- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 149 กลิ่นอายปีใหม่อันอบอวล
ตอนที่ 149 กลิ่นอายปีใหม่อันอบอวล
ตอนที่ 149 กลิ่นอายปีใหม่อันอบอวล
จวบจนพลบค่ำก็ยังมีรถม้าบรรทุกของกำนัลมาส่งอย่างไม่ขาดสาย ข้าวของทั้งหมดถูกนำไปจัดวางไว้ที่ลานเรือนด้านหลังร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงตรวจสอบของกำนัลแต่ละชิ้นอย่างละเอียดลออ ของสิ่งใดผู้ใดเป็นคนส่งมา มีมูลค่าสักเท่าใด และวันหน้าควรจะตอบแทนกลับไปเช่นไร นางล้วนจดบันทึกกำกับไว้อย่างถี่ถ้วน
รอจนรถม้าจากไปจนหมดสิ้น จู่ ๆ ฮุ่ยเหนียงก็ฉุกคิดสิ่งใดขึ้นมาได้ จึงหันไปเอ่ยถามโจวซื่อ "พี่สาว ทางฝั่งน้องสาวสกุลเซี่ยนั้น ท่านได้ส่งของเตรียมฉลองปีใหม่ไปให้แล้วหรือไม่?"
"ของเตรียมฉลองปีใหม่อันใดกัน?" ใบหน้าของโจวซื่อฉายแววงุนงง
"เฮ้อ ที่รับปากไว้ไงเล่า ว่าตอนสิ้นปีนอกจากจะจ่ายค่าจ้างช่วงสองสามวันนี้ให้น้องสาวสกุลเซี่ยแล้ว ยังต้องส่งของเตรียมฉลองปีใหม่ไปให้เล็กน้อยด้วย คงต้องโทษที่ข้ามิได้อธิบายให้พี่สาวฟังอย่างกระจ่าง ซิ่วเอ๋อร์ รีบมานี่เร็ว นำของเตรียมฉลองปีใหม่บางส่วนไปส่งที่จวนสกุลเซี่ย เจ้าเดินทางคนเดียวคงไม่ปลอดภัยนัก ให้หนิงเอ๋อร์กับลวี่เอ๋อร์ไปเป็นเพื่อนเจ้าด้วย ระหว่างทางอย่าได้โอ้เอ้ พยายามกลับมาให้ถึงก่อนฟ้ามืดเล่า"
ซิ่วเอ๋อร์เอ่ยด้วยท่าทีโผงผาง "นายหญิงวางใจเถิดเจ้าค่ะ ระหว่างทางพวกข้าไม่โอ้เอ้แน่ ข้ายังอยากรีบกลับมากินข้าวมื้อข้ามปีไว ๆ อยู่เลย"
ฮุ่ยเหนียงลงมือเข้าไปหยิบของเตรียมฉลองปีใหม่ที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากโกดังหลังเรือนด้วยตนเอง มีทั้งม้วนผ้าพับ เนื้อรมควัน ปลา เนื้อหมูและเนื้อแกะสด ๆ อีกทั้งยังมีผลไม้และขนมหวาน ฮุ่ยเหนียงนั้นปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความจริงใจ นางมองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ประดุจน้องสาวแท้ ๆ ดังนั้นต่อคนสกุลเซี่ยนางจึงไม่มีความตระหนี่ถี่เหนียวเลยแม้แต่น้อย
ฮุ่ยเหนียงตรวจนับดูรอบหนึ่ง ยังคงเกรงว่าจะมีสิ่งใดตกหล่น จึงขอให้โจวซื่อช่วยขบคิดอีกแรง
โจวซื่อมิได้มีวิสัยทัศน์หรือความเห็นอันใด เป็นเสิ่นซีเสียอีกที่ร้องทักขึ้น "ท่านน้า ข้าดูแล้วมีของเตรียมฉลองปีใหม่เหล่านี้ จวนของพี่สาวเซี่ยก็ไม่ต้องเตรียมสิ่งใดเพิ่มสำหรับปีใหม่แล้วกระมัง"
ฮุ่ยเหนียงเอ่ยตำหนิ "เรียกพี่สาวอีกแล้ว ข้าบอกเจ้าไปกี่ครั้งกี่หนแล้ว ว่าต้องเรียกท่านน้าเซี่ย"
เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตา แสร้งทำเป็นหูทวนลมไม่รับรู้
"รีบไปรีบกลับเล่า!"
หลังจากส่งสาวใช้ทั้งสามคนอย่างซิ่วเอ๋อร์ออกจากประตูไป ฮุ่ยเหนียงก็กลับมาจัดเตรียมอาหารมื้อข้ามปี ขณะที่นางกำลังผูกผ้ากันเปื้อนเตรียมจะลงมือด้วยตนเองนั้น หงเอ๋อร์ก็รีบเอ่ยห้ามปราม "นายหญิง ท่านยุ่งวุ่นวายมาทั้งวันแล้ว ให้พวกบ่าวจัดการเองเถิดเจ้าค่ะ"
"ล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ไม่เป็นไรหรอก... วันนี้ของบางอย่างหากขาดข้าไปคงทำไม่สำเร็จแน่ ปีนี้พวกเราย้ายมาอยู่ตัวเมือง ข้าวของเครื่องใช้ฉลองปีใหม่ล้วนจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ ปีก่อน ๆ ที่บ้านไม่เคยห่อเจี่ยวจื่อกันมาก่อน นี่เป็นอาหารที่ชาวแดนเหนือชื่นชอบที่สุด พวกเจ้าห่อไม่เป็นทั้งยังไม่รู้วิธีต้ม เดี๋ยวข้าจะสอนพวกเจ้าเอง"
(เชิงอรรถผู้แปล: เจี่ยวจื่อ (饺子) คือ เกี๊ยวจีนประเภทหนึ่ง มีลักษณะเป็นแผ่นแป้งห่อไส้เนื้อสัตว์สับผสมผัก นิยมนำไปต้มให้สุก ถือเป็นอาหารประจำเทศกาลตรุษจีนของชาวจีนทางตอนเหนือ โดยรูปทรงของเจี่ยวจื่อที่คล้ายคลึงกับเงินตำลึงในสมัยโบราณ (หยวนเป่า) เป็นสัญลักษณ์มงคลที่สื่อถึงความมั่งคั่งและโชคลาภ)
ภูมิลำเนาเดิมของฮุ่ยเหนียงอยู่ที่มณฑลเจียงซี วัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้านของบ้านเกิดนางย่อมแตกต่างจากชาวฮากกาในละแวกเมืองถิงโจวอย่างมาก นอกเหนือจากฝีมือฉกาจในการทำธุรกิจแล้ว วิสัยทัศน์ความรอบรู้ของฮุ่ยเหนียงก็ยังเป็นที่น่าเลื่อมใส กระทั่งสาวใช้ในจวนหรือแม้แต่โจวซื่อก็ยังยกย่องชื่นชมจากใจจริง
ภายในห้องครัวกำลังจัดเตรียมอาหารมื้อข้ามปีกันอย่างคึกคักวุ่นวาย ส่วนเสิ่นซีก็เล่นสนุกอยู่กับลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้ในลานเรือน จวบจนกระทั่งยามที่ท้องฟ้าใกล้จะมืดมิดลงอย่างสมบูรณ์ กลางท้องฟ้าก็มีเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา ช่างขับเน้นบรรยากาศแห่งค่ำคืนวันสิ้นปีได้อย่างพอดิบพอดี
"น่าเสียดายที่หิมะตกไม่หนักนัก หากตกหนักกว่านี้อีกสักหน่อย พวกเราก็ปั้นมนุษย์หิมะเล่นกันได้แล้ว" เสิ่นซีแหงนหน้ามองท้องฟ้า ทอดถอนใจให้กับความหนาวเหน็บของยุคน้ำแข็งน้อย ในยุคหลังแถบฝูเจี้ยนตะวันตกนั้นหิมะตกได้ยากยิ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าพอตนเองย้อนอดีตมาอยู่ในยุคสมัยนี้ กลับได้เผชิญกับวันหิมะตกมาหลายหนแล้ว
เชิงอรรถผู้แปล: ยุคน้ำแข็งน้อย (小冰河期) ยุคที่อุณหภูมิโลกลดต่ำ ราชวงศ์หมิงถึงชิงเผชิญความหนาวและภัยแล้งรุนแรง)
ลู่ซีเอ๋อร์เลียนแบบท่าทางของเสิ่นซี ดวงหน้าน้อย ๆ แหงนมองท้องฟ้า จมูกโด่งรั้นถูกความหนาวสั่นจนแดงระเรื่อ ปากก็เอ่ยถาม "พี่เสิ่นซี มนุษย์หิมะคือสิ่งใดหรือ?"
หลินไต้กล่าวอย่างลำพองใจ "ไม่เคยเห็นมนุษย์หิมะล่ะสิ? เมื่อก่อนข้ากับท่านพ่อเคยปั้นด้วยกันมาแล้ว..." นางเอ่ยไปได้เพียงครึ่งประโยคก็พูดต่อไม่ออกเสียแล้ว เป็นเสิ่นซีที่กระตุ้นความทรงจำวัยเยาว์ของนางขึ้นมา ยามปกติหลินไต้ไม่เคยปริปากเล่าเรื่องราวในอดีตของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นซีดึงตัวลู่ซีเอ๋อร์เข้ามาใกล้ ๆ พร้อมกับทำไม้ทำมือประกอบ "มนุษย์หิมะก็คือกองหิมะที่นำมาก่อให้เป็นรูปคน ปั้นเสร็จแล้วก็สามารถนำกระดุม หัวไชเท้า และด้ายแดงมาตกแต่งเป็นดวงตา จมูก และปากให้มันได้ จากนั้นก็เอาไม้กวาดมาเสียบเป็นแขน หากสวมหมวกและผ้าพันคอเพิ่มเข้าไปด้วย ก็จะดูละม้ายคล้ายกับตุ๊กตาทีเดียว สองปีมานี้หิมะตกไม่หนักนัก ดูท่าคงไม่มีโอกาสได้ปั้น วันหน้าหากพวกเรามีโอกาสได้ไปแดนเหนือ ฤดูหนาวของทุกปีล้วนต้องเผชิญกับหิมะตกหนัก ถึงยามนั้นก็จะสามารถปั้นมนุษย์หิมะและปาหิมะเล่นกันได้แล้ว"
ลู่ซีเอ๋อร์ฉีกยิ้มกว้าง "เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเรามาเล่นปาหิมะกันเถิด อันนี้ข้าเคยเล่น ข้าปาแม่นมากเลยนะ"
เสิ่นซียิ้มพร้อมกับหยิกแก้มยุ้ย ๆ ของลู่ซีเอ๋อร์เบา ๆ เนื่องจากอากาศหนาวเหน็บจนเย็นเยือก พวงแก้มของยายหนูจึงตึงเปรี๊ยะ พอบีบดูก็รู้สึกหยุ่นกระชับมือยิ่งนัก
หลินไต้ที่อยู่ด้านข้างเห็นเข้าก็รู้สึกหึงหวงอยู่บ้าง ยิ่งเสิ่นซีรักใคร่เอ็นดูลู่ซีเอ๋อร์มากเท่าใด นางก็ยิ่งไม่สบอารมณ์มากเท่านั้น ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับลู่ซีเอ๋อร์กลับกลมเกลียวกันดียิ่งนัก สาเหตุหลักเป็นเพราะลู่ซีเอ๋อร์ไร้เดียงสาสะอาดบริสุทธิ์ ทั้งยังเชื่อฟังและคล้อยตามนางไปเสียทุกอย่าง พอคิดไปคิดมาก็รู้สึกว่าอันที่จริงไม่มีสิ่งใดให้น่าโมโหเลย
"หิมะตกแล้ว อากาศหนาวเย็น รีบเข้ามาผิงไฟในบ้านเถิด"
ฮุ่ยเหนียงที่ผูกผ้ากันเปื้อนเดินออกมา ร้องเรียกเด็กน้อยทั้งสามในลานเรือน "แวะไปดูตรงประตูด้วยนะ หากพวกซิ่วเอ๋อร์กลับมาก็อย่าลืมเปิดประตูให้พวกนางด้วยเล่า"
ท้องฟ้ามืดสนิทลงอย่างสมบูรณ์ สอดรับกับเสียงประทัดที่ดังเปรี้ยงปร้างอยู่ด้านนอกเป็นระยะ ในที่สุดเทศกาลตรุษจีนก็มาถึง
มักจะเป็นช่วงเวลานี้เสมอที่มักจะปลุกเร้าความโศกเศร้าคะนึงหาของเสิ่นซีขึ้นมา หลังพ้นปีใหม่นี้ไปเขาก็จะอายุเก้าขวบแล้ว ทะลุมิติมายังโลกใบนี้ได้สองปีกว่า จากช่วงแรกที่รู้สึกมืดแปดด้าน คิดว่ายอมตายแล้วไปเกิดใหม่ยังดีกว่ามีชีวิตอยู่อย่างรันทดอดสู จนกระทั่งค่อย ๆ ปรับตัวได้ในเวลาต่อมา จวบจนปัจจุบันนี้ เขาเกิดความอาลัยอาวรณ์ต่อโลกใบนี้เพิ่มขึ้นมาหลายส่วน รู้สึกว่าการรั้งอยู่ที่นี่และได้อยู่เคียงข้างบุคคลที่อยู่ในใจ ก็ถือเป็นเรื่องที่มีความสุขและน่ายินดีเช่นกัน
……
……
วันสิ้นปีปีนี้มีความหมายอันยิ่งใหญ่ต่อทั้งสองครอบครัวเป็นอย่างมาก
ในปีนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เริ่มจากการเปิดโรงพิมพ์ในอำเภอหนิงฮว่า ต่อมาก็ร่วมหุ้นกับร้านขายยาตระกูลหยาง ขยายกิจการมาจนถึงเมืองถิงโจว ฮุ่ยเหนียงยังได้กลายเป็นประธานสมาคมการค้าแห่งเมืองถิงโจวทั้งเมือง แม้เพิ่งจะย้ายมาตั้งรกรากได้ไม่นาน ทว่ากลับมีบารมีอันสูงส่งเป็นที่เคารพยำเกรง
ฮุ่ยเหนียงเป็นสตรีที่รู้คุณคนและรู้จักตอบแทน นางปฏิบัติต่อคนรอบข้างเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อถึงช่วงสิ้นปี นอกจากจะจัดเตรียมของกำนัลให้แก่โจวซื่อแล้ว อั่งเปาที่มอบให้แก่เหล่าสาวใช้ก็มิใช่น้อย ๆ เลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้สาวใช้ทั้งห้าคนต่างก็เฝ้ารอคอยว่าวันนี้ฮุ่ยเหนียงจะแจกอั่งเปาให้เท่าใด รอจนกระทั่งซิ่วเอ๋อร์ทั้งสามคนกลับมาถึง ทุกคนในครอบครัวก็มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ฮุ่ยเหนียงจึงแจกจ่ายอั่งเปาให้ทีละคน จำนวนเงินของแต่ละคนยังคงไม่เท่ากันดังเดิม ทว่าสาวใช้ทุกคนเมื่อเปิดดูแล้ว บนใบหน้าล้วนประดับไปด้วยความปีติยินดี กระทั่งเสี่ยวอวี้ที่ปกติมักจะเคร่งขรึมไม่ยิ้มแย้มก็ยังเผยรอยยิ้มออกมาให้เห็นซึ่งหาได้ยากยิ่ง
"เก็บกันไว้ให้ดีเล่า หากทำหายหรือถูกผู้ใดขโมยไปก็อย่ามาโทษข้า น้ำใจที่ข้าพอจะมอบให้ได้มีเพียงเท่านี้ ยามนี้พวกเราบริหารร้านขายยาเพียงแห่งเดียว ตามหลักแล้วสมควรจะผ่อนแรงลงบ้าง ทว่าตอนนี้กิจการยาสำเร็จรูปกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา กลับกลายเป็นวุ่นวายกว่าเมื่อก่อนเสียอีก พวกเจ้าจะหละหลวมเกียจคร้านแม้แต่น้อยมิได้เป็นอันขาด ทุกคราที่จัดยาเสร็จแล้วจะต้องตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วน หากปล่อยให้ผู้ป่วยกินแล้วเกิดปัญหาขึ้นมา ข้าไม่ละเว้นพวกเจ้าแน่"
ฮุ่ยเหนียงใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ควบคู่ไปกับการแจกอั่งเปา นางก็ไม่ลืมที่จะอบรมสั่งสอนสาวใช้ทั้งหลายไปด้วย
เหล่าสาวใช้ต่างขานรับด้วยท่าทีนอบน้อมเคารพยิ่ง เวลานี้เสิ่นซีก็กระโดดออกมา พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นว่า "ท่านน้า แล้วของข้าเล่าขอรับ?"
"ไอ้เด็กเหม็น ไม่มีส่วนของเจ้าหรอกนะ"
ไม่รู้ว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด คำว่า "ไอ้เด็กเหม็น" ที่ฮุ่ยเหนียงใช้เรียกขานกลับเจือไปด้วยความสนิทสนมเอ็นดูมากขึ้นหลายส่วน "ประเดี๋ยวค่อยไปทวงจากแม่ของเจ้าเอาเองก็แล้วกัน รีบกลับบ้านไปเถิด พ่อของเจ้าอยู่บ้าน กลับไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันให้เบิกบานใจเถิด"
เสิ่นซียิ้มแฉ่งพลางกล่าว "รอให้ข้าได้อั่งเปาก่อนข้าถึงจะไป... ไม่ให้จริง ๆ หรือขอรับ? เฮ้อ ท่านน้านี่ช่างตระหนี่ถี่เหนียวเกินไปแล้วกระมัง?"
ฮุ่ยเหนียงหัวเราะพลางเอ่ยด่า "กล้าล้อเลียนน้าของเจ้าเชียวหรือ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะตีเจ้า?"
กล่าวจบนางก็ทำท่าทำทางเตรียมจะลงไม้ลงมือ เสิ่นซีนั้นสองขาปราดเปรียว รีบลากตัวหลินไต้พ้นประตูเรือน วิ่งตรงกลับไปยังบ้านของตนเองที่อยู่ตรอกด้านหลังในทันที
ลู่ซีเอ๋อร์ทอดสายตาละห้อยมองแผ่นหลังของเสิ่นซีและหลินไต้ พร้อมกับเอ่ยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ "ท่านแม่ เหตุใดท่านป้าใหญ่กับพี่เสิ่นซีถึงไม่มาฉลองปีใหม่ด้วยกันเล่าเจ้าคะ?"
"ก็เพราะพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างไรเล่า... วางใจเถิด ท่านป้าใหญ่ พี่เสิ่นซี แล้วก็พี่ไต้เอ๋อร์ของเจ้า ประเดี๋ยวพวกเขากินข้าวเสร็จก็จะมาหาแล้ว ถึงตอนนั้นก็มาเล่นเป็นเพื่อนเจ้าได้แล้ว"
ลู่ซีเอ๋อร์ถึงได้คลายความกังวล ทว่ายามที่เดินกลับจากหน้าประตู ก็ยังคงเดินไปเหลียวหลังไป ดูโดดเดี่ยวเดียวดาย ดูอ่อนแอบอบบางชวนให้สงสารและอยากทะนุถนอมยิ่งนัก
ครอบครัวตระกูลเสิ่นทั้งสี่คนกินอาหารมื้อข้ามปีเสร็จสิ้น เสิ่นหมิงจวินก็ออกเดินทางไปยังโรงพิมพ์เพื่อเฝ้าโกดังในยามค่ำคืน
ก่อนจากไป โจวซื่อได้กำชับกำชาและแสดงความอาลัยอาวรณ์อยู่มากมาย
แม้จะกล่าวว่าคืนนี้นางตกลงกับฮุ่ยเหนียงไว้แล้วว่าจะนอนด้วยกัน ทว่าอย่างไรเสียคนตรงหน้าก็คือสามี ยามนี้เสิ่นหมิงจวินทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย นางกลับไม่อาจบอกความจริงเรื่องที่มีหุ้นในโรงพิมพ์ให้เขารู้ได้อย่างหมดเปลือก ในใจจึงรู้สึกละอายใจอยู่เสมอ
เมื่อภายในใจรู้สึกผิด ความเอาใจใส่ที่มีต่อสามีก็เพิ่มพูนขึ้นมาอีกหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว บางครากระทั่งตัวนางเองก็ยังไม่ทันได้สังเกตเห็นเสียด้วยซ้ำ