซีเอ๋อร์พร้อมกับหลินไต้ ยามค่ำคืนดึกสงัด เมื่อไม่มีเด็กหญิงน้อยทั้งสองมาคอยเซ้าซี้ให้เล่านิทาน เสิ่นซีก็คลุมโปงหลับสนิท ทว่าในความฝันกลับมีแต่เงาร่างของฮุ่ยเหนียงเต็มไปหมด
กลางวันคิดหวังสิ่งใด กลางคืนย่อมฝันถึงสิ่งนั้น ในที่สุดเสิ่นซีก็เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ การที่ต้องเผชิญหน้ากับฮุ่ยเหนียงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้จิตใจของเขาเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นมาไม่น้อย ยามปกติเขามักจะคอยเอาอกเอาใจฮุ่ยเหนียงอย่างไม่รู้ตัว เพื่อให้นางคอยจับจ้องและสนใจเขาอยู่ตลอดเวลา
การที่เสิ่นซีคิดฟุ้งซ่านถึงเพียงนี้ มิใช่เพราะเขามองข้ามเด็กหญิงน้อยผู้น่ารักทั้งสองไป ทว่าอายุจิตใจของเขานั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากเกินไป กระทั่งมาตรฐานการเลือกคู่ครองก็ยังแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เรื่องบางเรื่องเขาก็สุดวิสัยจะควบคุมได้ ใครใช้ให้เด็กน้อยอย่างเขากลับมีจิตใจที่แก่แดดเกินวัยเล่า?
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้าย ฮุ่ยเหนียงรีบจัดการธุระส่วนตัวอย่างเร่งรีบ แล้วมุ่งหน้าไปยังหอการค้าของสมาคมการค้า
วันนี้ร้านรวงในเมืองล้วนพากันหยุดพักกิจการ หลงจู๊และลูกจ้างที่ตรากตรำทำงานมาตลอดทั้งปี ในที่สุดก็มีเวลาไปเยี่ยมเยียนญาติมิตร พักผ่อนหย่อนใจกันเสียที
แต่เดิมการติดต่อพบปะระหว่างพ่อค้าวาณิชก็มีไม่น้อยอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อสมาคมการค้าก่อตั้งขึ้น ก็ยิ่งเป็นเสมือนลานสานสัมพันธ์ให้แก่เหล่าร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เพิ่งเข้าร่วมสมาคมตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม หรือผู้ที่เพิ่งถูกดึงตัวเข้ามาในช่วงสิ้นปีนี้ วันนี้ล้วนต้องแวะเวียนไปที่หอการค้าของสมาคมการค้า ไม่เพียงแต่จะได้สานสัมพันธ์ฉันมิตร ทว่ายังเป็นประโยชน์ต่อกิจการของแต่ละร้านในวันข้างหน้าอีกด้วย
ช่วงเช้าเสิ่นซีนอนชดเชยอยู่ที่บ้าน อาจเป็นเพราะเมื่อคืนต้องลมหนาวและหิมะตก ตรุษจีนปีนี้เสิ่นซีจึงล้มป่วยลงเสียแล้ว
นับตั้งแต่เสิ่นซีทะลุมิติมายังโลกใบนี้ เขามักจะมีอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เสมอ สาเหตุหลักก็มาจากร่างกายที่ขาดสารอาหารและอ่อนแอในกาลก่อน ทว่าอย่างไรเสียก็เกิดมาเป็นบุตรหลานครอบครัวชาวนาผู้ยากไร้ เสิ่นซีจึงไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดมากมายนักจากร่างเนื้อที่เขามาจุตินี้
ยามปกติแม้จะล้มป่วย ทว่าเสิ่นซีมีพลังใจที่เข้มแข็ง จึงมักจะผ่านพ้นมาได้อย่างง่ายดาย ทว่าครานี้กลับแตกต่างออกไป ตอนเช้าที่เสิ่นซีตื่นขึ้นมา เขารู้สึกปวดหัววิงเวียนอย่างหนัก กระทั่งเรี่ยวแรงจะลืมตาก็ยังไม่มี
โจวซื่อให้เสิ่นซีนอนพักอยู่บนชั้นสองของร้านขายยา เสิ่นซีนอนหลับไปตลอดทั้งช่วงเช้า พอตกเที่ยงลุกขึ้นมา อาการป่วยกลับทรุดหนักลง ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนถึงขีดสุด
ตอนเที่ยงวัน ฮุ่ยเหนียงกลับมาจากสมาคมการค้า รถม้าบรรทุกของกำนัลที่ร้านค้าต่าง ๆ ส่งมาให้จนเต็มคันรถ เพื่อประจบประแจงนางผู้เป็นประธานสมาคม ผู้คนในสมาคมการค้าจึงมอบของกำนัลที่มีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว
ฮุ่ยเหนียงกำลังเตรียมจะสั่งให้คนขนของตอบแทนกลับไป พอทราบข่าวว่าเสิ่นซีล้มป่วย นางก็วางมือจากทุกสิ่ง รีบรุดขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อดูอาการของเขา
เมื่อเห็นเสิ่นซีใบหน้าซีดเผือด ขดตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บจากพิษไข้อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ฮุ่ยเหนียงก็รีบเอ่ยขึ้นทันที "พี่สาว เสี่ยวหลางล้มป่วยจะปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ได้อย่างไร? รีบไปเชิญหมอมาเถิด"
โจวซื่อเอ่ยด่า "ไอ้เด็กทึ่มนี่ซุกซนดื้อรั้นมาแต่เล็ก ป่วยไข้เล็กน้อยอดทนสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย" แม้ปากจะกล่าวเช่นนี้ ทว่าในใจกลับเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งนัก นางมีบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว ประคับประคองไว้ในมือก็กลัวจะละลาย ยามปกติแม้จะดุด่าเฆี่ยนตีอย่างไร ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นแก้วตาดวงใจอยู่ดี
เสิ่นซีอ้าปาก น้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง "ท่านน้า พวกเรา... เปิดร้านขายยาเองมิใช่หรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ จึงหันไปถามโจวซื่อ "พี่สาว ให้เสี่ยวหลางกินยาแล้วหรือยัง?"
โจวซื่อพยักหน้า "เขาหยิบยามาเองนั่นแหละ ให้สาวใช้ไปต้มแล้วก็ดื่มลงไปแล้ว ทว่าดูเหมือนจะไม่ค่อยเห็นผลนัก"
"โธ่เอ๊ย คงมิใช่ว่ากินยาจนเกิดปัญหาหรอกนะ? พวกเราทำยาสำเร็จรูป ผู้ป่วยที่มาซื้อไปกินล้วนไม่เป็นอันใด ทว่าเสี่ยวหลางกลับมีปัญหาเสียเอง" ฮุ่ยเหนียงร้อนใจจนทำตัวไม่ถูก "เร็วเข้า ซิ่วเอ๋อร์ ไปเชิญคุณหนูเซี่ยมา... ช่างเถิด ข้าไปเชิญด้วยตัวเองดีกว่า"
ฮุ่ยเหนียงตัดใจลุกขึ้นเดินลงมาชั้นล่าง มุ่งหน้าไปยังจวนสกุลเซี่ยเพื่อเชิญเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มาตรวจดูอาการของเสิ่นซี
วันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนอ้ายน้อยนักที่จะมีหมอออกไปตรวจรักษาอาการ ทว่านี่เป็นเพราะเสิ่นซีล้มป่วย กอปรกับฮุ่ยเหนียงไปเชิญด้วยตนเอง เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงรีบรุดมาตรวจรักษาเสิ่นซีในทันที
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถือกำเนิดในตระกูลซิ่งหลิน วิชาแพทย์ล้ำเลิศ ทว่าหลังจากจับชีพจร และทำการตรวจทั้งมอง ดม ถาม จับชีพจรครบถ้วนแล้ว คิ้วของนางกลับขมวดมุ่นเข้าหากัน
ชีพจรของเสิ่นซีเต้นผิดแปลกไปจากปกติ แผ่วเบาและลื่น ทว่ากลับเชื่องช้า สีหน้าและริมฝีปากซีดเผือด ทั้งยังมีไข้สูง จากลักษณะภายนอก เสิ่นซีติดเชื้อลมหนาว ทว่าหลังจากจับชีพจรแล้วกลับพบว่าไม่น่าจะเป็นอาการของโรคติดเชื้อลมหนาว
"น้องสาว เสี่ยวหลางเป็นอย่างไรบ้าง?" ฮุ่ยเหนียงเห็นเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นิ่งเงียบไปนาน เอาแต่ครุ่นคิดสิ่งใดอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความตึงเครียด
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ส่ายหน้าเบา ๆ สีหน้าเจือความรู้สึกผิด "พี่สาว อาจเป็นเพราะข้ายังเรียนรู้มาไม่ลึกซึ้งพอ อาการป่วยของเสี่ยวหลาง... ค่อนข้างประหลาด ดูคล้ายกับโรคทางใจอยู่หลายส่วน"
สิ่งที่เรียกว่าโรคทางใจ ก็คือการที่มีเรื่องให้ต้องคอยพะวงจนคิดคำนึงอยู่ทุกลมหายใจ จนท้ายที่สุดก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายทรุดโทรม จึงก่อให้เกิดลางบอกเหตุของโรคบางอย่างขึ้นมา ในเวลานี้มักจะติดเชื้อลมหนาวหรือโรคระบาดอื่น ๆ ได้โดยง่าย
เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ยินดังนั้นก็อดประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งมิได้ "เสี่ยวหลางเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ยามปกติเขามักจะร่าเริงยิ้มแย้ม จะมีโรคทางใจได้อย่างไร?"
เสิ่นซีนอนอยู่ตรงนั้น อาการปวดหัวตัวร้อนทำให้ร่างกายทนทุกข์ทรมาน การนอนหลับกลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง เมื่อได้ยินบทสนทนาของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์และฮุ่ยเหนียง เขาก็ลอบยิ้มขื่นในใจ ในมุมมองของเขา คงเป็นเพราะวิญญาณและร่างกายยังหลอมรวมกันไม่สมบูรณ์ ประกอบกับเมื่อวานในใจเขาก่อเกิดความรู้สึกพิเศษต่อฮุ่ยเหนียงขึ้นมา ทำให้นอนไม่หลับกระสับกระส่าย จึงชักนำให้เกิดการป่วยหนักในครานี้
"เช่นนั้นควรจะรักษาอย่างไรเล่า?"
โจวซื่อได้ยินว่าบุตรชายล้มป่วย กระทั่งหมอเทวดาอย่างเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยังวินิจฉัยไม่ออก นางก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสตรีสองคนที่กำลังจ้องมองนางด้วยความร้อนใจ "ยามนี้คงทำได้เพียงเตรียมยาขับพิษร้อนในใจให้เสี่ยวหลางก่อน ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำแกงขิงเพื่อขับลมหนาว แล้วค่อยรอดูอาการต่อไป"
เนื่องด้วยเสิ่นซีล้มป่วย ฮุ่ยเหนียงจึงไม่อาจปลีกตัวไปดูแลหอการค้าของสมาคมการค้าได้ นางสั่งความกับคนที่ตามกลับมาด้วยเพียงสองสามประโยค จากนั้นก็รั้งอยู่เพื่อตั้งใจดูแลอาการป่วยของเสิ่นซี
ทั้งสองครอบครัวต่างวุ่นวายอยู่กับการจัดยาและต้มยาให้เสิ่นซี จากนั้นจึงป้อนให้เขาดื่ม หลังจากเสิ่นซีกินยาไปได้ไม่นาน ความง่วงงุนก็ถาโถมเข้ามา ในที่สุดเขาก็ผล็อยหลับไป
โจวซื่อและฮุ่ยเหนียงไม่วางใจนัก ยังคงเฝ้าอยู่หน้าเตียงไม่ห่าง
ฮุ่ยเหนียงกล่าวกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ "วันนี้รบกวนน้องสาว ให้ต้องเดินทางมาแล้ว ยามนี้เสี่ยวหลางดูอาการดีขึ้นมาก น้องสาวกลับไปอยู่เป็นเพื่อนคนในครอบครัวก่อนเถิด"
เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คิดจะอยู่ต่อ ทว่าเมื่อเห็นว่าทั้งสองครอบครัวต่างกำลังวุ่นวายอยู่กับเสิ่นซี นางรั้งอยู่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก จึงพยักหน้าเบา ๆ หิ้วกล่องยาเดินลงบันไดไป
ฮุ่ยเหนียงเดินไปส่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่ประตู เมื่อกลับมาก็เอ่ยกับโจวซื่อว่า "พี่สาวกลับไปพักผ่อนเถิด ทางนี้ข้าดูแลเองก็พอแล้ว"
โจวซื่อทอดถอนใจ "ยากนักที่น้องสาวจะรักใคร่เอ็นดูเขาถึงเพียงนี้ นี่นับเป็นวาสนาของไอ้เด็กทึ่มแท้ ๆ" แต่นางเป็นห่วงบุตรชายอยู่เต็มอก จะยอมจากไปได้อย่างไร สุดท้ายสตรีทั้งสองจึงอยู่เฝ้าไข้ด้วยกัน
ล่วงเลยจนถึงยามพลบค่ำ เสิ่นซีก็ยังคงไม่ฟื้นคืนสติ ทว่าหน้าผากไม่ได้ร้อนจี๋เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว โจวซื่อจึงวางใจลงได้เปลาะหนึ่ง ในที่สุดก็ยอมลงไปเตรียมอาหารมื้อเย็น ปล่อยให้ฮุ่ยเหนียงรั้งอยู่ในห้องเพื่อเฝ้าไข้เสิ่นซีต่อไป
รอจนกระทั่งมีการจุดตะเกียง เสิ่นซีจึงค่อยรู้สึกตัวตื่นขึ้น เขาปรือตาขึ้นมอง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือเงาร่างอรชรงดงามของฮุ่ยเหนียง ภายในใจบังเกิดความรู้สึกสุขล้ำอย่างเปี่ยมล้น
นี่เป็นความรู้สึกที่พิเศษยิ่งนัก ทั้งที่ห่วงหาอาทร ทว่าก็รู้ดีว่าเป็นเพียงบุปผาในคันฉ่องจันทราในผืนน้ำ ไม่มีทางได้มาครอบครองเป็นแน่แท้ ในใจพลันรู้สึกวูบโหวงระคนผิดหวัง เปลือกตาจึงปิดปรือลงอีกครา
(เชิงอรรถผู้แปล: บุปผาในคันฉ่องจันทราในผืนน้ำ ปรับบริบทมาจาก (镜中花水中月) เปรียบเปรยถึงสิ่งที่งดงามแต่เป็นเพียงภาพลวงตา ไม่อาจครอบครองหรือจับต้องได้จริง)
"เสี่ยวหลาง เจ้าตื่นแล้วหรือ? รีบลุกขึ้นเถิด น้าเตรียมอาหารรสอ่อนไว้ให้เจ้าบ้างแล้ว อย่างไรก็ต้องกินรองท้องเสียหน่อยนะ" น้ำเสียงของฮุ่ยเหนียงอ่อนโยนยิ่งนัก เสิ่นซีฟังแล้วหัวใจก็สั่นไหวหวามไหวไปอีกระลอก
โจวซื่อประคองน้ำชาร้อนเดินเข้ามา เมื่อรู้ว่าเสิ่นซีฟื้นแล้ว ก็รีบเข้ามาดูอาการ ทว่าร่างกายของเสิ่นซียังคงอ่อนแออย่างมาก กระทั่งเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นนั่งก็ยังไม่มี
"เช่นนี้จะทำอย่างไรดีเล่า? ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว มิสู้ส่งเขากลับบ้าน แล้วค่อยไปตามพ่อของเขากลับมา..." โจวซื่อมองดูสีท้องฟ้าเบื้องนอก ภายในใจร้อนรน ชั่วขณะหนึ่งก็คิดอ่านอันใดไม่ออก
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าเบา ๆ "เสี่ยวหลางกำลังป่วยอยู่ ด้านนอกหิมะก็กำลังตก อากาศหนาวเหน็บ หากต้องเดินทางกระเทือนไปมา อาการป่วยย่อมต้องทรุดหนักลงเป็นแน่ ให้เขาพักอยู่ที่นี่เถิด ข้ากับพี่สาวผลัดกันเฝ้าเขาในตอนกลางคืนก็พอแล้ว"
โจวซื่อลังเลใจ "เช่นนี้จะดีหรือ?"
"มีอันใดไม่ดีกัน ข้ามองเสี่ยวหลางประดุจสายเลือดของตนเอง ไม่ต้องนับเรื่องอื่นใด เอาแค่ความช่วยเหลือที่เสี่ยวหลางมีต่อข้าและซีเอ๋อร์ ยามเขาเจ็บไข้ได้ป่วย คนเป็นน้าอย่างข้าจะเพิกเฉยไม่ดูดำดูดีได้อย่างไร?"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ พลางรู้สึกขมขื่นใจอยู่บ้าง เดิมทีช่วงระยะเวลานี้สภาพจิตใจของนางค่อย ๆ เบิกบานขึ้นมาแล้ว ทว่าเมื่อเสิ่นซีล้มป่วยลง นางก็รู้สึกทรมานใจราวกับสูญเสียเสาหลักพึ่งพิงไปก็ไม่ปาน
โจวซื่อพยักหน้า "เช่นนั้นรบกวนน้องสาวช่วยดูแลไปก่อน ข้าจะกลับไปพักผ่อน พอถึงกลางดึกค่อยมาผลัดเวรกับน้องสาวก็แล้วกัน"
ฮุ่ยเหนียงเดินไปส่งโจวซื่อลงไปชั้นล่างด้วยตนเอง เมื่อกลับมาอยู่เป็นเพื่อนเสิ่นซีที่ข้างเตียง ก็ป้อนอาหารให้เขากินเสียก่อน จากนั้นจึงให้เขานอนหลับพักผ่อนต่อ
เสิ่นซีรู้สึกเพลิดเพลินกับการได้รับการปรนนิบัติดูแลอย่างเอาใจใส่เช่นนี้ยิ่งนัก โดยเฉพาะผู้ที่คอยดูแลคือฮุ่ยเหนียง ทว่าไม่นานภายในใจก็พลันบังเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา รู้สึกว่าตนเองช่างเพ้อฝันเกินตัว เป็นการล่วงเกินโฉมงามผู้เพียบพร้อมเบื้องหน้านี้โดยแท้ ยิ่งคิดเช่นนี้ ในใจก็ยิ่งสับสนว้าวุ่น อาการปวดหัวก็พลันกำเริบขึ้นมาตาม ท้ายที่สุดแทบจะรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด
"เสี่ยวหลาง เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
ฮุ่ยเหนียงเห็นเสิ่นซีปวดร้าวทรมานจนแยกเขี้ยว ก็รีบยื่นมือมาทาบบนใบหน้าของเขา "อย่าได้กังวลไปเลย ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น น้าก็จะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ"
คำกล่าวนี้ซึมซาบเข้าสู่กลางใจ เสิ่นซีซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ชั่วขณะนั้นอาการปวดหัวก็ดูเหมือนจะทุเลาลงไปไม่น้อย
นอนหลับไปอีกตื่นหนึ่ง ในที่สุดเสิ่นซีก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงฟื้นฟูกลับมาบ้างแล้ว เมื่อเขาลืมตาขึ้น ไม่ล่วงรู้เลยว่าภายนอกเป็นยามใดแล้ว กลางดึกเงียบสงัดฮุ่ยเหนียงไม่เพียงแต่จะไม่ฉวยโอกาสงีบหลับ ทว่าสายตายังคงจับจ้องมาที่เขาตลอดเวลา ในพริบตาแรกที่เขารู้สึกตัวตื่น นางก็ล่วงรู้ในทันที
"เสี่ยวหลาง ดื่มน้ำร้อนเสียหน่อยสิ จะเป็นผลดีต่ออาการป่วยนะ" ฮุ่ยเหนียงรีบนำน้ำร้อนมาให้ ประคองเสิ่นซีลุกขึ้นนั่ง และใช้ช้อนป้อนไปจ่อที่ริมฝีปากเขา
สีหน้าเสิ่นซีพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย "ท่านน้า ข้า... ข้าอยากปลดทุกข์ขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงเห็นใบหน้าเสิ่นซีมีเลือดฝาดเพิ่มขึ้นมาบ้าง ในใจก็คลายกังวลลง "ไอ้เด็กเหม็น อาการป่วยเพิ่งจะดีขึ้นมาหน่อยก็สร้างความลำบากให้น้าเสียแล้ว ไม่เป็นไร น้าจะไปหยิบกระโถนมาให้เดี๋ยวนี้แหละ"
ฮุ่ยเหนียงถือกระโถนเดินเข้ามาในห้อง เสิ่นซีเพิ่งคิดจะเลิกผ้าห่มลงจากเตียง ฮุ่ยเหนียงก็หัวเราะพลางเอ่ย "ทำบนเตียงก็พอแล้ว"
เสิ่นซีส่ายหน้ายิ้มขื่น "หากทำเปื้อนคงไม่ดีหรอกขอรับ"
"เป็นอันใดไป เจ้ารู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นแล้วหรือ?" ฮุ่ยเหนียงค้อนขวับใส่เสิ่นซี ใบหน้าเจือแววปลาบปลื้มใจ "เปื้อนก็มีน้าคอยซักให้ รีบเข้าเถิด น้ายังต้องเอาไปเททิ้งข้างนอกให้เจ้าอีกนะ"
เสิ่นซีถือกระโถนรองปัสสาวะนั่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคอะเขินอับอาย
ถึงอย่างไรสภาพจิตใจเขาก็ล่วงเลยวัยตั้งตนสถาปนาไปแล้ว จะให้เขามาปัสสาวะต่อหน้าหญิงงาม เรื่องที่ไม่สำรวมเช่นนี้เขาทำไม่ลงจริง ๆ
(เชิงอรรถผู้แปล: ตั้งตนสถาปนา (而立之年) หมายถึง อายุ 30 ปี ซึ่งควรจะมีความมั่นคงในชีวิตแล้ว)