- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 150 หัวใจสตรี
ตอนที่ 150 หัวใจสตรี
ตอนที่ 150 หัวใจสตรี
หลังจากส่งเสิ่นหมิงจวินจากไปแล้ว โจวซื่อก็นำพาเสิ่นซีและหลินไต้มายังร้านขายยา ทว่ากลับพบว่าที่นี่จัดวางอาหารไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว แต่กลับยังไม่ยอมเริ่มกินเสียที
"น้องสาว นี่ก็ล่วงเลยมาพักใหญ่แล้ว เหตุใดยังไม่กินอีกเล่า?" โจวซื่อเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้ม "ก็รอพี่สาวมาอย่างไรเล่า หากขาดพี่สาวไป ย่อมไร้ซึ่งกลิ่นอายของการฉลองปีใหม่ อันที่จริง ปล่อยให้หิวอีกสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน มองดูอาหารละลานตาเต็มโต๊ะ ประเดี๋ยวพอลงมือกินย่อมต้องเอร็ดอร่อยและได้รสชาติมากยิ่งขึ้นเป็นแน่"
เมื่อโจวซื่อได้ยินถ้อยคำนี้ ความรู้สึกผิดก็ระคนไปกับความซาบซึ้งใจ เมื่อครู่อยู่ที่บ้านนางยังอิงแอบคลอเคลียกับสามีอยู่ครู่หนึ่ง คิดเพียงว่าทางฝั่งฮุ่ยเหนียงคงกำลังกินข้าวอยู่ นางมาสายสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร ทว่ากลับไม่ล่วงรู้เลยว่าฮุ่ยเหนียงเฝ้ารอนางอยู่ตลอด
"ข้ากินมาแล้วน่ะสิ เจ้าดูเถิด..." โจวซื่อนั่งลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด กระทั่งไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาฮุ่ยเหนียงเสียด้วยซ้ำ
"ไม่เป็นไรหรอก กินน้อยหน่อยก็พอ ขอแค่พอเป็นพิธีก็แล้วกัน"
ฮุ่ยเหนียงกล่าวพลางยื่นตะเกียบให้ พอหันขวับมาก็สบเข้ากับแววตาที่ยิ้มแย้มและเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของเสิ่นซีพอดิบพอดี จึงยื่นตะเกียบให้เขาไปคู่หนึ่งด้วยเช่นกัน
"ขอบพระคุณขอรับท่านน้า" เสิ่นซีเอ่ยเสียงดังฟังชัด
โจวซื่อถือตะเกียบไว้ในมือ พลางเอ่ยจัดการ "เอาล่ะ ๆ กินข้าวกันเถิด หากยังไม่กินอีกล่ะก็ น้าของเจ้าคงหิวแย่แล้วจริง ๆ"
อย่างไรเสียค่ำคืนวันปีใหม่ก็ต้องอยู่เฝ้าข้ามปี ความจริงแล้วมื้อค่ำนี้เสิ่นซีกินไปไม่น้อยเลยทีเดียว หากกินไม่อิ่มย่อมไม่อาจทนอยู่จนถึงช่วงดึกดื่นค่อนคืนได้ ทว่าทางฝั่งฮุ่ยเหนียงมีเจี่ยวจื่อ เขาจึงลอบเผื่อใจเอาไว้ จงใจเหลือพื้นที่ในกระเพาะไว้สักหน่อย เพื่อรอมาลิ้มรสชาติของเจี่ยวจื่อโดยเฉพาะ
แต่พอลองชิมดูเท่านั้นแหละ ปัญหาก็บังเกิด
อาจเป็นเพราะไม่ได้กินมาเนิ่นนาน ประกอบกับรสมือของฮุ่ยเหนียงนั้นล้ำเลิศเกินพรรณนา เจี่ยวจื่อไส้กุยช่ายนี้มีรสชาติหอมหวานกลมกล่อม อร่อยล้ำจนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูด กินชิ้นแรกแล้วก็ยังอยากกินชิ้นที่สองต่อ จนถึงท้ายที่สุด เสิ่นซีก็แทบจะไม่ได้หุบปากเลย
"เจ้ากินมาจากบ้านแล้วมิใช่หรือ?" โจวซื่อมองท่าทางสวาปามดั่งหมาป่า กลืนกินดั่งพยัคฆ์ของเสิ่นซีพลางเอ่ยด่า "กินเข้าไปมากมายปานนี้ระวังจะจุกตายเอา!"
(เชิงอรรถผู้แปล: สวาปามดั่งหมาป่า กลืนกินดั่งพยัคฆ์ (狼吞虎咽) หมายถึง อาการกินอย่างรวดเร็ว มูมมาม และตะกรุมตะกรามราวกับสัตว์ป่าที่หิวโหย)
เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตา ทว่าสิ่งยั่วใจจากของอร่อยนั้นช่างใหญ่หลวงนัก เขาอยากจะหยุดกินก็หยุดไม่ได้ สุดท้ายก็เป็นฮุ่ยเหนียงที่ลงมืออย่างเด็ดขาด แย่งชามของเสิ่นซีไปส่งให้ซิ่วเอ๋อร์ที่กินเก่งกว่าแทน
"เสี่ยวหลาง เจ้าน่ะกำลังอยู่ในวัยกำลังโตก็จริง แต่จะกินเกินขนาดเช่นนี้ไม่ได้นะ ขืนกินจนล้มหมอนนอนเสื่อขึ้นมาจริง ๆ ข้าคงไม่มีปัญญาหาเด็กเก่งกาจอย่างเจ้าไปชดใช้ให้แม่ของเจ้าหรอกนะ"
เสิ่นซีเช็ดปากพลางยิ้มแหย ๆ เดิมทีคิดจะลุกยืนขึ้น ทว่าเพราะกินจนอิ่มตื้อ กลับยืนไม่ขึ้นเสียอย่างนั้น เพิ่งจะยืดตัวขึ้นมาได้ก็หล่นตุ้บลงไปนั่งที่เดิมอีกครา เมื่อหมดปัญญาจะกินต่อ เสิ่นซีจึงทำได้เพียงนั่งมองผู้อื่นกิน
ฮุ่ยเหนียงกินข้าวอย่างเชื่องช้าเคี้ยวอย่างละเอียด ผ่านไปพักใหญ่ก็กินไปได้ไม่เท่าใดนัก ทางด้านซิ่วเอ๋อร์นั้นกินโดยไร้ซึ่งความกังวลใจใด ๆ ในบ้านหลังนี้นางเป็นผู้ที่กินจุที่สุด ส่วนสาวใช้ที่เหลือนั้นกลับระมัดระวังตัวยิ่งนัก ด้วยเกรงว่าหากกินมากไปจะทำให้ฮุ่ยเหนียงไม่พอใจ ตามคำกล่าวของหยาผัว ทางนายท่านล้วนเกรงกลัวว่าบ่าวไพร่จะกินจุเกินไป โดยปกติแล้วผู้ที่กินเก่งมักจะเกียจคร้านในการทำงาน
(เชิงอรรถผู้แปล: หยาผัว / แม่สื่อค้าทาส (牙婆) สตรีที่เป็นนายหน้าค้ามนุษย์ จัดหาบ่าวไพร่)
ทว่าพวกนางกลับไม่ล่วงรู้เลยว่า ความห่วงใยที่ฮุ่ยเหนียงมีต่อพวกนางนั้นล้วนมาจากใจจริง นางไม่มีทางเข้มงวดกวดขันเรื่องอาหารการกินเป็นอันขาด ช่างเป็นการใช้ใจคนพาลคาดเดาใจวิญญูชนเสียจริง
หลังกินมื้อค่ำเสร็จ สาวใช้ก็พากันเก็บกวาดโต๊ะ ฮุ่ยเหนียงเรียกโจวซื่อขึ้นไปบนชั้นสอง
เมื่อทั้งสองเดินลงมา ในอ้อมอกของโจวซื่อก็มีกล่องไม้ใบเล็กกอดไว้ เสิ่นซีคาดเดาว่าฮุ่ยเหนียงคงจะมอบเครื่องประดับเงินทองให้แก่โจวซื่ออีกเป็นแน่ มิเช่นนั้นโจวซื่อคงไม่ยิ้มจนหุบปากไม่ลงเช่นนี้
"เสี่ยวหลาง มานี่สิ"
ฮุ่ยเหนียงกวักมือเรียกเสิ่นซีเข้าไปหา ก่อนจะยัดอั่งเปาใส่อกเขาโดยตรง ประจวบเหมาะกับที่โจวซื่อหันมาเห็นเข้าพอดี เสิ่นซีโอดครวญในใจ ฮุ่ยเหนียงไม่เลือกเวลาอื่นในการให้อั่งเปาเขา เห็นได้ชัดว่าจงใจให้โจวซื่อยึดไปชัด ๆ
โจวซื่อหัวเราะพลางเอ่ย "ไอ้เด็กทึ่ม ยังไม่รีบขอบคุณท่านน้าซุนของเจ้าอีก"
"อ้อ ขอบพระคุณขอรับท่านน้า" เสิ่นซีทำหน้ามุ่ย มองไม่เห็นวี่แววของความดีใจเลยแม้แต่น้อย
ฮุ่ยเหนียงยิ้มกริ่ม นางมองเห็นสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปของเสิ่นซี ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
โจวซื่อต้องการกลับไปเก็บกล่องไม้ให้เรียบร้อย จึงเรียกหลินไต้ให้กลับไปด้วยกัน ทว่ากลับปล่อยให้เสิ่นซีรั้งอยู่ต่อ
รอจนโจวซื่อและไต้เอ๋อร์เดินพ้นประตูเรือนออกไป ฮุ่ยเหนียงก็ลอบยัดอั่งเปามาให้อีกซองหนึ่ง "นี่ เอาไปซื้อขนมกินเล่นเสียนะ"
เสิ่นซีไม่เกรงใจเช่นกัน เขาเปิดอั่งเปาดู พบว่ามีเศษเงินก้อนรวมกับเหรียญทองแดง นับรวมกันได้ถึงหนึ่งตำลึงถ้วน ใช้เงินจำนวนนี้ไปซื้อขนมกินเล่นคงซื้อได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทว่าอายุจิตใจของเสิ่นซีนั้นล่วงเลยวัยที่แสวงหาความสุขจากของกินมานานแล้ว เขาแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นจู่ ๆ "ท่านน้า ท่านเตรียมของดี ๆ ให้พวกเราทุกคนแล้ว สำหรับตัวท่านเองเล่า เตรียมสิ่งใดไว้บ้างขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงชะงักงันไปชั่วขณะ
ช่วงสิ้นปีนี้นางยุ่งวุ่นวายทั้งในและนอกบ้าน ทั้งต้องเตรียมของกำนัลให้คนในครอบครัว ทั้งยังต้องตอบแทนของกำนัลให้ผู้คนในสมาคมการค้า กระทั่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่เพิ่งรู้จักมักจี่ก็ยังมีของเตรียมฉลองปีใหม่ชุดใหญ่ให้ ทว่ากลับละเลยตนเองไปเสียสนิท
"ท่านน้า ข้ามีของขวัญชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง จะมอบให้ท่านดีหรือไม่ขอรับ?" เสิ่นซีแสร้งทำท่าทีลึกลับ
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มพลางพยักหน้า "เจ้ามีน้ำใจน้าก็ดีใจแล้ว... ไหน เอาของขวัญออกมาให้น้าดูสิ"
แม้ปากจะบอกว่า "มีน้ำใจก็พอแล้ว" ทว่าในใจกลับแอบคาดหวังอยู่ไม่น้อย นางอยากรู้ยิ่งนักว่าเด็กอายุน้อยอย่างเสิ่นซีจะมอบของขวัญพิเศษเช่นไรให้นาง
เสิ่นซีล้วงเอากระดาษวาดภาพที่ม้วนไว้ออกมาจากอกเสื้อ เมื่อมองจากภายนอกดูราบเรียบไร้ความพิเศษ ทว่าด้านในกลับคล้ายมีรอยน้ำหมึก ฮุ่ยเหนียงนึกในใจ หรือว่าเขาเขียนคำอวยพรไว้สองสามประโยคกัน?
รอจนฮุ่ยเหนียงรับกระดาษที่เสิ่นซีส่งให้อย่างเป็นงานเป็นการ พอคลี่ออกดูก็เพิ่งรู้ว่าที่แท้มิใช่คำมงคลอันใด ทว่ากลับเป็นภาพเหมือนบุคคลที่เสิ่นซีวาดขึ้นด้วยแท่งถ่าน
ทักษะพู่กันของเสิ่นซีล้ำเลิศ การวาดภาพแรเงามีโครงร่างชัดเจน ฮุ่ยเหนียงเพียงมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าภาพวาดนั้นคือตัวนางเอง ช่างมีชีวิตชีวาประดุจของจริง เมื่อเทียบกับตนเองในคันฉ่องแล้ว ดูคล้ายจะงดงามกว่าถึงสามส่วน
"เสี่ยวหลาง เจ้าวาดออกมาได้อย่างไรกัน?" แม้ฮุ่ยเหนียงอยากจะปกปิดความปีติยินดีในใจ ทว่าก็ยังอดไม่ได้ที่จะใช้มือเรียวบางป้องปาก ตื่นเต้นจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา
เสิ่นซียิ้มกล่าว "ก็เห็นท่านน้ายามปกติมักจะยุ่งวุ่นวาย ทว่าก็ยังคงงดงามยิ่งนัก ข้าก็เลยวาดภาพท่านน้าที่งดงามที่สุดในใจข้าออกมา ข้ายังกังวลอยู่เลยว่าท่านน้าจะรังเกียจว่าของขวัญที่ข้ามอบให้ต่ำต้อยเกินไปจนไม่มองให้เต็มตา"
ในดวงตาของฮุ่ยเหนียงมีหยาดน้ำตาเอ่อล้น นางรีบเบือนหน้าไปใช้ผ้าเช็ดหน้าซับออก นางคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับของขวัญพิเศษเช่นนี้ในวันปีใหม่
รอจนอารมณ์ของนางสงบลง จึงหันกลับมามองเสิ่นซี พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูอย่างหาใดเปรียบ "เสี่ยวหลาง ของขวัญชิ้นนี้น้าชอบมาก น้าจะเก็บซ่อนมันไว้อย่างดี แล้วจะหยิบออกมาดูบ่อย ๆ ดีหรือไม่?"
เสิ่นซีรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของฮุ่ยเหนียงไม่ค่อยเหมือนยามปกติ ราวกับกำลังพยายามปกปิดสิ่งใดอยู่ ประสบการณ์ทั้งสองชาติภพทำให้เขาเรียกได้ว่ามีสายตาเฉียบแหลมดุจคบเพลิง ย่อมไม่เปิดโปงออกมา เขาแสดงสัญชาตญาณความเป็นเด็กออกมาทันทีพลางยิ้มกล่าว "ท่านน้า ท่านอย่าไปบอกท่านแม่ของข้าก็พอ มิเช่นนั้นนางคงให้ขาวาดภาพนางบ้าง ข้าคงหาความรู้สึกเช่นนั้นไม่เจอจริง ๆ ขอรับ"
"ความรู้สึกอันใดกัน?"
โจวซื่อกลับบ้านไปเก็บซ่อนกล่องไม้เรียบร้อยแล้ว ก็พกเอาหลินไต้หวนกลับมาทันที ประจวบเหมาะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเสิ่นซีเข้าพอดี
ฮุ่ยเหนียงรีบยัดภาพแรเงาถ่านไม้เก็บเข้าในแขนเสื้อกว้าง แย้มยิ้มตอบกลับ "ไม่มีอันใดหรอกเจ้าค่ะพี่สาว ข้าก็แค่คุยสัพเพเหระกับเสี่ยวหลางเท่านั้น"
โจวซื่อมิได้เคลือบแคลงสงสัยสิ่งใด เอ่ยด่าทอ "ไอ้เด็กเหม็นนี่ ยามปกติรู้จักแต่ก่อกวนไปวัน ๆ... ประเดี๋ยวข้ายังต้องไปเก็บกวาดห้องด้านหลังโรงพิมพ์นั่นเสียหน่อย วันนี้ข้าตั้งใจจะเอาของไปเก็บไว้ที่นั่น ทว่าพอเปิดประตูออกก็แทบจะรมควันข้าจนตาย ไม่รู้เลยว่าเขาไปง่วนทำอะไรอยู่ในนั้น"
เสิ่นซีฉีกยิ้มกล่าว "ท่านแม่ นั่นคือห้องทดลองที่ท่านน้ายกให้ข้าเลยนะขอรับ ด้านในล้วนมีแต่ของดี ๆ ทั้งนั้น ท่านอย่าไปจับสุ่มสี่สุ่มห้านะขอรับ ของหลายอย่างหากเอามาอยู่รวมกันก็อาจจะเกิดไฟลุกพรึบขึ้นมาได้ทันที การเก็บรักษาไม่ใช่ง่าย ๆ เลยนะขอรับ"
เสิ่นซีไม่พูดยังดีกว่า พอพูดออกมาโจวซื่อก็ยิ่งเดือดดาล โชคดีที่มีฮุ่ยเหนียงช่วยเกลี้ยกล่อม นางจึงค่อยคลายความโกรธลงไปได้บ้าง
รอจนทั้งสองครอบครัวมานั่งล้อมวงกันพร้อมหน้า ฮุ่ยเหนียงก็ให้เสิ่นซีเล่านิทานให้สตรีทั้งห้องฟัง
นี่แทบจะกลายเป็นรายการประจำที่ขาดไม่ได้ยามที่ทั้งสองครอบครัวมารวมตัวกันในช่วงเทศกาลเสียแล้ว ไม่เพียงแต่เด็กหญิงน้อยทั้งสองและสาวใช้ไม่กี่คนจะชื่นชอบ กระทั่งฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อก็ยังชอบฟัง
"แต่ข้าไม่รู้จะเล่าเรื่องใดนี่ขอรับ" เสิ่นซีเท้าคางครุ่นคิด ทว่าตัวเลือกมีมากเกินไป ชั่วขณะหนึ่งเขาไม่รู้จะเลือกหยิบยกเรื่องใดดี จึงยักไหล่พลางเอ่ยออกมา
สายตาของฮุ่ยเหนียงที่ทอดมองมา อ่อนโยนและแฝงไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู พวงแก้มของนางแดงระเรื่อ ภายใต้แสงตะเกียงที่วูบไหว ราวกับโฉมงามที่ดื่มสุราจนเมามายเล็กน้อย ฮุ่ยเหนียงหรี่ตาลงเล็กน้อย ในดวงตาแฝงความเคลิบเคลิ้มหลงใหลเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน "เช่นนั้นก็เล่าเรื่องความฝันในหอแดงเถิด เรื่องราวในนั้น น้าอยากจะฟังอีกสักหน"
(เชิงอรรถผู้แปล: เคลิบเคลิ้มหลงใหล (迷离) ในบริบทนี้หมายถึงแววตาที่ดูเลื่อนลอย เคลิบเคลิ้ม หรือมีเสน่ห์ดึงดูดใจ)